DrAmp Team
หมอแอมป์ นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ Dr.Amp Tanupol Virunhagarun , MD. | ว. 35087
เมื่อคนเราอายุมากขึ้น กลไกในร่างกายจะนำพาไปสู่ความเสื่อมและถดถอยทางธรรมชาติ ทำให้ร่างกาย มีสมรรถภาพในด้านต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป กลไกเหล่านี้สามารถป้องกันและชะลอได้ ด้วยการเอาใจใส่ ในรายละเอียดต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งการรับประทานอาหารและพฤติกรรมการใช้ชีวิต
08/06/2026
อายุยืนอย่างเดียวไม่พอ! มารู้จัก DALYs ตัวชี้วัด "ปีสุขภาพดี" ที่เราไม่ควรสูญเสียไป
โดย หมอแอมป์ นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ
สวัสดีครับทุกท่าน กลับมาพบกับหมออีกครั้งนะครับ วันนี้หมอมีเรื่องราวที่น่าสนใจและสำคัญกับคุณภาพชีวิตของพวกเราทุกคนมากๆ มาฝากกันครับ
เวลาที่เราพูดถึงเรื่องการมีอายุที่ยืนยาว เรามักจะนึกถึงแค่ว่า "เราจะมีอายุไปจนถึงกี่ปี" ใช่ไหมครับ? แต่ในทางการแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน (Preventive Medicine) และเวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) เราไม่ได้มองแค่ความยาวนานของอายุขัย (Lifespan) เท่านั้นครับ แต่เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสิ่งที่เรียกว่า "อายุขัยสุขภาพ" (Healthspan) หรือช่วงเวลาที่เรามีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรงและมีความสุขครับ
วันนี้หมอจะพาทุกท่านไปรู้จักกับคำศัพท์ทางการแพทย์คำหนึ่งที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการวัดเรื่องนี้ครับ นั่นก็คือคำว่า “DALYs”
DALYs คืออะไร?
**DALYs** ย่อมาจาก “Disability-Adjusted Life Years” แปลเป็นไทยให้เข้าใจง่ายๆ คือ "ปีสุขภาวะที่สูญเสียไป" เป็นหน่วยที่ใช้วัด "ภาระโรค" (Burden of Disease) ของประชากรครับ
สมการจำง่ายๆ สไตล์หมอคือ:
-1 DALY = การที่เราสูญเสียช่วงเวลาแห่งการมีสุขภาพดีไป 1 ปีเต็มๆ
ในทางการแพทย์ เราจะคำนวณ DALYs จากสมการ -DALY = YLL + YLD โดยมี 2 ส่วนประกอบกัน ดังนี้ครับ:
1. YLL (Years of Life Lost): จำนวนปีที่สูญเสียไปจากการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ส่วนนี้คำนวณง่ายๆ โดยนำอายุขัยมาตรฐานที่ควรจะเป็น มาลบด้วยอายุที่เสียชีวิตจริงครับ
ตัวอย่าง: สมมติว่าอายุขัยมาตรฐานของคนไทยคือ 80 ปี แต่มีผู้ป่วยท่านหนึ่งเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตอนอายุ 60 ปี เท่ากับว่าเขาสูญเสีย YLL ไป 20 ปีครับ
2. YLD (Years Lived with Disability): จำนวนปีที่ต้องทนมีชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยหรือความพิการ
ส่วนนี้จะคำนวณจากระยะเวลาที่ป่วย คูณกับ 'น้ำหนักความรุนแรงของโรค' (Disability Weight) ซึ่งมีค่าตั้งแต่ 0 (สุขภาพสมบูรณ์) ไปจนถึง 1 (เสียชีวิต)
> ตัวอย่าง: หากผู้ป่วยท่านหนึ่งป่วยเป็นอัมพฤกษ์ครึ่งซีก (สมมติน้ำหนักความรุนแรงของโรคอยู่ที่ 0.5) และมีชีวิตอยู่กับภาวะนี้เป็นเวลา 10 ปี เขาจะสูญเสีย YLD ไปเท่ากับ 10 x 0.5 = 5 ปีครับ
>
เมื่อนำ YLL มาบวกกับ YLD ก็จะได้ค่า “DALYs” รวมครับ ยิ่งตัวเลขนี้สูงเท่าไหร่ ก็แปลว่าภาระโรคยิ่งมาก และเรายิ่งสูญเสียช่วงเวลาที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปมากเท่านั้นครับ
เป้าหมายสูงสุดของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม จึงไม่ใช่แค่การพยายามหนีความตายครับ แต่คือการ "ลดค่า DALYs ให้เหลือน้อยที่สุด" เพื่อนำไปสู่ทฤษฎีทางการแพทย์ที่เราเรียกว่า
“การทำกราฟชีวิตให้เป็นทรงสี่เหลี่ยม (Squaring the Curve หรือ Compression of Morbidity)” ครับ
หลายท่านอาจจะสงสัยว่ากราฟชีวิตทรงสี่เหลี่ยมคืออะไร? ลองจินตนาการถึงกราฟที่มีแกนตั้งเป็น "ระดับความแข็งแรงของร่างกาย" (Vitality) และแกนนอนเป็น "อายุขัย" (Age) นะครับ:
-กราฟชีวิตแบบเดิม (กราฟลาดลง): คนส่วนใหญ่มักมีกราฟที่ค่อยๆ ดิ่งลงเมื่ออายุมากขึ้น เริ่มเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะตั้งแต่อายุ 50-60 ปี ต้องพึ่งพาการกินยาเป็นกำๆ หรือล้มหมอนนอนเสื่อในช่วง 10-20 ปีสุดท้ายของชีวิต (ซึ่งช่วงเวลาที่กราฟตกลงมานี่แหละครับ คือการสูญเสียค่า YLD อย่างมหาศาล)
-กราฟชีวิตทรงสี่เหลี่ยม (Squaring the Curve):
นี่คือเป้าหมายของเราครับ! คือการรักษาระดับความแข็งแรงให้คงที่ในระดับสูงสุดไปเรื่อยๆ จนแม้อายุจะล่วงเลยเข้าวัย 80-90 ปี ก็ยังเดินเหินคล่องแคล่ว ไปเที่ยวได้ สมองยังแจ่มใส และเมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตจริงๆ กราฟความแข็งแรงจึงค่อยตกลงมาในระยะเวลาที่สั้นที่สุดครับ
พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ การทำกราฟชีวิตทรงสี่เหลี่ยมก็คือการ "แข็งแรงให้นานที่สุด และป่วยให้น้อยที่สุดก่อนจากไป" นั่นเองครับ
# # # เราจะลดการสูญเสีย "ปีสุขภาพดี" ได้อย่างไร?
กุญแจสำคัญในการสร้างกราฟชีวิตทรงสี่เหลี่ยมไม่ได้อยู่ที่ยาวิเศษที่ไหนครับ แต่อยู่ที่ตัวเราเองผ่าน "เวชศาสตร์วิถีชีวิต" (Lifestyle Medicine)** ซึ่งเป็นสิ่งที่เราปรับแก้ได้ในทุกๆ วัน ลองมาดูเคล็ดลับง่ายๆ กันครับ:
- อาหารคือยา (Nutrition): เน้นทานอาหารแบบ Plant-Based, Whole Foods ทานผักผลไม้หลากสีให้เป็นส่วนใหญ่ของจาน ลดหวาน มัน เค็ม และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป (Processed Foods) ที่เป็นตัวการก่อการอักเสบในร่างกาย
- ขยับเท่ากับดี (Physical Activity): ไม่จำเป็นต้องหักโหมครับ แค่หมั่นลุกเดินระหว่างวัน และออกกำลังกายสม่ำเสมอให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ ก็ช่วยป้องกันโรคเรื้อรังได้มหาศาล
- นิทราคือยาอายุวัฒนะ (Sleep): การนอนหลับที่มีคุณภาพ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน คือช่วงเวลาที่ร่างกายจะได้ซ่อมแซม DNA และฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกัน
- จัดการความเครียด (Stress Management): ความเครียดคือสารพิษชั้นดี หาเวลาผ่อนคลาย ทำสมาธิ หรือทำกิจกรรมที่ตัวเองชื่นชอบ
- หลีกเลี่ยงสารอันตราย (Avoidance of Risky Substances): งดการสูบบุหรี่ และจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- สร้างสายใยแห่งความสุข (Social Connection): การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง ครอบครัว และเพื่อนฝูง เป็นยาวิเศษที่ช่วยบำรุงทั้งใจและสมองครับ
เห็นไหมครับว่า ตัวเลข DALYs และกราฟชีวิตทรงสี่เหลี่ยม สะท้อนให้เห็นสัจธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสสอนไว้เมื่อกว่า 2,500 ปีก่อนว่า
"อโรคยา ปรมาลาภา - ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ" อย่างแท้จริงเลยครับ การดูแลสุขภาพกายควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพใจตามหลักธรรมมะ จึงเป็นวิถีทางแห่งความยั่งยืนของการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีคุณภาพ
หมออยากเชิญชวนให้ทุกท่านหันมาลงทุนกับสุขภาพตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่เราจะได้วาดกราฟชีวิตของตัวเองให้เป็นทรงสี่เหลี่ยมที่สวยงาม และสะสม "ปีแห่งสุขภาพดี" ไว้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไปนานๆ ครับ
สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องสร้างเองนะครับ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านครับ สวัสดีครับ
หมอแอมป์
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ
07/06/2026
เหนื่อยไหม…ที่ต้องมีให้เหมือนคนอื่น
มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ…ถ้าใจยังหิว
(Series : Mental Health & Mindful Living by Dr.Amp ,EP7)
โดย หมอแอมป์
นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ
ยุคนี้
เราอยู่ในโลกที่กระตุ้นให้ “อยาก” ตลอดเวลา
อยากได้บ้านใหญ่ขึ้น
อยากมีรถดีขึ้น
อยากมีเงินมากขึ้น
อยากดูดีขึ้น
อยากสำเร็จเร็วขึ้น
อยากให้คนอื่นเห็นว่าเรามีชีวิตที่ดีขึ้น
เปิดโทรศัพท์ไม่กี่นาที
เราก็เห็นชีวิตคนอื่นเต็มไปหมด
เห็นเขาเที่ยว
เห็นเขาซื้อของ
เห็นเขาประสบความสำเร็จ
เห็นเขาดูมีความสุข
แล้วใจเราก็เริ่มถามตัวเองว่า…
“ทำไมเรายังไม่มีแบบเขา”
“ทำไมชีวิตเรายังไม่ดีเท่านั้น”
“ทำไมเรายังไปไม่ถึงไหน”
หลายครั้ง
เราไม่ได้ทุกข์เพราะเราขาดจริง ๆ
แต่เราทุกข์เพราะใจถูกกระตุ้นให้รู้สึกว่า
“เรายังไม่พอ”
หมออยากบอกทุกคนว่า…
ของบางอย่างเพิ่มความสะดวกให้ชีวิตได้
แต่ไม่ได้แปลว่าจะเพิ่มความสงบให้หัวใจเสมอไป
ความอยากไม่ผิด แต่ต้องไม่ปล่อยให้ความอยากเป็นนายชีวิต
การอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น
ไม่ใช่เรื่องผิดครับ
อยากทำงานดีขึ้น
อยากดูแลครอบครัวให้ดีขึ้น
อยากมีความมั่นคง
อยากสร้างอนาคต
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องดี
แต่ปัญหาเริ่มเกิด
เมื่อความอยากไม่ได้พาเราเติบโต
แต่พาใจเราเหนื่อยลงทุกวัน
เหนื่อยเพราะต้องเปรียบเทียบ
เหนื่อยเพราะต้องพิสูจน์ตัวเอง
เหนื่อยเพราะกลัวน้อยหน้าคนอื่น
เหนื่อยเพราะซื้อแล้วก็ยังไม่อิ่ม
ได้แล้วก็ยังอยากได้อีก
มีแล้วก็ยังรู้สึกว่ายังไม่พอ
สุดท้าย
เราไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งของ
แต่สิ่งของ
ความคาดหวัง
และสายตาคนอื่น
กลับมาเป็นเจ้าของใจเราแทน
ซื้อของได้ แต่อย่าให้ของซื้อใจเราไป
ของใช้ เงินทอง ความสำเร็จ
ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายครับ
แต่ต้องรู้เท่าทันว่า
สิ่งเหล่านี้เป็น “เครื่องมือ”
ไม่ใช่ “ความหมายทั้งหมดของชีวิต”
เงินมีไว้ดูแลชีวิต
ไม่ใช่ให้ชีวิตต้องหมดแรงเพื่อวิ่งตามเงินอย่างเดียว
บ้านมีไว้ให้ใจได้พัก
ไม่ใช่มีไว้เพื่อเปรียบเทียบว่าใครใหญ่กว่าใคร
เสื้อผ้า นาฬิกา รถยนต์
เป็นสิ่งที่ใช้ได้
ชื่นชมได้
มีความสุขกับสิ่งเหล่านี้ได้
แต่ขออย่าให้สิ่งของเหล่านี้
กลายเป็นตัววัดว่า
เราเป็นคนมีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า
เพราะคุณค่าของมนุษย์
ไม่ได้อยู่ที่ยี่ห้อที่ใช้
ไม่ได้อยู่ที่ยอดเงินในบัญชี
ไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนกดถูกใจ
และไม่ได้อยู่ที่การดูรวยกว่าคนอื่น
คุณค่าของเราอยู่ที่ใจ
อยู่ที่ความดี
อยู่ที่สติ
อยู่ที่เมตตา
อยู่ที่การใช้ชีวิตให้ไม่เบียดเบียนตัวเองและคนรอบข้าง
พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า
“อาโรคฺยปรมา ลาภา
สนฺตุฏฺฐีปรมํ ธนํ”
แปลโดยใจความว่า
“ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ
ความสันโดษ เป็นทรัพย์อันประเสริฐ”
คำว่า “สันโดษ”
ไม่ได้แปลว่าไม่พัฒนา
ไม่ได้แปลว่าไม่ทำงาน
ไม่ได้แปลว่าไม่สร้างชีวิตให้ดีขึ้น
แต่หมายถึง
การรู้จักพอในใจ
ขณะยังทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
ทำงานได้
แต่ไม่เผาใจตัวเอง
มีเป้าหมายได้
แต่ไม่เหยียบย่ำตัวเองระหว่างทาง
อยากสำเร็จได้
แต่ไม่ต้องดูถูกชีวิตตัวเองในวันนี้
มีมากขึ้นได้
แต่ต้องไม่ลืมถามว่า…
“สิ่งที่เรากำลังวิ่งตาม
ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นจริง
หรือแค่ทำให้เราดูดีขึ้นในสายตาคนอื่น”
Longevity ไม่ใช่แค่อายุยืน แต่คือการไม่ใช้ชีวิตแบบใจถูกเผาทุกวัน
ในมุม Longevity
ชีวิตที่ดีไม่ได้หมายถึงแค่การมีอายุยืนยาวเท่านั้นครับ
แต่คือการมี Healthspan
คือช่วงชีวิตที่ร่างกายยังแข็งแรง
ใจยังมีพลัง
สมองยังแจ่มใส
และเรายังมีความสุขกับชีวิตได้จริง
ถ้าเรามีทุกอย่าง
แต่กินข้าวไม่อร่อย
นอนไม่หลับ
ใจร้อน
เครียดตลอดเวลา
เปรียบเทียบตัวเองทุกวัน
และไม่เคยรู้สึกพอเลย
แบบนั้นอาจไม่ใช่ชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ
Longevity ที่แท้จริง
จึงไม่ใช่แค่การดูแลอาหาร
การออกกำลังกาย
การนอน
หรือการตรวจสุขภาพ
แต่รวมถึงการดูแล “ใจ”
ไม่ให้ถูกความอยาก ความอิจฉา ความกดดัน และการเปรียบเทียบ
เผาผลาญพลังชีวิตของเราไปทุกวัน
เพราะใจที่สงบ
ช่วยให้เราตัดสินใจดีขึ้น
พูดดีขึ้น
นอนดีขึ้น
ใช้ชีวิตช้าลงในสิ่งที่ควรช้า
และเลือกสิ่งที่จำเป็นกับชีวิตจริง ๆ ได้มากขึ้น
ลองนั่งนิ่ง ๆ แล้วถามใจตัวเอง
บางครั้ง
ก่อนซื้อของบางอย่าง
ก่อนเปรียบเทียบตัวเองกับใคร
ก่อนรู้สึกว่าชีวิตเรายังไม่พอ
หมออยากชวนให้ลองหยุดสักครู่ครับ
นั่งนิ่ง ๆ
หลับตาเบา ๆ
กลับมาอยู่กับลมหายใจ
หายใจเข้า…รู้ว่าเรากำลังอยาก
หายใจออก…รู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องทำตามความอยากทุกครั้ง
แล้วถามใจตัวเองว่า…
“เราต้องการสิ่งนี้จริง ๆ
หรือเราแค่อยากหนีความรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พอ”
“สิ่งนี้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นจริง
หรือแค่ทำให้เราดูดีขึ้นในสายตาคนอื่น”
“ถ้าไม่มีสิ่งนี้
เรายังเป็นคนมีคุณค่าอยู่ไหม”
คำตอบที่เกิดขึ้นในความนิ่ง
มักซื่อสัตย์กว่าคำตอบที่เกิดขึ้นตอนใจถูกกระตุ้น
สมาธิไม่ได้ทำให้เราเลิกมีเป้าหมาย
แต่สมาธิช่วยให้เราเห็นว่า
เป้าหมายไหนมาจากปัญญา
และเป้าหมายไหนมาจากความกลัวว่าจะด้อยกว่าคนอื่น
ความสุขที่แท้ อาจไม่ใช่การมีเพิ่ม แต่คือการเบาลง
บางคนใช้ทั้งชีวิตเพื่อสะสม
สะสมเงิน
สะสมของ
สะสมชื่อเสียง
สะสมคำชม
สะสมภาพลักษณ์ว่าเราประสบความสำเร็จ
แต่ลืมสะสมความสงบ
ลืมสะสมความสัมพันธ์ที่ดี
ลืมสะสมสุขภาพ
ลืมสะสมเวลาคุณภาพกับคนที่รัก
และลืมสะสมบุญในใจตัวเอง
วันหนึ่งเราอาจพบว่า
บ้านเราเต็ม
แต่ใจเราว่างเปล่า
บัญชีเราเพิ่ม
แต่ความสุขเราลดลง
คนเห็นว่าเรามีมาก
แต่เราเองกลับรู้สึกเหนื่อยมาก
ความสุขที่ลึกที่สุด
บางครั้งไม่ได้มาจากการได้อะไรเพิ่ม
แต่มาจากการรู้ว่า
อะไรไม่จำเป็นต้องวิ่งตามอีกแล้ว
หมอขอฝากไว้
อย่าปล่อยให้ยุคนี้
สอนให้เราอยากได้ทุกอย่าง
แต่ลืมอยากมีใจที่สงบ
อย่าปล่อยให้โซเชียล
ทำให้เรารู้สึกว่าชีวิตตัวเองเล็กลง
อย่าปล่อยให้สิ่งของ
กลายเป็นเครื่องตัดสินคุณค่าของมนุษย์
และอย่าปล่อยให้ความอยาก
ขโมยเวลา สุขภาพ ความสัมพันธ์ และความสงบของเราไปทีละวัน
มีเป้าหมายได้ครับ
ขยันได้ครับ
สำเร็จได้ครับ
รวยได้ครับ
แต่ขอให้รวยอย่างมีสติ
สำเร็จอย่างไม่ทำร้ายใจ
มีมากขึ้นโดยไม่ลืมความพอดี
และก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความดีงามไว้ข้างหลัง
เพราะสุดท้ายแล้ว
ชีวิตที่ดี
ไม่ใช่ชีวิตที่มีทุกอย่างมากที่สุด
แต่คือชีวิตที่รู้ว่า
อะไรพอ
อะไรจำเป็น
อะไรควรวาง
และอะไรคือความสุขจริง ๆ ของหัวใจ
มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ
ถ้าใจยังหิว
แต่ถ้าใจรู้จักพอ
แม้ชีวิตไม่ได้มีทุกอย่าง
เราก็ยังมีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าได้
ด้วยความปรารถนาดี
หมอแอมป์
นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ
06/06/2026
ชีวิตยังไม่พัง…อย่าให้ใจพังไปก่อน
(Series : Mental Health & Mindful Living by Dr.Amp ,EP.6)
โดย หมอแอมป์
นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ
หลายครั้ง
สิ่งที่ทำให้เราเหนื่อยที่สุด
ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงตรงหน้า
แต่คือ “ความกลัว”
กับเรื่องที่ยังมาไม่ถึง
กลัวว่างานจะไม่มั่นคง
กลัวว่าเงินจะไม่พอ
กลัวว่าคนที่รักจะเป็นอะไรไป
กลัวว่าสุขภาพจะไม่ดี
กลัวว่าลูกหลานจะลำบาก
กลัวว่าอนาคตจะไม่เป็นอย่างที่หวัง
บางเรื่องยังไม่เกิด
แต่ใจเราร้องไห้ไปก่อนแล้ว
บางปัญหายังมาไม่ถึง
แต่เรานอนไม่หลับไปหลายคืนแล้ว
บางเหตุการณ์เป็นเพียง “ความเป็นไปได้”
แต่ใจเรากลับทุกข์
เหมือนเรื่องนั้นเกิดขึ้นจริงแล้ว
หมออยากบอกทุกคนว่า…
ชีวิตยังไม่พัง
อย่าเพิ่งให้ใจพังไปก่อน
ความกังวล ไม่ใช่ศัตรู แต่ต้องไม่ให้ครอบครองชีวิต
ความกังวลมีประโยชน์ครับ
ถ้าช่วยให้เราระวังตัว
วางแผน
ดูแลสุขภาพ
ดูแลการเงิน
และใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท
แต่ความกังวลจะกลายเป็นพิษ
เมื่อเริ่มครอบครองใจเรา
คิดวนทั้งวัน
นอนไม่หลับทั้งคืน
ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ใจเหนื่อยเหมือนรบมาแล้วทั้งชีวิต
บางคนตื่นเช้ามา
ร่างกายยังไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่ใจเหนื่อยไปถึงเย็นแล้ว
เพราะใจวิ่งไปอยู่กับปัญหาของพรุ่งนี้
มะรืนนี้
เดือนหน้า
ปีหน้า
และอนาคตที่ยังไม่มาถึง
สุดท้าย
เราไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับวันนี้
แต่ใช้ชีวิตอยู่กับความกลัวของวันพรุ่งนี้
แก้ได้ ให้แก้
ยังแก้ไม่ได้ ให้กลับมาหายใจ
ในชีวิตจริง
บางเรื่องเราควบคุมได้
บางเรื่องเราควบคุมไม่ได้
เรื่องที่ควบคุมได้
ให้เราทำด้วยสติ
ถ้ากังวลเรื่องสุขภาพ
ก็เริ่มดูแลอาหาร
การนอน
การออกกำลังกาย
และตรวจร่างกายตามสมควร
ถ้ากังวลเรื่องเงิน
ก็เริ่มวางแผน
ลดสิ่งฟุ่มเฟือย
และจัดลำดับความจำเป็น
ถ้ากังวลเรื่องครอบครัว
ก็เริ่มพูดคุยกันด้วยความเข้าใจมากขึ้น
ถ้ากังวลเรื่องงาน
ก็ทำหน้าที่วันนี้ให้ดีที่สุด
และพัฒนาตัวเองเท่าที่ทำได้
แต่เรื่องที่ยังแก้ไม่ได้
ยังไม่เกิด
ยังไม่ถึงเวลา
หรือเกินกำลังของเราในตอนนี้
ขอให้กลับมาหายใจครับ
หายใจเข้า…รู้ว่าตอนนี้เรายังอยู่
หายใจออก…รู้ว่าตอนนี้เรายังไหว
บางครั้ง
สติไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไปทันที
แต่สติช่วยให้เราไม่พัง
ก่อนที่ปัญหาจริงจะมาถึง
พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า อย่าจมอดีต อย่ากังวลอนาคต จนลืมปัจจุบัน
มีพุทธพจน์บทหนึ่งที่งดงามมากครับ
“อตีตํ นานฺวาคเมยฺย
นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ”
แปลโดยใจความว่า
“ไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว
ไม่ควรกังวลถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง”
คำสอนนี้ไม่ได้หมายความว่า
เราไม่ต้องวางแผนชีวิต
แต่หมายความว่า
อย่าให้ใจของเราไปจมอยู่กับอดีต
หรือวิ่งไปทุกข์กับอนาคต
จนลืมทำวันนี้ให้ดีที่สุด
อดีตผ่านไปแล้ว
อนาคตยังมาไม่ถึง
สิ่งเดียวที่เราจับต้องได้จริง
คือ “วันนี้”
และ “ลมหายใจนี้”
ถ้าเราดูแลวันนี้ให้ดี
อนาคตก็มีโอกาสดีขึ้น
แต่ถ้าเราปล่อยให้ความกลัวอนาคต
ทำลายใจเราเสียตั้งแต่วันนี้
แม้อนาคตยังไม่มาถึง
เราก็เหนื่อยไปก่อนแล้ว
⸻
อย่าเอาความคิดร้าย ๆ มาทำนายชีวิตตัวเอง
ใจคนเราน่าแปลกครับ
เวลาเครียด
สมองมักพาเราไปคิดถึงเหตุการณ์ที่แย่ที่สุด
ถ้าเป็นแบบนั้นล่ะ
ถ้าเสียงานล่ะ
ถ้าไม่มีเงินล่ะ
ถ้าคนอื่นไม่รักล่ะ
ถ้าทุกอย่างพังล่ะ
เราคิดเหมือนกำลังเตรียมตัว
แต่บางครั้ง
เรากำลังทรมานตัวเองด้วยภาพในใจ
หมออยากให้จำไว้ว่า…
ความคิด ไม่ใช่คำพยากรณ์
แค่เราคิดว่าอนาคตจะแย่
ไม่ได้แปลว่าชีวิตจะแย่จริง
แค่เรากลัวว่าจะไม่ไหว
ไม่ได้แปลว่าเราจะผ่านเรื่องตรงหน้าไปไม่ได้
แค่วันนี้ใจเราสั่น
ไม่ได้แปลว่าทั้งชีวิตเราจะล้มเหลว
อย่าเชื่อทุกความคิด
โดยเฉพาะความคิดที่เกิดขึ้น
ตอนเราเหนื่อย
เครียด
หรืออดนอน
บางครั้ง
สิ่งที่เราต้องทำ
ไม่ใช่คิดให้มากขึ้น
แต่คือพักให้พอ
หายใจให้ลึก
และกลับมาอยู่กับความจริงตรงหน้า
⸻
ทำวันนี้ให้เป็นบุญกับชีวิต
เราอาจไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร
แต่เรารู้ได้ว่า
วันนี้เราจะทำอะไร
วันนี้เราพูดดีกับคนในบ้านได้
วันนี้เราดูแลร่างกายได้
วันนี้เราทำงานด้วยความตั้งใจได้
วันนี้เราขอโทษคนที่ควรขอโทษได้
วันนี้เราให้อภัยตัวเองได้
วันนี้เราหยุดคิดร้ายกับชีวิตตัวเองได้
บางครั้ง
บุญไม่ได้เริ่มจากเรื่องใหญ่
บุญเริ่มจากการไม่ปล่อยให้ใจเราจมอยู่กับความกลัว
เริ่มจากการมีสติ
เริ่มจากการพูดดี
เริ่มจากการทำหน้าที่ตรงหน้าให้ดีที่สุด
เริ่มจากการไม่ส่งต่อความเครียดให้คนรอบข้าง
ถ้าเราทำวันนี้ให้ดีขึ้นหนึ่งอย่าง
ใจเราก็เบาขึ้นหนึ่งส่วน
และชีวิตก็เริ่มเดินไปทางที่ดีขึ้นทีละก้าว
⸻
หมอขอฝากไว้
โลกยุคนี้ไม่แน่นอนจริงครับ
เศรษฐกิจเปลี่ยน
งานเปลี่ยน
สุขภาพเปลี่ยน
ความสัมพันธ์เปลี่ยน
แผนชีวิตหลายอย่างอาจไม่เป็นไปตามที่เราคิด
แต่สิ่งหนึ่งที่เราฝึกได้
คือใจของเรา
ฝึกให้ใจไม่วิ่งไปทุกข์ล่วงหน้าเกินจำเป็น
ฝึกให้ใจกลับมาอยู่กับวันนี้
ฝึกให้ใจแยกให้ออกว่า
อะไรคือปัญหาจริง
อะไรคือความกลัวที่เราสร้างซ้ำในหัวใจ
และฝึกให้ใจพูดกับตัวเองว่า…
“ฉันยังไม่ต้องแก้ทั้งชีวิตในวันนี้
ขอแค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อน”
ถ้าวันนี้ยังหายใจอยู่
วันนี้ยังเริ่มใหม่ได้
ถ้าวันนี้ยังมีสติ
วันนี้ยังมีทางออก
ถ้าวันนี้ยังไม่ยอมแพ้
ชีวิตก็ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลง
ชีวิตยังไม่พัง
อย่าให้ใจพังไปก่อน
อย่าให้ความกลัวของพรุ่งนี้
มาขโมยความสงบของวันนี้
และอย่าให้เรื่องที่ยังไม่เกิด
มาทำร้ายหัวใจของเรา
ราวกับเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ
ค่อย ๆ ทำวันนี้ให้ดีครับ
ทีละลมหายใจ
ทีละก้าว
ทีละเรื่อง
เพราะบางครั้ง
ทางออกของชีวิต
ไม่ได้เริ่มจากการรู้อนาคตทั้งหมด
แต่เริ่มจากการกลับมามีสติ
กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในวันนี้
ด้วยความปรารถนาดี
หมอแอมป์
นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ
05/06/2026
AI ยิ่งฉลาด มนุษย์ยิ่งต้องดูแล “สมอง”
Brain Capital: ทุนใหม่ของชีวิต การงาน และอนาคตมนุษย์
ทุกท่านครับ…ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่ AI เขียนบทความได้ วิเคราะห์ข้อมูลได้ สรุปประชุมได้ แปลภาษาได้ และในหลายงาน AI ทำได้เร็วกว่าเราอย่างน่าตกใจ
หลายคนจึงถามว่า “แล้วมนุษย์จะเหลืออะไร?”
คำตอบที่น่าสนใจจากรายงานของ World Economic Forum ร่วมกับ McKinsey Health Institute ชื่อ The Human Advantage: Stronger Brains in the Age of AI คือ อนาคตไม่ใช่เรื่อง “มนุษย์แข่งกับ AI” แต่เป็นเรื่อง “มนุษย์จะใช้ AI ให้ดีได้แค่ไหน” และหัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่สิ่งที่เรียกว่า Brain Capital หรือ “ทุนสมอง” นั่นเอง
รายงานนี้บอกไว้ชัดครับว่า ในยุค AI ประเทศ องค์กร และคนที่จะแข่งขันได้ ไม่ใช่คนที่ใช้เทคโนโลยีอย่างเดียว แต่คือคนที่มีสมองแข็งแรง คิดยืดหยุ่น เข้าใจคนอื่น แก้ปัญหาซับซ้อน และเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ทักษะนุ่ม ๆ ที่เอาไว้พูดสวย ๆ แต่เป็น “ทุนเศรษฐกิจ” ชนิดใหม่ของโลกยุคต่อไป
Brain Capital คืออะไร?
คำว่า Brain Capital ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ ๆ ครับ
ส่วนแรกคือ Brain Health หรือสุขภาพสมอง หมายถึงการทำให้สมองทำงานได้ดีที่สุด ตั้งแต่การพัฒนาสมองในวัยเด็ก การป้องกันปัจจัยเสี่ยง ไปจนถึงการดูแลภาวะทางสมองและจิตใจอย่างเหมาะสม
ส่วนที่สองคือ Brain Skills หรือทักษะสมอง เช่น การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่น ความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ภาวะผู้นำ การสื่อสาร การควบคุมตัวเอง และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ
พูดง่าย ๆ คือ สมองที่ดีไม่ใช่แค่ “จำเก่ง” แต่ต้อง “ปรับตัวเก่ง” ด้วยครับ
ในอดีต คนที่รู้สูตรสำเร็จอาจทำงานได้ดี แต่ในยุค AI สูตรสำเร็จเปลี่ยนเร็วมาก รายงานนี้เปรียบเทียบไว้น่าสนใจว่า การทำตามสูตรเดิม ๆ อาจมีค่าน้อยลง แต่ความสามารถในการ “คิดสูตรใหม่” เมื่อต้องเจอสถานการณ์เปลี่ยนแปลง จะสำคัญขึ้นอย่างมาก
ตัวเลขที่ควรทำให้เราหยุดคิด
เรื่องสมองไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ และไม่ใช่เรื่องเฉพาะของหมอหรือโรงพยาบาลเท่านั้น
รายงานระบุว่า ภาระโรคที่เกี่ยวกับสุขภาพสมองคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของภาระโรคทั่วโลก และมีผลต่อชีวิตผู้คนมากกว่า 1 พันล้านชีวิต ตั้งแต่เด็กที่ไม่ได้พัฒนาศักยภาพเต็มที่ ไปจนถึงผู้สูงอายุที่สูญเสียความสามารถในการใช้ชีวิตอย่างอิสระ
ที่น่าตกใจคือ หากเราขยายการดูแลและการแทรกแซงด้านสุขภาพสมองที่มีหลักฐานรองรับให้มากขึ้น โลกอาจลดการสูญเสียสุขภาวะได้ประมาณ 267 ล้าน DALYs ภายในปี 2050 และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมได้สูงถึง 6.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
(DALYs ย่อมาจาก Disability-Adjusted Life Years (ปีสุขภาวะที่สูญเสียไป) เป็นหน่วยที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ใช้เพื่อวัด "ภาระโรค" (Burden of Disease) โดย 1 DALY = การสูญเสียปีแห่งการมีสุขภาพดีไป 1 ปี)
นี่คือเหตุผลที่รายงานใช้คำว่า “ลงทุนในสมอง” ไม่ใช่แค่ “รักษาเมื่อป่วย”
เพราะสมองที่แข็งแรงทำให้คนเรียนรู้ได้ดี ทำงานได้ดี ตัดสินใจได้ดี อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดี และรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วได้ดีขึ้น
ในยุค AI ทักษะที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่แค่ทักษะเทคนิค
หลายคนคิดว่า ถ้าจะรอดในยุค AI ต้องเรียน coding ต้องเรียน data ต้องใช้เครื่องมือใหม่ ๆ ให้คล่อง แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญครับ แต่ยังไม่พอ
รายงาน Future of Jobs Report 2025 ของ World Economic Forum พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว 59% ของแรงงานจะต้องได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติมภายในปี 2030 เพื่อให้ทันกับความต้องการทักษะที่เปลี่ยนไป
แต่เมื่อดูทักษะที่นายจ้างต้องการ ทั้งวันนี้และอนาคต จะเห็นว่าหลายข้อเป็น “ทักษะสมอง” เช่น การคิดวิเคราะห์ ความยืดหยุ่น ความคิดสร้างสรรค์ ภาวะผู้นำ การฟังอย่างเข้าใจ ความอยากรู้อยากเรียน และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ
นี่คือจุดสำคัญครับ AI อาจช่วยเราคำนวณ ช่วยเราค้นข้อมูล ช่วยเราสร้างภาพ ช่วยเราเขียน แต่ AI ยังต้องอาศัยมนุษย์ที่ตั้งคำถามเป็น ตรวจสอบเป็น ตีความเป็น และตัดสินใจโดยคำนึงถึงบริบทของคนจริง ๆ
สมองแข็งแรง เริ่มจากพื้นฐานที่เรียบง่ายมาก
บางครั้งเราคิดว่าอนาคตต้องแก้ด้วยเทคโนโลยีล้ำ ๆ แต่สุขภาพสมองจำนวนมากเริ่มจากเรื่องธรรมดามากครับ
รายงานพูดถึงปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนได้ เช่น ความเครียด การนอนหลับ การมีส่วนร่วมกับชุมชน การสนับสนุนทางสังคม การเคลื่อนไหวร่างกาย การเข้าถึงบริการสุขภาพ และการกระตุ้นทางความคิด ปัจจัยเหล่านี้เชื่อมโยงทั้งสุขภาพจิต สุขภาพสมอง และประสิทธิภาพในการทำงาน
องค์การอนามัยโลกเองก็ชี้ว่า brain health ควรถูกมองตลอดช่วงชีวิต ไม่ใช่เริ่มดูแลตอนอายุมากแล้วเท่านั้น โดยมีตัวกำหนดสำคัญตั้งแต่สุขภาพกาย สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย การเรียนรู้ ความสัมพันธ์ทางสังคม ไปจนถึงการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ
เพราะฉะนั้น เวลาพูดถึงการดูแลสมอง เราไม่ได้พูดแค่เรื่องอาหารเสริม หรือเกมฝึกสมอง แต่พูดถึงวิถีชีวิตทั้งหมดครับ
นอนพอไหม
เครียดเรื้อรังเกินไปหรือเปล่า
ขยับร่างกายบ้างไหม
ได้เจอผู้คน ได้พูดคุย ได้รู้สึกมีคุณค่าไหม
ยังเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่หรือเปล่า
และใช้ AI แบบช่วยเพิ่มศักยภาพ หรือใช้จนสมองหยุดคิดเอง?
คำถามเหล่านี้เรียบง่าย แต่เป็นคำถามใหญ่ของอนาคตมนุษย์ครับ
เด็กวันนี้ คือทุนสมองของโลกพรุ่งนี้
อีกประเด็นที่รายงานเน้นมาก คือ การลงทุนตั้งแต่เด็กเล็กให้ผลตอบแทนสูงมาก
โปรแกรมพัฒนาเด็กปฐมวัยคุณภาพดีให้ผลตอบแทนต่อปีประมาณ 7–13% และในประเทศรายได้ต่ำถึงปานกลาง การลงทุนด้านการดูแลและการศึกษาปฐมวัยอาจให้สัดส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่ายได้ถึง 9 ต่อ 1
ทำไมถึงสูงขนาดนั้น?
เพราะวัยเด็กคือช่วงที่สมองกำลังสร้างรากฐานของชีวิต ไม่ใช่แค่ IQ แต่รวมถึงความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ความอดทน การเข้าสังคม ความอยากรู้อยากเห็น และความมั่นใจในการเรียนรู้สิ่งใหม่
ถ้าเด็กเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มีโภชนาการดี มีหนังสือให้อ่าน มีพื้นที่ให้เล่น มีผู้ใหญ่ที่รับฟัง และมีโรงเรียนที่ส่งเสริมการคิด ไม่ใช่แค่ท่องจำ เด็กคนนั้นไม่ได้แค่เรียนดีขึ้น แต่มีโอกาสเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ปรับตัวกับโลก AI ได้ดีกว่า
นี่คือเหตุผลที่การพัฒนาเด็กไม่ใช่แค่งานของครอบครัวหรือโรงเรียน แต่เป็นยุทธศาสตร์ระดับประเทศ
ที่ทำงานคือที่ที่สมองอาจแข็งแรงขึ้น หรือพังลงได้
ผู้ใหญ่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตอยู่กับงาน รายงานจึงมองว่า workplace เป็นพื้นที่สำคัญมากในการสร้างหรือทำลาย Brain Capital
เมื่อองค์กรนำ AI เข้ามาใช้ ถ้าเอา AI มาเพิ่มงาน เพิ่มความเร่ง เพิ่มความกดดัน โดยไม่ออกแบบงานใหม่ ไม่ฝึกทักษะสมอง และไม่ดูแลสุขภาพของคน สุดท้ายเทคโนโลยีที่ควรช่วยคน อาจกลายเป็นตัวเร่งความล้า ความเครียด และการหมดไฟได้
แต่ถ้าองค์กรใช้ AI เพื่อลดงานซ้ำซ้อน แล้วให้คนมีเวลาทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การสื่อสาร การตัดสินใจ และการดูแลกันมากขึ้น AI จะกลายเป็นเครื่องมือขยายศักยภาพมนุษย์
รายงานยังยกตัวอย่างว่า การลงทุนด้านสุขภาพพนักงานและทักษะสมองสามารถสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้จริง เช่น กรณีบริษัท On ที่มีโปรแกรมดูแลสุขภาวะ การโค้ช และการฝึกทักษะระหว่างบุคคลสำหรับผู้จัดการ ซึ่งรายงานระบุว่ามี ROI เพิ่มขึ้น 11.6 เท่า
ดังนั้น ในโลกใหม่ HR อาจไม่ใช่แค่ฝ่ายดูแลสวัสดิการ แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สมองขององค์กร
5 ทางออกที่รายงานเสนอ
รายงานสรุปแนวทางสร้าง Brain Capital ไว้ 5 ด้าน ได้แก่ การปกป้องสุขภาพสมอง การส่งเสริมทักษะสมอง การศึกษาและวัดผล Brain Capital การลงทุนในระบบและนวัตกรรมด้านสมอง และการระดมความร่วมมือจากหลายภาคส่วน
ถ้าแปลเป็นภาษาชีวิตประจำวัน หมออยากชวนมองแบบนี้ครับ
หนึ่ง เราต้องดูแลสมองก่อนป่วย ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยรักษา
สอง เราต้องฝึกทักษะที่ AI แทนได้ยาก เช่น ความยืดหยุ่น ความเข้าใจคน การตัดสินใจ และความคิดสร้างสรรค์
สาม เราต้องวัดให้ได้ว่า สังคม องค์กร และโรงเรียนของเรากำลังทำให้สมองคนแข็งแรงขึ้นหรืออ่อนแอลง
สี่ เราต้องลงทุนกับเรื่องนี้จริงจัง ไม่มองว่าสุขภาพสมองเป็นค่าใช้จ่าย แต่เป็นการสร้างมูลค่าระยะยาว
ห้า เราต้องทำร่วมกัน ตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน บริษัท โรงพยาบาล นักลงทุน ไปจนถึงผู้กำหนดนโยบาย
แล้วเราควรเริ่มจากตรงไหน?
คุณผู้ฟังครับ เรื่องใหญ่ระดับโลกมักเริ่มจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน
คืนนี้นอนให้พอ
พรุ่งนี้เดินให้มากขึ้น
ระหว่างวันหยุดพักสมองบ้าง
คุยกับคนที่เรารักให้มากขึ้น
เรียนรู้สิ่งใหม่วันละนิด
ใช้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ปล่อยให้ AI คิดแทนทั้งหมด
และถ้ารู้สึกว่าสมองหรือใจเริ่มรับไม่ไหว ให้ขอความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
ในยุคที่ AI ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ มนุษย์ไม่ควรแข่งด้วยการทำตัวให้เหมือนเครื่องจักร แต่ควรกลับมาลงทุนในสิ่งที่ทำให้เราเป็นมนุษย์ที่สุด นั่นคือสมองที่แข็งแรง ใจที่ยืดหยุ่น ความสัมพันธ์ที่ดี และความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ข้อได้เปรียบของมนุษย์ในยุค AI อาจไม่ใช่การรู้มากกว่าเครื่องจักร แต่อยู่ที่การมีสมองและหัวใจที่พร้อมใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้น สังคมที่ดีขึ้น และอนาคตที่ไม่ทิ้งความเป็นมนุษย์ไว้ข้างหลัง
ด้วยความปรารถนาดี
หมอแอมป์
นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ
References
1. World Economic Forum & McKinsey Health Institute. The Human Advantage: Stronger Brains in the Age of AI. January 2026.
2. World Economic Forum. The Human Advantage: Stronger Brains in the Age of AI publication page.
3. World Economic Forum. The Future of Jobs Report 2025.
4. World Health Organization. Optimizing brain health across the life course: WHO position paper.
5. McKinsey Health Institute. The human advantage: Stronger brains in the age of AI / Investing in brain capital: Five levers for change.
04/06/2026
"สุขภาพดีคือความมั่งคั่งยุคใหม่" 🌿
นี่คือวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจจาก นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท ในเครือบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ที่ได้กล่าวถึงมุมมองต่อ "Economy of Wellness" ไว้อย่างน่าคิด
คุณหมอแอมมองว่าในยุคนี้ นิยามของความหรูหราได้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่แค่การครอบครองสิ่งของภายนอก แต่หัวใจสำคัญคือการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีร่างกายที่แข็งแรง และจิตใจที่แจ่มใส ดังคำกล่าวที่ว่า "ความสุขความสมบูรณ์ที่แท้จริงคือการมีสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพอารมณ์ที่สมดุล พร้อมที่จะใช้ชีวิตในทุกๆ วันอย่างเต็มที่" นี่ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดและเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ไม่สามารถหาซื้อได้ทันที แต่ต้องค่อยๆ สร้างขึ้นด้วยวินัย ความใส่ใจ และความตั้งใจในการดูแลตัวเองในทุกๆ วันครับ
บทความจากนิตยสาร Luxury Redefined ฉบับ เดือน พฤษภาคม ปี 2026
#สุขภาพดีคือความมั่งคั่ง #หมอแอมป์
"Wellness is the new wealth." 🌿 This insightful perspective comes from Dr. Tanupol Virunhagarun, CEO of BDMS Wellness Clinic and BDMS Wellness Resort, operating under the Bangkok Dusit Medical Services Public Company Limited (BDMS), who shared his vision on the "Economy of Wellness."
Dr. Amp points out that in our rapidly changing world, the definition of true luxury has shifted. It is no longer about external displays of wealth or material possessions, but rather about the quality of life we sustain. As he eloquently puts it: "True luxury is having the health and balance to fully experience your life -- physically, mentally, and emotionally." This philosophy invites us to focus not just on extending our lifespan, but on enriching our "healthspan." Health is truly our most valuable asset and perhaps the only form of wealth that cannot be purchased overnight, but is carefully constructed through daily discipline, wellness awareness, and mindful, intentional choices. ✨
03/06/2026
โลกใจร้ายพอแล้ว…อย่าใจร้ายกับตัวเองอีกเลย
(Series : Mental Health & Mindful Living by Dr.Amp ,EP.5)
โดย หมอแอมป์
นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ
บางวัน
โลกก็หนักพออยู่แล้วครับ
งานก็หนัก
ชีวิตก็เหนื่อย
ปัญหาก็เยอะ
คนก็ไม่เข้าใจ
เงินก็ต้องหา
ครอบครัวก็ต้องดูแล
อนาคตก็ยังไม่แน่นอน
แต่สิ่งที่ทำให้ใจเราหนักขึ้นไปอีก
คือการที่เรากลับมาซ้ำเติมตัวเอง
ด่าตัวเองว่าไม่เก่งพอ
โทษตัวเองว่าทำไมยังไม่ดีพอ
เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น
ตำหนิตัวเองซ้ำ ๆ กับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว
และพูดกับตัวเองด้วยถ้อยคำที่เราอาจไม่กล้าพูดกับคนที่เรารัก
หมออยากบอกทุกคนว่า…
โลกข้างนอกอาจใจร้ายกับเราได้
แต่อย่าให้ใจข้างในของเรา
กลายเป็นอีกเสียงหนึ่งที่ทำร้ายตัวเอง
⸻
เราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักร
คนเรามีวันที่เก่ง
และมีวันที่ไม่ไหว
มีวันที่ยิ้มได้
และมีวันที่อยากเงียบ
มีวันที่ใจแข็งแรง
และมีวันที่แค่ลุกขึ้นมาใช้ชีวิต
ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว
แต่หลายคนไม่อนุญาตให้ตัวเองเป็นมนุษย์
ต้องเก่งตลอด
ต้องยิ้มตลอด
ต้องสำเร็จตลอด
ต้องดูดีตลอด
ต้องไม่พลาด
ต้องไม่อ่อนแอ
ต้องไม่แพ้ใคร
จนลืมไปว่า…
ชีวิตจริงไม่มีใครสมบูรณ์แบบทุกวัน
แม้แต่คนที่ดูเข้มแข็งที่สุด
ก็มีวันที่ใจเหนื่อย
แม้แต่คนที่ดูประสบความสำเร็จที่สุด
ก็มีวันที่รู้สึกไม่มั่นใจ
และแม้แต่คนที่คอยให้กำลังใจคนอื่น
ก็มีวันที่ต้องการใครสักคนมากอดใจเขาเหมือนกัน
เมตตาตัวเอง ไม่ใช่เห็นแก่ตัว
บางคนเข้าใจผิดว่า
การเมตตาตัวเองคือการเข้าข้างตัวเอง
คือการตามใจตัวเอง
คือการไม่รับผิดชอบ
ไม่ใช่เลยครับ
เมตตาตัวเอง
คือการยอมรับความจริงโดยไม่ทำร้ายหัวใจตัวเอง
เรายังรับผิดชอบได้
ยังปรับปรุงตัวเองได้
ยังขอโทษได้
ยังเริ่มใหม่ได้
แต่ไม่จำเป็นต้องเหยียบย่ำตัวเองทุกวัน
คนที่เมตตาตัวเอง
ไม่ใช่คนที่คิดว่าตัวเองไม่เคยผิด
แต่คือคนที่กล้าพูดกับตัวเองว่า…
“ฉันเคยพลาด
แต่ฉันยังเรียนรู้ได้”
“ฉันยังไม่ดีพอในบางเรื่อง
แต่ฉันยังพัฒนาได้”
“ฉันเหนื่อยมาก
แต่ฉันจะไม่ทำร้ายใจตัวเองซ้ำ”
พระพุทธเจ้าสอนให้เรารักษาตัวเองให้ดี
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า
“อตฺตานญฺเจ ปิยํ ชญฺญา
รกฺเขยฺย นํ สุรกฺขิตํ”
แปลโดยใจความว่า
“ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก
ก็ควรรักษาตนให้ดี”
คำว่า “รักษาตนให้ดี”
ไม่ได้หมายถึงแค่รักษาร่างกายไม่ให้เจ็บป่วย
แต่หมายถึงการรักษาใจของเราด้วย
รักษาใจไม่ให้จมอยู่กับความโกรธ
รักษาใจไม่ให้ถูกความกลัวลากไป
รักษาใจไม่ให้เปรียบเทียบจนหมดคุณค่า
รักษาใจไม่ให้เอาคำพูดคนอื่นมาทำร้ายตัวเองซ้ำ ๆ
และรักษาใจไม่ให้กลายเป็นศัตรูกับชีวิตของตัวเอง
เพราะคนแรกที่ควรอยู่ข้างเรา
คือตัวเราเอง
คนแรกที่ควรพูดดีกับเรา
คือตัวเราเอง
และคนแรกที่ควรให้อภัยเรา
ก็คือตัวเราเอง
อย่าพูดกับตัวเองแย่กว่าที่พูดกับคนอื่น
ลองสังเกตดูนะครับ
เวลาคนที่เรารักพลาด
เรามักปลอบเขาว่า
“ไม่เป็นไรนะ เริ่มใหม่ได้”
เวลาคนที่เรารักเหนื่อย
เรามักบอกเขาว่า
“พักก่อนก็ได้ อย่าฝืนมาก”
เวลาคนที่เรารักร้องไห้
เรามักบอกเขาว่า
“เธอไม่ได้อ่อนแอนะ เธอแค่เหนื่อยมาก”
แต่พอเป็นตัวเราเอง
เรากลับพูดว่า…
“ทำไมอ่อนแอแบบนี้”
“ทำไมยังไม่ดีพอ”
“ทำไมแพ้คนอื่น”
“ทำไมชีวิตถึงเป็นแบบนี้”
หมออยากให้ลองเปลี่ยนเสียงข้างในใหม่ครับ
พูดกับตัวเองเหมือนพูดกับคนที่เรารัก
ให้กำลังใจตัวเองเหมือนที่เราให้กำลังใจคนอื่น
ให้อภัยตัวเองเหมือนที่เราเคยให้อภัยใครหลายคน
เพราะใจของเรา
ก็ต้องการคำพูดดี ๆ เหมือนกัน
ชีวิตไม่ได้ต้องชนะทุกวัน
บางวัน
แค่ไม่ยอมแพ้ใจตัวเอง
ก็เก่งมากแล้ว
บางวัน
แค่ลุกขึ้นมาใช้ชีวิตต่อ
ก็ถือว่าเรากำลังสู้แล้ว
บางวัน
แค่ไม่พูดร้ายกับตัวเอง
ก็เป็นบุญกับใจมากแล้ว
ชีวิตไม่จำเป็นต้องชนะทุกวัน
ไม่จำเป็นต้องเก่งกว่าใคร
ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา
ขอแค่วันนี้
เราไม่ทิ้งตัวเอง
ไม่ทำร้ายตัวเองด้วยคำพูดซ้ำ ๆ
ไม่เอาชีวิตไปเปรียบเทียบกับใคร
และยังเลือกเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวานทีละนิด
แค่นั้นก็มีคุณค่ามากแล้วครับ
การดูแลใจตัวเอง คือบุญอย่างหนึ่ง
เมื่อใจเราสงบขึ้น
คำพูดเราจะนุ่มขึ้น
เมื่อใจเราดีขึ้น
เราจะไม่เผลอส่งต่อความเจ็บให้คนอื่น
เมื่อใจเรามีเมตตาต่อตัวเอง
เราจะมีเมตตาต่อคนรอบข้างมากขึ้น
บ้านหนึ่งหลัง
อาจสงบขึ้นได้
เพราะมีคนหนึ่งคนเริ่มดูแลใจตัวเอง
ครอบครัวหนึ่งครอบครัว
อาจอ่อนโยนขึ้นได้
เพราะมีคนหนึ่งคนหยุดส่งต่อความเครียด
สังคมหนึ่งสังคม
อาจน่าอยู่ขึ้นได้
เพราะผู้คนเริ่มพูดดีกับตัวเอง
และพูดดีกับกันมากขึ้น
ดังนั้น
การดูแลใจตัวเอง
ไม่ใช่เรื่องเล็ก
แต่คือธรรมทานเงียบ ๆ
ที่เริ่มจากหัวใจเรา
แล้วค่อย ๆ ส่งต่อไปถึงคนรอบข้าง
หมอขอฝากไว้
วันนี้
ถ้าคุณเหนื่อย
ขอให้พัก
ถ้าคุณพลาด
ขอให้เรียนรู้
ถ้าคุณเสียใจ
ขอให้เมตตาตัวเอง
ถ้าคุณยังไม่สำเร็จ
ขอให้ค่อย ๆ เดินต่อ
และถ้าวันนี้โลกข้างนอกใจร้ายกับคุณมากพอแล้ว
ขอให้คุณอย่าใจร้ายกับตัวเองอีกเลย
อย่าด่าตัวเองจนหมดแรง
อย่าเปรียบเทียบตัวเองจนหมดคุณค่า
อย่าลงโทษตัวเองกับอดีตที่แก้ไม่ได้แล้ว
และอย่าลืมว่า…คุณก็เป็นคนหนึ่งที่สมควรได้รับความเมตตา
ชีวิตของเรา
อาจยังไม่สมบูรณ์แบบ
แต่ยังเริ่มใหม่ได้
ยังเยียวยาได้
ยังเติบโตได้
และยังงดงามได้
ในแบบของเราเอง
โลกใจร้ายพอแล้วครับ
วันนี้…ขอให้เราใจดีกับตัวเองบ้าง
ด้วยความปรารถนาดี
หมอแอมป์
นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ
03/06/2026
ทรงพระเจริญ
๓ มิถุนายน ๒๕๖๙
วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหารและทีมงาน Dr.Amp Team
01/06/2026
https://today.line.me/th/v3/article/gzKBmkm
“เศรษฐกิจความเงียบ” ตลาดสมาธิหมื่นล้านเหรียญ ขุมทรัพย์ใหม่ท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณไทย | เจาะเทรนด์โลกหนีความวุ่นวายสู่การฝึกจิต ดันมูลค่าตลาดสมาธิจ่อพุ่งแตะ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโตแรงปีละ 13.3% ...
Click here to claim your Sponsored Listing.
Category
Website
Address
Sydney, NSW
2000