Jonathan wellness & premium wax

Jonathan wellness & premium wax

แชร์

ร้านฝังสีปาก ผู้หญิง ผู้ชาย เกย์ ทอม LGBTQ ���

25/12/2025

#เส้นประธานสิบ คือ เส้นซึ่งเป็นหลักสำคัญของวิชาการนวดไทย ตามที่บูรพาจารย์ได้ถ่ายทอดสืบต่อกันมา เชื่อกันว่ามีเส้นอยู่ในร่างกายถึง 72,000 เส้น แต่ที่เป็นเส้นประธานแห่งเส้นทั้งปวงมีเพียง 10 เส้นเท่านั้น เส้นประธานเป็นทางเดินของลม ซึ่งเป็นพลังกายในที่หล่อเลี้ยงร่างกายให้ทำงานได้ตามปกติ

ความสำคัญของเส้นประธาน เส้นประธานมีความสำคัญต่อการบำบัดรักษาโรคด้วยวิธีการนวดไทย เพราะเป็นโครงสร้างที่ใช้ในการอธิบายถึงความเป็นปกติสุข และความผิดปกติของร่างกายได้ โดยเฉพาะความผิดปกติซึ่งมีสาเหตุมาจากการติดขัดหรือกำเริบของลม จึงสามารถนำมาใช้ในการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของความผิดปกตินั้น ว่ามีความสัมพันธ์กับเส้นประธานเส้นใด รวมทั้งสามารถกำหนดวิธีการนวดรักษา ที่สอดคล้องสัมพันธ์กับเส้นประธานนั้นได้อย่างมีหลักการ

โครงสร้างเส้นประธาน ถ้าพิจารณาโดยรอบคอบและทดลองปฏิบัติตามตำราแล้ว เส้นประธานไม่น่าจะหมายถึงหลอดเลือด หรือเอ็นอย่างที่เข้าใจกัน เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับความรู้ทางกายวิภาคสมัยใหม่ พบว่าทางเดินของเส้นประธานที่จะกล่าวถึงต่อไปนั้น ไม่สอดคล้องสัมพันธ์กับทางเดินของหลอดเลือด หรือเส้นเอ็นอย่างตรงตัวเสียทีเดียว และจากากรศึกษาโดยการกดจุดเริ่มต้นของเส้นประธานบริเวณสะดือแล้ว พบว่าเกิดความรู้สึกแล่นไปได้ตามทิศทางที่ระบุไว้ในตำรา จึงเป็นไปได้ว่าทางเดินของเส้นประธานก็คือ ทิศทางการแล่นของกระแสความรู้สึกที่เกิดจากการกดจุดต่างๆ นั่นเอง อาจกล่าวได้ว่าลักษณะโครงสร้างทางกายภาพของเส้นปราน ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นโครงสร้างแบบใด และจากการศึกษาโครงสร้างอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายที่สามารถเกิดกระแสความรู้สึกแล่นภายในร่างกาย พบว่า โครงสร้างภายในร่างกาย ที่สามารถทำให้เกิดความรู้สึกแล่นได้นั้น อาจเป็นเส้นประสาท เยื่อหุ้มกระดูก พังผืด เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ หรือผนังหลอดเลือด ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีปลายประสาทมาเลี้ยง การนวดเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง ทางสรีรวิทยาเพื่อเกิดผลในการรักษา จึงอาจเป็นการนวดที่โครงสร้างใดโครงสร้างหนึ่งหรือหลายโครงสร้างผสานกัน โดยประสานเชื่อมต่อผ่านทางปลายประสาทดังกล่าว นอกจากนี้เมื่อศึกษาวิวัฒนาการของตัวอ่อนของมนุษย์ พบว่า เนื้อเยื่อชั้นนอกสุดของตัวอ่อน ได้วิวัฒนาการเติบโตไปเป็นส่วนของผิวหนังและระบบประสาท การเชื่อมต่อประสานของระบบประสาท จึงมีลักษณะเป็นเครือข่ายร่างแหครอบคลุมทั่วร่างกาย จึงเป็นไปได้ที่จะสันนิษฐานว่าโครงสร้างของเส้นประธาน ซึ่งสัมพันธ์กับปลายประสาท อาจจะมีโครงสร้างเป็นแบบเครือข่ายร่างแหเช่นเดียวกัน

องค์ประกอบที่สัมพันธ์กับเส้นประธาน มี 3 องค์ประกอบที่สำคัญ คือ

1. เส้น ซึ่งมีเส้นประธาน และเส้นแขนงต่างๆ มีทางเดินของเส้นที่แน่นอน
2. ลม เป็นพลังซึ่งแล่นไปตามเส้น หากลมแล่นไม่ปกติ มีการติดขัด ย่อมก่อโทษทำให้เกิดความเจ็บป่วย
3. จุด เป็นตำแหน่งบนร่างกายที่มีความสัมพันธ์กับเส้น เมื่อกดหรือกระตุ้นถูกจุด จะเกิดกระแสความรู้สึกแล่นของลมไปตามแนวเส้นได้

#ทางเดินเส้นสิบ

1. #เส้นอิทา เริ่มต้นจากข้างสะดือด้านซ้าย 1 นิ้วมือ เเล่นลงไปบริเวณหัวเหน่าลงไปต้นขาซ้ายด้านในค่อนไปทางด้านหลัง ถึงหัวเข่า เเล้วเลี้ยวขึ้นไปเเนบข้างกระดูกสันหลังด้านซ้าย ขึ้นไปบนศีรษะ เเล้วกลับลงมาสิ้นสุดที่ข้างจมูกซ้าย

2. #เส้นปิงคลา เริ่มต้นจากข้างสะดือด้านขวา 1 นิ้วมือ เเล่นลงไปบริเวณหัวเหน่าลงไปต้นขาขวาด้านในค่อนไปด้านหลังถึงหัวเข่า เเล้วเลี้ยวขึ้นไปเเนบข้างกระดูกสันหลังด้านขวา ขึ้นบนศีรษะเเล้วกลับลงมามาสิ้นสุดที่ข้างจมูกขวา

3. #เส้นสุมนา เริ่มจากเหนือสะดือ 2 นิ้ว เเล่นขึ้นไปภายในอก ผ่านลำคอขึ้นไปสิ้นสุดที่โคนลิ้น

4. #เส้นกาลทารี เริ่มต้นที่เหนือสะดือ 1 นิ้วมือ เเล้วเเตกออกเป็น 4 เส้น 2 เส้นบนเเล่นขึ้นไปผ่านข้างชายโครง ผ่านสะบักใน ไปยังเเขนทั้ง 2 ข้าง ลงไปที่ข้อมือตลอดถึงนิ้วมือทั้งสิบ 2เส้นล่างเเล่นลงไปบริเวณต้นขาด้านใน ผ่านหน้าเเข้งด้านในทั้ง 2 ข้าง ลงไปที่ข้อเท้า ตลอดถึงนิ้วเท้าทั้งสิบ

5. #เส้นสหัสรังษี เริ่มต้นจากข้างสะดือซ้าย 3 นิ้วมือ เเล่นลงไปบริเวณต้นขาซ้ายด้านใน ผ่านหน้าเเข้งด้านใน โคนนิ้วเท้าซ้ายทั้งห้า เเล้วย้อนผ่านขอบฝ่าเท้าด้านนอกขึ้นมายังหน้าเเข้งด้านนอก ต้นขาด้านนอกไปชายโครง หัวนมซ้าย เเล้วเเล่นเข้าไปใต้คาง ขึ้นไปสิ้นสุดที่ตาข้างซ้าย

6. #เส้นทวารี เริ่มต้นจากข้างสะดือด้านขวา 3 นิ้วมือ เเล่นลงไปบริเวณต้นขาขวาด้านใน ผ่านหน้าเเข้งด้านใน ขอบฝ่าเท้าด้านในโคนนิ้วเท้าขวา ทั้งห้า เเล้วย้อนผ่านขอบฝ่าเท้าด้านนอก ขึ้นมายังหน้าเเข้งด้านนอก ต้นขาด้านนอก ไปชายโครงหัวนมขวา เเล้วเเล่นเข้าไปใต้คาง ขึ้นไปสิ้นสุดที่ตาขวา

7. #เส้นจันทภูสัง เริ่มต้นจากข้างสะดือด้านซ้าย 4 นิ้วมือ เเล่นผ่านราวนมซ้าย ผ่านข้างคอ สิ้นสุดที่หูซ้าย

8. #เส้นรุชำ(รุทัง)เริ่มต้นจากข้างสะดือด้านขวา 4 นิ้วมือ เเล่นผ่านราวนมขวา ผ่านข้างคอ ไปสิ้นสุดที่หูขวา

9. #เส้นสุขุมัง เริ่มต้นจากใต้สะดือ 2 นิ้วมือ เยื้องซ้ายเล็กน้อย เเล่นไปยังทวารหนัก

10. #เส้นสิกขิณี เริ่มต้นจากใต้สะดือ 2 นิ้วมือ เยื้องขวาเล็กน้อย เเล่นไปยังทวารเบา

ทางเดินของเส้นประธาน ทางเดินของเส้นประธาน หมายถึง ทางเดินของพลังลมที่แล่นภายในร่างกายซึ่งสามารถรับรู้ได้ เมื่อกดจุดที่สัมพันธ์กับเส้นประธานนั้นๆ ทางเดินดังกล่าวมีทิศทางที่แน่นอน และมีลักษณะเป็นแนวแถวทอดไปอย่างเป็นระเบียบ

1.เส้นอิทา ลมประจำเส้นคือ

1.1 ลมจันทะกาลา อาการคือ ปวดหัวมาก ตามืดมัว ชัก ปากเบี้ยว เสียวหน้าตา เจ็บสันหลัง เกิดเพื่อกำเดาเเละลมระคนกัน ให้ตัวร้อนเเละกลับเย็น มักจับวันพฤหัสตอนเย็น-โดยเฉพาะตอนกลางคืน
1.2 ลมปะกัง อาการคือ ตัวร้อน วิงเวียน ปวดหัวมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน
1.3 ลมสรรนิบาต ทำให้เกิดเสมหะในลำคอ มีอาการปวดหัวมาก ตามืดมัว ตาวิง เพราะมองแสงระยิบระยับตอนกลางคืน เรียกว่าตาฟางไก่ มีไข้ จับตัวร้อน ชัก ปากเบี้ยว เสียวหน้าตา ชาใบหน้า เจ็บสันหลัง ปวดหัวเข่า(กำเดา ปิตตะ ระคนกัน) ถ้าเป็นถึง 7 วัน อาจถึงแก่ชีวิต
1.4 ลมพหิ อาการคือ เซื่องซึม สลบ คล้ายถูกงูลายสาปกัด
1.5 ลมสัตตวาต อาการคือ ให้มือสั่น ตีนสั่น เหมือนถูกมีดกรีดเนื้อเพราะกินอาหารวันละ 4-5 เวลา
เส้นอิทาผิดปกติเกิดโทษ : จะเห็นได้ว่าโทษของเส้นอิทา ค่อนข้างร้ายแรง มาก ถึงตายได้เรียกว่า " ลมจันทร์ " ทำให้เป็นไข้ตัวร้อนเเละกลับเย็น มักจับวันพฤหัส ตอนเย็น-กลางคืน แนวเส้นอิทา น่าจะเป็นเส้นเลือดและเส้นประสาทที่มาเลี้ยงบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ส่วนหนึ่งไปเลี้ยงรอบ ๆ อวัยวะเพศ ส่วนหนึ่งไปเลี้ยงขา

วิธีแก้ : ให้นวดตามแนวเส้นอิทาแล้วปรุงยาประกอบด้วย และบางรั้งอาจมีพิธีกรรมหรือการประกอบยาเป็นพิเศษ ซึ่งจะต้องศึกษาให้ลึกซึ้งต่อไป

2.เส้นปิงคลา ลมประจำเส้นคือ ลมสูรย์กาลา(สูญทกลา)

2.1 ลมสูรย์กาลา(สูญทกลา) ปวดศีรษะมากตั้งแต่เช้าจนพระอาทิตย์ตกดิน มักมีอาการชัก ปากเบี้ยว คัดจมูก น้ำมูกไหล จาม เจ็บตาตาแดง น้ำตาไหล
2.2 ลมปะกัง อาการคือ หน้าตาเเดง ปวดหัวมาก ตอนเช้าถึงพระอาทิตย์ตกดินโดยเฉพาะตอนเที่ยง และมีอาการตามการเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์มักจับวันพฤหัส ห้ามกินของมันของเย็นเกินไป
2.3 ลมสรรนิบาต ทำให้เกิดเสมหะในลำคอ มีอาการปวดหัวมาก ตามืดมัว ตาวิง เพราะมองแสงระยิบระยับตอนกลางวัน มีไข้ จับตัวร้อน ชัก ปากเบี้ยว เสียวหน้าตา ชาใบหน้า เจ็บสันหลัง ปวดหัวเข่า(กำเดา ปิตตะ ระคนกัน) ถ้าเป็นถึง 7 วัน อาจถึงแก่ชีวิต
2.4 ลมพหิ อาการคือ สลบไม่รู้ตัว ไม่พูดจา คล้ายถูกงูทับสมิงคลากัด
2.5 รัตนาวาต อาการคือ เมื่อยล้า ขัดทั่วทุกเเห่ง(สรรพางค์กาย) เพราะกินอาหารจำเจ เมื่อจะเป็นให้เเสบไส้พุง อยากอาหารเเละของสดคาว

วิธีแก้ : นวดตามแนวเส้นปิงคลา นวดตั้งแต่กระหม่อม ตา ไรผม ต้นคอ ตามใบหูบริเวณทัดดอกไม้ และที่กระหม่อม แล้วเลื่อนลงมาที่จุดศูนย์กลาง บริเวณจมูกขวา ถ้าเป็นสันนิบาติลมประกัง นวดระหว่างคิ้วทั้งสอง บริเวณหน้าผาก คลึงไปท้ายผม หลังใต้หู ให้นวดทั้งสองข้างโดยเน้นข้างจมูกทั้งสองข้าง
เส้นปิงคลา คล้ายกับเส้นอิทามาก แตกต่างกันเพียงอยู่คนละข้างของลำตัว บริเวณคอและอก มีโรคและจุดคล้ายคลึงกัน ได้แก่ปวดขมับเกี่ยวกับสะบัก แก้สะบักจม เส้นอิทาแก้ลมดูสะบัก โดยมีจุดนวดเยื้องกันค่อนมาทางกลางตัว เส้นปิงคลามีจุดเกี่ยวกับน้ำนมเหมือนกันและมีโรคหรืออาการ 3 อย่างเช่นกัน ได้แก่ หาวเรอ คัดจมูก หูหนัก อยู่บริเวณกระดูกอกด้านขวา มีโรคหลายโรคที่เกี่ยวข้องกับธาตุ เช่น แก้เตโชให้ออก และมีคำว่า" กล่อน" ซึ่งแปลว่า เสื่อมชำรุด หลุด ได้แก่ กล่อนลงฝัก คือไส้เลื่อน กล่อนลงแข้ง เป็นอาการของกระดูกกล้ามเนื้อบริเวณแข้ง เข่า ทำให้เมื่อยขบเป็นต้น
จากการเปรียบเทียบทางกายวิภาคศาสตร์ เส้นนี้เหมือนเส้นอิทา คืออาจเป็น เส้นเอ็น เส้นเลือด เส้นประสาท การทำงานของประสาทอัตโนมัติและสมองซีกขวา และเมื่อพิจารณาผลของเส้นอิทาและปิงคลา หากพิการและกำเริบแล้ว มีลักษณะ ของอัมพาต ปากเบี้ยว โดยมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงเป็นอาการนำ ซึงหากเป็นด้านขวา เรียกสุริยะกลา ด้านซ้ายเรียกจันทะกลา ลมสุริยะ และลมจันทร์ ซึงมีคำว่าลมปะกังเป็นพิษทั้งเส้นอิทาและปิงคลา รวมทั้งลมขึ้นเบื้องสูง อาการเหล่านี้นาจะมีผลจากเส้นเลือดในสมองแตก ตีบตัน หรือมีการหดตัวเป็นบางครั้ง ปัจจุบันพบว่ามีผลมาจากความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง สำหรับลมประกัง ปัจจุบันนำมาใช้เรียกปวดศีรษะข้างเดียว ซึ่งในที่นี้มิได้กล่าวเช่นนั้น เพราะคำว่าลมประกังตามแผนโบราณมีความหมายมากกว่าปวดศรีษะข้างเดียว (Migrain)

3.เส้นสุมนา (สุสมนา)ลมประจำเส้นคือ

3.1 ลมชิวหาสดมภ์ ทำให้เกิดอาการคือ หาวเรอ คลื่นเหียน ขากรรไกรแข็ง ลิ้นกระด้างคางเเข็ง กินอาหารไม่รู้รส พูดลำบาก พูดไม่ชัด เจรจามิได้ หนักอก หนักใจเพราะพิษลมทำให้เซื่องซึม
3.2 ลมดาลตะคุณ(ลมมหาอัศดมภ์) ทำไห้เกิดอาการคือ จุกอก เอ็นเป็นลำ หน้าท้องแข็งจับหัวใจ แน่นหน้าอกเพราะลมหมุน ถ้าเป็นมากเรียกลม มหาอัสดมภ์ทำให้มีอาการหมดสติ มักจับวันอาทิตย์
3.3 ลมทะกรน ทำให้เกิดอาการคือ ดวงจิตระส่ำระส่าย
3.4 ลมบาทจิต อาการคือ เคลิบเคลิ้ม มักพูดติดขัด หลงลืม เกิดจากลมจับหัวใจทำให้จิตฟุ้งซ่าน เเน่นอก อาเจียนเป็นลมเปล่า อ่อนแรงหนาวร้อน ต้องฝืนกินอาหาร จะขย้อนออกเหมือนอาการแพ้ท้อง

เส้นสุมนาพิการ : ดังนั้นสุมนาน่าจะหมายถึงหัวใจ การเต้นของหัวใจ เส้นเลือดแดงใหญ่ หรือระบบประสาทในระดับสะดือถึงปลายลิ้น นอกจากนี้น่าจะหมายถึงการทำงานของสมอง ประสาท หากผิดปกติจะเกิดโรคจิตโรคประสาท โรคทางสมอง โรคหัวใจ
เส้นสุมนาเป็นเส้นที่ อยู่กลางลำตัวซึ่งมีความสำคัญมาก หมายถึงบริเวณหัวใจ การทำงานของสมองกลุ่มประสาทต่าง ๆ ที่อยู่กลางตัว จากการสังเกตลักษณะโรคและอาการเมื่อสุมนากำเริมมีผล 2 ประการคือ หรือทางจิต จิตคลุ้มคลั้ง ละเมอเพ้อพก นอนไม่หลับ ผลอีกประการ เกี่ยวกับการทำงานของลิ้นเป็นสำคัญ เช่นลิ้นไม่รู้รสขมปาก หวานปาก ลิ้นกระด้างคางแข็ง ลิ้นหดแยกมิออก สำหรับอาการสุมนากำเริบเรียกว่าลม ดาลตะคุณ มีอาการจุกอก อาการร้ายแรงอาจตายได้ อาการนี้อาจอธิบายได้ว่าเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

วิธีแก้ : การนวดให้นวดตามแนวเส้นเส้นสุมนา โดยนวดอย่างแผ่วเบา อย่าออกแรงมาก และอย่าใช้เวลานวดนาน เมื่ออาการดีขึ้นแล้วให้วางยา ควรวางยาด้วยยารสหอม รสขม กลิ่นหอมสุขุมไม่ควรเย็นหรือร้อน

4.เส้นกาลทารี (ฆานทารี) ลมประจำเส้นคือ

4.1 ไม่ระบุชื่อลม(ศัพท์แพทย์ไทย มหิดลคือลมหมู่หนึ่งขึ้นมาจับและใบหูหน้าผาก ให้เจ็บตาและแสบจมูก กินอาหารไม่ได้ให้เย็นเป็นเหน็บ
4.2 ลมที่เกิดในเส้นชื่อ นิยมสหัสรังสี เป็นผลมาจากเส้นกาลธารีเรื้อรัง ทำให้มีอาการเหน็บชาทั้งตัว จับเย็นสะท้าน (หนาวมาก) เมื่อแรกจับจะนอนแน่นิ่งขยับแขนขามิได้เป็นลักษณะของ อัมพฤกษ์ อันพาต

เพราะกินอาหารเเสลง ได้เเก่ ขนมจีน ข้าวเหนียว ถั่ว มักจับวันอาทิตย์เเละวันจันทร์

เส้นกาลทารี น่าจะใกล้เคียงกับระบบเส้นเลือด และระบบประสาทที่ไปเลี้ยงบริเวณแขน ขา ท้อง อาการที่พบบ่อยมักได้แก่ แขน

#จอนนี่นวดไทยเพื่อสุขภาพ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


86/11 ซ. อินทามาระ25 ถ. สุทธิสาร
Bangkok
10400