Vattanatum Klin

Vattanatum Klin

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Vattanatum Klin, ความงาม เครื่องสำอาง และการดูแลตนเอง, Bangkok.

Scenting the Tapestry of Life : เราไม่ได้มองแค่ความหอม แต่เรามองหา 'ความหมาย' ที่ซ่อนอยู่ในมวลอากาศ ค้นพบการเดินทางของกลิ่นหอมที่ถักทอเข้ากับวิถีชีวิต ศิลปะ และความเป็นเรา เพราะทุกกลิ่นมีเรื่องราว และทุกเรื่องราวคือส่วนหนึ่งของผืนผ้าแห่งชีวิต

Photos from Vattanatum Klin 's post 13/06/2026

ประกาศรางวัล Art and Olfaction Awards 2026 เฉลิมฉลองความเป็นเลิศด้านน้ำหอมอิสระระดับโลกในกรุงเอเธนส์

งานประกาศรางวัล The 12th Annual Art and Olfaction Awards ได้ให้เกียรติแก่ผู้ผลิตน้ำหอม ศิลปิน และนักสร้างสรรค์ด้านกลิ่นหอมอิสระที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดในโลกเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 ณ ศูนย์วัฒนธรรม Gazarte ในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ

ผู้ชนะปี 2026 คือ

รางวัลผู้ผลิตอิสระ (ART AND OLFACTION INDEPENDENT AWARD WINNERS)
สำหรับแบรนด์ที่จ้างสุคนธกร (นักปรุงน้ำหอม) ภายนอก หรือบริษัทผลิตน้ำหอมในการคิดค้นสูตร และออกวางจำหน่ายภายใต้ชื่อของแบรนด์

***NUIT ÉLASTIQUE โดยแบรนด์ Première Peau

สุคนธกร: Ugo Charron

ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์: Pierre Mergui

***ICI, LE PAS S’ARRÊTE โดยแบรนด์ TERRA•T

สุคนธกร: Kaiwei Hsieh

ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์: Terrence Chen

รางวัลช่างฝีมือ (ART AND OLFACTION ARTISAN AWARD WINNERS)
สำหรับแบรนด์ที่มีสุคนธกรเป็นเจ้าของหรือเจ้าของร่วม ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและคิดค้นสูตรน้ำหอมขึ้นเองภายในแบรนด์ (In-house) และออกวางจำหน่ายภายใต้ชื่อของแบรนด์ตัวเอง

***DEATH BY VANITY โดยแบรนด์ Rivendare

สุคนธกร: David Clarke

***AETHI OPUM โดยแบรนด์ Maya Njie

สุคนธกร: Maya Njie

รางวัลซาดากิจิ (SADAKICHI AWARD)
สำหรับผู้ปฏิบัติงานเชิงสร้างสรรค์หรือเชิงทดลอง ที่ใช้กลิ่นหอมในรูปแบบที่แหวกแนวไปจากขนบเดิมๆ ซึ่งนำพากลิ่นหอมออกไปนอกขอบเขตของอุตสาหกรรมน้ำหอมแบบดั้งเดิม

***GOAVVE-GEABBIL (HYUNDAI COMMISSION) โดย Máret Ánne Sara

สุคนธกร: Nadjib Achaibou

รางวัลผู้ผลิตหน้าใหม่ (NEWCOMER AWARD)
รางวัลนี้จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับผู้บริสุทธิ์หน้าใหม่ในอุตสาหกรรม โดยมอบให้กับน้ำหอมจากแบรนด์ที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์น้ำหอมชั้นสูง (Fine Fragrance) ชิ้นแรกสู่ตลาดในปี 2025

***WATER MOON โดยแบรนด์ Oneiros

สุคนธกร: Anh Ngo

ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์: Thanh Dang

รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อวัฒนธรรมแห่งกลิ่นหอม (CONTRIBUTION TO SCENT CULTURE AWARD) มอบให้กับบุคคลที่มีผลงานโดดเด่นและมีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญในการเผยแพร่ สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชน หรือสร้างความซาบซึ้งในแนวปฏิบัติด้านกลิ่นหอมและสุคนธศาสตร์

***GRANT OSBORNE จากเว็บไซต์ Basenotes.net

รางวัลเซปติมัส เพียส สำหรับผู้มีวิสัยทัศน์อันยอดเยี่ยม (SEPTIMUS PIESSE AWARD FOR EXCEPTIONAL VISION) รางวัลนี้มอบให้เป็นรายปีแก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีผลงานโดดเด่น ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันยอดเยี่ยมในแง่ของวิธีการนำกลิ่นหอมไปใช้ การพัฒนา หรือการจินตนาการถึงกลิ่นหอม

***L’OSMOTHÈQUE

รางวัลขวัญใจมหาชน (PEOPLE'S CHOICE AWARD)
การลงคะแนนเสียงรางวัลขวัญใจมหาชนเป็นกิจกรรมร่วมสนุกแบบไม่เป็นทางการ โดยผู้ที่เข้าเยี่ยมชมสถาบัน IAO และเข้าร่วมกิจกรรมงานประกาศรางวัลจะได้รับบัตรลงคะแนนเพื่อโหวตให้กับผลงานที่ชื่นชอบที่สุด 2 ผลงาน ในประเภทช่างฝีมือ (Artisan) และประเภทผู้ผลิตอิสระ (Independent)

ประเภทผู้ผลิตอิสระ (INDEPENDENT CATEGORY):

***VERDANT โดยแบรนด์ Ilé Olomu

สุคนธกร: Andreas Wilhelm

ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์: Bawo Ijirigho

ประเภทช่างฝีมือ (ARTISAN CATEGORY):

***DANDELION BUTTER โดยแบรนด์ Clue Perfumery

สุคนธกร: Laura Oberwetter ร่วมกับ Caleb Vanden Boom

งานนี้จัดขึ้นโดย Institute for Art and Olfaction เพื่อยกย่องความสำเร็จที่โดดเด่นในการสร้างสรรค์กลิ่นหอมทั้งในประเภทช่างฝีมือ (Artisan) งานทดลอง (Experimental) และงานอิสระ (Independent) ผ่านกระบวนการตัดสินแบบปิด 3 ขั้นตอนที่เข้มงวดโดยคณะผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ

"ผู้ชนะและผู้เข้ารอบสุดท้ายในปีนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์อันน่าทึ่งของวงการน้ำหอมอิสระและงานทดลอง" Saskia Wilson-Brown กล่าว

งานพิธีได้นำเสนอผู้เข้ารอบสุดท้ายและผู้ชนะที่หลากหลาย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองทางวัฒนธรรม ประเพณีเกี่ยวกับกลิ่นหอม และแนวทางศิลปะที่ครอบคลุมจากทั่วทุกมุมโลก

ด้วยฉากหลังที่เป็นกรุงเอเธนส์และอะโครโพลิส เน้นย้ำถึงอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นในระดับสากลของการสร้างสรรค์น้ำหอมอิสระ ในช่วงท้าย Wilson-Brown ได้ประกาศว่างาน Art and Olfaction Awards ครั้งที่ 13 จะจัดขึ้นที่เม็กซิโกซิตี้ ในเดือนพฤษภาคม 2027

เพื่อขยายความมุ่งมั่นของโครงการในการสร้างบทสนทนาระดับโลกและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในวงการน้ำหอม การเปิดรับผลงานสำหรับรอบรางวัลถัดไปจะเริ่มในช่วงปลายเดือนกันยายน 2026 สำหรับน้ำหอมและโครงการเกี่ยวกับกลิ่นที่เปิดตัวในปีปฏิทิน 2026

07/06/2026

ให้เป็นงานที่ชอบที่สุด ของทุกผลงานเลย เป็นการใช้เทคนิคที่แพรวพราว ทั้งๆที่เป็นเทคนิคน้ำปรุง ทิงค์เจอร์ อย่างไทย กลิ่นดอกบัวลอยเลื่อน ปริมน้ำ ฉ่ำ ไม่โบราณ แต่ inter มีความ modern thainess อย่างคาดไม่ถึง ไม่ตะโกน อวดตัว แต่เอินเอ่ย กรีดกราย เหมือนดอกบัวบานยามเช้า หลังคืนฝนตก

ชื่นชมครับ 👍

05/06/2026

กลิ่นมะเดื่อ Fig ในน้ำหอม
Fig in perfumary

หากจะกล่าวถึงพืชพันธุ์ชนิดแรกที่มนุษย์โบราณรู้จักริเริ่มการเพาะปลูกอย่างเป็นระบบ “มะเดื่อ” (Fig) คงเป็นหนึ่งในคำตอบแรกที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ พืชผลัดใบกึ่งเขตร้อนในตระกูลหม่อน (Moraceae) สกุล Ficus ชนิดนี้ มีชื่อวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการว่า Ficus carica ซึ่งคำหลังนี้ระบุถึงถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอย่าง “ภูมิภาคคาเรีย” (Caria) อารยธรรมโบราณในแถบเอเชียไมเนอร์ หรือชายฝั่งตะวันตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศตุรกีในปัจจุบัน จากจุดเริ่มต้นในดินแดนอาระเบียใต้ การเพาะปลูกมะเดื่อได้แพร่กระจายไปสู่อียิปต์โบราณ ซีเรีย ฟีนีเซีย จนกระทั่งเดินทางมาถึงกรีกโบราณในราวศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสตกาล ก่อนจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่กระจายตัวอยู่ทั่วภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน ทรานส์คอเคซัส และเอเชียกลาง ดังที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน

นอกเหนือจากมิติทางภูมิศาสตร์แล้ว มะเดื่อยังมีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับคติความเชื่อและศาสนา ในพระคัมภีร์ปฐมกาล (Genesis) มีการกล่าวถึงอาดัมและเอวาที่เด็ดใบมะเดื่อมาถักร้อยเพื่อปกปิดความเปลือยเปล่าของตนหลังการล่วงรู้ความจริง ยิ่งไปกว่านั้น นักประวัติศาสตร์พฤกษศาสตร์หลายท่านยังตั้งข้อสังเกตว่า “ผลไม้แห่งความรู้แจ้ง” หรือผลไม้ต้องห้ามในสวนเอเดนตามเรื่องเล่านั้น แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่แอปเปิลอย่างที่ชาวตะวันตกในยุคหลังเข้าใจ เนื่องจากในพื้นที่แถบเมโสโปเตเมียอันเป็นหมุดหมายที่ตั้งของสวนเอเดนตามคัมภีร์ ไม่มีต้นแอปเปิลเจริญเติบโตอยู่เลยในยุคโบราณ ภาพของผลไม้ต้องห้ามจึงน่าจะหมายถึงมะเดื่อมากกว่า

ความน่าทึ่งของมะเดื่อไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่เรื่องเล่าในตำนาน ทว่าในทางพฤกษศาสตร์ มะเดื่อมีกลไกการสืบพันธุ์และการผสมเกสรที่มหัศจรรย์และแปลกประหลาดที่สุดชนิดหนึ่งในโลก พืชชนิดนี้ไม่มีดอกที่เบ่งบานให้เห็นจากภายนอก แต่ฐานรองดอกจะเจริญเติบโตม้วนเข้าด้านในเป็นทรงกลมกลวงลึกลับที่เรียกว่า “ไซโคเนียม” (Syconium) โดยซ่อนดอกขนาดเล็กนับพันไว้ภายในอย่างมิดชิด การจะขยายพันธุ์ได้นั้น มะเดื่อจำเป็นต้องพึ่งพาพาหะชนิดเดียวเท่านั้น คือ “ต่อมะเดื่อ” (Blastophaga psenes) นำมาสู่ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันและกันอย่างสมบูรณ์ (Mutualism) ที่วิวัฒนาการร่วมกันมาอย่างยาวนานไม่ต่ำกว่า 34 ล้านปี

ธรรมชาติได้จัดสรรให้ต้นมะเดื่อป่า (Caprifigs) ทำหน้าที่เป็นรังนอน โดยภายในจะมีดอกตัวผู้และดอกตัวเมียก้านสั้น (Gall Flower) ในฤดูใบไม้ผลิ ต่อตัวเมียจะบินเข้าไปวางไข่ในดอกกอลล์นี้ เมื่อเข้าสู่ต้นฤดูร้อน ตัวอ่อนจะเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย ต่อตัวผู้ที่ไร้ปีกจะมีชีวิตอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมงเพื่อผสมพันธุ์กับตัวเมียก่อนจะตายอยู่ภายในถ้ำรองดอกนั้น ส่วนต่อตัวเมียที่ได้รับการปฏิสนธิจะคลานผ่านดอกตัวผู้ ละอองเรณูจะเกาะติดไปตามตัวของมันในขณะที่มันหาทางออกจากไซโคเนียมเพื่อไปวางไข่ในบ้านหลังใหม่ และเมื่อต่อตัวเมียเดินทางไปเยือนต้นมะเดื่อพันธุ์กินได้ (Edible figs) ซึ่งมีดอกตัวเมียก้านยาว แม้โครงสร้างดอกจะทำให้มันไม่สามารถวางไข่ได้สำเร็จ แต่ในระหว่างที่มันพยายามคลานเข้าออก ละอองเรณูที่ติดตัวมาก็ได้ทำหน้าที่ผสมเกสรให้กับดอกมะเดื่อกินได้ไปโดยปริยาย ส่งผลให้ฐานรองดอกนั้นเจริญเติบโต กลายเป็นผลมะเดื่อรสหวานฉ่ำที่มนุษย์นำมารับประทาน

จากกลไกทางธรรมชาติอันซับซ้อนนี้เอง ได้ก่อให้เกิดตำนานเมือง (Urban Legend) ที่หลายคนมักเข้าใจผิดว่า มะเดื่อที่เราชื่นชอบนั้นอัดแน่นไปด้วยซากต่อที่ตายแล้ว ทว่าในความเป็นจริง ต่อตัวผู้ที่โชคร้ายได้ล้มตายและสลายตัวไปในดอกกอลล์ของมะเดื่อป่า ซึ่งเป็นส่วนที่มนุษย์ไม่ได้นำมารับประทาน ส่วนต่อตัวเมียที่เดินทางมายังผลมะเดื่อกินได้นั้น เพียงแค่ทำหน้าที่ผสมเกสรแล้วบินจากไปอย่างปลอดภัย ยิ่งไปกว่านั้น ในระบบเกษตรกรรมยุคปัจจุบัน เกษตรกรยังคงสืบทอดภูมิปัญญาโบราณตั้งแต่สมัยกรีกและโรมันที่เรียกว่า “แคปริฟิเคชัน” (Caprification) หรือการปลูกต้นมะเดื่อป่าแซมไว้ในสวนเพื่อล่อให้ต่อมาช่วยผสมเกสร รวมถึงมีการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่สามารถติดผลได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาแมลง

ศาสตร์แห่งกลิ่นและศิลปะเคมี
การเดินทางของมะเดื่อในโลกสุคนธกรรม

ในโลกแห่งการปรุงน้ำหอม “มะเดื่อ” (Fig) จัดเป็นหนึ่งในพืชพันธุ์ที่เปี่ยมด้วยความซับซ้อนและมีเอกลักษณ์ทางสุคนธศาสตร์อันน่าอัศจรรย์ อัตลักษณ์ตามธรรมชาติของพืชชนิดนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองมิติที่ตัดกันอย่างลงตัว ใบมะเดื่อยามถูกบดขยี้จะให้กลิ่นฉุน เปรี้ยว และเขียวสด (Green) ในขณะที่ผลสดจะมอบความหอมหวานฉ่ำลุ่มลึก อวลด้วยกลิ่นอายของพลัม พีช น้ำผึ้ง และมะพร้าวครีมมี่ ส่วนผลแห้งจะทิ้งมิติกลิ่นหอมเฉพาะตัวปนควันจาง ๆ วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เปิดเผยว่า เสน่ห์เหล่านี้เกิดจากสารประกอบเคมีตามธรรมชาติที่ซับซ้อน โดยในใบมะเดื่อจะอุดมไปด้วยสารจำพวก Trans-2-Hexenol, Beta-Ionone และมีสารสำคัญอย่าง 2-isobutyl-4-Methylpyridine ที่มอบกลิ่นอายคล้ายยาสูบ ส่วนผลสดมีโครงสร้างของ Phenylacetaldehyde, Geraniol และ Delta-cadinene ซึ่งเป็นสารประกอบหลักที่พบได้ในไม้ซีดาร์และลาบดานัม

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของน้ำหอมกลิ่นมะเดื่อเคยเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ในอดีตฝรั่งเศสเคยผลิตสารสกัด “Fig Leaf Absolute” ธรรมชาติ ที่ให้กลิ่นเขียวเข้มข้น หวานละมุนแกมกลิ่นยาสูบและมอส เพื่อใช้ปรับแต่งกลิ่นตระกูล Fougères และ Chypres ทว่าในเวลาต่อมา งานวิจัยพบว่าสารสกัดธรรมชาตินี้มีสาร “เบอร์กัปเตน” (Bergapten) ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารไวต่อแสงแดดและก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังอย่างรุนแรง สมาคมน้ำหอมนานาชาติ (IFRA) จึงประกาศห้ามใช้ Fig Leaf Absolute จากธรรมชาติในการปรุงน้ำหอมอย่างเด็ดขาด

ข้อจำกัดนี้กลายเป็นความท้าทายที่บีบให้นักปรุงน้ำหอมต้องก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยศิลปะทางเคมีขั้นสูง โดยหันมาใช้สารกลุ่ม Delta-Lactones ผสานกับ Hexenyl Butyrate เพื่อจำลองสัมผัสอันโดดเด่นของ “น้ำยางสีขาว” (Milky Sap) จากต้นมะเดื่อดิบได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีชีวภาพพัฒนาสารสังเคราะห์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Biodegradable Captives) เพื่อมอบกลิ่นอายใบไม้ชุ่มน้ำค้าง (Dewy Green) และลดความฉุนเขียวแบบสารเคมีในยุคก่อนลง

บุคคลระดับตำนานผู้เปิดประตูให้กลิ่นมะเดื่อก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกในอุตสาหกรรมน้ำหอมโลกคือ นักปรุงน้ำหอมหญิง Olivia Giacobetti ผ่านสองผลงานชิ้นโบว์แดงที่กลายเป็นพิมพ์เขียวระดับไอคอน เริ่มจาก Premier Figuier จาก L'Artisan Parfumeur (1994) น้ำหอมมะเดื่อกลิ่นแรกของโลกที่เธอใช้สาร Glycolierral มอบกลิ่นเขียวไม้ขม ผสานเข้ากับแลคโทนโทนน้ำนม มะพร้าว และไม้จันทน์ครีมมี่ และอีกสองปีต่อมากับ Philosykos จาก Diptyque (1996) ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการใช้สาร Stemone ถ่ายทอดความเขียวขมดิบคล้ายยางไม้ จนเกิดเป็นโครงสร้าง “Stemone-Lactone Accord” ที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน

โครงสร้าง Stemone-Lactone Accord นี้เอง ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่ถูกนำไปต่อยอดในน้ำหอมชื่อดังอีกมากมาย หัวใจของความสำเร็จนี้เกิดจากการประสานงดงามระหว่างสารเคมีหลากมิติ ไม่ว่าจะเป็น Stemone และ Leaf Alcohol ที่ให้ความเขียวดิบสดใหม่ดั่งใบไม้เพิ่งตัด ตัดสลับกับความนุ่มนวลนัวละมุนโทนน้ำนมและเนยของ Delta-Decalactone และ Aldehyde C-18 ที่เสริมมิติมะพร้าวและลูกพีชฉ่ำน้ำ ในขณะเดียวกันก็มีฐานรองรับที่แข็งแกร่งจาก Iso E Super และ Sandalore ที่ให้กลิ่นอายเนื้อไม้กำมะหยี่และไม้จันทน์หอม เสริมด้วย Beta-Damascenone เพียงเจือจางเพื่อจำลองมิติผลไม้สุก และตรึงกลิ่นให้อบอุ่นด้วย Coumarin บทสรุปของโครงสร้างเคมีเหล่านี้ จึงสะท้อนถึงอัจฉริยภาพของมนุษย์ในการใช้ศาสตร์แห่งวิทยาศาตร์เข้ามารังสรรค์ เลียนแบบ และก้าวข้ามขีดจำกัดของธรรมชาติ เพื่อชุบชีวิตกลิ่นอายของต้นมะเดื่อโบราณให้โบยบินอย่างสง่างามและปลอดภัยในโลกสุคนธกรรมร่วมสมัย

*** Stemone-Lactone Accord ประกอบด้วย

1. Stemone สารหลักที่ให้ความเขียวขม ดิบ และกลิ่นยางไม้
2. Glycolierral สารเสริมโทนเขียวเข้มแบบไม้เลื้อย (Ivy) และมีความครีมมี่บางๆ
3. Leaf Alcohol (Cis-3-Hexenol) สารให้ความเขียวสดใสเหมือนหญ้าหรือใบไม้ที่เพิ่งตัดใหม่
4. Delta-Decalactone สารหลักที่ให้กลิ่นโทนน้ำนม ครีมมี่ และเนย นุ่มนวลนัวละมุน
5. Aldehyde C-18 สารให้กลิ่นโทนมะพร้าวหอมมัน และเนื้อลูกพีชฉ่ำน้ำ
6. Delta-Dodecalactone สารเติมมิติความครีมมี่ที่เข้มข้นและหนักแน่นในส่วนเบส
7. Hedione สารเพิ่มความโปร่ง สว่าง ละมุน และช่วยกระจายกลิ่น
8. Iso E Super สารโทนไม้กำมะหยี่นุ่มๆ ใช้รองรับโครงสร้างกิ่งก้านและลำต้น
9. Sandalore สารสังเคราะห์โทนไม้จันทน์หอมครีมมี่
10. Beta-Damascenone สารกลุ่มโรสคีโตน ให้มิติผลไม้สุกฉ่ำและแยมผลไม้ในปริมาณเจือจาง
11. Coumarin สารให้กลิ่นหวานอุ่นแบบหญ้าแห้งและยาสูบ ใช้เป็นสารตรึงกลิ่น (Fixative)

ในปัจจุบัน มะเดื่อ (Fig) ได้กลายเป็นวัตถุดิบยอดนิยมที่เกือบทุกแบรนด์น้ำหอมต้องมีไว้ในครอบครอง โดยศิลปะการตีความกลิ่นมะเดื่อในตลาดน้ำหอมยุคปัจจุบัน สามารถจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มคาแรกเตอร์หลักตามแนวทางการเล่าเรื่องได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

1. กลุ่มหรูหรา ซับซ้อน และร่วมสมัย (Modern & Urban Fig)
น้ำหอมในกลุ่มนี้สลัดภาพลักษณ์ของมะเดื่อแบบดั้งเดิม แล้วแทนที่ด้วยความลุ่มลึก ทันสมัย เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมือง

- BDK Parfums – Gris Charnel (2019): ผลงานโดยนักปรุง Mathilde Bijaoui ที่ปลุกกระแสมะเดื่อให้ฮิตถล่มทลายในทศวรรษนี้ ถ่ายทอดภาพมะเดื่อสดกลางมหานครปารีส ผ่านการจับคู่กับชาดำ (Black Tea), ไอริส (Iris) และไม้จันทน์หอม (Sandalwood) จนเกิดเป็นกลิ่นโทนแป้งผสมครีมที่นุ่มนวล โรแมนติก หรูหรา และอบอุ่นอย่างมีเอกลักษณ์

- Le Labo – Thé Noir 29 (2015): แม้ชื่อจะสื่อถึงชาดำ แต่หัวใจหลักกลับขับเคลื่อนด้วยกลิ่นมะเดื่อแห้งเข้มข้น (Jammy Fig) ผสานใบยาสูบ ไม้ซีดาร์ และหญ้าแฝก มอบมิติกลิ่นมะเดื่อที่ลึกลับ เซ็กซี่ และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ของควันอันน่าค้นหา

2. กลุ่มสดชื่น ดั่งแสงแดดและสายน้ำ (Fresh & Luminous Fig)
เน้นการถ่ายทอดความโปร่งสบาย ความเป็นธรรมชาติ และประกายความสดชื่นของผลไม้และพฤกษา

- Acqua di Parma – Blu Mediterraneo Fico di Amalfi (2006): ตัวแทนของมะเดื่อฝั่งสดใสแดดจ้า เบลนด์น้ำคั้นผลมะเดื่อ (Fig Nectar) เข้ากับส้มแมนดาริน มะนาว และพริกไทยชมพู ให้ความรู้สึกราวกับนั่งรับประทานผลมะเดื่อแช่เย็นริมชายฝั่งอมาลฟี

- Armani Privé – Figuier Eden (2012): รังสรรค์กลิ่นมะเดื่อที่เนียนละเอียดและสว่างไสว สะท้อนภาพสวนเอเดนอันสงบและบริสุทธิ์ โดยใช้ความเขียวของเปลือกมะเดื่อ ผสมพริกไทยอ่อน ๆ และความนุ่มละมุนของมัสก์

- Maison Lancôme – Figues & Agrumes: มะเดื่อโครงสร้างคลาสสิกที่เปิดด้วยความสดชื่นจากตระกูลซิตรัส ชูโรงด้วยความโปร่งใสของดอกไม้จากสารเฮดีโอน (Hedione)

- Molinard – Figue EdP: เปิดด้วยโทนซิตรัสแกมเขียวอย่างสดชื่น ขับเน้นเนื้อกลิ่นหลักด้วยมะเดื่อ แบล็คเคอร์แรนท์ และมวลดอกไม้ รองพื้นด้วยเบสโทนไม้และมัสก์

- Eau d'Italie – Easy to Love: หนึ่งในน้ำหอมมะเดื่อที่มีความโปร่งใสและนำเสนอมิติความเป็นดอกไม้ได้งดงามที่สุดในตลาด โดยผสาน Fig Accord เข้ากับความอ่อนหวานของดอกโบตั๋น (Peony) ได้อย่างลงตัว

3. กลุ่มพลิกแพลงและฉีกกรอบ (Creative & Avant-Garde Fig)
กลุ่มงานศิลปะทดลองที่ทลายขีดจำกัดเดิม ๆ นำเสนอแง่มุมแปลกใหม่และความขัดแย้งที่ลงตัว

- Mugler – Womanity: ผลงานสุดขบถที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์ ด้วยการจับคู่ความหวานฉ่ำของผลมะเดื่อเข้ากับความคาวเค็มแบบซาวอรี่ของคาร์เวียร์ (Salty-Savory Caviar Accord)

- Pierre Guillaume – Bois Naufrage: นำเสนอ Fig Accord ที่ถูกโอบล้อมด้วยคลื่นทะเลแอมเบอร์และไอเค็ม ชวนให้นึกถึงท่อนไม้ลอยน้ำกลางมหาสมุทร

- Liquides Imaginaires – Ile Pourpre: ชิ้นงานท้าทายที่หลีกหนีจากสาร Stemone คลาสสิก แล้วเลือกใช้ Shisolia (สารลิขสิทธิ์ของ Givaudan) มอบโทนเปรี้ยวและสมุนไพร ชวนให้นึกถึงความสดชื่นของมินต์และใบชิโซะ

- Guerlain – Aqua Allegoria Figue - Iris: ดึงจุดสนใจไปที่โน้ตแป้งเครื่องสำอางตามทางถนัดของแบรนด์ โดยปล่อยให้เนื้อสัมผัสของมะเดื่อสุกงอมซ่อนตัวเป็นเพียงมิติแฝงอยู่บนพื้นหลัง

- Guerlain – Aqua Allegoria Coconut Fizz: แม้จะใช้ชื่อว่ามะพร้าว ทว่าโครงสร้างหลักคือ Fig Accord คลาสสิกที่เอียงไปทางโทนเขียวสดมากกว่าฝั่งครีมมี่ เสริมความสดชื่นด้วยดอกไม้ ผลไม้ และกลิ่นอายของหยาดน้ำ

- Jo Malone London – Silk Blossom Cologne: มะเดื่อตามตำราที่ถูกถักทอเข้ากับฐานดอกไม้นานาพันธุ์และมัสก์ได้อย่างนุ่มนวลและสวมใส่ง่าย

- Cosmogonia – Sacred Earth: เพิ่มมิติความเขียวขมที่ลุ่มลึกด้วยดอกผักตบชวา (Hyacinth) บนฐานรองรับของน้ำมันหอมระเหยและไม้ซีดาร์

Photos from Vattanatum Klin 's post 27/05/2026

Olivier Creed 1943–2026
ตำนานผู้สร้างสรรค์น้ำหอมระดับโลก

วงการน้ำหอมชั้นสูงร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของ โอลิวิเยร์ ครีด (Olivier Creed) อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแบรนด์น้ำหอม Creed Fragrance ซึ่งเสียชีวิตลงด้วยวัย 82 ปี ทิ้งไว้เพียงผลงานอันเป็นตำนานที่จะคงอยู่เหนือกาลเวลา

โอลิวิเยร์ คือตัวแทนทายาทรุ่นที่ 6 ของตระกูลครีดผู้มั่งคั่ง เขาทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ปรัชญาและอัตลักษณ์ของแบรนด์มาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ โดยในอดีตเขาได้ร่วมมือกับบิดา (เจมส์ ครีด) ในการพัฒนาและยกระดับแบรนด์ จนสามารถรักษาเอกลักษณ์ความหรูหรา สง่างาม และกรรมวิธีการรังสรรค์กลิ่นหอมตามแบบฉบับอริสโตแครต (Aristocratic Style) เอาไว้ได้อย่างไร้ที่ติ

ภายใต้การนำของโอลิวิเยร์ ครีด ได้ให้กำเนิดน้ำหอมหลายกลิ่นที่ขึ้นแท่นระดับ "คลาสสิก" ของวงการนิชเพอร์ฟูม (Niche Perfume) โดยเฉพาะผลงานมาสเตอร์พีซอย่าง Creed Aventus กลิ่นหอมที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายทั่วโลก และกลายเป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ความมั่นใจ และรสนิยมอันเหนือระดับ

สำหรับคนรักน้ำหอมทั่วโลก Creed ไม่ใช่แค่เรื่องของกลิ่น แต่คือบรรยากาศแห่งความประณีต ประเพณีจารีตเก่าแก่ และความใส่ใจในรายละเอียดที่สัมผัสได้ในทุกๆ ขวด ซึ่งโอลิวิเยร์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการเชื่อมโยงมรดกตกทอดของครอบครัวเข้ากับความร่วมสมัย จนทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในระดับสากล

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาได้ทำงานเคียงข้างกับลูกชาย เออร์วิน ครีด (Erwin Creed) เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ วิสัยทัศน์ และศาสตร์แห่งการปรุงน้ำหอมชั้นสูงไว้ให้กับทายาทรุ่นต่อไป

การจากไปของโอลิวิเยร์ ครีด นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของโลกแห่งศิลปะการปรุงน้ำหอม แต่เรื่องราว รสนิยม และจิตวิญญาณที่เขาทุ่มเทสร้างสรรค์มาตลอดชีวิต จะไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา ทุกครั้งที่กลิ่นหอมของ Creed ถูกฉีดพ่นและอบอวลในอากาศ นั่นคือช่วงเวลาที่มรดกของชายผู้เป็นตำนานคนนี้จะยังคงมีชีวิต และได้รับการจดจำไปตลอดกาล

วัฒนธรรมกลิ่น ขอกล่าวคำอำลาและสรรเสริญแด่... ปรมาจารย์ผู้ทำให้กลิ่นหอมกลายเป็นเรื่องเล่าขาน และ ความนิยม

19/05/2026

กลิ่นช็อกโกแลตในน้ำหอม

กลิ่นช็อกโกแลตที่ใช้ในน้ำหอมเป็นกลิ่นที่ปรุงแต่งขึ้น (accord) ไม่ได้มาจากสารเดี่ยว โกโก้แอบโซลูท (Cocoa absolute) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ให้แกนหลักที่มีรสขม คั่ว และมีความเป็นกลิ่นสาบสัตว์ (Animalic) อย่างชัดเจน แม้จะใช้ในปริมาณน้อยมากเพียง 0.1–0.5% โดยกลิ่นหวานที่เรารับรู้ มาจากสารเคมีสังเคราะห์ เช่น วานิลลิน (vanillin), เอทิลวานิลลิน (ethyl vanillin), เอทิลมอลทอล (ethyl maltol) และคูมาริน (coumarin) ส่วน สารแลคโตน (Lactones)จะเพิ่มความนุ่มนวลคล้ายนม โครงสร้างกลิ่นนี้ทำหน้าที่เป็นกลิ่นฐาน (base note) ในน้ำหอมตระกูลกลุ่มกูร์มองด์ (gourmand) และกลุ่มโอเรียนทัล (oriental)

กลิ่นที่ได้จากวัตถุดิบโกโก้แอบโซลูทดิบแตกต่างจากช็อกโกแลตที่เราคาดหวังอย่างสิ้นเชิง โกโก้ที่สกัดจากเมล็ดที่คั่วแล้วจะมีกลิ่นแน่น หอมบัลซามิก และมีกลิ่นสาปสัตว์รุนแรงจนนักเรียนปรุงน้ำหอมมักจะระบุผิดว่าเป็นกลิ่นคาสโตเรียมหรือชะมด ซึ่งเป็นสารคัดหลั่งจากสัตว์ ความแตกต่างนี้เกิดจากช็อกโกแลตที่เราบริโภคผ่านกระบวนการแปรรูปหลายขั้นตอน (หมัก, คั่ว, ผสมน้ำตาล/นม/วานิลลา) ทำให้เกิดสารระเหยกว่า 400 ชนิด โดยเฉพาะ สารไพราซีน (pyrazines) ซึ่งให้ลักษณะกลิ่นคล้ายถั่ว คั่ว และกลิ่นโกโก้ที่เราคุ้นเคย

ในทางการค้าจึงแนะนำว่า นักปรุงน้ำหอมควรสร้างกลิ่นช็อกโกแลตขึ้นใหม่ทั้งหมด (เพราะ โกโก้แอบโซลูท มีราคาสูง และให้กลิ่นที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา) โดยการผสมผสานระหว่างความขมลึกจากโกโก้แอบโซลูท ความหวานจากวานิลลิน ความอบอุ่นจากคูมารินหรือถั่วทองก้า และความนุ่มนวลจากแลคโตน การที่โกโก้แอบโซลูทและมัสก์จากสัตว์มีความใกล้เคียงกันทางเคมี โดยมีสารไพราซีนและกลิ่นอินโดลิกบางส่วนร่วมกัน เป็นเหตุผลที่ทำให้กลิ่นโกโก้ดิบมีลักษณะ "สาปสัตว์" สูง

***************************************

เรื่องน่ารู้ ดาร์กช็อกโกแลตกับการชะลอวัย

มีการศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า การบริโภคดาร์กช็อกโกแลตในปริมาณเล็กน้อยอาจช่วยชะลอกระบวนการชราได้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลอาสาสมัครชาวยุโรปสองกลุ่ม (TwinsUK 509 คน และ KORA 1,160 คน) พบว่า บุคคลที่มีระดับสาร ธีโอโบรมีน (theobromine) ในกระแสเลือดสูง จะมีอายุทางชีวภาพที่อ่อนเยาว์กว่าอายุจริง ปรากฏการณ์นี้เชื่อมโยงกับ กระบวนการเมทิลเลชัน (methylation) ซึ่งเป็นเครื่องหมายทางเคมีบน DNA ที่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุ

ศาสตราจารย์ Jordana Bell ผู้เชี่ยวชาญด้านเอพิเจโนมิกส์ (Epigenomics) กล่าวว่า การค้นพบนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประกอบสำคัญในดาร์กช็อกโกแลตกับการคงความอ่อนเยาว์ไว้ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่แนะนำให้เพิ่มปริมาณการบริโภคดาร์กช็อกโกแลตทันที เนื่องจากช็อกโกแลตยังมีส่วนผสมอื่น ๆ เช่น น้ำตาลและไขมัน การศึกษานี้จึงเป็นเบาะแสที่ช่วยให้เข้าใจว่าอาหารประจำวันอาจมีบทบาทต่อการมีสุขภาพที่ดีและอายุยืนยาวได้อย่างไร และยังต้องการงานวิจัยเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจการทำงานของธีโอโบรมีนต่อร่างกายและความชราอย่างถ่องแท้

Photos from Vattanatum Klin 's post 14/05/2026

ตำนานที่กลับมามีชีวิต
Bouquet de La Mariée 2026 Millésime

สืบสานตำนานจากปี 1853 เมื่อ Pierre-François-Pascal Guerlain ได้สร้างสรรค์ Eau de Cologne Impériale เพื่อเป็นของขวัญวันอภิเษกสมรสแด่จักรพรรดินีอูเชนี (Empress Eugénie) ในปี 2026 นี้ Guerlain ได้ยกระดับจิตวิญญาณแห่งเจ้าสาวให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น ผ่านการร่วมมือกับศิลปิน นักประดับขนนก Plumassier (พลูมาสซิเยร์) ชื่อดัง Julien Vermeulen และความระยิบระยับระดับโลกจาก Swarovski

งานฝีมือและการออกแบบ (The Craftsmanship)

ความพิเศษของรุ่น Millésime นี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวน้ำหอมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "เครื่องแต่งกาย" ของขวดทรงกรงผึ้ง (The Bee Bottle) อันเป็นเอกลักษณ์

• Plumasserie Art
Julien Vermeulen ศิลปินผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะขนนก ได้เนรมิต "ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว" (The Veil) ที่ทำจากขนนกสีขาวบริสุทธิ์ คัดสรรทีละชิ้นเพื่อความละเอียดอ่อนและพลิ้วไหวราวกับผ้าไหมชั้นเลิศ

• The Swarovski Sparkle
ประดับประดาด้วยคริสตัลจาก Swarovski ที่เรียงร้อยอย่างประณีตท่ามกลางขนนก สร้างประกายระยิบระยับดุจหยาดน้ำค้างยามเช้า ช่วยขับเน้นความหรูหราแบบกูตูร์ (Haute Couture) ให้โดดเด่น

• The Art of "Baudruchage"
ขวดทุกใบยังคงได้รับการปิดผนึกด้วยเทคนิคโบราณโดยกลุ่มช่างฝีมือ Dames de Table ของ Guerlain ที่สืบทอดกันมาเกือบสองศตวรรษ

สัมผัสแห่งกลิ่น (The Olfactory Journey)

Bouquet de La Mariée ไม่ใช่เพียงแค่กลิ่นดอกไม้ทั่วไป แต่คือการรวบรวมความทรงจำของวันสำคัญไว้ในขวดเดียว

1. Top Notes: เปิดตัวด้วยความสดใสของ Angelica Seeds และความหวานละมุนของ Pink Pepper ให้ความรู้สึกตื่นเต้นและสดชื่นเหมือนก้าวแรกที่เดินเข้าสู่โบสถ์

2. Heart Notes: หัวใจหลักคือช่อดอกไม้สีขาวอันบริสุทธิ์ (White Bouquet) นำโดย Orange Blossom (ดอกส้ม) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ดั้งเดิมของเจ้าสาว ผสานกับ Rose และ Sugared Almond (ขนมกงฟีต์) ที่ให้ความหวานแบบนุ่มนวลและมีมิติ

3. Base Notes: ปิดท้ายด้วยความอบอุ่นที่ตราตรึงใจจาก White Musk และ Incense ทิ้งท้ายกลิ่นอายที่สง่างามและเหนือกาลเวลา

ด้วยจำนวนการผลิตที่จำกัด (Limited Edition) และมีเลขรันนิ่งนัมเบอร์บนขวด ทำให้ Bouquet de La Mariée 2026 Millésime ไม่ใช่แค่เพียงน้ำหอม แต่คือ "งานศิลปะที่สัมผัสได้" (Collectible Art) ที่เฉลิมฉลองให้กับความรัก ความมุ่งมั่น และมรดกอันล้ำค่าของ Guerlain ที่ยืนยงมาตั้งแต่ปี 1828

Photos from Vattanatum Klin 's post 14/05/2026

#น้ำหอมใหม่
Yves Saint Laurent CŒUR Fe**sh Amber

วันนี้เราจะมาพูดถึงความลุ่มลึกบทใหม่จาก Yves Saint Laurent ในคอลเลกชัน Le Vestiaire des Parfums กับกลิ่น CŒUR Fe**sh Amber Eau de Parfum น้ำหอมที่หยิบเอาสัญลักษณ์แห่งความโชคดีอย่างเครื่องประดับ "Cœur Fétiche" ของคุณอีฟส์ แซงต์ โลรองต์ มาตีความเป็นกลิ่นหอมได้อย่างน่าสนใจ

น้ำหอมขวดนี้เป็นฝีมือการปรุงของ Daniela Andrier ที่ตั้งใจถ่ายทอดความขัดแย้งที่ลงตัว ระหว่างความเย็นเยียบของโลหะกับความอบอุ่นที่เย้ายวนใจ เพื่อเชิดชูหัวใจอัญมณีที่เป็นเพื่อนคู่ใจของเหล่ามิวส์บนรันเวย์ YSL มาตั้งแต่ยุค 60s

เปิดสัมผัสแรกด้วยความซ่าจากอัลดีไฮด์และกระวานกัวเตมาลาที่ให้ความรู้สึกโมเดิร์นแบบเมทัลลิก ก่อนจะเข้าสู่ใจกลางความหอมที่นุ่มนวลด้วยลาเวนเดอร์และไอริสบัตเตอร์จากฝรั่งเศส ปิดท้ายด้วยความอุ่นลึกของอำพันสีทับทิม ไม้ซีดาร์ และพิมเสน ที่ให้มิติความหอมแบบตะวันออกที่หรูหรามากครับ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ YSL กล้าเล่นกับความต่างแบบ "Hot & Cold" โดยใช้ไอริสพัลลิดา iris pallida ที่บ่มนานถึง 3 ปี มาช่วยดึงโทนแป้งและเบอร์รี่ออกมา ทำให้กลิ่นอำพันแบบคลาสสิกดูทันสมัยและมีจังหวะที่น่าตื่นเต้นขึ้นเยอะเลย

“Cœur คือนิยามความหอมแบบ YSL แท้ๆ ที่เต็มไปด้วยแรงปะทะ ทั้งอบอุ่นและเย็นชา มีมิติแต่ก็เบาบาง มีชีวิตชีวาแต่ก็เปี่ยมด้วยความเย้ายวน” สรุปสั้นๆ จากคุณ Daniela ที่อธิบายตัวตนของมันได้ดีที่สุด
สำหรับใครที่มองหาน้ำหอมแนว Oriental Floral ที่ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย Coeur Fe**sh Amber คือตัวเลือกที่แสดงถึงรสนิยมที่โดดเด่นครับ
ภาพรวมของกลิ่นเป็นการเล่นกับความสว่างสดใสปะทะความอบอุ่น โดยมีโน้ตสำคัญอย่างลาเวนเดอร์และเมอร์ที่คอยประคองให้กลิ่นมีความเป็นสไปซี่ฟลอรัล-แอมเบอร์ที่นิ่งและเท่ห์

● Top: Aldehydes, Guatemalan Cardamom
● Heart: Ourika Lavender, French Orris Butter, Floral Accord
● Base: Amber Accord, Almond, Virginia Cedarwood, Indonesian Patchouli, Myrrh, Cistus, Musk

ขวดน้ำหอมยังคงดีไซน์เรียบหรูตามสไตล์ Le Vestiaire des Parfums แต่ไฮไลต์คือน้ำหอมสีแดงทับทิมข้างในครับ ซึ่งสะท้อนถึงความหลงใหลในสีแดงของแซงต์ โลรองต์ ที่เขายกให้เป็น "อาวุธลับแห่งการหว่านเสน่ห์"

13/05/2026

น้ำหอมแบบออยล์เทียบกับแบบสเปรย์: สงครามรูปแบบน้ำหอม (6 - จบ)
กระแสความนิยมน้ำหอมไร้แอลกอฮอล์

ความต้องการน้ำหอมที่ไม่มีแอลกอฮอล์กำลังเติบโตขึ้นในสามด้านหลักๆ และไม่ใช่เพียงแค่กระแสชั่วคราว

ด้านแรกคือเรื่องศาสนา ในหลักนิติศาสตร์อิสลาม การอนุญาตให้ใช้แอลกอฮอล์ในน้ำหอมยังคงเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงกันในสำนักคิดต่างๆ สำนักคิดฮะนะฟีมักจะอนุญาตให้ใช้น้ำหอมที่มีเอทานอลเป็นส่วนประกอบ ในขณะที่สำนักคิดชาฟิอีและฮัมบาลีมีแนวโน้มที่จะห้าม สำหรับชาวมุสลิมเกือบสองพันล้านคนทั่วโลก น้ำหอมที่ปราศจากแอลกอฮอล์ถือเป็นข้อกำหนด ไม่ใช่เพียงแค่ความชอบ ตลาดเครื่องสำอางฮาลาลมีมูลค่าถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 และคาดว่าจะเกิน 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026 อัตตาร์ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งมาเป็นที่นิยมในบริบทนี้ แต่มันคือมาตรฐานที่มีมาโดยตลอด

ด้านที่สองคือเรื่องผิวหนัง เอทานอลจะดึงไขมันออกจากผิวหนังชั้นกำพร้า (stratum corneum) ผลการศึกษาในปี 2018 ในวารสาร Journal of the European Academy of Dermatology and Venereology พบว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบหลักช่วยเพิ่มการสูญเสียน้ำผ่านผิวหนังอย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มตัวอย่างที่มีเกราะป้องกันผิวที่อ่อนแอ สำหรับผู้ใหญ่ประมาณ 10-15% ที่มีปัญหาโรคผิวหนังอักเสบ โรคเซ็บเดิร์ม หรือโรคผิวหนังเรื้อรัง น้ำหอมแบบออยล์จะช่วยเติมไขมันให้ผิวมากกว่าจะดึงออก ความแตกต่างนี้จึงเป็นเรื่องทางการแพทย์ ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม

ด้านที่สามคือเรื่องปรัชญา ความต้องการความโปร่งใสของส่วนผสมในกลุ่ม "Clean Beauty" น้ำหอมแบบออยล์ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างลงตัว น้ำมันนำพา, สารประกอบน้ำหอม และอาจมีวิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนผสมเพียงสามถึงห้าอย่างเมื่อเทียบกับส่วนผสมกว่ายี่สิบอย่างในน้ำหอมสเปรย์แอลกอฮอล์เชิงพาณิชย์หลายชนิด ข้อบังคับทางศาสนา สุขภาพผิว และปรัชญาของผู้บริโภคต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันพร้อมกัน การบรรจบกันนี้เองที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเรื่องเชิงโครงสร้างมากกว่าจะเป็นแค่เรื่องตามฤดูกาล

ความเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ไม่มีใครคาดคิด

ตลาดน้ำมันหอมระเหยทั่วโลกมีมูลค่า 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 โดยเติบโตในอัตราเฉลี่ย 4.3% ต่อปี (Data Bridge Market Research, 2024) ตลาดน้ำหอมโดยรวมเติบโตที่ 5.7-6.1% ตัวเลขเหล่านี้อาจดูไม่โดดเด่นนักจนกว่าคุณจะพิจารณาว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมันเติบโตจากฐานที่เล็กกว่ามากเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายใหญ่ที่ครองตลาดมาอย่างยาวนาน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดที่ลึกที่สุดของอัตตาร์ คือส่วนที่มีการเติบโตเร็วที่สุดโดยคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ 11.78% ไปจนถึงปี 2032

น้ำหอมรูปแบบลูกกลิ้งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับน้ำหอมแบบออยล์ในตลาดตะวันตก ด้วยขนาดที่เล็ก ราคาที่เข้าถึงได้ และการวางตำแหน่งว่าเป็นผลิตภัณฑ์ "สะอาด" น้ำหอมแบบลูกกลิ้งจึงเริ่มปรากฏในร้านค้าปลีกที่เมื่อห้าปีที่แล้วเคยมีเพียงน้ำหอมแบบสเปรย์แอลกอฮอล์เท่านั้น แบรนด์อิสระต่างๆ กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยปราศจากภาระในการผลิตขวดสเปรย์และการกระจายสินค้าผ่านห้างสรรพสินค้า

น้ำหอมแบบสเปรย์แอลกอฮอล์จะยังไม่หายไปไหน แต่บทสนทนาได้เปลี่ยนจาก "จะใช้สเปรย์หรือจะไม่ใช้อะไรเลย" ไปสู่ "รูปแบบไหนที่เหมาะกับช่วงเวลานี้ เหมาะกับส่วนผสมนี้ และเหมาะกับผิวของเรา" การเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบที่ผูกขาดไปสู่รูปแบบที่มีความหลากหลายคือการหยุดชะงักที่เกิดขึ้นจริง

เรซินจากกำยานที่ใช้ในน้ำหอมแบบออยล์ในสมัยโบราณยังคงได้รับการเก็บเกี่ยวจากไหล่เขาในโอมานจนถึงทุกวันนี้ นี่คือห่วงโซ่อุปทานที่มีมายาวนานถึง 4,000 ปี

รากแฝกหอมให้กลิ่นฐานที่ติดทนนานที่สุดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบน้ำมันหรือสเปรย์ก็ตาม ความลึกซึ้งของกลิ่นดินช่วยยึดโยงทั้งสองประเพณีเข้าด้วยกัน รากไม้ที่ยึดเหนี่ยวทุกสิ่งไว้

13/05/2026

น้ำหอมแบบออยล์เทียบกับแบบสเปรย์: สงครามรูปแบบน้ำหอม (5)
เปรียบเทียบรูปแบบ ข้อดีและข้อเสียตามความเป็นจริง

ไม่มีรูปแบบใดที่เหนือกว่าไปเสียทั้งหมด แต่ละรูปแบบมีการแลกเปลี่ยนคุณสมบัติบางอย่างเพื่อให้เหมาะกับความต้องการ สภาพอากาศ และความชอบที่แตกต่างกัน

1. แบบสเปรย์แอลกอฮอล์
-การฟุ้งกระจาย (Projection): สูง (ฟุ้งกระจายเต็มห้องในชั่วโมงแรก)
-ความติดทนนาน (Longevity): โดยปกติ 4-8 ชั่วโมง
-ความรู้สึกบนผิว: แห้ง (เอทานอลดึงความชุ่มชื้นออก)
-ปริมาณแอลกอฮอล์: 78-85%
-ความสะดวกในการเดินทาง: จำกัดที่ 100 มล., ขวดแก้วแตกง่าย
--การแสดงออกของกลิ่นแรก (Top Note): ชัดเจน, ฟุ้งกระจายเต็มที่
-เหมาะที่สุดสำหรับ: กลิ่นซิตรัส, กลิ่นสดชื่น, เน้นการฟุ้งกระจาย
-อายุการเก็บรักษา: 3-5 ปี

2.แบบน้ำมัน / ลูกกลิ้ง
-การฟุ้งกระจาย (Projection): ต่ำถึงปานกลาง (ในระยะเอื้อมมือ)
-ความติดทนนาน (Longevity): 6-12 ชั่วโมง
-ความรู้สึกบนผิว: ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น
-ปริมาณแอลกอฮอล์: 0%
-ความสะดวกในการเดินทาง: อาจหกเลอะเทอะในกระเป๋า
-การแสดงออกของกลิ่นแรก (Top Note): นุ่มนวล, ค่อยเป็นค่อยไป
-เหมาะที่สุดสำหรับ: ใช้ในชีวิตประจำวัน, ผิวแพ้ง่าย
-อายุการเก็บรักษา: 1-5 ปี (ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำมันนำพา)

3. แบบแห้ง
-การฟุ้งกระจาย (Projection): ต่ำมาก (ระยะสัมผัสผิว)
-ความติดทนนาน (Longevity): 3-5 ชั่วโมง
-ความรู้สึกบนผิว: คล้ายบาล์ม หรือแว็กซ์
-ปริมาณแอลกอฮอล์: 0%
-ความสะดวกในการเดินทาง: ยอดเยี่ยม (ไม่หกเลอะเทอะ, ไม่จำกัด)
-การแสดงออกของกลิ่นแรก (Top Note): ถูกกดทับโดยเนื้อแว็กซ์
-เหมาะที่สุดสำหรับ: การเดินทาง, การใช้ร่วมกับกลิ่นอื่น, สุภาพไม่รบกวนใคร
-อายุการเก็บรักษา: 1-2 ปี

4. แบบอัตตาร์
-การฟุ้งกระจาย (Projection): ต่ำถึงปานกลาง
-ความติดทนนาน (Longevity): 8-16+ ชั่วโมง
-ความรู้สึกบนผิว: เข้มข้น และมีความมัน
-ปริมาณแอลกอฮอล์: 0%
-ความสะดวกในการเดินทาง: ขวดเล็กและทนทาน
-การแสดงออกของกลิ่นแรก (Top Note): ช้า, นุ่มนวลแนบผิว
-เหมาะที่สุดสำหรับ: ไม้กฤษณา, กุหลาบ, กลิ่นที่เน้นความสงบ
-อายุการเก็บรักษา: หลายสิบปี (คุณภาพดีขึ้นตามอายุ)

ข้อได้เปรียบเรื่องความติดทนนานของน้ำหอมแบบออยล์และอัตตาร์นั้นอธิบายได้ด้วยหลักอุณหพลศาสตร์ เอทานอลระเหยที่อุณหภูมิ 78.37 องศาเซลเซียส ส่วนน้ำมันนำพามีจุดเดือดสูงกว่า 200 องศาเซลเซียส พวกมันจึงไม่ระเหยหายไปจากผิว อัตตาร์ที่ทำจากไม้จันทน์เก่าสามารถสัมผัสกลิ่นได้บนผิวนานกว่า 24 ชั่วโมง แม้จะไม่ได้ฟุ้งกระจายไปทั้งห้อง แต่มันยังคงอยู่ติดกับร่างกาย เป็นกลิ่นที่มีอยู่ระหว่างตัวคุณและใครก็ตามที่เข้าใกล้พอ

02/08/2024

Pleasir - Paris

ฆานวิวรณ์ : วิจารณ์กลิ่น
(ฆาน อ่านว่า คา-นะ เป็นภาษาบาลี แปลว่า จมูก)

Pleasir - Paris น้ำหอมตัวใหม่ของบ้าน Sirodom Parfum ที่พึ่งชนะรางวัล The​ Aesthetics​ of Scent​ Award 2024 ในสาขา​ Fashionable fragrance​ award จากสมาคมสุคนธกรไทย หากคุณจำได้ SIRODOM PARFUM เป็นที่กล่าวถึงจากการ นำคุณ ทัดดาว นึกแจ้ง นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย มาเป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์ ในผลงานชุดแรก “LOVE” ทั้ง 6 กลิ่นเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน โดยผลงาน Collection “LOVE” ที่มีแรงบันดาลใจมาจากความรักในหลายๆรูปแบบอันประกอบด้วย

1.Love Actually รักด้วยหัวใจ, 2. Love Addict คนคลั่งรัก, 3. Love Yourself ความรักตัวเอง​, 4. Love Attraction พลังแห่งการดึงดูด​, 5. Love Reflection รักคือการให้, 6. Love​ Infinity​ ไม่หยุดรัก​ Love ทั้ง 6 กลิ่น มีความปรานีต Linear เข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน มีบุคคลิกตรงไปตรงมา และตรงตามชื่อกลิ่นที่ทางแบรนด์อยากจะเล่าเรื่อง

กาลเวลาผ่านไป ความรักก็เติบโตขึ้น เป็นการมอบความรัก และนำเสนอตัวตนของแบรนด์ได้ชัดเจนขึ้น mature ขึ้น ซับซ้อนและนุ่มลึกขึ้น ผ่าน Collection ใหม่ “Boundaryless love collection” ที่นำเสนอออกมาเป็น 3 กลิ่น ที่มี Storytelling ผ่านสถานที่ที่มีความทรงจำกับคนรัก ผ่าน 3 เมืองท่องเที่ยวสำคัญของยุโรป คือ กรุงโรม มหานครปารีส และ พระนครลอนดอน ด้วยกลิ่น Ti Amo - Roma, Pleasir - Paris, Adore - London แน่นอนว่า DNA ของแบรนด์ยังคงอยู่ชัด ที่สำคัญ ทั้งสามกลิ่นใหม่ เป็น Extrait De Parfum เป็นคราสน้ำหอมที่มีความเข้มข้นสูงที่สุด ซึ่งถือว่าอาจหาญมาก สำหรับแบรนด์ที่มีอายุไม่ถึง 10 ปี ที่ทำน้ำหอมคราสระดับนี้ออกมาท้าทายตลาดน้ำหอมไทย ซึ่งทั้งสามกลิ่นทำได้ดี อย่างเข้าใจ Charactoristic ของ Extrait De Parfum จริง มิใช่เป็นการตลาดอย่างที่หลายแบรนด์ทำ (อย่างเข้าใจผิดๆ)

แต่อะไรละ ที่ทำให้ Pleasir - Paris “สุขสมในปารีส” กลิ่นที่อ่อนที่สุด ใน Collection นี้ ที่ทางแบรนด์กล้าส่งประกวด แต่สามารถคว้ารางวัลที่ 1 กลับมาประดับฝาผนังบ้านได้ เราลองมาพินิจไปด้วยกันครับ

แรกสุด ขอชื่นชมในความกล้าของคุณแพร ที่ฝังอยู่ใน กลิ่น Pleasir - Paris จากการเริ่มกลิ่นเปิดออกมาด้วย โน็ตพริกไทยชมพู pink pepper ที่ถ้าดมตื้นๆคงจะพาให้นึกถึง Vibe ของน้ำหอมตัวดังตัวหนึ่ง แต่ก็นั้นแหละ ถ้าดมตื้นๆผ่านๆไม่ลึกซึ้งนะ เหมือนมีกลิ่นลูกแพร ที่ใครนำโน็ตนี้ไปใช้ก็จะโดนเปรียบกับ โจ มาโลน เสมอ แต่ หากได้ดมดีๆ กลิ่นเผ็ดของพริกไทยชมพูนั้นไม่ได้สร้างความแหลมแยงจมูกและพาให้แห้งคอเลย เพราะมี Citrus นุ่มๆอย่าง เลมอน Lemon และ ส้มแมนดาริน Mandarin มาอุ้มชู ทำให้ได้พริกไทยฉ่ำๆและสวย

การเชื่อมโยงของกลิ่นชุดนี้ เสมือนช่วยปรับความรู้สึก จูนการรับรู้ทางกลิ่น ให้รอเปิดรับสัมผัสใหม่ๆที่กำลังตามมา combination ของ Top Note ชุดนี้ อาจจะไม่ซื้อใจผู้ที่ดมผ่านกระดาษเทสเตอร์ได้ดีนัก แต่ถ้าได้ลงผิว จะสัมผัสได้ถึงการฟุ้งกระจายลอยสมขึ้นมาเป็น ออร่าเรืองอยู่รอบตัว สมคราส ค่าตัวความเป็น Extrait De Parfum ซึ่งก็ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ให้ความหฤหรรษ์ และเพลิดเพลิน Joyfully เหมือนเวลาที่เราเจอหน้าคนรัก ในวินาทีแรกที่พบกันได้อย่าน่าประหลาด

เมื่อพริกไทยชมพู ลอยเลื่อน ไปตกบนกลีบดอกส้ม Neroli ความหอมหวานอมเปรี้ยวก็ชูเด่นขึ้นมา เป็น Neroli Chaplet มงกุฎดอกส้มที่ร้อยพวงเข้าด้วยกันกับมะลิวัลย์ Jasminum grandiflorum ถักเข้ากับ ก้านสน Pine สดๆ โดยมีใบกระวาน Bayleaf คอยอุ้มชูเชื่อมกลิ่นให้ Floral Note ชุดนี้อยู่ ชัดงามเด่น

จะสังเกตุว่า ตั้งแต่ Top Note มาจนถึง Middle Note คุณแพร สุคนธกร จะมีกลิ่นหลัก Main Note และ กลิ่นเชื่อม Connecting Note ไว้ด้วยกัน ซึ่งทำได้ดี พอเหมาะพอเจาะ Blend ได้ละมุนละม่อม ทำให้ กลิ่นค่อยๆฟุ้งขึ้น ในลักษณะไต่ระดับจาก Top Note อ่อนๆ ลอยยกเป็น Middle Note ที่เข้มคมชัด แต่ยังคงโปร่งสบายจมูก เพราะสามารถคุมพยศของ มะลิวัลย์ ให้บางเป็นผ้าไหมซาตินเนื้อดี ไม่หนักอึ่งแบบมะลิวัลย์อื่นๆ

ดังคนรักพบกัน เดินจูงมือกัน ปล่อยเวลาเดินไล้เคียงคู่กัน อ้อยอิ่งกันในสวนสวยธรรมดาๆใต้หอไอเฟส ความสนุกตรงจุดนี้คือ การหยิบกลิ่นสน Pine สดๆ มาร้อยเรียงเรื่องราวของความเป็นปารีเซียง Parisien ซึ่งมีดอกส้ม Neroli เป็นกลิ่นที่มหานครแห่งนี้ไม่เคยขาด อย่างเข้าจิตเข้าใจ

ท้ายสุด ความพิเศษย่อมสวยงามเสมอเมื่อยืนอยู่บนความสามัญ การใช้ Base Note ด้วยความเข้าใจว่าจะเด่นงามได้ นั้นต้องการผู้ที่เหมาะสมมาประคับประคองจนพาถึงฝั่งฝัน การเลือก ไม้สนซีดาร์ Cedarwood แอมเบอร์ Amber และ วนิลา Vanilla มาโอบอุ้มความละเอียดอ่อนของ ดอกส้มและมะลิวัลย์ เสมือนเป็นอ้อมอกของคนรัก ที่ดื่มด่ำบรรยากาศ ด้วยความปิติสุข ได้พอดี ลอยลื่วไปด้วยกันได้อย่างไม่ขวนเขิน เมื่อถึงจุดนี้ ก็ไร้คำบรรยายใดๆ อีกต่อไป เพราะ Storytelling สมบูรณ์ผสานกันดีเข้ากับกลิ่นที่นำเสนอ จึงไม่แปลกใจเลยที่เป็นกลิ่นที่กรรมการมากคุณวุฒิหลงไหลอย่างเป็นเอกฉันท์

Pleasir - Paris เป็นน้ำหอมที่ใช้ง่าย เข้าถึงง่าย สามารถนำมาฉีดได้ทุกสถานะการณ์ ตั้งแต่อยู่บ้าน ไปจนถึงงานกาลาดินเนอร์ หรือแม้แต่งานพระราชพิธี กลิ่นจะออกไปทางผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่ผู้ชายก็สามารถใช้ได้ เพราะ ความ Floral อ่อนๆ แต่ดึงยาวเกิน 6 ชม. สำหรับผมที่ผิวติดกลิ่น อาบน้ำแล้วกลิ่นยังติดแบบ skin scent จางๆ ยิ่งบนเสื้อผ้าคือ มากกว่า 24 ชั่วโมง สมฐานะ Extrait De Parfum ที่มุ่งจบเป็น Skin Scent มากกว่าฟุ้งเฉิดฉาย เป็นนางละคร เป็นกลิ่นที่ใครได้กลิ่นก็ต้องบอกว่าหอม

#เพราะน้ำหอมคือวัฒนธรรม

Photo Credit : Soulscape : Very Kind Perfumery

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

ที่อยู่

Bangkok