Miracle of Breath

Miracle of Breath

แชร์

การแบ่งปันขัอมูลเพื่อการเรียนรู้และเข้าถึงศักยภาพที่มีอยู่ในลมหายใจ

Photos from Miracle of Breath's post 28/09/2026

🌷สรุปการเรียนรู้: คลาส The 7A's Journey (ครั้งที่ 5: Attachment)
💐ภาพรวมบรรยากาศการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติในคลาส Breath to Heal : The 7A's Journey ครั้งที่ 5 เมื่อวานนี้ (27 กันยายน 2569) ในหัวข้อ "Attachment" (ความเชื่อมโยงผูกพันกับผู้อื่น)

🌬ในคลาสนี้ เราได้ร่วมกันสำรวจบทเรียนทั้งในภาคทฤษฎี และลงมือฝึกปฏิบัติผ่าน Breath Awareness (Alchemy / Felt Sense meditation) และ Breathwork เพื่อพาใจกลับมาสัมผัสร่างกาย ช่วยให้เราเข้าใจกลไกของ Attachment ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นผ่านประสบการณ์ตรงของตนเอง

🙏🩷ขอขอบพระคุณผู้เข้าร่วมคลาสสดทุกท่านที่เปิดใจเรียนรู้ ตั้งใจฝึกฝน และร่วมแบ่งปันประสบการณ์อันทรงคุณค่า ซึ่งสะท้อนมุมมองที่หลากหลาย ช่วยให้พวกเราได้เรียนรู้พลังของการใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือในการทำงานภายในเพื่อเยียวยาไปด้วยกัน 🙏✨

❣️สำหรับท่านที่พลาดคลาสสด: สามารถสั่งซื้อ วิดีโอย้อนหลัง เพื่อนำไปทบทวนและฝึกปฏิบัติด้วยตนเองได้นะคะ เนื่องจากในคลาสมีตัวอย่างการแบ่งปันและกระบวนการเรียนรู้ที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์มากๆที่สามารถนำไปฝึกได้ด้วยตัวเอง
📌 พบกันใหม่ในคลาสครั้งหน้า กับหัวข้อ "Assertion" ค่ะ!

สนใจซื้อวืดีโอย้อนหลังสามารถลงทะเบียนได้ในลิงค์ในความคิดเห็นด้านล่างนี้นะคะ👇

26/09/2026

คลาสเรียนที่5 :Attachment
พบกันพรุ่งนี้นะคะ

10/09/2026

🌬ยิ่งได้มีโอกาสดูแลผู้คนผ่านกระบวนการ Breathwork โดยเฉพาะในรูปแบบ Private 1:1 ซึ่งเป็นงานที่ละเอียดและจำเพาะในแต่ละบุคคล (Tailor-made) ยิ่งทำให้ได้เห็นความมหัศจรรย์ในศักยภาพของมนุษย์ ที่สามารถเติบโตและเบ่งบานงดงามได้ด้วยพลังจากลมหายใจของตนเอง🌿

😍หลายต่อหลายครั้ง ที่รู้สึกตื้นตันและขนลุกไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการ เพราะประสบการณ์ที่แต่ละท่านได้รับในแต่ละครั้งนั้นมีความเฉพาะตัวและไม่อาจคาดเดาได้เลย หากแต่เป็นสิ่งที่ ร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณของเขาผู้นั้นต้องการอย่างแท้จริงในห้วงเวลานั้นเสมอ

🩷รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นผู้นำพากระบวนการ และได้อยู่ตรงนี้เพื่อเป็นประจักษ์พยานในการเติบโตของทุกคน💜🤍

🙏ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมท่านหนึ่ง ที่กรุณาถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจาก Private Session ที่เพิ่งผ่านพ้นไป มา ณ ที่นี้ จึงขออนุญาตนำบทความนี้มาแบ่งปัน ให้ทุกท่านได้ลองอ่านและสัมผัสไปด้วยกันนะคะ💐🌈

✨️✨️✨️✨️✨️✨️✨️✨️✨️✨️

ถึง พี่หมอแมว,

​วันที่เราเจอกัน คือวันที่ฉันเดินทางใช้ชีวิตมาจนถึงจุดที่รู้สึกว่า แม้กระทั่งการหายใจเข้าและออกก็ยากลำบากและเหน็ดเหนื่อย

ทุกทางเลือกดูสับสนและผิดพลาด เพราะไม่เข้าใจตัวเอง
ไม่เข้าใจความต้องการ และเหตุผลในการใช้ชีวิต

​ฉันจำประสบการณ์การทำกิจกรรมกลุ่มของพี่หมอแมวได้ และจำได้ว่าครั้งนั้นมันทำให้ฉันกลับมาหายใจได้อย่างทั่วท้องมากขึ้น เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่ามีบางสิ่งหลุดออกจากความกังวล ทั้งที่ตอนนั้นตัวเองไม่รับรู้เลยว่ามีปัญหาอะไร

ฉันใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไป ทำงาน ดูแลครอบครัว และเลือกการงานตามความบังเอิญของชีวิต อะไรเข้ามาก็รับไว้หมด เพราะคิดว่ายิ่งทำมากก็ยิ่งได้มาก
​จนวันหนึ่งที่ฉันรู้สึกว่า สิ่งที่เลือก ตัดสินใจ และทำมาทั้งหมด กำลังมัดตัวเองจนดิ้นไม่หลุด เหน็ดเหนื่อยเสียจนไม่รู้จะทำยังไงอีกต่อไป ฉันจึงตัดสินใจเดินมาหาพี่หมอแมวเพื่อขอทำ Private Session
​ในเซสชันแรก พี่หมอแมวชวนพูดคุยและถามว่า “ฉันต้องการทบทวนอะไร รู้สึกอย่างไร และคาดหวังอะไรจากการทำงานด้วยกันครั้งนี้”

​ฉันได้เรียนรู้การใช้ลมหายใจสำรวจร่างกาย ความต้องการ และความรู้สึกของตัวเอง สิ่งที่ได้ประโยชน์มาก ๆ คือการค้นพบว่า ความรู้สึกและร่างกายเชื่อมโยงถึงกันอย่างไรผ่านลมหายใจ เราผ่านการทำเซสชันมาเรื่อย ๆ ทุกครั้งมักจะมีเรื่องที่ไม่ได้คาดคิดผุดขึ้นมาเสมอ แต่ทุกเรื่องกลับกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้เข้าใจตัวเอง เข้าใจความต้องการที่ตรงกับความรู้สึกจริง ๆ มากขึ้นในทุกครั้งที่ได้พบกัน
​พี่หมอแมวพาฉันเดินทางตามลมหายใจ จนวันหนึ่งฉันได้พบกับความรู้สึกที่สำคัญที่สุดในชีวิต
​คำถามสำคัญที่เรามักถามตัวเองหรือถูกคนอื่นถามบ่อย ๆ คือ

“ชีวิตนี้เราเกิดมาเพื่ออะไร? ทำไมต้องเกิดมา?”

ในเซสชันครั้งที่ 7 ฉันไม่ได้คำตอบหรอกว่าเกิดมาเพื่ออะไร แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นการรับรู้ถึงความรู้สึกแรกในวันที่ยังเป็นทารกอยู่ในท้องแม่ มันไม่มีเป้าหมาย ไม่มีเหตุผล มีเพียงแค่

“ความอยากที่จะมีชีวิต”

​หลายครั้งฉันเคยได้ยินคนบอกให้ตื่นมาขอบคุณการมีชีวิต ให้เขียนสิ่งที่ดี 3 อย่าง 5 อย่าง หรือ 10 อย่างในแต่ละวัน บอกว่าการรู้สึกขอบคุณจะช่วยให้ใช้ชีวิตได้เบาขึ้นและสงบขึ้น ฉันพยายามคิดตามมาตลอดแต่ไม่เคยเข้าใจ ฉันคือคนหนึ่งที่ไม่เคยขอบคุณการมีชีวิต—แค่ใช้ชีวิตให้ผ่านไปแต่ละวันด้วยความเหนื่อยขนาดนี้ จะให้ขอบคุณอะไร?

​จนกระทั่งฉันจำความรู้สึกแรกของการมีชีวิตได้จากเซสชันของพี่หมอแมว มันไม่ต้องการคำพูดหรือเหตุผลใด ๆ อีกแล้ว ไม่จำเป็นต้องคอยเขียนขอบคุณกี่ข้อในแต่ละวัน เพราะความรู้สึกของทารกในครรภ์ตอนนั้นมันชัดเจนเหลือเกินว่า เราอยากเกิดมา อยากมีชีวิต และหลังจากวินาทีนั้น คำขอบคุณมันก็ผุดขึ้นมาเองจากข้างใน
แบบไม่ต้องพยายามคิด

​อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันได้ค้นพบคือ เหตุใดมนุษย์จึงโหยหาความสัมพันธ์ และทำไมเราถึงโดดเดี่ยวเหลือเกินเมื่อความสัมพันธ์ไม่เป็นอย่างที่คิด
​ฉันเคยคิดจะตัดขาดทุกอย่างแล้วหนีไปอยู่คนเดียว ซึ่งในทางเหตุผลมันคงทำได้และน่าจะสบายใจดี แต่ในความเป็นจริง ความรู้สึกไม่สามารถบังคับได้ด้วยเหตุผล ตอนนี้ฉันเข้าใจแล้วว่า มนุษย์เราเริ่มต้นมาจากสายสัมพันธ์ เราอยู่ในท้องแม่ด้วยการเชื่อมต่อผ่านสายสะดือ มีความใกล้ชิด มีตัวตนอยู่ในอีกคนหนึ่ง ความรู้สึกแรกเริ่มของเราผูกพันแนบสนิทราวกับเป็นคนคนเดียวกัน
​จึงไม่แปลกเลยที่เราจะโหยหาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นเช่นนั้นไปตลอดชีวิต ความรู้สึกโหยหาและความโดดเดี่ยวจึงเป็นเรื่องธรรมชาติอย่างยิ่ง เมื่อเข้าใจที่มา ก็ไม่จำเป็นต้องวิ่งตามหรือไขว่คว้า เพียงแค่รู้เท่าทันว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ความเข้าใจนี้ช่วยให้ฉันรับมือกับความโดดเดี่ยวและความผิดหวังในความสัมพันธ์ได้ดีขึ้นมาก

​ประสบการณ์อันมีความหมายจาก Private Session ทำให้ฉันได้กลับมาฟังเสียงตัวเองอย่างแท้จริง ผ่านกระบวนการ Breathwork ที่พาสำรวจร่างกาย ความรู้สึก และความคิดไปพร้อมกับลมหายใจ

​หากใครกำลังสับสน ตั้งคำถามกับตัวเองไม่ถูก หรือไม่แน่ใจว่าคำตอบที่มีตรงกับความรู้สึกข้างในจริงไหม การทำ Private Breathwork กับพี่หมอแมว คือเครื่องมือที่เปิดประตูไปสู่ความจริงข้างใน และเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เรากลับมาเข้าใจและเรียนรู้ตัวเองใหม่อีกครั้ง
​ด้วยรักและขอบคุณ

ผู้ยังไม่ประสงค์ออกนาม
​

Photos from Miracle of Breath's post 26/08/2026

ในคลาสออนไลน์ในชุดการเรียนรู้เรื่อง 7A's Journey : Breathe to Heal ในวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้กันในหัวข้อที่ 4 เรื่อง Autonomy ที่มีการทำความเข้าใจเรื่องPersonal Boundary ที่เกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง ไปพร้อมๆกัน โดยได้เรียนรู้ถึงคำจำกัดความ และมีการฝึกฝนจากโจทย์แบบฝึกหัดที่ใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือเพื่อทำความเข้าใจ สภาวะทั้ง 2 อย่างผ่านการทดลองฝึกจากประสบการณ์ตรงของผู้เข้าร่วมโดยใช้ทั้งFelt sense meditation ( Breath Awareness) และ Breathwork ( Breath Control)บรรยากาศ เป็นกันเองแต่ก็ได้ ความรู้กันอย่างเต็มเปี่ยม ผู้สอนชื่นใจมากๆเลยค่ะ😍

🙏🌺ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมเรียนสดทุกท่านที่ตั้งอกตั้งใจเรียนรู้และฝึกฝนด้วยกันและช่วยกันยกตัวอย่างที่ชัดเจนจากประสบการณ์จริงทำให้ 2 เรื่องที่เข้าใจยากนี้ สามารถเข้าใจได้อย่างลึกซึ้ง ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากๆ
🌈แล้วพบกันใหม่ในการเรียนรู้ครั้งต่อไปในบทเรียนที่5 ในหัวข้อ Attachment ในวันอาทิตย์ที่27กันยายน 2569นี้นะคะ


Boundary

# Breathetoheal





# ลมหายใจเพื่อการเยียวยา

Photos from Miracle of Breath's post 18/08/2026

7A’s Journey: Breathe to Heal] 🌬
✨ บทเรียนที่ 4:
"Autonomy...การคืนอำนาจในการนำพาชีวิตให้ตัวเอง..โดยเน้นที่การมีอิสรภาพในการเลือก การตัดสินใจ และ การความสามารถตั้งขอบเขต (Boundaries) ที่เหมาะสมสอดคลัองกับ ความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง

🤔คุณเคยรู้สึกไหมว่า... การพูดคำว่า "ไม่" เป็นเรื่องยาก จนต้องคอยตอบ "ตกลง" เพื่อรักษาน้ำใจคนอื่น จนลืมความต้องการของตัวเอง?

❣️ในหนังสือ "When The Body Says No" ของ Dr. Gabor Maté ได้อธิบายไว้ว่า Autonomy (อิสรภาพในการนำพาชีวิตตนเอง) ไม่ใช่การตัดขาดจากผู้คน แต่คือการมีความสามารถในการกำหนดและปกป้อง Boundary (ขอบเขต) ของตนเองอย่างแจ่มชัด เมื่อเราไม่สามารถส่งเสียง "ไม่" ผ่านทางคำพูด ร่างกายจะกลายเป็นผู้ส่งสัญญาณปฏิเสธแทนผ่านความเจ็บป่วยและความเครียดเรื้อรัง

🌿ชวนคุณมาเรียนรู้การคืนขอบเขตที่ปลอดภัยให้กับชีวิต ใน Group Online Breathwork Series " Breathe to Heal"ในหัวข้อ Autonomy
ในบทเรียนที่ 4 นี้ เราจะใช้พลังแห่งลมหายใจช่วยสร้างความมั่นคงจากภายใน เพื่อให้คุณตระหนักรู้ถึงขอบเขตของตนเอง (Self-Boundary) กล้าที่จะปฏิเสธอย่างสันติ และคืนอำนาจในการเลือกเพื่อปกป้องสุขภาพกายและใจของคุณเอง

🌀 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติในบทเรียนนี้: • เข้าใจขอบเขตชีวิต (Boundaries & Autonomy): สำรวจคำจำกัดความที่แท้จริงตามหลัก Somatic Healing และวิธีประยุกต์ใช้เพื่อสร้างขอบเขตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของตัวเอง
• ตระหนักรู้และสร้างขอบเขตผ่านลมหายใจ: เปิดพื้นที่ปลอดภัยในการฟังเสียงจากร่างกาย ฝึกสร้างจุดยืนภายใน (Internal Anchor) เพื่อคืนอำนาจในการเลือกให้ชีวิตตนเอง

🌀 นำกระบวนการโดย: พญ.พจนี ประดิษฐสุวรรณ (หมอแมว) • Certified Breathwork Facilitator & Practitioner (Alchemy of Breath, Italy & GPBA, USA) • ผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงจากการใช้ลมหายใจร่วมเยียวยาความเจ็บป่วยร้ายแรงของตนเอง • แรงบันดาลใจจากหนังสือ “When The Body Says No” ของ Dr. Gabor Maté สู่การผสานหลักการ The 7A's of Healing เข้ากับศาสตร์แห่งลมหายใจ เพื่อปลุกศักยภาพในการฟื้นฟูเยียวยาตัวเองจากภายใน

🌿 Workshop นี้เหมาะสำหรับ:
• ผู้ที่มักเกรงใจผู้อื่นจนปฏิเสธไม่เป็น (People Pleaser) หรือรู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเอง
• ผู้ที่มีความเครียดสะสม อ่อนล้า หรือต้องการฟื้นฟูสุขภาพกาย-ใจ
• ผู้ที่กำลังเผชิญกับโรคร้ายแรง (ทั้งตนเองและผู้ดูแลคนใกล้ชิด)
• ผู้ที่สนใจศาสตร์แห่งการตระหนักรู้ (Somatic Healing) และพลังแห่งลมหายใจ •
❣️(หมายเหตุ: กิจกรรมนี้เป็นกระบวนการดูแลสุขภาพองค์รวม ไม่สามารถใช้ทดแทนการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้)

📅 รายละเอียดกิจกรรม (ผ่าน Zoom) 📅 วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569 🕒 เวลา 14:00 - 16:00 น.
💰 อัตราค่าลงทะเบียน
1. เข้าร่วมเรียนสด (Live Online) — จำกัดเพียง 20 ท่าน รายครั้ง: 1,200 บาท Full Journey (ครบชุด 7 ครั้ง): ราคาพิเศษ 7,000 บาท (แนะนำเพื่อกระบวนการที่ต่อเนื่องและยั่งยืน)
2. วิดีโอย้อนหลัง (On-Demand) รายหัวข้อ: 300 บาท ครบชุด 7 หัวข้อ: 2,000 บาท
🎁 โปรโมชั่นพิเศษ: สำหรับท่านที่ซื้อวิดีโอ Full Journey (2,000 บาท) สามารถใช้สิทธิ์อัปเกรดเข้าเรียนสด (Live) ในหัวข้อที่ต้องการได้ในราคาเพียง 900 บาท/ครั้ง เท่านั้น!
👉 ช่องทางการสมัครและสอบถามเพิ่มเติม: 📥 Inbox: Miracle of Breath 📸 DM Instagram: 👇 หรือลงทะเบียนผ่าน Google Form ในลิงก์ที่คอมเมนต์ด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

#การตั้งขอบเขตชีวิต #ลมหายใจเพื่อการเยียวยาตัวเองจากภายใน

01/08/2026

หลายคนที่เคยร่วมเดินทางผ่านกระบวนการ Breathwork กับเพจ Miracle of Breath อาจเคยประหลาดใจว่า… ทำไมเพียงช่วงเวลาสั้นๆ 15–30 นาที ลมหายใจถึงสามารถพาเราไปพบการเปลี่ยนแปลง การตื่นรู้ หรือมองเห็นทางออกของปัญหาทั้งเล็กและใหญ่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ✨

💜วันนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ “Outer Chaos Inner Calm” ของครู Anthony Abbagnano ผู้ก่อตั้งสถาบัน Alchemy of Breath (สถาบันที่ผู้เขียนได้ไปศึกษาและเรียนรู้มา) มีบทความส่วนหนึ่งที่อธิบายถึงความมหัศจรรย์ของกระบวนการนี้ไว้อย่างลึกซึ้งและงดงาม จึงอยากนำมาแบ่งปันให้ทุกท่านได้อ่านกันค่ะ 🤍💐

✨️✨️✨️✨️✨️✨️✨️✨️✨️✨️

“The breath is our direct line, not just to spiritual connection, but also to the subconscious mind, where all our programming and patterns reside. By breathing with awareness, we can reprogram our inner world rapidly and with ease.”

"ลมหายใจไม่ใช่เพียงสายใยที่เชื่อมโยงเราเข้ากับจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเชื่อมตรงถึงจิตใต้สำนึก—อันเป็นศูนย์รวมของโปรแกรมและแบบแผนความคิดทั้งหมดของเรา

การหายใจอย่างมีสติจึงช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนโลกภายในได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย"
— Anthony Abbagnano

✨️✨️✨️✨️✨️✨️✨️✨️✨️✨️

สำหรับใครที่สนใจการเดินทางเรียนรู้ภายใน โดยมีลมหายใจเป็นเครื่องมือ ลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านเพิ่มเติมกันได้นะคะ (ผู้เขียนได้แนบรูปเล่มจริงไว้ให้ด้านล่างค่ะ) 📖🍃

#การเดินทางภายใน #พลังแห่งลมหายใจ

30/07/2026

ได้อ่านบทควา เกี่ยวกับเรื่องลมหายใจของเพจ Ma -Song- Sang ผู้เขียนเขียนได้ละเอียด ครอบคลุมมากๆ รู้สึกประทับใจเลยอยากนำมาแบ่งปัน ไว้ที่นี้นะคะ

ลมหายใจ: จากการหายใจพื้นฐาน สู่การกลับคืนสู่กาย และการเดินทางภายใน

ลมหายใจเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชีวิตกับจิตสำนึก
The breath is the bridge which connects life to consciousness.

— Thich Nhat Hanh

=================

“ที่มาที่ไป”

หลายวันก่อนมีน้องที่รู้จักแวะมาทักทายและสอบถามเรื่องการฝึกหายใจ เราเองเคยเขียนไว้ 2 บทความเก่า ทุกวันนี้ยังฝึกการหายใจบ้าง แต่ส่วนใหญ่มักใช้การหายใจเพื่อการเดินทางภายใน ผ่านการทำสมาธิ

ว่าแล้ว ถือโอกาสนี้ลองรวบรวมข้อมูลเทคนิคการฝึกหายใจแบบต่างๆ มาอ่านกันค่ะ

=================

“ลมหายใจ...สิ่งธรรมดาและอยู่กับเราตลอดเวลา”

ลมหายใจเป็นสิ่งธรรมดาที่สุดที่อยู่กับเราตั้งแต่วินาทีแรกของชีวิต และอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราทำก่อนจากโลกนี้ไป

เราหายใจโดยไม่ต้องคิด หายใจขณะหลับ หายใจขณะทำงาน หายใจตอนมีความสุข และหายใจในวันที่หัวใจหนักอึ้ง

แม้เราจะไม่ได้ตั้งใจสังเกต ลมหายใจก็สะท้อนสภาวะภายในของเราอยู่ตลอดเวลา

เมื่อเรากลัว ลมหายใจอาจสั้นและเร็ว
เมื่อเราเครียด เราอาจเผลอกลั้นหายใจ
เมื่อเราตื่นเต้น หน้าอกอาจขยับถี่ขึ้น
เมื่อเราผ่อนคลาย ลมหายใจมักค่อย ๆ ช้าลงและนุ่มขึ้น

ในทางกลับกัน เมื่อเราตั้งใจกลับมารับรู้และปรับลมหายใจอย่างเหมาะสม เราก็สามารถส่งสัญญาณกลับไปยังร่างกายและระบบประสาทได้เช่นกัน

ลมหายใจจึงเป็นเหมือน “สะพานสองทาง” คือ จากร่างกายสู่จิตใจ และจากจิตใจกลับคืนสู่ร่างกาย

ในทางจิตวิญญาณ หลายวัฒนธรรมจึงให้ความหมายกับลมหายใจในฐานะ “พลังชีวิต”

คนจีนใช้คำว่า Qi (ชี่)
คนญี่ปุ่นใช้คำว่า Ki (คิ)
ภาษาสันสกฤตใช้คำว่า Prāṇa (ปราณะ)

ในศาสตร์โยคะและพุทธตันตระ มีแนวคิดเรื่อง 'ปราณ' หรือพลังชีวิต ซึ่งอธิบายผ่านแผนที่ของช่องพลังงาน (นาฑี) และจักระ แนวคิดเหล่านี้เป็นกรอบอธิบายในเชิงปรัชญาและการปฏิบัติภายใน มิใช่คำอธิบายทางกายวิภาคหรือสรีรวิทยาตามการแพทย์สมัยใหม่

แม้แนวคิดเหล่านี้จะมีรากฐานทางวัฒนธรรมและปรัชญาที่แตกต่างกัน และไม่ควรนำมาเท่ากันทั้งหมด แต่ล้วนสะท้อนความเข้าใจร่วมบางอย่างว่า

ลมหายใจไม่ได้เป็นเพียงอากาศที่เข้าและออกจากร่างกาย แต่เป็นประตูที่มนุษย์ใช้กลับมาเชื่อมโยงกับชีวิต
และเมื่อเรากลับมารู้จักลมหายใจ เราอาจได้กลับมารู้จักตัวเองอีกครั้ง

=================

1. เริ่มต้นรู้จักลมหายใจ

การฝึกหายใจที่ดีไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยเทคนิคที่ซับซ้อน

บางครั้งจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือ ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย เพียงนั่งหรือนอนในท่าที่สบาย แล้วสังเกตว่า...
• ตอนนี้เราหายใจทางจมูกหรือทางปาก
• ลมหายใจเร็วหรือช้า
• ลมหายใจตื้นหรือลึก
• หน้าอกขยับมากหรือท้องและชายโครงขยับมากกว่า
• หายใจเข้าและออกยาวเท่ากันหรือไม่
• มีช่วงที่เผลอกลั้นลมหายใจหรือเปล่า
• ลมหายใจไหลต่อเนื่องหรือสะดุด
• ร่างกายส่วนไหนเกร็งขณะหายใจ
• เรารู้สึกอย่างไรเมื่อหายใจเข้า
• และรู้สึกอย่างไรเมื่อหายใจออก

เพียงสังเกตโดยไม่ต้องตัดสิน นี่คือ Breath Awareness หรือการตระหนักรู้ลมหายใจ

และอาจเป็นพื้นฐานของการฝึกทั้งหมด เพราะก่อนที่เราจะเรียนรู้ว่า “หายใจอย่างไรจึงจะดี” เราอาจต้องเรียนรู้ก่อนว่า “ตอนนี้เราหายใจอย่างไร”

=================

2. การหายใจตามธรรมชาติ (Natural Breathing)

การหายใจตามธรรมชาติ คือการปล่อยให้ร่างกายหายใจโดยไม่พยายามควบคุม

เริ่มต้นนั่งหรือนอนในท่าที่สบาย คลายกราม คลายไหล่ ปล่อยหน้าท้องให้เป็นธรรมชาติ จากนั้นเพียงสังเกต หายใจเข้า รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออก รู้ว่าหายใจออก ไม่ต้องหายใจให้ลึกขึ้น ไม่ต้องทำให้ช้าลง ไม่ต้องทำให้สวย เพียงอยู่กับลมหายใจที่มีอยู่จริงในขณะนั้น

การฝึกนี้เรียบง่ายมาก แต่เป็นประตูสำคัญของการกลับมาสู่ Mindfulness เพราะมันพาเรากลับจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวาน สิ่งที่อาจเกิดขึ้นพรุ่งนี้ กลับมาอยู่กับ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในร่างกาย ณ ขณะนี้

=================

3. การหายใจทางจมูก (Nasal Breathing)

ในช่วงพักหรือกิจกรรมที่ไม่หนัก การหายใจทางจมูกเป็นรูปแบบที่เป็นธรรมชาติสำหรับคนส่วนใหญ่ จมูกมีบทบาทในการกรอง อุ่น และเพิ่มความชื้นให้กับอากาศก่อนเข้าสู่ทางเดินหายใจ

ลองฝึกง่าย ๆ หายใจเข้าอย่างนุ่มนวลทางจมูก รับรู้ความรู้สึกของอากาศที่ผ่านรูจมูก จากนั้นหายใจออกอย่างสบาย ไม่ต้องพยายามสูดลมแรง เพียงรู้สึกถึงอากาศเย็นขึ้นเล็กน้อยเมื่อหายใจเข้า อากาศอุ่นขึ้นเมื่อหายใจออก

นี่เป็นการฝึกที่เรียบง่ายมากในการนำความสนใจกลับเข้าสู่ร่างกาย แต่ไม่จำเป็นต้องบังคับให้หายใจทางจมูกตลอดเวลา โดยเฉพาะขณะออกกำลังกายหนักหรือเมื่อมีข้อจำกัดทางเดินหายใจ

=================

4. การหายใจด้วยกระบังลม (Diaphragmatic Breathing)

คำว่า “หายใจด้วยท้อง” เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลาย แต่ในทางสรีรวิทยา สิ่งสำคัญคือ การทำงานของกระบังลม (diaphragm)

เมื่อเราหายใจเข้า กระบังลมจะหดตัวและเคลื่อนลง ทำให้ช่องอกขยายและปอดขยายตาม การเคลื่อนไหวนี้ทำให้บริเวณหน้าท้องและชายโครงส่วนล่างเคลื่อนออกอย่างเป็นธรรมชาติ

ลองวางมือหนึ่งข้างบนหน้าอก อีกข้างบนหน้าท้อง หายใจเข้าช้า ๆ ทางจมูก สังเกตว่าหน้าท้องและชายโครงส่วนล่างค่อย ๆ ขยาย จากนั้นหายใจออกอย่างสบาย ปล่อยให้ร่างกายคลายตัว ไม่ต้องพยายามดันท้องให้ป่องมากที่สุด

เป้าหมายไม่ใช่ “ทำให้ท้องใหญ่ที่สุด” แต่คือ “ให้ลมหายใจเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่เกร็งส่วนเกิน”

การฝึกแบบนี้เหมาะกับช่วงพัก การผ่อนคลาย และการพัฒนาการรับรู้ร่างกาย

=================

5. การหายใจด้วยชายโครง (Rib / Costal Breathing)

ลองวางมือทั้งสองข้างไว้บริเวณชายโครง หายใจเข้าอย่างช้า ๆ สังเกตการขยายตัวของซี่โครง ไม่เพียงด้านหน้า แต่ลองรับรู้ด้านข้าง และด้านหลัง เมื่อหายใจออก ให้รู้สึกถึงการคลายตัวของชายโครง

การฝึกนี้ช่วยให้เรากลับมารับรู้การเคลื่อนไหวของทรวงอกในมิติที่กว้างขึ้น

บางครั้งเราอาจคิดว่า “หายใจด้วยหน้าอก” หมายถึงการยกไหล่และสูดลมแรง ๆ แต่จริง ๆ แล้วการเคลื่อนไหวของทรวงอกสามารถเกิดขึ้นบริเวณซี่โครงได้โดยไม่จำเป็นต้องเกร็งไหล่หรือยกอกมากเกินไป

=================

6. การหายใจสามมิติ (360° Breathing)

เมื่อเริ่มรู้จักการเคลื่อนไหวของท้องและชายโครงแล้ว ลองขยายการรับรู้ให้กว้างขึ้น

จินตนาการว่าลมหายใจไม่ได้ขยายเพียงด้านหน้า แต่ร่างกายกำลังเปิดออก ด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง เหมือนมีวงแหวนล้อมรอบชายโครง

เมื่อหายใจเข้า ชายโครงค่อย ๆ เปิดออก เมื่อหายใจออก ชายโครงค่อย ๆ กลับคืน

นี่ไม่ใช่การพยายาม “เติมอากาศเข้าไปในทุกส่วนของปอด” แบบแยกส่วน แต่เป็นการฝึกการรับรู้การเคลื่อนไหวของลำตัวแบบสามมิติ

เป็นการฝึกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการกลับมา “รู้สึกถึงร่างกายจากภายใน”

=================

7. การหายใจเต็มรูปแบบ (Full Breathing)

ในศาสตร์โยคะมีการสอน Yogic Full Breath หรือการหายใจแบบเต็ม โดยใช้การรับรู้หลายบริเวณของร่างกายต่อเนื่องกัน

ในการฝึกพื้นฐาน อาจเริ่มจากหายใจเข้าอย่างนุ่มนวล หน้าท้องและชายโครงล่างขยาย ชายโครงด้านข้างเปิด และหน้าอกขยายอย่างเป็นธรรมชาติ

จากนั้นหายใจออก หน้าอกคลาย ชายโครงคลาย หน้าท้องกลับคืน

สิ่งสำคัญคือ ไม่ต้องสูดให้เต็มที่สุด คำว่า “เต็ม” ในที่นี้ควรหมายถึง การใช้พื้นที่การหายใจอย่างสมดุล
ไม่ใช่การสูดลมจนแน่นและฝืน

การหายใจที่ดีไม่จำเป็นต้องใหญ่โต บางครั้งลมหายใจที่ดีคือ ลมหายใจที่นุ่ม เงียบ สม่ำเสมอ และไม่สร้างความเครียดเพิ่มให้ร่างกาย

=================

8. การหายใจออกยาวกว่าหายใจเข้า (Extended Exhalation)

นี่เป็นหนึ่งในรูปแบบง่าย ๆ ที่เหมาะกับช่วงที่ต้องการผ่อนคลาย

ลองหายใจเข้าเบา ๆ ประมาณ 4 จังหวะ จากนั้นหายใจออกประมาณ 6 จังหวะ เช่น เข้า 4 ออก 6 ทำอย่างนุ่มนวล ไม่ต้องกลั้นลม ไม่ต้องบังคับ หากรู้สึกอึดอัด ให้กลับมาหายใจตามธรรมชาติ

สิ่งสำคัญของการฝึกนี้ไม่ใช่ตัวเลข แต่คือการทำให้ลมหายใจช้าลงและไม่ฝืน

การหายใจออกที่ยาวขึ้นอาจช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นในบางคน และเหมาะกับการใช้เป็นสะพานก่อนเข้าสู่การทำสมาธิ

=================

9. Coherent Breathing (การหายใจอย่างสอดคล้องและเป็นจังหวะ)

อีกวิธีหนึ่งคือการหายใจในจังหวะที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ เช่น หายใจเข้า 5 วินาที หายใจออก 5 วินาที รวมประมาณ 6 รอบต่อนาที แต่ไม่จำเป็นต้องยึดตัวเลขนี้อย่างเคร่งครัด

หัวใจของการฝึกคือ “ช้า สม่ำเสมอ นุ่ม ไม่ฝืน” อาจใช้มือวางบนท้องหรือชายโครง แล้วรับรู้จังหวะขึ้น–ลง

การฝึกแบบนี้เหมาะสำหรับช่วงที่ต้องการสร้างจังหวะให้ร่างกายและความสนใจกลับมาอยู่ด้วยกัน

=================

10. Box Breathing (การหายใจเป็นสี่จังหวะ)

เป็นรูปแบบที่รู้จักกันแพร่หลาย คือ หายใจเข้า หยุด หายใจออก หยุด

เช่น (4-4-4-4) เข้า 4 กลั้น 4 ออก 4 พัก 4

แต่สำหรับผู้เริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการกลั้นลมนาน สามารถลดเหลือ เข้า 3 ออก 3 หรือ เข้า 4 ออก 4 ก่อน

จุดเด่นคือการใช้จังหวะและการนับ เป็นสมอให้จิต

เหมาะกับคนที่ความคิดฟุ้งง่าย เพราะจิตมีบางอย่างให้ติดตาม แต่หากการกลั้นลมทำให้รู้สึกกังวลหรืออึดอัด ให้ตัดช่วงกลั้นออกได้

=================

11. การหายใจสลับรูจมูก (Alternate Nostril Breathing / Nadi Shodhana)

เป็นการหายใจสลับรูจมูกจากศาสตร์โยคะ

โดยรูปแบบพื้นฐานคือ หายใจเข้ารูจมูกด้านหนึ่ง หายใจออกอีกรูจมูกหนึ่ง และสลับด้าน เช่น หายใจเข้าทางรูจมูกซ้าย หายใจออกทางขวา หายใจเข้าทางขวา หายใจออกทางซ้าย นับเป็น 1 รอบ

ในโยคะดั้งเดิมมีรูปแบบที่ซับซ้อนกว่านี้ แต่สำหรับผู้เริ่มต้น เริ่มต้นโดยไม่ต้องกลั้นลมหายใจ โดยทำแบบนุ่มนวลและไม่กลั้นถือว่าเข้าถึงง่ายกว่า

ในกรอบโยคะ มักอธิบายว่าช่วยสร้างสมดุลระหว่าง Ida และ Pingala

หากมองในกรอบสมัยใหม่ การฝึกนี้ทำให้ความสนใจอยู่กับลมหายใจ การเคลื่อนไหวของร่างกาย และจังหวะที่สม่ำเสมอ จึงสามารถใช้เป็นการเตรียมตัวก่อนสมาธิได้

ส่วนคำอธิบายเรื่อง “สมดุลพลังงาน” หรือ “การชำระนาฑี” ควรเข้าใจว่าเป็นกรอบแนวคิดของโยคะ ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกายวิภาคศาสตร์

=================

12. ลมหายใจเสียงผึ้ง (Bhramari หรือ Humming Breath)

หายใจเข้าทางรูจมูกอย่างสบาย จากนั้นหายใจออกพร้อมทำเสียง “อืมมมม…” คล้ายเสียงผึ้ง

ให้ความสนใจอยู่กับแรงสั่นสะเทือนบริเวณใบหน้า ศีรษะ ลำคอ หน้าอก

เสียงและแรงสั่นสะเทือนทำให้ความสนใจของเรากลับเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย จึงเป็นอีกเทคนิคที่บางคนนำมาใช้ก่อนนั่งสมาธิ

=================

13. Kapalabhati (กปาลภาติ) หรือลมหายใจชำระล้าง

เป็นเทคนิคปราณายามะที่มีความเข้มข้นมากขึ้น มักแปลว่า "ลมหายใจชำระล้างกะโหลกศีรษะ" (Skull Shining Breath)

ลักษณะเด่นคือ หายใจเข้าอย่างเป็นธรรมชาติ และหายใจออกสั้น แรง และเป็นจังหวะ โดยใช้แรงหดตัวของหน้าท้องเป็นหลัก ส่วนการหายใจเข้าจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

ในคัมภีร์โยคะดั้งเดิม กปาลภาติจัดเป็นหนึ่งในวิธีชำระล้างร่างกาย (Shatkarma) และในบางสำนักก็จัดอยู่ในกลุ่มปราณายามะ เนื่องจากเป็นการทำงานกับลมหายใจและพลังชีวิต

เทคนิคนี้ไม่เหมาะกับทุกคน และควรเรียนรู้จากผู้สอนที่มีประสบการณ์ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ ผู้ตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคทางสมอง หรือมีปัญหาสุขภาพบางประการ

=================

14. Bhastrika (ภัสตริกา) หรือ Bellows Breath

Bhastrika มีความหมายว่า "ลมหายใจแบบกระบอกสูบ" หรือ "ลมหายใจของช่างตีเหล็ก" เปรียบเสมือนการสูบลมเข้าออกอย่างต่อเนื่อง

ต่างจาก Kapalabhati ที่เน้นการหายใจออกเป็นหลัก Bhastrika จะหายใจเข้าและหายใจออกอย่างแรงและเป็นจังหวะทั้งสองด้าน ทำให้รู้สึกตื่นตัว กระฉับกระเฉง และมีพลังมากขึ้น

จึงเป็นเทคนิคที่มักใช้เพื่อปลุกความสดชื่นของร่างกายและจิตใจ ก่อนการฝึกโยคะหรือการทำสมาธิในบางสำนัก
เช่นเดียวกับ Kapalabhati เทคนิคนี้ควรฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป และควรหยุดทันทีหากรู้สึกเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือไม่สบาย รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงในผู้ที่มีข้อห้ามทางสุขภาพบางประการ

หมายเหตุ: เมื่อการหายใจเปลี่ยนจาก "ผ่อนคลาย" เป็น "กระตุ้น" Kapalabhati และ Bhastrika เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่า Breathwork ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อทำให้สงบเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เทคนิคทั้งสองจัดเป็นการฝึกลมหายใจที่มีความเข้มข้นกว่าการหายใจพื้นฐาน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์ หรือฝึกภายใต้การดูแลของผู้สอนที่มีความรู้ โดยเฉพาะเมื่อมีการหายใจอย่างรวดเร็ว การหายใจแรง หรือการกลั้นลมร่วมด้วย

=================

15. Sighing Breath (ถอนหายใจอย่างมีสติ)

ลองสังเกตว่าเวลาร่างกายเหนื่อยหรือเครียด เรามักถอนหายใจเอง

เราสามารถใช้สิ่งนี้เป็นการฝึกได้ หายใจเข้า รับรู้ความรู้สึก แล้วปล่อยลมหายใจออกยาว ๆ พร้อมกับคลายกราม ไหล่ หน้าอก และท้อง

เหมาะมากสำหรับการฝึก ปล่อยสิ่งที่ค้างอยู่ในร่างกาย

=================

16. การหายใจแบบวิม ฮอฟ (Wim Hof Method Breathing)

ลองค้นหาด้วยคำนี้แบบเต็มๆ ตามช่องทางต่างๆ ได้ค่ะ

หากเล่าสั้นๆ คือ เป็นการหายใจแบบลึกและเร็วเป็นรอบ ๆ ตามด้วยการกลั้นลมหายใจ

อาจทำให้เกิดความรู้สึกทางร่างกายที่เข้มข้น เช่น ชา วูบ หรือรู้สึกเปลี่ยนแปลงของการรับรู้ ควรฝึกในสถานที่ปลอดภัย และไม่ควรทำในน้ำ ขณะขับรถ หรือในสถานการณ์ที่การหมดสติอาจเป็นอันตราย

เทคนิคนี้แตกต่างจากการหายใจเพื่อผ่อนคลายทั่วไป และไม่ใช่สิ่งที่ควรใช้แทนการรักษาทางการแพทย์

=================

“จากการดูแลร่างกาย สู่การดูแลจิตใจ”

เมื่อเรามาถึงตรงนี้ เราจะเห็นว่าการฝึกหายใจมีหลายระดับ

ระดับแรกคือ “หายใจเพื่อร่างกาย” เรียนรู้โครงสร้าง ท่าทาง กระบังลม ชายโครง และจังหวะ

จากนั้น “หายใจเพื่อระบบประสาทและอารมณ์” เรียนรู้ว่าลมหายใจของเราเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อเครียด ตื่นเต้น หรือผ่อนคลาย

และเมื่อเราฝึกต่อไป “ลมหายใจกลายเป็นเครื่องมือของการตระหนักรู้”

เราจึงเริ่มเห็นว่า ความคิดมา ลมหายใจเปลี่ยน อารมณ์มา ลมหายใจเปลี่ยน ร่างกายเจ็บ ลมหายใจเปลี่ยน ความกลัวเกิดขึ้น ลมหายใจเปลี่ยน

แต่ถ้าเราหยุด และเพียงรู้ว่า “ตอนนี้ฉันกำลังกลัว” แล้วกลับมารู้ลมหายใจ เราก็เริ่มสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา

พื้นที่เล็ก ๆ นี้เองอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการตระหนักรู้

เมื่อเราเริ่มต้นจากการเรียนรู้ลมหายใจในฐานะกระบวนการทางสรีรวิทยา เราจะค่อย ๆ พบว่า ลมหายใจไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมระหว่างร่างกาย จิตใจ และการตระหนักรู้ ดังนั้น บทถัดไป เราจะก้าวจากศาสตร์การหายใจเพื่อสุขภาพ ไปสู่ศาสตร์ลมหายใจในมิติของการภาวนา ปรัชญา และจิตวิญญาณ

=================

“ลมหายใจเพื่อการนั่งสมาธิ”

อาจเริ่มง่าย ๆ ด้วย

1. จัดร่างกาย - นั่งให้สบาย หลังตั้งตรงอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง ไหล่ผ่อนคลาย กรามคลาย มือวางสบาย
2. รู้จักร่างกาย - รับรู้จุดสัมผัส ก้นกับพื้น เท้ากับพื้น มือกับตัก รู้สึกว่า “ฉันอยู่ที่นี่”
3. กลับมาที่ลมหายใจ - ไม่ต้องเปลี่ยนลมหายใจ เพียงรู้ เข้า ออก
4. ให้ลมหายใจค่อย ๆ นุ่มลง - เมื่อร่างกายเริ่มผ่อนคลาย ลมหายใจอาจค่อย ๆ ช้าลงเอง ไม่ต้องบังคับ
5. เลือกจุดรับรู้หนึ่งจุด - เช่น ปลายจมูก หน้าอก ชายโครง หน้าท้อง แล้วอยู่กับจุดนั้น เมื่อใจลอย รู้ว่าใจลอย แล้วกลับมา หายใจเข้า ก็รู้ หายใจออก ก็รู้ ไม่ต้องตำหนิตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เรารู้ว่าใจหลุดไป และกลับมา นั่นคือการฝึกสติ

และถ้าเราจะใช้ลมหายใจเพื่อ “เดินทางเข้าสู่โลกภายใน” เราเคยเขียนบทความเรื่อง “การฝึกปราณโยคะ” ซึ่งนำมาจากครูบาอาจารย์ของเราที่สอนปฏิบัติธรรม (ขอบพระคุณอจ.หมอมากค่ะ) ขอนำมาเล่าอีกทีค่ะ

=================

“ลมหายใจคือพาหนะของจิต”

ตรงนี้เป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ซึ่งควรแยกออกจากการฝึกเพื่อสุขภาพทั่วไป

ในสายโยคะ พุทธตันตระ และศาสตร์ภายในบางแขนง ลมหายใจถูกมองว่าเป็นพาหนะของจิต มีแนวคิดเรื่อง Prāṇa Nadi Ida Pingala Sushumna และ Chakra

ในบางระบบยังมีการทำงานกับท่อพลังงานสามสาย การรวมลมเข้าสู่ช่องกลาง การชำระกิเลส การทำงานกับพลังงานและจิตสำนึก

ในระดับนี้ เราไม่ได้กำลังพูดถึงกายวิภาคศาสตร์ของปอดอีกต่อไป แต่กำลังพูดถึงแผนที่ภายในของมนุษย์ เช่น


“การทำปราณโยคะ”

เริ่มต้นด้วยนั่งในท่าขัดสมาธิในแบบเจ็ดจุดของไวโรจนะ* แล้วงอนิ้วโปงทั้งสองเข้าในฝ่ามือ ใช้นิ้วทั้งสี่กำนิ้วโป้งไว้ พับแขนซ้ายเข้าแนบ ลำตัว ตั้งแขนขวาและวางข้อศอกขวาลงบนกำมือซ้าย นิ้วชี้ขวาชี้ขึ้น

* หมายเหตุ: เจ็ดจุดของไวโรจนะ (Seven-Point Posture of Vairocana) เป็นท่านั่งสมาธิแบบสำคัญในพุทธศาสนาวัชรยานของทิเบต โดยชื่อ Vairocana (ไวโรจนะ) หมายถึงพระไวโรจนพุทธะ ไม่ได้หมายความว่าพระไวโรจนะเป็นผู้คิดค้นท่านี้ในความหมายทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นชื่อที่ใช้เรียกท่านั่งสมาธิที่เชื่อมโยงกับพระไวโรจนะในคัมภีร์และสายคำสอนวัชรยาน โดยท่านี้ใช้เป็นพื้นฐานเพื่อจัดกาย ลมปราณ และจิต ให้อยู่ในภาวะสมดุล เหมาะกับการทำสมาธิและการภาวนา ส่วนเจ็ดจุด ได้แก่ 1. ขา นั่งขัดสมาธิให้มั่นคง 2.มือ วางมือในท่าสมาธิบนตัก 3. หลัง ตั้งกระดูกสันหลังให้ตรง 4. ไหล่ ผ่อนคลายและเปิดออก 5.คอและศีรษะ ก้มคางเล็กน้อย 6. ปากและลิ้น ผ่อนคลาย ลิ้นแตะเพดานเบา ๆ 7. ดวงตา เปิดอย่างนุ่มนวล ไม่จ้องและไม่หลับตาสนิท

ต่อจากนั้นให้จินตภาพ (Visualization) เป็นท่อลมปราณขนาดเท่า หลอดกาแฟสามท่อ คือ ท่อขวา (สีขาว) (Right Lateral channels) ท่อซ้าย (สีแดง) (Left Lateral channels) และท่อกลาง(สีฟ้า) (Central Channel) ซึ่งท่อขวาและซ้ายเริ่มจากรูจมูกขวาและซ้ายตามลำดับ โค้งเข้าในแล้ววก ลงไปหาท้อง ตามแนวด้านหน้ากระดูกสันหลังผ่านจุดตัณเถียน Chakra) ซึ่งอยู่ตำแหน่งใต้สะตือ 2 นิ้ว เข้าไปด้านในจากหน้าท้อง 2 นิ้ว (Naval แล้วท่อทั้งสองก็วกเข้าหาท่อกลางบริเวณใต้จุดตัณเถียน ใกล้จุดจักระในที่ ลับ ส่วนท่อกลางจะอยู่ระหว่างท่อขวาและซ้ายขึ้นมาจนถึงศีรษะ


ชุดที่1 ไล่กิเลสทั้งเก้า

1. ไล่กิเลสโลภะ (ความอยาก ยึดติด และทะยานอยาก) - ให้ใช้ด้านเล็บของนิ้วชี้ขวาปิดหลังจมูกซ้าย แล้วสูดลมหายใจเข้า ผ่านรูจมูกขวา จินตนาการว่า ลมบริสุทธิ์แห่งจักรวาลได้ไหลเข้ามาตามท่อขวาลงไปใต้จุดตันเถียน แล้วกักลมไว้ระยะหนึ่ง เอานิ้วชี้ด้านในปิดหลัง จมูกขวา แล้วหายใจออกผ่านท่อซ้ายจนลมออกทางรูจมูกซ้าย พร้อมจินตนาการว่า สมหายใจนั้น ได้ไล่เอากิเลสโลภะหยาบ อันเป็นสิ่งมัวหมอง ที่อยู่ในท่อลมปราณร้ายออกไปจนหมด ให้ทำเช่นนี้ซ้ำอีก 2 ครั้ง โดยไล่เอา กิเลสโลภะกลาง และ กิเลสโลภะละเอียดออก ตามลำดับ

2.ไล่กิเลสโทสะ (ความโกรธ ขัดเคือง และผลักไส)- ให้ใช้นิ้วชี้ด้านในปิดหลังจมูกขวา แล้วสูดลมหายใจผ่านจมูกซ้าย ทำความรู้สึกเสมือนว่า จินตนาการว่า ลมบริสุทธิ์แห่งจักรวาลได้ไหลเข้ามา ตามท่อขวาลงไปใต้จุดตันเถียน แล้วกักลมไว้ระยะหนึ่ง เอาด้านเล็บของ นิ้วชี้ปิดจมูกซ้าย แล้วหายใจออกผ่านท่อขวาจนลมออกทางรูจมูกขวา พร้อมทั้งจินตนาการว่า ลมหายใจนั้น ได้ไล่เอากิเลสโทสะหยาบ อันเป็นสิ่งมัวหมองที่อยู่ในท่อลมปราณขวาออกไปจนหมด ให้ทำเช่นนี้ซ้ำอีก 2 ครั้ง เช่นกัน โดยไล่เอากิเลสโทสะกลาง และ กิเลสโทสะละเอียดออก ตามลำดับ

3. ไล่กิเลสโมหะ (ความหลง ความไม่รู้ และการเห็นผิดจากความเป็นจริง) - วางมือทั้งสองลงที่บริเวณใต้สะดือ โดยเอานิ้วโป้งแตะกันเบาๆ สูด ลมหายใจเข้าผ่านรูจมูกซ้ายและขวาพร้อมกัน จินตนาการว่า ลมบริสุทธิ์ แห่งจักรวาล ได้ไหลเข้ามาทางท่อทั้งสองลงไปใต้จุดตันเถียน แล้วกักลมไว้ สักครู่หนึ่ง จากนั้นให้หายใจออกโดยให้ลมผ่านมาทางท่อกลางขึ้นสู่ศีรษะ แล้วออกสู่ภายนอกทางกระหม่อม พร้อมกับจินตนาการว่า ลมนั้นได้ไล่เอก กิเลสโมหะหยาบ อันเป็นสิ่งมัวหมองที่อยู่ในท่อลมปราณกลางออกไปจน หมด ให้ทำเช่นนี้ซ้ำอีก 2 ครั้ง เช่นกัน โดยไล่เอากิเลสโมหะกลางและ กิเลสโมหะละเอียดออก ตามลำดับ


ชุดที่ 2 เปิดจุดจักระทั้งห้า

สูดลมหายใจเข้าอย่างนุ่มนวล ทำความรู้สึกเสมือนว่า ลมบริสุทธิ์ แห่งจักรวาลได้ไหลเข้ามา ลงไปจนถึงจุดจักระในที่ลับ (Secret Chakra) พร้อมทั้งจินตนาการจุดจักระนั้น เป็นดอกบัวตูมสีขาวบริสุทธิ์ กักลมได้ สักครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆหายใจออก พร้อมกับจินตนาการว่าดอกบัวตูมนั้น ค่อยๆเบ่งบานออกแล้วสลายกลายเป็นความว่าง พลังงานแห่งการสลายตัว ได้แผ่กระจ่ายไปทั่วบริเวณท้องน้อยลงสู่ขาทั้งสองข้าง ทำให้เกิดความรู้สึก โปร่งเบาสบายและผ่อนคลาย ตามบริเวณที่พลังงานนั้นผ่านไป ให้ทำเช่นนี้ 3 รอบ

ต่อไปให้ทำเช่นเดียวกันที่จุดตันเถียนหรือจุดจักระใต้สะตือ (Navel Chakra ) จุดจักระหัวใจ (Heart Chakra) จุดจักระคอ (Throat Chakra) และจุดจักระศีรษะ (Crown Chakra) จุดละ 3 รอบ เช่นกัน

โดยเมื่อสลายจุดตันเถียน ให้ทำความรู้สึกว่า พลังงานแห่งการสลายตัวนั้นเป็นไออุ่นอันนุ่มนวลกระจายไปทั่วท้อง ทำความรู้สึกว่าอวัยวะ ภายในทั้งหลายในช่องท้องได้รับพลังไออุ่นนั้นอย่างทั่วถึง จนสามารถ ทำงานได้อย่างราบรื่น

ต่อไปเมื่อสลายจุดจักระหัวใจ ให้ทำความรู้สึกว่า พลังงานแห่งการ สลายตัวได้กระจายไปทั่วร่าง ทำให้กล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นประสาท และ ระบบลมปราณย่อยทั่วร่างกายผ่อนคลาย และทำงานได้อย่างคล่องตัว

เมื่อสลายจุดจักระคอ ให้ทำความรู้สึกว่า พลังงานแห่งการสลายนั้นได้แผ่กระจายขึ้นไปที่ลำคอ ปาก และหูทั้งสอง ทำให้อวัยวะเหล่านั้น มีพลังเพิ่มมากขึ้น

สุดท้ายเมื่อสลายจุดจักระศีรษะ ให้ทำความรู้สึกว่า พลังงานแห่ง การสลายตัวนั้นได้แผ่กระจายไปทั่วสมอง ทำให้เกิดระบบประสาทผ่อน คลาย ลบล้างความตึงเครียดและความคิดไม่ดีทั้งหลายออกไปจนหมดสิ้น


ชุดที่ 3 เพิ่มพลังลมปราณ

มือทั้งสองกำนิ้วโป่งไว้ เช่นเดียวกับตอนแรก แล้ววางไว้บนหน้าขา โดยงอข้อมือ เอาหลังมือลง หันนิ้วทั้งสี่เข้าใน เหยียดแขนทั้งสองให้ตึง แต่ไม่เกร็ง

หายใจเข้าด้วยท้องอย่างนุ่มนวล ทำความรู้สึกว่าลมได้เข้าไปจนถึงจุดตันเถียน จับความรู้สึกอุ่นที่บริเวณจุดตันเถียนไว้ แล้วจินตภาพ จุดตันเถียนขนาดเท่าเมล็ดถั่ว มีตัวอักขระ “อา” (Ah) อยู่ตรงกลาง กักลมไว้ที่จุดนี้ให้นานที่สุด โดยขณะที่กักลมไว้ ให้จินตภาพว่า จุดตันเถียนที่อุ่นนั้นได้ร้อนขึ้นแล้วลุกเป็นเปลวไฟสีส้มแดง ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกพร้อม กับจินตภาพว่า เปลวไฟนั้นได้ผ่านท่อลมปราณกลางขึ้นไปเรื่อยๆ จนออกทางศีรษะ ในขณะเดียวกัน มันได้ช่วยสลายจุดจักระทั้งสี่ (จุดตันเถียน จุดจักระหัวใจ จุดจักระคอ และจุดจักระศีรษะ) ให้กลายเป็นความว่าง ให้ทำเช่นนี้ 9 รอบ

ขั้นต่อไป ให้จับความรู้สึกอุ่นของผิวหนังทั่วทั้งกาย ไปพร้อมกับมี สติรู้ลมหายใจเข้าและออก จินตนาการเสมือนว่า ไออุ่นจากระบบลมปราณภายใน ได้ออกมาหล่อเลี้ยงผิวหนังทั่วทั้งกายให้อบอุ่นไปด้วย ในขณะที่หายใจออกให้ทำเช่นนี้ 21 รอบ

หากต้องการดำเนินสมถะวิปัสสนาก็สามารถดำเนินในขั้นที่สี่ของอนาปานสติต่อไปได้เลย คือ ไม่ต้องบังคับลม อีกต่อไป ปล่อยให้ร่างกายหายใจเข้าออกตามธรรมชาติ มีความรู้สึกตัวที่ พร้อมด้วยความโปร่งเบาและผ่อนคลาย แล้วเฝ้าสังเกตอาการของจิตต่อไป


ชุดที่ 4 ทะลวงจุดทั่วร่าง

หากยังมิได้ดำเนินวิปัสสนาต่อไป อาจฝึกทะลวงจุดต่างๆทั่วร่าง กายไปก่อนได้ เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและช่วยทำให้อวัยวะ ภายในต่างๆทำงานได้ดียิ่งขึ้น ชุดนี้นิยมทำในท่านอนหงาย (ศพอาสนะ) โดยวางมือไว้ห่างลำตัวเล็กน้อย หงายฝ่ามือขึ้น แยกขาทั้งสองออกพอสม ควร เท้าหงายราบไปกับพื้น ผ่อนคลายไม่เกร็ง

เริ่มต้นด้วยการหายใจเข้าให้ลมเข้าไปที่จุดตันเถียน กักลมไว้สักครู่ แล้วหายใจออกเบาๆ ให้ลมวิ่งขึ้นมาทาง ศีรษะ ออกสู่ภายนอกทาง กระหม่อม จับความรู้สึกอุ่นในบริเวณต่างๆที่ลมวิ่งผ่านไป จินตนาการว่า ลมได้ช่วยทะลวงจุดต่างตลอดแนวนั้นให้เปิดโล่งไม่มีการอุดตันอีก ทำให้ พลังลมปราณไหลเวียนได้อย่างคล่องตัว ทำเช่นนี้ 3 รอบ

ต่อไปให้ทำเช่นเดียวกัน แต่เดินลมให้ขึ้นมาถึงจุดจักระหัวใจแล้ววก ไปทางแขน ออกสู่ภายนอกทางปลายนิ้วทั้งห้า จับความรู้สึกอุ่นและ จินตนาการในแบบเดียวกัน ให้ดำเนินเช่นนี้ทาง แขนขวาและแขนซ้ายข้างละ 3 รอบ ตามลำดับ

ต่อไปเมื่อหายใจเข้าไปกักลมไว้ที่จุดตันเถียน แล้วหายใจออก โดยให้ลมวิ่งลงไปสู่จุดจักระในที่ลับ วกไปตามขา ออกสู่ภายนอกทางปลายนิ้วเท้าทั้งห้า โดยทำทางชาขวาและขาซ้ายอย่างละ 3 รอบ ตามลำดับไป ให้ทำเช่นเดียวกัน แต่ให้ลมออกทาง ขาทั้งสองข้างพร้อมๆกัน 3 รอบ แล้วขึ้นมาออกทางแขนทั้งสองข้างพร้อมๆ กันอีก 3 รอบ

สุดท้าย หายใจเข้าให้ลมลงไปผ่านจุดตันเถียนวกขึ้นมาที่จุดจักระ หัวใจ กักลมไว้ที่จุดนี้สักครู่หนึ่ง หายใจออกโดยผ่านทางศีรษะ แขนทั้งสอง ข้าง และขาทั้งสองข้างพร้อมๆกัน ในลักษณะที่กล่าวมาข้างต้นอีก 3 รอบ

หมายเหตุ :
- การฝึกในชุดที่ 2 และ ชุดที่ 4 สามารถทำได้ทั้งในท่านั่งและท่านอน
- ทุกขั้นตอนให้ทำด้วยความนุ่มนวล ช้า ๆ โดยมีสติตามรู้ลมอย่างต่อเนื่องและตั้งมั่น
- ห้าม! ทำด้วยความเร่งรีบ อยากได้ ดี มี เป็น เด็ดขาด

=================

ท้ายที่สุด

เราอาจเริ่มต้นจากการเรียนรู้ว่า หายใจอย่างไรให้ร่างกายสบาย แล้วค่อย ๆ เรียนรู้ว่า หายใจอย่างไรให้ใจกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

และเมื่อเดินทางลึกเข้าไปอีก เราอาจพบว่า ลมหายใจไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เราทำ แต่เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น โดยไม่มี “เรา” เป็นผู้ควบคุมทั้งหมด

ลมหายใจเข้าเกิดขึ้น ลมหายใจออกเกิดขึ้น ร่างกายหายใจ หัวใจเต้น ความคิดเกิดขึ้น อารมณ์เกิดขึ้น แล้วทั้งหมดก็ดับไป ครั้งแล้วครั้งเล่า

ในทุกลมหายใจ เราได้เห็นวงจรเล็ก ๆ ของชีวิต นั่นคือ เกิดขึ้น ดำรงอยู่ เปลี่ยนแปลง และดับไป

บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ศาสตร์ภายในมากมายใช้ลมหายใจเป็นประตู เพราะเมื่อเรานั่งนิ่งพอ เราจะเริ่มเห็นว่า ลมหายใจอยู่ระหว่างร่างกายกับจิตใจ

และในช่องว่างระหว่างลมหายใจออกกับลมหายใจเข้า อาจมีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ไม่มีอะไรต้องทำ ไม่มีอะไรต้องเป็น ไม่มีอะไรต้องยึด ไม่มีอะไรต้องผลักไส มีเพียง “ความเงียบ”

และเมื่อเราพักอยู่ตรงนั้น เราอาจไม่ได้กำลังเดินทางไปที่ไหนเลย แต่กำลังกลับบ้าน

กลับเข้าสู่ร่างกาย กลับเข้าสู่ปัจจุบัน กลับเข้าสู่ความรู้สึก กลับเข้าสู่จิต

และบางที…กลับเข้าสู่ความเงียบที่อยู่ตรงนั้นมาตลอด

ลมหายใจพาเรากลับมาครั้งแล้วครั้งเล่า จากโลกภายนอกสู่โลกภายใน และจากโลกภายในกลับมาอยู่กับชีวิตอีกครั้ง

หมายเหตุเล็กน้อย: สำหรับการฝึกหายใจเข้มข้น เช่น การหายใจเร็วต่อเนื่อง การกลั้นลมนาน หรือเทคนิคที่ทำให้เกิดภาวะการรับรู้ที่เปลี่ยนแปลง (altered states of consciousness) ควรเรียนกับผู้สอนที่มีความรู้และคำนึงถึงข้อจำกัดทางสุขภาพ ส่วนการฝึกพื้นฐานในบทความนี้เน้นนุ่มนวล ไม่ฝืน และกลับมาหายใจตามธรรมชาติได้เสมอค่ะ

=================

บทความที่เกี่ยวข้อง

- "Day 26 : ลมหายใจคือพลังชีวิต"
https://www.facebook.com/photo/?fbid=311852580386489&set=a.290504485854632

- “Breathwork มหัศจรรย์ของลมหายใจ”
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1097762275207225&set=a.121809789390770

=================

ภาพจาก Pinterest.com

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่

Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 21:00
อังคาร 09:00 - 21:00
พุธ 09:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 21:00
อาทิตย์ 09:00 - 21:00

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Miracle of Breathผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

สมัคร

เราจะแจ้งให้คุณทราบในกรณีที่มีการอับเดทข้อมูลใน Bangkok.