Dr.Cherry
พ.ญ.หทัยรัตน์ เชิงวิวัฒน์กิจ วุฒิบัตรตจวิทยา ประสบการณ์รักษาโรคผิวหนังและหัตถการความงามกว่า 20 ปี
Hathairat Choengwiwatkit, MD.
Board-certified Dermatologist with 20-year experience in dermatology and aesthetic procedures.
陈淑金 医学博士,持证皮肤专科医师,20年皮肤治疗及医学美容经验 เรื่องผิวหนังไว้ใจหมอเชอรี่ ดูแลคนไข้ด้วยความรู้และหัวใจ จริงใจกับตัวเองและทุกคนที่พบเจอ พร้อมยิ้มรับเสมอให้กับทุกวันของชีวิต
24/11/2025
🧬 รู้ก่อน…ปลอดภัยก่อน
“ตรวจยีนแพ้ยา” เกราะป้องกันแพ้ยารุนแรงชนิด SJS/TEN ที่คุณสร้างให้ตัวเองได้
สวัสดีค่ะ หมอเชอรี่นะคะ 🍒
ในฐานะหมอผิวหนัง สิ่งที่หมอเป็นห่วงที่สุดเวลาคนไข้เริ่มยาตัวใหม่ ไม่ใช่ว่ายาจะรักษาได้ไหม…แต่คือ “จะเกิดอาการแพ้ยารุนแรงหรือเปล่า?”
โดยเฉพาะภาวะแพ้ยารุนแรง SJS/TEN — ผิวหนังหลุดลอกเหมือนถูกไฟไหม้ อันตรายถึงชีวิต และเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
วันนี้เราโชคดีมากค่ะ เพราะเรามีการ “ตรวจยีนแพ้ยา ”(Pharmacogenomics)เหมือนการเปิดแผนที่ในร่างกายล่วงหน้าก่อนเริ่มยาเพื่อให้แพทย์เลือกวิธีรักษาที่ ปลอดภัยที่สุด สำหรับคุณ 🛡️
💡 ไฮไลต์สำคัญ: Allopurinol + ยีน HLA-B*58:01
ยา Allopurinol (ยาโรคเก๊าท์) เป็นยาที่ คนไทยเสี่ยงแพ้รุนแรงมากที่สุด
ข้อมูลในคนไทยระบุว่า: 15- 20% ของประชากรไทย มียีน HLA-B58:01*
หากได้รับ Allopurinol→ เสี่ยงเกิด SJS/TEN สูงขึ้นถึง 348 เท่า
ถ้าผลตรวจเป็น “บวก”
→ แพทย์จะเปลี่ยนเป็นยาอื่น เช่น Febuxostat
นี่คือเหตุผลที่หมออยากให้ ทุกคนที่กำลังจะเริ่มยาเก๊าท์ ตรวจยีนก่อนค่ะ
🛡️ 3 ยีนสำคัญที่คนไทยควรรู้ก่อนใช้ยา
1) HLA-B*58:01 สำหรับยา Allopurinol
2) HLA-B*15:02 สำหรับยา Carbamazepine / Oxcarbazepine
(ยากันชัก/ยาปวดปลายประสาท)
3) HLA-B*13:01 สำหรับยา Dapsone (ใช้ในโรคผิวหนังบางชนิด เช่น ตุ่มน้ำเรื้อรัง)
📋 คำถามที่พบบ่อย (หมอเชอรี่สรุปให้ค่ะ)
Q: ใครบ้างควรตรวจ?
✔ คนไข้ที่กำลังจะเริ่มยา Allopurinol, Carbamazepine, Dapsone
✔ คนที่เพิ่งเริ่มยาไม่เกิน 2 เดือน
✔ ผู้ที่แพทย์ประเมินว่ามีความเสี่ยง SCARs (ย่อมาจาก Severe Cutaneous Adverse Reactions แปลเป็นไทยให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ "กลุ่มโรคผื่นแพ้ยาชนิดรุนแรง)
Q: ใช้สิทธิอะไรได้บ้าง?
ข่าวดีมากค่ะ 🎉 บัตรทอง (สปสช.) ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ (เบิกตรง รหัส 30622)
2 ตัวแรก (ยาเก๊าท์และยากันชัก) รัฐช่วยดูแล ตรวจฟรีตามสิทธิ! ส่วนตัวที่ 3 (ยาผิวหนัง Dapsone) แม้ต้องจ่ายเอง แต่หมอแนะนำว่าคุ้มค่าที่จะตรวจเพื่อความปลอดภัยค่ะ
Q: ตรวจตอนไหน ต้องเตรียมตัวไหม?
ไม่ต้องงดน้ำ งดอาหาร ตรวจได้เลย เพียงแค่ เจาะเลือด
Q: รอนานแค่ไหน?
ประมาณ 5 วันทำการหากเป็นผล “เสี่ยงสูง”→ แล็บจะแจ้งแพทย์ภายใน 24 ชม.
Q: ตรวจที่ไหนได้?
โรงพยาบาลรัฐและเอกชนหลายแห่งทั่วประเทศ
โรงเรียนแพทย์: จุฬาฯ, รามาฯ, ศิริราช, มข., มอ.
ศูนย์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 14 แห่งทั่วประเทศ
🧡 หมอเชอรี่ฝากไว้
ถึงผลตรวจจะเป็น “ลบ”
→ ไม่ได้แปลว่า ไม่แพ้ยาร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่โอกาสแพ้จะลดลงมาก
ช่วง 1–2 เดือนแรกหลังเริ่มยา ให้สังเกตอาการเตือน เช่น ผื่นแดง-ลามเร็ว, ไข้, เจ็บปาก, ตาแดง→ ควรรีบพบแพทย์ทันทีค่ะ
พราะ “รู้ก่อน” ปลอดภัยกว่าเสมอค่ะ หมออยากให้ทุกท่านปรึกษาแพทย์ที่ดูแลอยู่ และแพทย์ผิวหนังใกล้บ้านของคุณทุกครั้งก่อนเริ่มยา หรือเมื่อมีความกังวลเรื่องผื่นแพ้ยานะคะ
ด้วยความห่วงใย
พญ.หทัยรัตน์ เชิงวิวัฒน์กิจ (Dr. Cherry)
แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
📞 ช่องทางติดต่อ พร้อมให้คำปรึกษา
แผนกผิวหนัง โรงพยาบาลปรินซ์ สุวรรณภูมิ
📞 02-080-5999
#ตรวจยีนแพ้ยา
#แพ้ยารุนแรง
#ผิวหนังปลอดภัย #หมอผิวหนัง
📚 เอกสารอ้างอิง
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข – โครงการตรวจคัดกรองยีนแพ้ยา
Tassaneeyakul W, et al. 2009 — HLA-B*58:01 & Allopurinol SCARs
Tassaneeyakul W, et al. 2010 — HLA-B*15:02 & Carbamazepine SJS/TEN
Zhang F-R, et al. — HLA-B*13:01 & Dapsone hypersensitivity
CPIC Guidelines — Pharmacogenomics recommendations
20/11/2025
✨ เจาะลึก: การจี้ไฝด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์ (CO2 Laser)
สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ เพื่อผลลัพธ์ที่สวยงามและปลอดภัยที่สุด
- การจี้ไฝด้วย CO2 Laser เป็นหนึ่งในหัตถการที่ได้รับความนิยมมาก เพราะทำได้รวดเร็ว แผลเล็ก และฟื้นตัวไว แต่ “ไม่ใช่ทุกไฝ” และ “ไม่ใช่ทุกตำแหน่งบนใบหน้า” จะเหมาะกับเลเซอร์ชนิดนี้นะคะ
หมอจึงรวบรวมข้อมูลสำคัญที่ควรรู้ก่อนทำ เพื่อให้ทุกคนตัดสินใจได้อย่างปลอดภัยที่สุดค่ะ 💙✨
🔍 CO2 Laser ทำงานอย่างไร?
CO2 Laser ใช้พลังงานความร้อนทำให้เซลล์ไฝ “ระเหิด” (Vaporize) หายไปทันที
จุดเด่นคือ
- ความแม่นยำสูง
- กำหนดความลึกได้
- กระทบผิวข้างเคียงน้อย
- แผลเล็กและฟื้นตัวเร็ว
เหมาะกับการกำจัดไฝ ขี้แมลงวัน และกระเนื้อจำนวนมาก
✅ เมื่อไหร่ “เหมาะ” กับการใช้ CO2 Laser
✔ ไฝเพื่อความงาม ขนาดเล็ก–ปานกลาง (3-4 มิลลิเมตร)
✔ ไฝนูน ไฝเนื้อนิ่ม
✔ ขี้แมลงวัน / กระเนื้อ
🩺 คำถามยอดฮิต: “จี้ครั้งเดียวหายไหม?”
ขึ้นอยู่กับความลึกของไฝค่ะ
ไฝตื้น → ส่วนใหญ่ครั้งเดียวจบ
ไฝนูนหรือรากลึก → มักต้อง แบ่งทำ 2–3 ครั้ง (ห่างกัน 4–6 สัปดาห์)
เพื่อป้องกันการเกิดแผลบุ๋มถาวร
📌สรุป ข้อดี – ข้อเสีย ของ CO2 Laser
✔ ข้อดี
- แผลเล็ก เลือดออกน้อย
- ไม่ต้องเย็บ
- ทำเสร็จเร็ว
- ฟื้นตัวไว
✘ ข้อเสีย
- อาจเกิดรอยแดง/รอยดำชั่วคราว
- ต้องดูแลแผลเคร่งครัด
- ไฝรากลึกอาจต้องทำมากกว่า 1 ครั้ง
⚠️ ตำแหน่ง “ปราบเซียน” ที่ไม่ควรใช้เลเซอร์
1) ปีกจมูก (Alar Nasi)
เนื้อเยื่อบางมาก → เสี่ยงรอยแหว่งหลังแผลหาย
- อาจเกิด Alar Notching
- รูจมูกผิดรูปได้
แนะนำ: ผ่าตัดเล็กจะปลอดภัยกว่า
2) ขอบปาก (Vermillion border) — พื้นที่ห้ามพลาด
- ขอบปากเป็นเส้นสันที่กำหนดรูปปาก หากถูกเลเซอร์ทำลายมากเกินไป เมื่อแผลสร้างใหม่อาจเกิด เส้นขอบปากเบลอหรือคลาดเคลื่อน
- มาตรฐานที่ดีที่สุด: แนะนำ: ผ่าตัดเล็ก (Surgical excision) โดยแพทย์ผู้ชำนาญจะปลอดภัยกว่า (เน้นการเย็บขอบปากให้เส้นชนกันอย่างพอดี)
⛔ เมื่อไหร่ “ไม่ควร” ใช้ CO2 Laser
✘ ไฝที่สงสัยมะเร็งผิวหนัง
✘ ไฝรากลึกมาก → เสี่ยงเกิดหลุม
✘ มีการติดเชื้อที่ผิว
👩⚕️ บทสรุปจากหมอเชอรี่
การจี้ไฝให้ได้ผลลัพธ์ที่สวยและปลอดภัย ต้อง “เลือกเทคนิคให้ถูกตำแหน่งและถูกลักษณะไฝ” นะคะ
ถ้าเป็นไฝเล็กทั่วไป CO₂ Laser เป็นทางเลือกที่ดีมาก
แต่ถ้าไฝอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น ปีกจมูก หรือขอบปาก การผ่าตัดเล็กอาจเหมาะสมกว่า
หากไม่แน่ใจว่าไฝของตัวเองอยู่ในกลุ่มไหน
ปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนตัดสินใจดีที่สุดค่ะ 💙
📞 ติดต่อปรึกษาแพทย์
พ.ญ.หทัยรัตน์ เชิงวิวัฒน์กิจ (หมอเชอรี่)
แผนกผิวหนัง โรงพยาบาลปรินซ์ สุวรรณภูมิ
โทร. 02-080-5999
#จี้ไฝ #ผิวหนัง #กำจัดไฝ #ผ่าตัดไฝ #สกินแคร์ความงาม #แพทย์ผิวหนัง
📚 References (verified & correct)
Naini FB, Tinoco R. Aesthetic Nasal Reconstruction. J Plast Reconstr Aesthet Surg. 2015.
Batra RS, Kelley LC. Cosmetic Dermatology: Removal of Benign Skin Lesions. J Cosmet Dermatol. 2002.
American Academy of Dermatology Association. Guidelines for Skin Lesion Treatment.
Kauvar AN, et al. Laser Treatment of Pigmented Lesions. Dermatol Clin. 2017.
07/11/2025
✨ กินอะไร...ทำไมสิวขึ้น?
สรุป 4 กลุ่มอาหารตัวท็อป ที่อาจกระตุ้นสิวได้จริง 🍰🍟🥛🍫
เคยสงสัยไหมคะว่าทำไม “ทายาสิวก็แล้ว ดูแลผิวดีทุกขั้นตอน” แต่สิวยังขึ้นไม่หยุด?
คำตอบอาจซ่อนอยู่ใน “อาหารที่เรากินทุกวัน” ค่ะ
แม้อาหารจะไม่ใช่สาเหตุหลักของสิวในทุกคน แต่ในบางคน — อาหารบางชนิดอาจเป็น “ตัวกระตุ้นชั้นดี” ให้สิวเห่อขึ้นได้จริง 🩺
🍰 1. กลุ่ม “หวานจี๊ยบ” (ของหวานและแป้งขัดขาว)
กลุ่มนี้คืออันดับหนึ่งที่คนเป็นสิวควรระวังเลยค่ะ
ตัวอย่าง: น้ำหวาน, ชานมไข่มุก, เค้ก, คุกกี้, เบเกอรี, ขนมปังขาว, ข้าวขาว
ทำไมกระตุ้นสิว:
เมื่อทานของหวานหรือน้ำตาลสูง ระดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว 🍭
ร่างกายจะหลั่งอินซูลินเพิ่มขึ้น ซึ่งไปกระตุ้นต่อมไขมันให้ผลิตน้ำมันมากขึ้น → ผิวมัน อุดตันง่าย และกลายเป็นสิวในที่สุดค่ะ
🥛 2. กลุ่ม “นมวัว” และผลิตภัณฑ์จากนม
ใครที่ชอบดื่มนมหรือกินชีส-โยเกิร์ตบ่อย ๆ ควรลองสังเกตผิวตัวเองดูค่ะ
ตัวอย่าง: นมวัวทุกชนิด (จืด, พร่องมันเนย, ขาดมันเนย), ชีส, โยเกิร์ตจากนมวัว
ตัวท็อปที่ควรระวัง: เวย์โปรตีน (Whey Protein) ที่นิยมในกลุ่มคนออกกำลังกาย
ทำไมกระตุ้นสิว: ในนมมีสารที่คล้ายฮอร์โมน IGF-1 ซึ่งสามารถกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานหนักขึ้น และเพิ่มโอกาสเกิดสิวได้ค่ะ
🍟 3. กลุ่ม “มันเยิ้ม” (ของทอดและอาหารแปรรูป)
ของอร่อยที่มักมาพร้อมสิวอักเสบ 🔥
ตัวอย่าง: ไก่ทอด, เฟรนช์ฟรายส์, มันฝรั่งทอดกรอบ, ฟาสต์ฟู้ด, อาหารสำเร็จรูป
ทำไมกระตุ้นสิว: อาหารเหล่านี้มีไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์สูง ซึ่งอาจ “จุดไฟการอักเสบ” ในร่างกายได้ง่าย
เมื่อเกิดการอักเสบจากภายใน สิวอักเสบที่มีอยู่แล้วก็จะยิ่งเห่อ แดง และเจ็บมากขึ้นค่ะ
🍫 4. ช็อกโกแลต (โดยเฉพาะช็อกโกแลตนม)
เรื่องนี้ยังอยู่ใน “โซนก้ำกึ่ง” แต่หลายคนยืนยันว่า “กินทีไร สิวขึ้นทุกที!”
ตัวที่ควรระวัง: ช็อกโกแลตนม (Milk Chocolate)
เพราะเต็มไปด้วย “น้ำตาล + นม” ซึ่งรวมพลังกันจากข้อ 1 และ 2 นั่นเองค่ะ
ส่วน ดาร์กช็อกโกแลต (Dark Chocolate 70% ขึ้นไป) ยังไม่มีหลักฐานว่ากระตุ้นสิวได้ค่ะ
💡 หมอเชอรี่แนะนำ
สิวเป็นเรื่องเฉพาะตัวจริง ๆ ค่ะ
ไม่ใช่ทุกคนที่กินชานมแล้วสิวจะขึ้น
และไม่ใช่ทุกคนที่ดื่มนมแล้วสิวจะเห่อ
วิธีสังเกตง่าย ๆ:
ลองงดอาหารกลุ่มที่สงสัย 2–4 สัปดาห์ แล้วสังเกตผิวตัวเองค่ะ
ถ้าสิวใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด — นั่นอาจเป็นตัวการของคุณค่ะ ✅
💚 เพื่อผิวแข็งแรงและสมดุลมากขึ้น
ลองเพิ่มผักใบเขียว 🥦 ปลาไขมันดีอย่างแซลมอน 🐟
และธัญพืชเต็มเมล็ด 🌾 จะช่วยลดการอักเสบและบำรุงผิวจากภายในได้ค่ะ
📚 อ้างอิง (References)
1. Bowe WP, Joshi SS, Shalita AR. Diet and acne. J Am Acad Dermatol. 2010;63(1):124–141.
2. Burris J, Rietkerk W, Woolf K. Acne: The role of medical nutrition therapy. J Acad Nutr Diet. 2013;113(3):416–430.
3. Fiedler F, Stang A, Büscher R, et al. Dietary glycemic load and dairy intake associated with acne vulgaris in adolescents. J Eur Acad Dermatol Venereol. 2021;35(3):650–657.
📲 #สิวกับอาหาร #หมอเชอรี่แนะนำผิวสวยสุขภาพดี
#กินอย่างเข้าใจผิว #อาหารกระตุ้นสิว #สิวไม่ใช่เรื่องเล็ก
06/11/2025
✨ ยาชีวภาพ (Biologics): ทางเลือกใหม่ที่เข้าใจผิว... มากกว่าที่เคย
หมอเข้าใจความรู้สึกของคนที่อยู่กับโรคผิวหนังเรื้อรัง เช่น สะเก็ดเงิน ผื่นภูมิแพ้ หรือ ลมพิษเรื้อรังดีค่ะ ว่ามันไม่เพียงส่งผลต่อผิว แต่ยังส่งผลต่อจิตใจด้วยค่ะ
หลายคนต้องทายาแทบทุกวัน กินยามานับไม่ถ้วน แต่ผื่นก็ยังกลับมา บางคนต้องเจอกับผลข้างเคียงจากยากดภูมิ เช่น ตับหรือไตทำงานผิดปกติ
วันนี้... วงการแพทย์ผิวหนังมีทางเลือกใหม่ที่ “ตรงจุดกว่า และปลอดภัยกว่าในระยะยาว” นั่นคือ ยาชีวภาพ (Biologic Therapy)
🧬 ยาชีวภาพคืออะไร?
ลองนึกภาพว่า “การอักเสบของผิว” เหมือน ไฟที่ลุกไหม้ในบ้าน ค่ะ
🔥 ยาทั่วไปแบบเดิม เหมือนการ สาดน้ำดับไฟ — ไฟอาจจะดับจริง แต่บางครั้งน้ำก็ไปโดนส่วนอื่นของบ้านด้วย
➡️ ยาเหล่านี้ยังเป็น “มาตรฐานการรักษาหลัก” ที่มีประสิทธิภาพดีในหลายราย แต่บางคนอาจเกิดผลข้างเคียงหรือไม่ตอบสนองต่อยา
🎯 ยาชีวภาพ (Biologic Agents) เหมือนการส่ง โดรนดับไฟเฉพาะจุด ที่ไปตัด “ท่อเชื้อเพลิง” หรือ สารก่อการอักเสบตัวร้าย (Cytokine) โดยตรง
➡️ ช่วยลดการอักเสบได้ตรงจุด โดยไม่รบกวนระบบอื่นของร่างกายมากนัก
👩⚕️ ใครบ้างที่เหมาะกับการรักษาด้วยยาชีวภาพ
1. ผู้ป่วยที่มีอาการ ปานกลางถึงรุนแรง
2. เคยรักษาด้วย ยาทา ยากิน หรือการฉายแสง แล้วไม่ตอบสนองดี
3. เคยเกิด ผลข้างเคียงจากยามาตรฐาน เช่น ตับหรือไตผิดปกติ
4. โรคส่งผลกระทบต่อ คุณภาพชีวิต มาก เช่น คันรุนแรง นอนไม่หลับ หรือสูญเสียความมั่นใจ
โรคที่สามารถรักษาด้วยยาชีวภาพในปัจจุบัน ได้แก่:
1. โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)
2. โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic Arthritis)
3. โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)
4. โรคลมพิษเรื้อรัง (Chronic Spontaneous Urticaria)
💡 จุดเด่นของยาชีวภาพ
✅ ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจง (Targeted Therapy)
✅ ผลข้างเคียงต่อระบบอื่นน้อยกว่ายากดภูมิทั่วไป
✅ เห็นผลการรักษาชัดเจนและรวดเร็ว
✅ ฉีดเพียงเดือนละ 1–2 ครั้ง ช่วยให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น
⚠️ สิ่งที่ควรรู้ก่อนเริ่มใช้ยา
แม้ยาชีวภาพจะปลอดภัยกว่าในหลายด้าน แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงที่ ควรเฝ้าระวัง ค่ะ
ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ (ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง):
1. ปวดศีรษะเล็กน้อย
2. ปฏิกิริยาแดง บวม หรือคันบริเวณที่ฉีด
3. เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบางชนิด โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวอยู่เดิม
ก่อนเริ่มใช้ยา แพทย์จะทำการคัดกรองอย่างละเอียด เช่น
- ตรวจเลือด
- เอกซเรย์ปอด
- ตรวจวัณโรคแฝง และไวรัสตับอักเสบ
หลังเริ่มยา:
- ต้องมีการติดตามผลเลือดและอาการอย่างสม่ำเสมอ
- หากมีอาการผิดปกติ เช่น ไข้สูง ผื่นลาม ควรรีบแจ้งแพทย์ทันที
💬 เรื่องค่าใช้จ่ายและสิทธิ์การรักษา
แม้ยาชีวภาพจะเป็นยาที่มีราคาสูง แต่ในปัจจุบัน
หลายชนิดได้รับการบรรจุในสิทธิ์บัตรทอง, ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการแล้ว
โดยทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจะช่วยตรวจสอบสิทธิ์และประสานงานให้ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
🌈 สรุป: ความหวังใหม่ของคนไข้โรคผิวหนังเรื้อรัง
ยาชีวภาพไม่ใช่ยามหัศจรรย์ที่รักษาให้หายขาด แต่เป็น “ยาควบคุมโรค” ที่ช่วยให้คุณกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ผื่นลดลง คันดีขึ้น และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
อย่าปล่อยให้โรคผิวหนังเรื้อรังมาบั่นทอนชีวิตของคุณ
ปรึกษาแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุดและปลอดภัยที่สุดค่ะ 💙
📍 ช่องทางติดต่อ
พ.ญ.หทัยรัตน์ เชิงวิวัฒน์กิจ (หมอเชอรี่)
👩⚕️ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง
🏥 แผนกผิวหนัง โรงพยาบาลปรินซ์ สุวรรณภูมิ
📞 โทรศัพท์: 02-080-5999
📅 นัดหมายออนไลน์: www.princsuvarnabhumi.com
📚 อ้างอิง
1. American Academy of Dermatology (AAD). Biologic treatments for psoriasis and atopic dermatitis.
2. European Academy of Allergy and Clinical Immunology (EAACI) Guidelines for Chronic Urticaria, 2023.
3. Thai Dermatological Society Clinical Guideline, 2024.
🩵 Hashtags
#ยาชีวภาพ #โรคผิวหนังเรื้อรัง #สะเก็ดเงิน #ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง #ลมพิษเรื้อรัง #การรักษาตรงจุด #หมอเชอรี่แนะนำ #ดูแลผิวอย่างเข้าใจ
24/10/2025
13/10/2025
🌸 อาหารแสลงกับโรคผิวหนัง...เรื่องจริงหรือแค่ความเชื่อ?
หนึ่งในคำถามยอดฮิตในห้องตรวจคือ...😊
“คุณหมอคะ ต้องงดอะไรบ้าง?” “กินอะไรแล้วผื่นจะเห่อ?”
วันนี้หมอจะมาไขข้อข้องใจให้เข้าใจง่าย ๆ กันค่ะว่า อาหารบางชนิดส่งผลต่อผิวของเราจริงหรือไม่ และเราควรเลือกทานอย่างไร 💡
🍣 กลุ่มที่ 1: มือปืนออกฤทธิ์เร็ว — อาหารที่มีฮีสตามีนสูง (Histamine-Rich Foods)
อาหารกลุ่มนี้สามารถทำให้ผื่นลมพิษเห่อได้ไว โดยเฉพาะในคนที่มีภาวะ "ฮีสตามีนล้นถัง" 😅
ฮีสตามีน (Histamine) คือสารที่ร่างกายหลั่งออกมาทำให้เกิดอาการ “คัน แดง บวม” เมื่อมีมากเกินไป ก็จะกระตุ้นให้ผื่นขึ้นง่าย
🧂 ตัวอย่างอาหารที่มีฮีสตามีนสูง:
- กลุ่มหมักดอง: ปลาร้า, กะปิ, น้ำปลา, แหนม, กิมจิ, ชีสบ่มนาน
- เนื้อสัตว์แปรรูป: แฮม, เบคอน, ซาลามิ
- อาหารทะเล (โดยเฉพาะที่ไม่สด): ปลาทูน่ากระป๋อง, ปลาซาร์ดีน, แอนโชวี่
- ผักผลไม้บางชนิด: มะเขือเทศ (โดยเฉพาะซอส), ผักโขม, อะโวคาโด, สตรอว์เบอร์รี, ส้ม, สับปะรด
- เครื่องดื่ม: ไวน์แดง, เบียร์
💥 กลุ่มตัวกระตุ้น: อาหารบางอย่างไม่ได้มีฮีสตามีนสูง แต่ไป “กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งเพิ่ม” ได้แก่
ไข่ขาว, ช็อกโกแลต, มะละกอ, และ ถั่วเปลือกแข็งบางชนิด (เช่น ถั่วลิสง, วอลนัท)
🍔 กลุ่มที่ 2: ผู้ร้ายเงียบ — อาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Foods)
อาหารพวกนี้อาจไม่ทำให้ผื่นขึ้นทันที แต่จะค่อยๆ สะสม “ไฟอักเสบ” ในร่างกายอย่างเงียบ ๆ 🔥 ซึ่งส่งผลโดยตรงกับผู้ที่เป็น Eczema (ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง) หรือ สิวอักเสบ
📦 ตัวอย่างอาหารกลุ่มนี้ ได้แก่:
- ขนมกรุบกรอบ, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 🍟
- เครื่องดื่มรสหวาน, ชานมไข่มุก 🥤
- อาหารแช่แข็ง, ไส้กรอก, นักเก็ต 🍛
- อาหารที่มีน้ำตาลสูง, ไขมันทรานส์, หรือวัตถุกันเสีย
🧫 Gut–Skin Axis: ทำไมสุขภาพลำไส้ถึงเกี่ยวกับผิว?
ลำไส้คือศูนย์กลางภูมิคุ้มกันของร่างกาย 🧠 เมื่อ “จุลินทรีย์ดีในลำไส้” เสียสมดุล การอักเสบทั่วร่างกายจะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอและผื่นเห่อง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ
🔬 ถ้าจะตรวจภูมิแพ้อาหาร ตรวจแบบไหนดี?
Skin Prick Test หรือ Specific IgE: เป็นการตรวจมาตรฐาน ใช้เมื่อสงสัยภาวะแพ้อาหารเฉียบพลัน (กินแล้วปากบวม, หายใจลำบาก, ลมพิษขึ้นทันที)
IgG Food Intolerance Test: ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือ ว่าช่วยวินิจฉัยโรคผิวหนังได้จริง และ ไม่เป็นที่ยอมรับ จากสมาคมโรคภูมิแพ้หลักทั่วโลก (EAACI, AAAAI) เนื่องจากค่า IgG ที่สูงขึ้นเป็นเพียงการตอบสนองปกติของร่างกายต่ออาหารที่ทาน ไม่ได้หมายความว่า "แพ้" ค่ะ
💡 แล้วเราควรเริ่มต้นอย่างไร?
เป็นนักสืบให้ตัวเอง: ลองจดบันทึกอาหารที่ทานควบคู่กับอาการของผิว (Food Diary)
กลับสู่พื้นฐาน: เน้นทานอาหารสดใหม่ ปรุงแต่งน้อย (Whole Foods) เพื่อลดการอักเสบในร่างกาย
ปรึกษาแพทย์: ก่อนจะงดอาหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนอย่างถูกต้อง ไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหารค่ะ
💖 สรุปโดยหมอเชอรี่
อาหารมีผลต่อผิวจริง แต่ไม่ใช่ทุกคนต้องงดเหมือนกันค่ะ การ "สังเกตตัวเอง" และเลือกทานอาหารอย่างสมดุล คือกุญแจสำคัญสู่ “ผิวสุขภาพดีอย่างยั่งยืน” ✨
🔖 #อาหารแสลงกับผิวหนัง #อาหารฮีสตามีนสูง #ลมพิษ #อาหารแปรรูป #สุขภาพผิวดี #ดูแลผิวจากภายใน #อาหารกับผิวหนัง #หมอเชอรี่สกิน
📚 References
1. Maintz, L., & Novak, N. (2007). Histamine and histamine intolerance. Am J Clin Nutr.
Costa, C., et al. (2020). Diet and chronic urticaria: what do we know? Allergol Immunopathol.
2. Hill, D. A., et al. (2019). Food allergy and intolerance: advances in diagnosis and management. JAMA.
3. Salem, I., et al. (2018). The gut microbiome and dermatologic diseases. Clin Dermatol.
EAACI and AAAAI guidelines on food allergy testing and interpretation.
12/10/2025
✨รับมือ"เซ็บเดิร์ม"(Seborrheic Dermatitis)เข้าใจทุกมิติ โดย Dr. Cherry✨
สวัสดีค่ะ 👩🏻⚕️เคยมีอาการรังแคเรื้อรัง, ผิวแดงลอกเป็นขุยบริเวณข้างจมูก คิ้ว หรือหลังหู กันไหมคะ? อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่ผิวแห้งธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณของ "โรคผิวหนังอักเสบ Seborrheic Dermatitis" หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "เซ็บเดิร์ม" ค่ะ
เซ็บเดิร์มเป็นภาวะผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อย ไม่อันตราย ไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ได้เกิดจากความสกปรก แต่ก็อาจสร้างความรำคาญและกระทบความมั่นใจได้ วันนี้หมอเชอรี่จะพาทุกคนมาทำความเข้าใจโรคนี้แบบเจาะลึกทุกมิติ เพื่อให้เราสามารถดูแลและจัดการอาการได้อย่างถูกต้องและยั่งยืนกันค่ะ 🌿
🔍 อาการของเซ็บเดิร์มเป็นอย่างไร?
เซ็บเดิร์มมักเกิดในบริเวณที่ต่อมไขมันทำงานมาก (Sebaceous glands) โดยอาการจะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลและบริเวณที่เป็นค่ะ
- บนหนังศีรษะ: ในผู้ใหญ่: มีรังแคเป็นขุยสีขาวหรือเหลือง อาจแห้งหรือมันเยิ้ม หนังศีรษะอาจแดงและคัน
- บนใบหน้า: พบบ่อยที่สุดบริเวณ ข้างจมูก, คิ้ว, ระหว่างคิ้ว, หน้าผาก (T-zone) และหลังหู มีลักษณะเป็นผื่นแดง มีขุยสีขาวหรือเหลือง อาจรู้สึกมันและคัน.
- บริเวณลำตัว: อาจพบได้ที่หน้าอก, รักแร้, และขาหนีบ มีลักษณะเป็นผื่นแดง กลมๆ หรือเป็นวง มีขุยชัดเจน
👶🏻 คำแนะนำพิเศษสำหรับทารก (Cradle Cap)
- ในทารก เซ็บเดิร์มมักเรียกว่า "Cradle Cap" ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นไขมันหนา สีเหลืองหรือน้ำตาล เกาะติดบนหนังศีรษะ.
- ไม่ต้องกังวล: ภาวะนี้มักจะ หายได้เองภายใน 6-12 เดือน และไม่ทำให้ทารกรู้สึกเจ็บหรือคัน
- วิธีดูแลที่อ่อนโยน: ใช้น้ำมันสำหรับทารก (Baby Oil) หรือน้ำมันมะกอกนวดเบาๆ บนหนังศีรษะ ทิ้งไว้ 15-20 นาทีเพื่อให้สะเก็ดนุ่มลง จากนั้นใช้แปรงขนนุ่มๆ แปรงออกเบาๆ ก่อนสระผมด้วยแชมพูสำหรับทารก
🤔 สาเหตุเกิดจากอะไร?
สาเหตุที่แท้จริงยังของเซ็บเดิร์มไม่ชัดเจน 100% แต่เชื่อว่าเป็นผลมาจากหลายปัจจัยร่วมกัน:
1. เชื้อรามาลาสซีเซีย (Malassezia species): ตัวการสำคัญที่สุด! 🍄 ในผู้ที่เป็นเซ็บเดิร์ม ระบบภูมิคุ้มกันของผิวจะตอบสนองต่อเชื้อรานี้ผิดปกติ ทำให้เกิดการอักเสบขึ้น
2. การทำงานของต่อมไขมัน: การผลิตน้ำมัน (Sebum) ที่มากเกินไป เป็นแหล่งอาหารของเชื้อรา Malassezia
3. ปัจจัยภายในร่างกาย: พันธุกรรม , ฮอร์โมน , ความเครียด, การพักผ่อนน้อย , และภาวะภูมิคุ้มกัน
🤝 โรคที่อาจพบร่วมกับเซ็บเดิร์ม
ผู้ที่มีภาวะสุขภาพบางอย่างอาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น เช่น โรคพาร์กินสัน , ผู้ติดเชื้อ HIV , ภาวะซึมเศร้า, สิว และโรคโรซาเชีย
🛡️ แนวทางการดูแล รักษา และป้องกัน
การจัดการเซ็บเดิร์มเป็นการ ควบคุมอาการระยะยาว ไม่ใช่การรักษาให้หายขาด
1. การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (Lifestyle Modification)
นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดในการควบคุมโรคค่ะ ❤️🩹
- จัดการความเครียด: หาเทคนิคผ่อนคลายที่เหมาะกับตัวเอง
- พักผ่อนให้เพียงพอ: การนอนหลับ 7-8 ชั่วโมงต่อคืนช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น
- หลีกเลี่ยงการเกา: การเกาจะยิ่งกระตุ้นการอักเสบและอาจทำให้ติดเชื้อ
- ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ: สระผมและล้างหน้าเป็นประจำเพื่อลดความมัน แต่ต้องทำอย่างอ่อนโยน
2. การเลือกแชมพู (สำหรับหนังศีรษะ) 🧴
การเลือกแชมพูที่มีตัวยาออกฤทธิ์เป็นสิ่งจำเป็น ควรใช้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง สลับกับแชมพูทั่วไปที่อ่อนโยน และควรหมักทิ้งไว้ 3-5 นาทีก่อนล้างออก.
แชมพูกลุ่มต้านเชื้อรา (Antifungal):
- Ketoconazole (2%): ออกฤทธิ์ต้านเชื้อรา Malassezia ได้ดี
- Selenium Sulfide: ช่วยชะลอการผลัดเซลล์ผิวและต้านเชื้อรา
- Ciclopirox: ต้านเชื้อราและลดการอักเสบ
แชมพูกลุ่มลดขุยและควบคุมความมัน (Keratolytic):
- Salicylic Acid: ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วและขจัดขุย
- Coal Tar: ชะลอการผลัดเซลล์ผิว
แชมพูกลุ่มลดการอักเสบและควบคุมเชื้อ:
- Zinc Pyrithione: ช่วยต้านเชื้อราและแบคทีเรีย
คำถามยอดฮิต: แชมพู "สมุนไพร" หรือ "ออร์แกนิก" ช่วยได้ไหม?
- แชมพูสมุนไพร: อาจช่วยได้หากมีส่วนผสมที่ออกฤทธิ์ต้านเชื้อราและลดการอักเสบ เช่น ทีทรีออยล์ (Tea Tree Oil) 🍃 ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่ามีคุณสมบัติต้านเชื้อราและต้านการอักเสบ
- แชมพูออร์แกนิก: เน้นที่ความอ่อนโยน ปราศจากสารระคายเคือง (Sulfates, Parabens, Fragrance) ซึ่งดีต่อหนังศีรษะที่บอบบาง แต่หากไม่มีสารออกฤทธิ์โดยตรง อาจไม่สามารถควบคุมอาการในช่วงกำเริบได้.
💡 Tip จากหมอ: ในช่วงที่อาการกำเริบ ควรใช้แชมพูยาเป็นหลัก ในช่วงที่อาการสงบ สามารถใช้แชมพูสมุนไพรหรือออร์แกนิกที่อ่อนโยนสลับกัน เพื่อรักษาสมดุลและลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำค่ะ.
3. การเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ (สำหรับใบหน้า) 💧
การเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสมจะช่วย ฟื้นฟูเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) และลดการอักเสบได้ดีมากค่ะ
- เลือกเนื้อสัมผัส: ควรเป็นเนื้อเจล, โลชั่น หรือครีมที่ บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ.
- มองหาสูตร: Oil-free ปราศจากน้ำมัน , Non-comedogenic ไม่ทำให้เกิดสิวอุดตัน , Fragrance-free ปราศจากน้ำหอม
ส่วนผสมในมอยซเจอร์ไรเซอร์ที่แนะนำ
- Ceramides: ช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว
- Niacinamide (Vitamin B3): ช่วยลดรอยแดง ควบคุมความมัน และลดการอักเสบ
- Hyaluronic Acid: เติมความชุ่มชื้นโดยไม่อุดตันและช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว
4. อาหารและวิตามิน 🥗
🚫 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง/ลดปริมาณ:
- อาหารน้ำตาลสูงและคาร์โบไฮเดรตขัดสี: อาจกระตุ้นการอักเสบ
- อาหารแปรรูปและไขมันทรานส์
- แอลกอฮอล์
💊 วิตามินที่อาจมีประโยชน์ (ควรปรึกษาแพทย์):
- Zinc (สังกะสี): ช่วยควบคุมการอักเสบของผิวหนัง
- Omega-3: มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ
- Probiotics: ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut-Skin Axis)
5. การรักษาทางการแพทย์
- ยาทา: กลุ่มสเตียรอยด์, กลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Calcineurin Inhibitors), หรือยาทาต้านเชื้อรา
- ยารับประทาน: ยาต้านเชื้อรา ในกรณีที่อาการรุนแรง
⚠️ ข้อควรระวังพิเศษในการใช้ยาทาสเตียรอยด์!
- ยาทาสเตียรอยด์มีประสิทธิภาพสูงในการลดการอักเสบ แต่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- ผลข้างเคียงจากการใช้ระยะยาว: อาจทำให้ผิวบางลง, เกิดสิว, หรือเห็นเส้นเลือดฝอยชัดขึ้น
- ห้ามหยุดยากะทันหัน: โดยเฉพาะเมื่อใช้ยาที่มีความแรงสูงเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำและรุนแรงกว่าเดิม (Rebound Effect)
🚨 เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์?
ควรมาพบแพทย์ทันทีหากมีอาการเหล่านี้:
1. อาการไม่ดีขึ้น: หลังดูแลตัวเองและใช้ผลิตภัณฑ์เบื้องต้นนาน 2-4 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
2. อาการแพร่กระจาย: ผื่นลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังบริเวณอื่นของร่างกาย
3. สงสัยการติดเชื้อแทรกซ้อน: บริเวณผื่นมีอาการปวด บวม แดงร้อนมากขึ้น หรือมีตุ่มหนอง/น้ำเหลืองไหลซึม
4. กระทบต่อการใช้ชีวิต: อาการคันหรือผื่นที่มองเห็นได้รบกวนการนอนหรือความมั่นใจอย่างมาก
❓ คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ควรสระผมบ่อยแค่ไหน?
A: ควรสระทุกวันหรือวันเว้นวันเพื่อลดความมันและขจัดขุย แต่หากหนังศีรษะแห้งมาก อาจลดความถี่ลงได้
Q: ใช้แชมพูยาทุกวันได้ไหม?
A: ไม่แนะนำค่ะ ควรใช้ตามคำแนะนำคือสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง การใช้บ่อยเกินไปอาจทำให้หนังศีรษะแห้งและระคายเคืองได้ ควรใช้สลับกับแชมพูที่อ่อนโยน
Q: จริงไหมคะที่ควรมีแชมพูยารักษาเซ็บเดิร์ม 2 ตัวสลับกันใช้? แล้วต้องสลับบ่อยแค่ไหนคะ?
A: เป็นคำแนะนำที่ดีและถูกต้องเลยค่ะ! 👩🏻⚕️ การมีแชมพูยาอย่างน้อย 2 ชนิดที่มีตัวยาออกฤทธิ์แตกต่างกันไว้ใช้สลับกัน ถือเป็นกลยุทธ์การรักษาเซ็บเดิร์มบนหนังศีรษะที่มีประสิทธิภาพมากในระยะยาวค่ะ
- ทำไมการสลับแชมพูถึงดีกว่าการใช้ตัวเดียวตลอด?
หมอขออธิบายเหตุผลง่ายๆ 2 ข้อนี้นะคะ
1. ป้องกันการดื้อยาหรือภาวะชินยา (Preventing Resistance/Tachyphylaxis):
🛡️ การใช้แชมพูยาตัวเดิมติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เชื้อรา Malassezia ที่เป็นสาเหตุหลักเริ่มปรับตัวและทนต่อยาได้ ทำให้ประสิทธิภาพของแชมพูลดลงเมื่อเวลาผ่านไป การสลับชนิดของตัวยาจะช่วยลดโอกาสที่เชื้อราจะ "ชิน" กับยาตัวใดตัวหนึ่งค่ะ
2. ออกฤทธิ์คนละกลไก ได้ผลลัพธ์ครอบคลุมกว่า (Targeting Different Mechanisms): ✨ แชมพูยาแต่ละชนิดมีจุดเด่นต่างกันค่ะ
กลุ่มต้านเชื้อรา (เช่น Ketoconazole): จะเน้นไปที่การกำจัดเชื้อราโดยตรง
กลุ่มลดขุย/ผลัดเซลล์ผิว (เช่น Salicylic Acid, Selenium Sulfide): จะเก่งในเรื่องการขจัดรังแคและสะเก็ดที่หนาตัวออกไป ทำให้ยาต้านเชื้อราซึมลงไปทำงานได้ดีขึ้น การใช้สลับกันจึงเหมือนการจัดการปัญหาจากหลายๆ ด้านไปพร้อมกันค่ะ
- แล้วควรสลับบ่อยแค่ไหน?
โดยทั่วไป ไม่ได้หมายถึงการสลับทุกวัน แต่เป็นการสลับกันในแต่ละครั้งที่สระด้วยแชมพูยาค่ะ
ตัวอย่างตารางการสระผม: สมมติว่าแพทย์แนะนำให้คุณสระผมด้วยแชมพูยาสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง อาจจะจัดตารางแบบนี้ได้ค่ะ
วันจันทร์: ใช้แชมพูชนิดที่ 1 (เช่น Ketoconazole เพื่อเน้นฆ่าเชื้อรา)
วันพฤหัสบดี: ใช้แชมพูชนิดที่ 2 (เช่น Selenium Sulfide หรือ Salicylic Acid เพื่อเน้นลดขุยและควบคุมการแบ่งตัวของเซลล์ผิว)
วันเสาร์ (ถ้าสระ 3 ครั้ง): กลับมาใช้แชมพูชนิดที่ 1
💡 Tip จากหมอเชอรี่: หัวใจสำคัญคือการมี "อาวุธ" ที่หลากหลายในการควบคุมเซ็บเดิร์มระยะยาวค่ะ การปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกชนิดของแชมพูยาที่เหมาะสมกับอาการในแต่ละช่วง จะช่วยให้คุณสามารถควบคุมโรคได้ดีที่สุดและลดโอกาสการกลับมากำเริบซ้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ 💖
🌸 สรุปจากหมอเชอรี่
เซ็บเดิร์มเป็นภาวะเรื้อรังที่อยู่กับเราเป็นๆ หายๆ ได้ แต่เราสามารถ ควบคุมมันได้ ด้วยการเข้าใจสาเหตุ ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้อง และที่สำคัญคือการปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมนะคะ 💖
#เซ็บเดิร์ม #ผิวหนังอักเสบ #รังแคเรื้อรัง #ผิวลอกเป็นขุย #วิธีรักษาเซ็บเดิร์ม #สกินแคร์ผิวแพ้ง่าย #หมอเชอรี่สกิน
📚 รายการอ้างอิง (References)
1. Borda, L. J., & Wikramanayake, T. C. (2015). Seborrheic Dermatitis and Dandruff: A Comprehensive Review. Journal of clinical and investigative dermatology, 3(2).
2. American Academy of Dermatology Association. (n.d.). Seborrheic dermatitis: Overview. AAD.
3. Dessinioti, C., & Katsambas, A. (2013). Seborrheic dermatitis: etiology, risk factors, and treatments: facts and controversies. Clinics in dermatology, 31(4), 343–351.
4. Clark, G. W., Pope, S. M., & Jaboori, K. A. (2015). Diagnosis and treatment of seborrheic dermatitis. American family physician, 91(3), 185–190.
5. Pazyar, N., Yaghoobi, R., Bagherani, N., & Kazerouni, A. (2013). A review of applications of tea tree oil in dermatology. International journal of dermatology, 52(7), 784–790.
6. Szántó, M., Dózsa, A., Antal, D., Szabó, K., Kemény, L., & Bai, P. (2019). Targeting the gut-skin axis-Probiotics as new tools for skin disorder management? Experimental dermatology, 28(11), 1210–1218.
7. Walocko, F. M., Eber, A. E., Keri, J. E., Al-Harbi, M. A., & Nouri, K. (2017). The role of nicotinamide in dermatology. Dermatologic Therapy, 30(5), e12481.
8. Papakonstantinou, E., Roth, M., & Karakiulakis, G. (2012). Hyaluronic acid: A key molecule in skin aging. Dermato-endocrinology, 4(3), 253–258.
9. Grajower, M. M., & Siegel, D. M. (2020). The relationship between diet and seborrheic dermatitis: A systematic review. Journal of the American Academy of Dermatology, 83(6), AB134.
10/10/2025
Scan QR code เพื่อดาวน์โหลดเอกสารคำแนะนำได้ค่ะ
รับมือกับ #ลมพิษ อย่างเข้าใจ! ❤️🩹
ไม่ต้องทนกับอาการคันกวนใจอีกต่อไป
ในบทความนี้หมอเจาะลึกให้ครบทุกมิติ:
✅ สาเหตุที่ซ่อนอยู่ (อาจไม่ใช่แค่แพ้อาหาร!)
✅ แนวทางการใช้ยาที่ถูกต้อง
✅ Checklist อาหารที่ควรระวัง
✅ วิธีดูแลตัวเองไม่ให้ผื่นกลับมาเป็นซ้ำ
ความรู้ฉบับสมบูรณ์อยู่ในมือคุณแล้ว...
📲 สแกน QR Code ที่ปรากฏในคลิป เพื่ออ่านบทความเต็มได้เลยค่ะ!
#เคล็ดลับสุขภาพ #ผิวหนัง #หมอเชอรี่สกิน #สุขภาพดีกับหมอเชอรี่
09/10/2025
🩺 โรคลมพิษ (Urticaria) คือโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย มีลักษณะเป็นผื่นนูนแดง คันมาก ผื่นแต่ละแห่งมักหายภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่ทิ้งร่องรอย แต่สามารถเกิดขึ้นซ้ำที่ตำแหน่งใหม่ได้ บางรายอาจมีอาการบวมลึกใต้ผิวหนัง เช่น ที่ตาและปาก ร่วมด้วย เรียกว่า ภาวะแอนจิโออีดีมา (Angioedema)
🧪 1. ชนิดของโรคลมพิษ
ลมพิษเฉียบพลัน (Acute Urticaria): มีอาการต่อเนื่องกัน ไม่เกิน 6 สัปดาห์
ลมพิษเรื้อรัง (Chronic Urticaria): มีอาการเป็นๆ หายๆ ต่อเนื่อง นานเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน (เรียกว่า Chronic Spontaneous Urticaria) และมักไม่เกี่ยวข้องกับการแพ้ แต่เป็นความผิดปกติจากภายในร่างกาย
📍 2. สาเหตุที่พบบ่อย
การติดเชื้อ: เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของลมพิษเฉียบพลัน เช่น หวัด, การติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ
อาหาร: เช่น อาหารทะเล, ถั่ว, ไข่, นม รวมถึงสารปรุงแต่งในอาหาร เช่น สารกันบูด, สีผสมอาหาร
ยา: เช่น ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics), ยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพรินและ NSAIDs
แมลงสัตว์กัดต่อย
ปัจจัยทางกายภาพ (Physical Urticaria):
อุณหภูมิ: การสัมผัสความร้อนหรือความเย็น
แรงกดทับ: เช่น ขอบเสื้อผ้าที่รัดแน่น, การสะพายกระเป๋าหนักๆ
แสงแดด, การสั่นสะเทือน, การออกกำลังกาย
ภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ / โรคร่วมบางชนิด: เช่น โรคไทรอยด์, โรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE)
🩹 3. อาการสำคัญ
ผื่นนูนแดง (Wheal): มีขอบเขตชัดเจน คันมาก อาการคันมักรุนแรงขึ้นในช่วงเย็นหรือกลางคืน
ผื่นยุบไว: ผื่นแต่ละปื้นจะจางหายไปเองภายใน 24 ชม. โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นหรือรอยดำ
อาการบวม (Angioedema): อาจพบอาการบวมที่ตา, ปาก, มือ, เท้า หรืออวัยวะเพศ
🚨 ภาวะฉุกเฉิน: หากมีอาการบวมที่ลิ้น ลำคอ หรือรู้สึกหายใจลำบาก แน่นหน้าอก ให้รีบไปพบแพทย์ทันที
🧑⚕️ 4. แนวทางการรักษา
หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น: เป็นหัวใจสำคัญหากทราบสาเหตุที่แน่ชัด
ยาต้านฮีสตามีน (Antihistamines): เป็นยาหลักในการรักษา
แพทย์มักเริ่มด้วยยา กลุ่มที่ไม่ง่วง (Non-sedating antihistamines)
จุดสำคัญสำหรับลมพิษเรื้อรัง: คือ การรับประทานยาต่อเนื่องทุกวันตามแพทย์สั่ง เพื่อ "ป้องกัน" ไม่ให้ผื่นขึ้น ไม่ใช่การทานยาเฉพาะเมื่อมีอาการแล้ว
กรณีอาการรุนแรงหรือไม่ตอบสนอง: แพทย์อาจพิจารณาเพิ่มขนาดยาต้านฮีสตามีน หรือใช้ยาอื่นร่วมด้วย เช่น ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานในระยะสั้น หรือยาชีวภาพ (Omalizumab) สำหรับรายที่ดื้อต่อการรักษา
ข้อควรระวัง: ไม่แนะนำให้ซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
🍤 5. อาหารที่ควรระวัง (Histamine-rich foods)อาหารที่มี “ฮีสตามีน” สูงหรือกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮีสตามีน อาจทำให้อาการแย่ลงได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยลมพิษเรื้อรัง
❌ ตัวอย่างอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัด:
- อาหารทะเล โดยเฉพาะปลาทูน่า, แมคเคอเรล, หรือปลาที่เก็บไว้นาน
- อาหารหมักดอง (กะปิ, ปลาร้า, ซีอิ๊ว, ซอสถั่วเหลือง, ผักดอง)
ชีส, ไส้กรอก, แฮม, ซาลามี
- ผักผลไม้บางชนิด เช่น มะเขือเทศ, ผักโขม, อะโวคาโด, ส้ม, สับปะรด
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (โดยเฉพาะไวน์แดงและเบียร์)
📌 คำแนะนำ: ไม่จำเป็นต้องงดทุกอย่างทันที ควร “ทดลองงดทีละชนิด” และจดบันทึกอาการ เพื่อประเมินว่าอาหารชนิดใดมีผลต่ออาการของเราอย่างแท้จริง
🔬 6. เมื่อไรควรทำการทดสอบภูมิแพ้ (Allergy Test)
การทดสอบภูมิแพ้มักมีประโยชน์ใน ลมพิษเฉียบพลัน มากกว่าลมพิษเรื้อรัง ซึ่งส่วนใหญ่มักไม่พบสาเหตุจากการแพ้ โดยแพทย์จะพิจารณาตรวจเมื่อ:
มีประวัติชัดเจนว่าผื่นเกิดซ้ำหลังรับประทานอาหารหรือสัมผัสสารบางชนิด
มีอาการรุนแรงร่วมกับระบบอื่น เช่น หายใจลำบาก, เวียนหัว, ความดันต่ำ
ผื่นไม่ตอบสนองต่อยามาตรฐาน และต้องการหาสาเหตุเพิ่มเติม
🧪 ตัวเลือกการตรวจที่ใช้บ่อย:
- Skin Prick Test: สะกิดผิวหนังเพื่อทดสอบสารก่อภูมิแพ้ รู้ผลเร็วใน 15–20 นาที
- Specific IgE Blood Test: ตรวจเลือดหาภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิด
📌 ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อประเมินความจำเป็นและเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสมกับอาการของแต่ละบุคคล
🧴 7. การดูแลตนเอง (Self-Care)
- ใช้สบู่อ่อนโยน และทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เป็นประจำเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิว
- หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนจัดและการขัดถูผิวรุนแรง
- สวมใส่เสื้อผ้าที่หลวมสบาย เนื้อผ้านุ่ม (เช่น ผ้าฝ้าย) เพื่อลดการเสียดสีและกดทับ
- ประคบเย็น (Cold Compress) บริเวณที่คัน เพื่อช่วยบรรเทาอาการ
- หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs (เช่น Ibuprofen, Naproxen, Aspirin) เพราะอาจกระตุ้นให้ผื่นกำเริบ
- จัดการความเครียด พักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากเป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญในผู้ป่วยหลายราย
- จดบันทึกอาการ (Symptom Diary) บันทึกอาหาร กิจกรรม ยา และสิ่งกระตุ้นที่อาจเกี่ยวข้อง
⚠️ พบแพทย์ทันที หาก:
- มีอาการหายใจลำบาก แน่นหน้าอก เวียนศีรษะ หรือหน้ามืด
- ผื่นไม่ดีขึ้นหลังรักษาต่อเนื่อง หรือมีอาการรุนแรงขึ้น
- มีไข้สูง หรือลักษณะผื่นผิดปกติ เช่น เป็นตุ่มน้ำ มีอาการเจ็บ หรือเป็นแผล
📌 สรุป:
โรคลมพิษส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต การเข้าใจสาเหตุและปัจจัยกระตุ้นจะช่วยให้ควบคุมโรคได้ดีขึ้น การหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น การใช้ยาอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ และการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง จะช่วยให้รักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดโอกาสเกิดซ้ำในอนาคต
🏷️ #ลมพิษ #แพ้อาหาร #ตรวจภูมิแพ้ #หมอผิวหนังแนะนำ #ดูแลผิวแบบเข้าใจ
📚 References:
Zuberbier, T., et al. (2022). The EAACI/GA²LEN/EDF/WAO guideline for the definition, classification, diagnosis, and management of urticaria. Allergy, 77(3), 734–766.
American Academy of Dermatology Association. (n.d.). Hives: Diagnosis and treatment. AAD.org.
Maintz, L., & Novak, N. (2007). Histamine and histamine intolerance. The American Journal of Clinical Nutrition, 85(5), 1185–1196.
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
บางนาตราด
Bang Bo