SP Thailand

SP Thailand

แชร์

Simple Better Life ง่ายๆกับชีวิตที่ดี
Bedly ช่วยให้คุณเตรียมตัวนอนได้อย่างมีคุณภาพ

28/08/2026

เมื่อคนคนหนึ่งเริ่มเบื่อความวุ่นวายของโลก แล้วหันหลังให้กับการแสวงหาบางอย่างเพื่อเข้าหาธรรมะ คำถามหนึ่งก็มักเกิดขึ้นเสมอว่า
“นี่คือการแสวงหาความสงบ หรือเป็นเพียงการเห็นแก่ตัวในรูปแบบที่ดูสูงส่งขึ้น?”
เพราะในขณะที่คนอื่นยังต้องทำงาน ต้องดิ้นรน ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคม เรากลับบอกว่า “ฉันขอไปปฏิบัติธรรมก่อน ฉันอยากหาความสงบให้ตัวเอง ฉันอยากพ้นทุกข์”
ฟังดูแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการคิดถึงตัวเองก่อน
และหากพูดกันอย่างตรงไปตรงมา จุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรมของคนส่วนใหญ่ ก็มักเริ่มต้นจากความเห็นแก่ตัวอยู่ไม่น้อย
เราไปนั่งสมาธิเพราะ เรา ทุกข์
เราอยากสงบเพราะ เรา วุ่นวาย
เราอยากปล่อยวางเพราะ เรา แบกไม่ไหว
เราอยากพ้นทุกข์ เพราะไม่อยากทนทุกข์อีกต่อไป
ทุกอย่างเริ่มต้นที่คำว่า “เรา”
แต่บางที ความเห็นแก่ตัวก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป หากสิ่งที่เราเห็นแก่ตัวนั้น ไม่ได้ทำให้ใครต้องเดือดร้อน และยิ่งถ้าการกลับมาดูแลตัวเอง สามารถทำให้เราเลิกสร้างความทุกข์ให้ผู้อื่นได้ นั่นอาจเป็นความเห็นแก่ตัวที่มีประโยชน์ที่สุดอย่างหนึ่ง
คนที่ไม่เคยเข้าใจความโกรธของตัวเอง ย่อมเอาความโกรธไปลงกับคนอื่น
คนที่ไม่เคยรู้จักความกลัวของตัวเอง ย่อมใช้ความกลัวควบคุมคนอื่น
คนที่ไม่เคยเห็นความโลภของตัวเอง ย่อมพร้อมจะเอาเปรียบคนอื่นเพื่อตอบสนองความอยาก
เราอาจคิดว่าการทำประโยชน์ให้โลก คือการออกไปช่วยเหลือผู้คนมากมาย แต่บางครั้ง การทำประโยชน์ที่สำคัญที่สุด อาจเริ่มต้นจากการกลับมาจัดการ “ตัวเอง” ให้ดีเสียก่อน
เพราะคนที่ยังเป็นทุกข์กับตัวเองอยู่มาก อาจเผลอส่งต่อความทุกข์นั้นให้คนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว
การปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่เพียงการนั่งหลับตาเพื่อหาความสุขให้ตัวเอง แต่คือการค่อย ๆ มองเห็นว่า ภายในใจเรามีอะไรซ่อนอยู่บ้าง มีความโกรธแค่ไหน มีความอยากมากเพียงใด มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวเองมากเท่าไร
และยิ่งเห็นมากขึ้น คำว่า “ตัวเอง” ก็อาจค่อย ๆ เล็กลง
ตอนแรกเราปฏิบัติเพราะอยากให้ ฉัน มีความสุข
ต่อมาเราปฏิบัติเพราะไม่อยากให้ ฉัน ทุกข์
แต่เมื่อเข้าใจความทุกข์มากขึ้น เรากลับเริ่มเห็นว่า ทุกคนต่างก็อยากมีความสุข และต่างก็กลัวความทุกข์ไม่ต่างจากเรา
ตรงนั้นเอง การปฏิบัติเพื่อตัวเอง จึงค่อย ๆ กลายเป็นความเข้าใจผู้อื่น
เหมือนคนที่เรียนว่ายน้ำเพราะกลัวตัวเองจมน้ำ ในวันแรกเขาเรียนเพื่อตัวเองอย่างแท้จริง แต่เมื่อเขาว่ายน้ำเป็น วันหนึ่งเขาอาจสามารถช่วยคนอื่นที่กำลังจะจมน้ำได้
การเรียนเพื่อตัวเองในวันแรก ไม่ได้แปลว่าเขาจะเห็นแก่ตัวไปตลอดชีวิต
การเข้าสู่ทางธรรมก็เช่นกัน
เราอาจเริ่มต้นด้วยความเห็นแก่ตัว แต่ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้อง ปลายทางของมันคือการทำให้ความเห็นแก่ตัวนั้นค่อย ๆ ลดลง
เพราะยิ่งเราเห็นตัวเองมากเท่าไร เราก็ยิ่งหลงตัวเองน้อยลงเท่านั้น
ดังนั้น หากมีใครถามว่า
“การปฏิบัติธรรมคือการเห็นแก่ตัวไหม?”
คำตอบอาจเป็นว่า
ใช่...ในตอนเริ่มต้น
เราปฏิบัติเพราะอยากช่วยตัวเองให้พ้นจากความทุกข์
แต่ถ้าเราเดินไปบนเส้นทางนี้ได้ไกลพอ วันหนึ่งเราอาจค้นพบว่า การช่วยตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่การเอาทุกอย่างมาให้ตัวเอง
แต่คือการค่อย ๆ เอาความโลภ ความโกรธ ความหลง ออกจากตัวเอง
และเมื่อสิ่งเหล่านี้ลดลง
คนที่ได้ประโยชน์ ไม่ได้มีเพียงเรา
แต่คือทุกคนที่อยู่รอบตัวเรา
บางที ความเห็นแก่ตัวที่ดีที่สุด จึงไม่ใช่การทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง แต่คือการพัฒนาตัวเอง จนวันหนึ่ง “ตัวเอง” ไม่กลายเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ของใครอีกต่อไป
#เจ้าชายกลาง

27/08/2026

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1514276587407087&id=100064742796602

จากข่าวคนมีชื่อเสียงหลายคนที่จากไปอย่างกระทันหัน น่าจะมีส่วนทำให้หลายๆ คนตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และมีความตื่นตัวเรื่องการทำ #พินัยกรรมชีวิต (Living Will) มากขึ้น

จากสถิติพบว่า ยอดคนไทยทำพินัยกรรมชีวิต หรือ 'พินัยกรรมขอตายดี' ผ่านระบบออนไลน์พุ่งสูงขึ้นกว่า 10 เท่า จากราว 8,000 รายเป็นเกือบ 1 แสนราย

พินัยกรรมดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาล่วงหน้าที่จะไม่รับการรักษาที่มุ่งยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต เพื่อลดความทุกข์ทรมานและจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ

โดยเมื่อทำแล้ว สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ สามารถค้นหาเรียกดูและให้การรักษาตามเจตนา โดยไม่เป็นภาระกับญาติที่จะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร

- - -

นพ.อภิชาติ รอดสม รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวว่า

“คนในสังคมไทยมีความตระหนักถึงความสำคัญและเข้าใจการทำพินัยกรรมชีวิตเรื่องการตายดีมากขึ้น จากเดิมที่อาจจะคิดว่าเป็นการแช่งตัวเอง ก็มีการพยายามทำความเข้าใจว่าไม่ใช่

แต่ให้เห็นว่าการเตรียมตัวก่อนตายนี้ เป็นการช่วยเหลือทุกๆคนทั้งตัวเอง ลูกหลานและสังคม ที่สำคัญ ผู้ทำนั้นไม่ได้มีเฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เริ่มมีทุกช่วงอายุที่ต่ำลงเรื่อยๆมากขึ้นเช่นกัน

- - -

ข้อควรทราบ

1. การแสดงเจตนาไม่รับบริการสาธารณสุขเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายนี้ ไม่ใช่การเร่งให้เสียชีวิต แต่เป็นการจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ มีช่วงเวลาความทุกข์ทรมานในระยะท้ายให้สั้นที่สุด ไม่ยืดเยื้อด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์

2. Living Will ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ต้องรักษา”

ถ้าเกิดอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยรุนแรง แต่แพทย์ยังเห็นว่ามีโอกาสรักษาและกลับมาดำเนินชีวิตได้ การรักษาเพื่อช่วยชีวิตก็ยังทำได้ตามความเหมาะสม

3. การทำ Living Will ช่วยลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยจากการรักษาที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งปลดล็อกภาระทางจิตใจ ค่าใช้จ่ายอันมหาศาลของครอบครัว และช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศในการยื้อชีวิตที่ไร้ประโยชน์

- การอยู่ในห้องไอซียู( ICU) หรือ การนอนติดเตียงนานๆ โดยไร้การรับรู้ มักนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางกายและใจ แม้จะพยายามยื้อชีวิตไว้ก็ตาม

- ภาระของโรงพยาบาล เตียงในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในห้อง ICU มักจะแน่นขนัด และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้โรงพยาบาลต้องแบกรับภาระงานและค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่ว

- ภาระของครอบครัว ลูกหลานหลายคนต้องเสียสละลาออกจากงาน เพื่อมาดูแลพ่อแม่หรือญาติสนิทที่อยู่ในระยะสุดท้าย นอกจากนี้ ยังมีภาระทางใจจากการต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาที่ยืดเยื้อ

- ค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องนอนในโรงพยาบาลเอกชน หรือใช้เครื่องมือแพทย์ราคาแพง อาจสูงถึงหลักล้านบาท หรือกระทั่งสิบล้านบาทได้ในเวลาอันสั้น

ต่างประเทศมีตัวเลขที่ชัดเจนว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิตอาจสูงถึง ครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพตลอดทั้งชีวิต

3. เพราะ “ความตาย” ไม่ได้เป็นเรื่องของคนที่มีอายุมากเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นกับใคร เมื่อไหร่ก็ได้ การเตรียมพร้อมในเรื่อง “ตายดี” จึงสำคัญอย่างมาก

พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 12 จึงให้สิทธิประชาชนในการแสดงเจตนาล่วงหน้า “ในการที่จะไม่รับบริการสาธารณสุขที่ทำไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต” เรียกว่า การทำ “พินัยกรรมชีวิต (Living Will)” หรือ “พินัยกรรมขอตายดี” สามารถทำได้ในทุกช่วงอายุ

- - -

กลุ่มอายุที่มีการทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด ส่วนมากคือ Gen X เริ่มมี Gen Y บางส่วน

เพศหญิง อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป
เพศหญิง อายุ 45 – 59 ปี
เพศชาย อายุ 60 ปีขึ้นไป
เพศหญิง อายุ 30-44 ปี *
เพศชาย 45- 59 ปี

จังหวัดที่มีจำนวนคนทำพินัยกรรมขอตายดีมากที่สุด 5 อันดับแรก

1. นครราชสีมา 18,766 คน
2. สุโขทัย 13,345 คน
3. นครศรีธรรมราช 11,176 คน
4. พิษณุโลก 11,053 คน
5. อุบลราชธานี 10,816 คน

- - - -

#ขั้นตอนการทำพินัยกรรมขอตายดีออนไลน์

1. เข้าระบบที่เว็บไซต์ https://e-livingwill.nationalhealth.or.th ดูคำอธิบายการเขียนได้ที่ https://www.nationalhealth.or.th/elivingwill

2. สมัครเป็นผู้ใช้ระบบ โดยการสร้างบัญชีการใช้งานด้วย ThaiD หรือเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก

3.จัดทำหนังสือแสดงเจตนาที่ต้องการ โดยท่านที่มีหนังสือเดิมอยู่แล้วสามารถเลือกทำในรูปแบบการแนบไฟล์ หรือ "ทำใหม่"ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

4. หนังสือแสดงเจตนาฯ จะถูกจัดเก็บในระบบ สามารถเรียกดู พิมพ์ ส่งต่อให้ผู้ตัดสินใจแทน ปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันและยกเลิกหนังสือได้ด้วยตนเอง

5. สถานพยาบาลและภาคีเครือข่ายที่ขึ้นทะเบียนใช้ระบบ สามารถค้นหาเรียกดู และสถานพยาบาลให้การรักษาตามเจตนา

- - -

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ หรือ มาร์ท ชายหนุ่มรุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับการรับมือกับความตายตั้งแต่ยังเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย เมื่อเขาต้องรับหน้าที่หลักในการดูแล “ม่า” ที่ต้องเข้าออกห้องไอซียูจนถึงวาระสุดท้าย
“ไม่มีใครรู้เลยว่าจะทำยังไงกับม่าที่กำลังจะตาย พ่อให้ผมไปเฝ้าไข้ เวลาเจอกับม่าร้องทุรนทุราย บอกว่ารำคาญสายยางที่หมอใส่ให้ ผมไม่รู้จะถอดตามใจม่าหรือต้องทำยังไง มันเป็นโจทย์ว่า ถ้าเราไม่รู้จักตรงนี้มากขึ้น เราก็จะไม่รู้ต่อไป”
การจากไปของอาม่าทำให้มาร์ทสนใจค้นหาคำตอบเพื่อรับมือกับความตายอย่างจริงจัง เขาจึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโทและทำวิทยานิพนธ์เพื่อศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับการตายในสังคมไทยให้มากขึ้น
เขาพบว่า บางเคสคนไข้จะขอถอดสายออกซิเจนเพื่อกลับไปตายที่บ้านตนเอง แต่แพทย์และญาติไม่กล้า “ตามใจ” ผู้ป่วย
ถ้าไม่ยื้อลมหายใจผู้ป่วยไว้ คนแรกที่รู้สึกผิดคือหมอ คนต่อมาคือญาติพี่น้อง แม้ว่าทุกคนจะรู้ว่า ถึงอย่างไรก็ไม่รอด แต่ก็ไม่มีใครยอมทำตามความต้องการครั้งสุดท้ายของผู้ป่วย

เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะสุดท้าย ร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะพูดได้ ถึงตอนนั้นญาติกับหมอก็จะตัดสินใจบนพื้นฐานการแพทย์กระแสหลัก ยื้อลมหายใจจนถึงนาทีสุดท้ายบนเตียงโรงพยาบาล
เช่นเดียวกับกรณีที่คนไข้ป่วยด้วยโรคร้ายไม่มีทางรักษา เหลือเวลาบนโลกใบนี้อีกไม่นาน ญาติพี่น้องมักเลือก “ปกปิด” แทนการพูดความจริง ด้วยความเชื่อว่า “ความตายเป็นสิ่งอัปมงคล” กลัวคนไข้ยอมรับความจริงไม่ได้จนทำให้อาการป่วยทรุดหนักเร็วขึ้น
หรือมิเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะสื่อสารเรื่องการเตรียมตัวตายอย่างไร ทั้งคนป่วยและญาติจึงใช้เวลาช่วงสุดท้ายที่เหลืออยู่ด้วยกันแบบ “ไม่มีความสุข” จนถึงเวลาพลัดพรากจากกัน
บนเส้นทางของความตายสีดำและความเศร้าหมอง ชายหนุ่มเริ่มต้นหยิบ “พู่กัน” มาร่วมแต่งแต้มสีสันใหม่ในหัวใจใครหลายคนให้กล้าเผชิญหน้ายอมรับความจริงที่มนุษย์ทุกคนต้องได้พบเจอ…ไม่ช้าก็เร็ว
ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน หลานชายอาม่าได้ร่วมเป็นหนึ่งในทีมแอดมินเพจ Peaceful Death จัดทำโครงการความตายพูดได้ เปลี่ยนมุมมองต่อความตายจาก “สีดำ” เป็น “สีขาว” นำพาผู้คนก้าวพ้นความหวาดกลัวในใจลุกขึ้นมาเขียน “สมุดเบาใจ” หรือพินัยกรรมของตนเอง รวมทั้งชวนให้คนกล้าร้องเพลง “Happy Deathday” เพื่อรับมือความตาย

อ่านต่อได้ที่ https://www.happinessisthailand.com/2018/02/24/happydeathday/

26/08/2026

เราเต็มไปด้วยเรื่องเหลือเชื่อที่มีแต่คนบอกให้อยากเชื่อ

จนไม่อยากที่จะเชื่อเรื่องของฉัน

ทำได้แค่เพียงปกปิดสิ่งที่ไม่ใช่เพราะเชื่อ

เพียงแค่กลัวจะมีคนรู้ว่ามันไม่จริง

- บัน(ใด)ลิง

25/08/2026

ครั้งแรกกับการไปปฏิบัติธรรมที่โหดที่สุดในชีวิต
เมื่อการเดิน ไม่ได้พาเราไปไหน แต่กลับพาเรากลับมา
ก่อนมาปฏิบัติ
พื้นฐานเดิมของผมไม่ค่อยได้ไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมตามวัดเท่าไหร่
ส่วนใหญ่ผมจะชอบฟังธรรมะ สวดมนต์ และนั่งสมาธิอยู่ที่บ้านมากกว่า
เรียกง่ายๆ ว่าเป็นสาย “ปฏิบัติอยู่บ้าน”
จนวันหนึ่งมีกัลยาณมิตรชวนไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่าโสมพนัส จังหวัดสกลนคร
ผมก็คิดว่า...
“เอาวะ ลองสักครั้ง”
จึงสมัครทันที และจองตั๋วรถทัวร์เรียบร้อย
แต่ปัญหาคือ...
หลังจากสมัครเสร็จ ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า
“แล้ววัดนี้เป็นยังไงหว่า?”
เลยลอง Search Internet ดู
ปรากฏว่ามีคนพูดถึงสถานที่แห่งนี้ว่าเป็นหนึ่งในสถานปฏิบัติธรรมที่ “โหด”
เท่านั้นแหละครับ
จากคนที่กำลังตื่นเต้นว่าจะได้ไปปฏิบัติธรรม
กลายเป็นคนที่เริ่มถามตัวเองว่า
“หรือเราจะยกเลิกดี?”
สองจิตสองใจอยู่พักหนึ่ง
แต่ในที่สุดก็คิดว่า
โหดก็โหดสิ
ลองดูสักตั้งจะเป็นไร
อย่างมากก็กลับบ้าน
ผมจึงเดินทางไป
โดยที่ตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่า...
การไปครั้งนี้ จะทำให้ผมได้เห็น “ตัวเอง” ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
วันที่ 1
โทรศัพท์ถูกยึด และความสบายก็ถูกยึดไปพร้อมกัน
ไปถึงวัดป่าโสมพนัสตอนสายๆ
ขั้นตอนแรกคือเข้าไปหาแม่ชีเพื่อตรวจรับเข้าปฏิบัติ
สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือ...
โทรศัพท์ถูกยึด
นาฬิกาถูกยึด
ยาดมถูกยึด
ยาอมถูกยึด
ยาหม่องถูกยึด
อุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งหลายที่เตรียมไป ถูกทยอยเก็บเกือบหมด
ตอนนั้นเริ่มรู้สึกแล้วว่า...
“นี่กูมาปฏิบัติธรรม หรือมาถูกจับ?”
สุดท้ายเหลือเพียงสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจริงๆ
จากนั้นยังมีบททดสอบอีกหนึ่งอย่าง
ต้องสอบบทสวดความยาวประมาณ 2 หน้ากระดาษ
สวดไม่ได้...
อดเข้าคอร์ส
แถมต้องสอบบทสมาทานศีล 8 ด้วย
เพราะตลอดระยะเวลาการปฏิบัติ จะต้องถือศีล 8
สอบผ่านแล้วก็ถึงเวลาอาหารกลางวัน
หลวงตาให้ทุกคนเรียงแถว และสุ่มเรียกทีละแถวออกไปตักอาหาร
คนแถวแรกๆ นี่สีหน้าเปี่ยมด้วยบุญมาก
ได้ตักกับข้าวหลายอย่าง
แต่คนแถวหลังๆ ก็ต้องใช้วิชา “ปลง”
เพราะบางครั้งสิ่งที่เหลืออยู่มีเพียง...
น้ำแกง
กับวิญญาณไก่
หลังจากนั้นช่วงบ่ายก็เริ่มฝึกเจริญสติแบบเคลื่อนไหว 14 จังหวะ
พร้อมกับนั่งฟังธรรมะจากหลวงตาสุริยา และครูบาอีกหลายรูป
พอตกเย็น...
ไม่มีอาหารเย็น
มีเพียงน้ำปานะ
วันแรกจึงเริ่มมีคำถามในใจขึ้นมาว่า
“นี่เราเลือกมาทำอะไรของเราวะ?”
ช่วงค่ำยังคงฟังธรรมะต่อ พร้อมเจริญสติแบบเคลื่อนไหว
ก่อนเข้านอนประมาณสามสี่ทุ่ม
ทางวัดเตรียมเสื่อ หมอน และผ้าห่มเอาไว้ให้
คืนแรกผมนอนไม่ค่อยหลับ
ทั้งแปลกที่ แปลกทาง
และไม่คุ้นกับการไม่มีที่นอนนุ่มๆ
ตอนนั้นยังไม่รู้ว่า...
ความไม่สบายทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น
กำลังเป็น “บทเรียน” บทแรก
วันที่ 2
เมื่อการเดินธรรมดา กลายเป็นเรื่องยาก
ตื่นตี 4
สวดมนต์
ฟังธรรม
เจริญสติแบบเคลื่อนไหว
แล้วจึงทานอาหารเช้า
ช่วงสายยังคงฟังธรรมและฝึกเจริญสติ
จนช่วงบ่าย หลวงตาให้เริ่มเดินจงกรม
วิธีเดินไม่ได้พิสดารอะไร
เดินด้วยความเร็วปกติ
ไม่ต้องเดินช้า
ไม่ต้องบริกรรม
เพียงแต่เอาจิตมาอยู่ที่เท้า
เท้ากระทบพื้น...
ก็รู้ว่าเท้ากระทบพื้น
ฟังดูง่ายใช่ไหมครับ?
แต่ลองทำติดต่อกันหลายชั่วโมงดู
แล้วจะรู้ว่า...
“แค่เดิน” ก็ไม่ง่าย
ทั้งร้อน
ทั้งเหนื่อย
ทั้งเมื่อย
ทั้งหิว
และที่สำคัญ...
ต้องเดินจนกว่าเสียงระฆังจะดัง
ช่วงเย็นความหิวเริ่มมาเยือนอย่างเป็นทางการ
แต่ไม่มีอาหารเย็น
มีแต่น้ำปานะเหมือนเดิม
คืนนี้หลับสบาย
อาจเป็นเพราะร่างกายเหนื่อยจนไม่มีแรงคิดอะไรแล้ว
วันที่ 3
คนเราสามารถ “หลับขณะเดิน” ได้จริงๆ
เช้าวันที่สาม
ยังคงเดินจงกรม
เดินไป...
ง่วงไป...
ตอนแรกผมสงสัยว่า
“เราสามารถหลับตอนเดินได้ด้วยเหรอ?”
คำตอบคือ...
ได้จริงครับ
และครูบาบอกว่าเคยมีคนเดินหลับจนเซไปชนต้นไม้หัวแตกก็มี
ฟังแล้วก็รู้สึกว่า...
อ๋อ
มนุษย์นี่ก็เก่งเหมือนกันนะ
ขนาดเดินอยู่ยังหลับได้
ช่วงบ่ายเดินต่อ
คราวนี้ขาเริ่มปวด
เพราะเดินมาหลายชั่วโมงแล้ว
ความง่วงก็กลับมาอีก
ผมจึงพยายามฝืน
เดินให้เร็วขึ้น
เร็วขึ้นอีก
เหมือนพยายามสลัดความง่วงออกจากร่างกาย
แล้วอยู่ๆ ก็เกิดอะไรบางอย่างขึ้น
หลังจากเดินเร็วไปพักหนึ่ง
ผมรู้สึกว่า...
ตัวเบา
ขาเบา
ความเจ็บปวดที่มีอยู่ก่อนหน้านี้หายไป
เหมือนถูกปิดสวิตช์
จากที่เมื่อกี้กำลังทุกข์ทรมาน
กลายเป็น...
“เฮ้ย! เดินสนุกว่ะ”
รู้สึกเหมือนตัวลอย
เหมือนเดินแบบบินได้
เดินไปเพลินไป
จนกระทั่ง...
เสียงระฆังดัง
ตอนนั้นจึงเริ่มเข้าใจบางอย่างว่า
บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่า “ทนไม่ไหวแล้ว”
อาจไม่ได้หมายความว่าเราหมดความสามารถ
แต่อาจหมายความว่า...
เรากำลังอยู่ตรงหน้าประตูของอะไรบางอย่าง
เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าต้องเดินต่ออีกกี่ก้าว
วันที่ 4
ใบไผ่ที่เหมือนเดิม แต่ใจไม่เหมือนเดิม
วันที่สี่เริ่มชินกับตารางการปฏิบัติ
ร่างกายเริ่มปรับตัว
จิตใจเริ่มผ่อนคลาย
แต่ช่วงบ่าย...
ครูบาเพิ่ม Challenge ขึ้นมาอีกระดับ
ให้อธิษฐานจิตว่า
จะเดินจงกรมโดยไม่พัก
และไม่หยุดดื่มน้ำ
จนกว่าเสียงระฆังจะดัง
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง...
สองชั่วโมง...
เริ่มรู้สึกแล้วว่า
“นี่เรามาทำอะไรกับชีวิต?”
ทั้งร้อน
ทั้งปวดขา
ทั้งกระหายน้ำ
แต่เมื่ออธิษฐานจิตเอาไว้แล้ว
ก็ต้องทำ
จึงเดินต่อ
และเดินต่อ
จนในที่สุด...
ความทรมานค่อยๆ ลดลง
จากที่เคยรู้สึกว่าทุกก้าวหนัก
กลับกลายเป็นเบา
แล้วสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัวก็คือ...
ผมมองเห็นใบไผ่ตรงหน้า
ใบไผ่ใบเดิม
ที่ก่อนหน้านี้ผมเห็นมาแล้วนับร้อยครั้ง
แต่ครั้งนี้...
มันสวยมาก
สวยอย่างประหลาด
มองสวนที่อยู่รอบตัว
กลับรู้สึกว่า...
ธรรมชาตินี่ช่างงดงามเหลือเกิน
ต้นไม้
ใบไม้
แสงแดด
ลม
ทุกอย่างดูมีชีวิตขึ้นมา
แล้วน้ำตาก็เริ่มไหล
ไม่ได้เศร้า
ไม่ได้เสียใจ
แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก
ทั้งอิ่ม
ทั้งเบา
ทั้งซาบซึ้ง
ครูบาบอกว่า
อาการแบบนี้เรียกว่า “ปีติ”
ตอนนั้นผมเริ่มสงสัยว่า...
หรือความสุขบางอย่าง
ไม่ได้เกิดจากการได้อะไรเพิ่ม
แต่อาจเกิดจาก...
การที่ใจเราวางบางอย่างลง
วันที่ 5
วันที่ความพยายาม กลับทำให้ทุกข์กว่าเดิม
เช้าวันที่ห้า
เกิดประสบการณ์ที่แปลกมาก
พอเอามือลูบตัว
ลูบแขน
ลูบหน้า
กลับรู้สึกถึงสัมผัสอย่างละเอียดมาก
เหมือนทุกอณูของร่างกายรับรู้ได้ชัดขึ้น
มือสัมผัสตรงไหน
ก็รู้ตรงนั้น
เวลาเดิน
ก็รู้สึกถึงเท้าที่กระทบพื้นอย่างละเอียด
เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสแบบนี้มาก่อน
และเพราะเมื่อวานมีประสบการณ์ที่ดี
วันนี้ผมจึงตั้งใจมากเป็นพิเศษ
อธิษฐานจิตเหมือนเดิม
จะไม่พัก
จะไม่ดื่มน้ำ
จนกว่าจะได้ยินเสียงระฆัง
ผมคิดในใจว่า
“วันนี้เอาให้สุด”
แต่ปรากฏว่า...
วันนี้ตรงกันข้ามกับเมื่อวานโดยสิ้นเชิง
ทุกข์ทรมานมาก
เหนื่อย
ปวดขา
ปวดเข่า
กระหายน้ำ
คอแห้ง
และยิ่งพยายามมาก...
ก็ยิ่งรู้สึกหนัก
ในที่สุดระฆังก็ดัง
ผมกลับรู้สึกผิดหวัง
เพราะเมื่อวานเราเจอความรู้สึกดีๆ
วันนี้เราก็พยายามทำเหมือนเดิม
แต่ทำไมมันไม่เกิดขึ้น?
ตรงนี้เองที่ผมเริ่มเห็นกับตัวเองว่า...
เราไม่ได้แค่ “ปฏิบัติธรรม”
แต่เรากำลังพยายาม “เอาผลของการปฏิบัติธรรม” ด้วย
เมื่อวานเกิดความสุข
วันนี้ก็อยากได้ความสุขแบบเดิม
เมื่อวานเดินแล้วเบา
วันนี้ก็อยากเดินให้เบาเหมือนเดิม
เมื่อวานมีปีติ
วันนี้ก็อยากให้มีปีติอีก
โดยไม่รู้ตัว...
ความอยากได้ประสบการณ์ดีๆ
กำลังกลายเป็นความทุกข์เสียเอง
วันที่ 6
อย่าตึงเกินไป และอย่าหย่อนเกินไป
เช้าวันที่หก
หลวงตาสุริยาสอนประโยคหนึ่งว่า
“อย่าตึงเกินไป และอย่าหย่อนเกินไป”
ฟังดูเป็นคำง่ายๆ
แต่วันนั้นมันกระแทกเข้ามาในใจผมเต็มๆ
เพราะเมื่อลองย้อนกลับไปดูวันที่ห้า
ผมรู้เลยว่า...
เมื่อวานผม “ตึง” เกินไป
อยากได้ผล
อยากทำให้ดี
อยากให้เกิดประสบการณ์แบบเมื่อวาน
จนลืมไปว่า...
หน้าที่ของเราอาจไม่ใช่การบังคับให้สิ่งใดเกิดขึ้น
แต่เป็นเพียงการรู้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
วันนี้จึงลองเปลี่ยนใหม่
ไม่เพ่ง
ไม่เครียด
ไม่พยายามเอาชนะตัวเอง
เดินให้สบาย
รู้เท้าที่กำลังก้าว
รู้ร่างกาย
รู้ความรู้สึก
แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ
ปรากฏว่า...
วันนี้กลับเดินได้เบาสบายกว่าวันก่อนๆ
มันน่าสนใจมาก
เพราะเมื่อเรา “พยายามน้อยลง”
บางอย่างกลับ “เกิดขึ้นมากขึ้น”
และผมเริ่มเข้าใจว่า
ทางสายกลางอาจไม่ได้หมายถึงการเดินอยู่ตรงกลางระหว่างซ้ายกับขวา
แต่อาจหมายถึง...
การไม่ตกเป็นทาสของทั้งสองข้าง
ไม่บีบตัวเองจนเกินไป
และไม่ปล่อยตัวเองจนเกินไป
วันที่ 7
วันที่ความหายไป กลับทำให้เราเห็นสิ่งที่มีอยู่
วันสุดท้าย
หลวงตาไม่ให้ทานอาหารเช้า
ให้เริ่มเดินจงกรมเลย
ตอนแรกก็หิวครับ
แต่เดินไปเรื่อยๆ
ความหิวกลับค่อยๆ จางลง
ร่างกายเบา
จิตจดจ่อกับการเดินมากขึ้น
และไม่มีความง่วง
เดินไปเรื่อยๆ
จนช่วงหนึ่งเกิดอาการแปลกขึ้นกับร่างกาย
รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเคลื่อนจากบริเวณเอวขึ้นมาทางศีรษะอย่างช้าๆ
คล้ายกับร่างกายกำลังถูกปอกเปลือกบางอย่างออก
แล้วจู่ๆ...
ใจกลับรู้สึกเบา
โล่ง
และมีอาการขนลุกซู่ตามมา
หลังจากนั้นการเดินทั้งช่วงก็รู้สึกเบาสบายมาก
ผมไม่ได้พยายามจะอธิบายว่าอาการเหล่านั้นคืออะไร
เพราะบางประสบการณ์...
ยิ่งพยายามตั้งชื่อ
บางทีก็ยิ่งทำให้เราไปยึดติดกับมัน
ผมเพียงแต่รู้ว่า...
มันเกิดขึ้น
แล้วมันก็ผ่านไป
เหมือนทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา
กลับบ้าน
และแล้ว...
เจ็ดวันก็ผ่านไป
โทรศัพท์ถูกคืน
นาฬิกาถูกคืน
สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ กลับมาอยู่ในมือเราอีกครั้ง
แต่มีบางอย่างที่ผมรู้สึกว่า...
ไม่เหมือนเดิม
ผมกลับบ้านพร้อมกับสติที่เพิ่มขึ้นอีกนิด
ปัญญาที่เพิ่มขึ้นอีกหน่อย
และคำถามอีกหลายข้อที่ยังตอบไม่ได้
การไปปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า
เราใช้ชีวิตอยู่กับโลกภายนอกมากมาย
รู้ว่าโทรศัพท์รุ่นไหนออกใหม่
รู้ว่าใครพูดอะไร
รู้ว่าใครทำอะไร
รู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในโลก
แต่บางที...
เรากลับแทบไม่เคยรู้เลยว่า
“ตอนนี้ใจของเรากำลังเป็นอะไร”
เจ็ดวันที่ไม่มีโทรศัพท์
ไม่มีนาฬิกา
ไม่มีอาหารเย็น
ไม่มีที่นอนนุ่มๆ
ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
กลับทำให้ผมเห็นว่า...
สิ่งที่เราคิดว่า “ขาด”
บางครั้งไม่ได้ทำให้เราทุกข์
สิ่งที่ทำให้เราทุกข์จริงๆ
อาจเป็นความอยากที่เกิดขึ้นในใจต่างหาก
อยากให้สบาย
อยากให้หายปวด
อยากให้ความสุขเกิดขึ้น
อยากให้ประสบการณ์ดีๆ เกิดซ้ำ
อยากให้วันนี้เป็นเหมือนเมื่อวาน
และเมื่อสิ่งต่างๆ ไม่เป็นอย่างที่อยาก
เราก็ทุกข์
การเดินจงกรมจึงไม่ได้สอนผมเพียงเรื่องการเดิน
แต่มันสอนว่า...
ชีวิตก็เหมือนการเดิน
บางวันเดินแล้วเบา
บางวันเดินแล้วหนัก
บางวันมีความสุข
บางวันมีความทุกข์
บางวันรู้สึกว่าเราไปได้ดี
บางวันรู้สึกว่าเราถอยหลัง
แต่หน้าที่ของเราอาจไม่ใช่การทำให้ทุกก้าวมีความสุข
หน้าที่ของเราอาจเป็นเพียง...
“รู้ว่ากำลังก้าวอย่างไร”
และเดินต่อไป
โดยไม่หลงไปกับความสุข
และไม่จมอยู่กับความทุกข์
เจ็ดวันนี้ไม่ได้ทำให้ผมกลายเป็นคนมีสติ
ไม่ได้ทำให้ผมหลุดพ้น
ไม่ได้ทำให้ผมเข้าใจธรรมะทั้งหมด
ตรงกันข้าม...
มันกลับทำให้รู้ว่า
สิ่งที่ยังไม่รู้มีอีกเยอะมาก
สิ่งที่ยังต้องฝึกมีอีกมากมาย
หนทางนี้ยังอีกยาวไกล
แต่ผมก็ไม่เป็นไร
เพราะอย่างน้อย...
ผมได้เริ่มเดินแล้ว
และบางที...
การปฏิบัติธรรมอาจไม่ได้หมายถึง
การเดินไปให้ถึงที่ไหนสักแห่ง
แต่อาจหมายถึง
การค่อยๆ เดินกลับมา
“รู้จักใจของตัวเอง”
ทีละก้าว
ทีละก้าว
จนวันหนึ่งเราอาจพบว่า
สิ่งที่เราออกเดินทางตามหามาตลอดชีวิต
ไม่ได้อยู่ที่ไหนไกลเลย
มันอยู่ตรงนี้เอง...
ตรงใจที่กำลังรู้ตัว
ในขณะที่กำลังอ่านประโยคนี้อยู่
และนั่นอาจเป็นเพียง
“ก้าวแรก”
ของการเดินทางที่สำคัญที่สุดในชีวิต
#เจ้าชายกลาง
Credit ภาพ : วัดป่าโสมพนัส สกลนคร

21/08/2026

คนเราใช้ทั้งชีวิตไปกับการแสวงหา
แสวงหาความสุข แสวงหาทรัพย์สิน แสวงหาตำแหน่ง แสวงหาชื่อเสียง และแสวงหาคำชื่นชมจากผู้คน
บางคนทำงานแทบทั้งชีวิต เพื่อให้มีเงินมากขึ้น
บางคนเหน็ดเหนื่อยกับการแข่งขัน เพื่อให้ได้ตำแหน่งสูงขึ้น
บางคนสร้างผลงานมากมาย เพียงเพื่อจะได้ยินใครสักคนพูดว่า “เก่ง”
และบางคนยอมเสียความสงบในชีวิต เพื่อแลกกับสิ่งเหล่านี้
แต่ลองถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมาสักครั้งว่า
สิ่งที่เรากำลังขวนขวายอยู่นั้น มันอยู่กับเราได้นานแค่ไหน
สุขนั้นก็เปลี่ยน
ลาภนั้นก็หมด
ยศนั้นก็หลุด
สรรเสริญนั้นก็เงียบ
วันที่เราได้รับคำชม คนทั้งโลกอาจดูเหมือนรักเรา
แต่วันหนึ่ง เมื่อไม่มีใครพูดถึงเรา ความรักเหล่านั้นก็หายไปพร้อมกับเสียงปรบมือ
ตำแหน่งที่เคยสูง วันหนึ่งก็มีคนอื่นขึ้นมาแทน
เงินที่เคยมี วันหนึ่งก็ต้องใช้จ่ายออกไป
สิ่งของที่เคยทำให้เราดีใจ ผ่านไปไม่นานก็กลายเป็นของธรรมดา
แม้แต่ความสุขที่เราคิดว่าจะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ เมื่อได้มาแล้ว ใจก็เริ่มถามหาความสุขชิ้นใหม่อีก
จึงน่าคิดว่า
แท้จริงแล้ว เรากำลังแสวงหาความสุข หรือกำลังแสวงหาความรู้สึกว่า “ฉันมีค่าพอ” กันแน่
ถ้าต้องมีเงินมาก จึงจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า
ต้องมีตำแหน่งสูง จึงจะรู้สึกว่าตัวเองสำคัญ
ต้องมีคนชื่นชม จึงจะรู้สึกว่าตัวเองดี
ชีวิตก็จะกลายเป็นชีวิตที่ฝากคุณค่าของตัวเองไว้กับสิ่งภายนอก
และสิ่งภายนอกนั้น ไม่มีอะไรรับประกันเราได้เลย
ความทุกข์อย่างหนึ่งของมนุษย์ คือการพยายามทำให้สิ่งที่ไม่เที่ยง กลายเป็นสิ่งที่เที่ยง
เราอยากให้คนรักเราไปตลอด
อยากให้ทรัพย์สินอยู่กับเราไปตลอด
อยากให้ชื่อเสียงไม่เสื่อม
อยากให้ความสุขไม่หายไป
แต่ธรรมชาติไม่เคยรับปากกับเราเช่นนั้น
สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็เปลี่ยนแปลง
สิ่งใดได้มา สิ่งนั้นก็มีวันที่ต้องจากไป
การเห็นความไม่แน่นอน มิได้หมายความว่าเราต้องเลิกทำงาน ไม่ต้องหาเงิน ไม่ต้องสร้างชื่อเสียง หรือไม่ต้องมีความสุข
เรายังทำงานได้
ยังสร้างสิ่งดี ๆ ได้
ยังมีทรัพย์ได้
ยังยินดีกับคำชมได้
แต่สิ่งสำคัญคือ อย่าเอาหัวใจไปฝากไว้กับสิ่งเหล่านั้น
มีเงิน ก็รู้ว่าเงินเป็นของใช้ ไม่ใช่ตัวตน
มียศ ก็รู้ว่ายศเป็นเพียงตำแหน่ง ไม่ใช่คุณค่าของชีวิต
มีคนสรรเสริญ ก็รับฟังด้วยความขอบคุณ แต่ไม่หลงเชื่อว่าคำสรรเสริญนั้นคือความจริงทั้งหมดของเรา
เพราะเมื่อเราไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านั้นมายืนยันว่า “ฉันดีพอ”
เราจะเริ่มเป็นอิสระจากมัน
บางทีคำถามที่สำคัญกว่าคำว่า
“เราจะได้อะไรเพิ่มอีก”
อาจเป็นคำถามว่า
“ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเลย เราจะอยู่กับชีวิตนี้อย่างไร”
ถ้าวันหนึ่งไม่มีลาภ ไม่มียศ ไม่มีใครสรรเสริญ และความสุขไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง
เรายังนั่งอยู่กับตัวเองได้หรือไม่
ถ้าได้ นั่นอาจเป็นความมั่งคั่งที่ลึกกว่าสิ่งทั้งหลายที่เราเคยขวนขวาย
เพราะคนที่ต้องวิ่งตามโลกตลอดเวลา ย่อมไม่มีวันรู้ว่า
ความสงบที่แท้จริงนั้น ไม่ได้อยู่ปลายทางของการแสวงหา แต่อยู่ตรงการไม่ต้องแสวงหาอะไรเพื่อเติมเต็มตัวเองอีกต่อไป
และเมื่อถึงวันนั้น
สุขก็เป็นเพียงสุข
ลาภก็เป็นเพียงลาภ
ยศก็เป็นเพียงยศ
สรรเสริญก็เป็นเพียงเสียงของผู้คน
มันมา เราก็รับรู้
มันไป เราก็ปล่อยไป
โดยที่ใจของเรา
ไม่ได้ขึ้นลงไปตามมันอีก

#เจ้าชายกลาง

20/08/2026

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=122263419020214982&id=61556449470358

❤️‍🩹 ภาพเส้นเลือดหัวใจ 3 เส้นหลัก ที่ไม่รู้ว่า ณ ตอนนี้ แต่ละคนเริ่มตีบไปกี่เส้นแล้ว


🫀 3 เส้นหลักประกอบด้วย
1. Left anterior descending artery
2. Left circumflex artery
3. Right coronary artery

แต่ละเส้นแตกแขนงเลี้ยงส่วนต่างๆ ของหัวใจแตกต่างกันไป และทุกเส้นมีความเสี่ยงที่จะมี LDL แทรกสู่ผนัง

🧪 หากโชคร้าย LDL เปลี่ยนเป็น oxidized LDL ก็จะเข้าสู่วงจรการอักเสบ: เม็ดเลือดขาวจับ oxLDL กินเพราะคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม → แต่ย่อย cholesterol ไม่ได้ → ยิ่ง stress → ยิ่งหลั่งสารก่ออักเสบ → ยิ่งทำให้ LDL และเม็ดเลือดขาวตัวอื่นแทรกมาเรื่อยๆ

🩸 รูที่ให้เลือดผ่านก็ค่อยๆ ลดลง ลดลง ลดลง
บางคนตีบจนถึงจุดวิกฤติ (ส่วนใหญ่คือ 75%, ยกเว้นต้นขั้วอาจจะ 50%) จะเริ่มมีอาการหัวใจขาดเลือดแน่นหน้าอก เมื่อออกแรง (Chronic ischemic heart disease)

💥 บางคนยังตันไม่ถึงจุดวิกฤติ แต่เลือดที่ไหลผ่านจุดตีบแรงๆ เหมือนน้ำผ่านปลายสายยางที่บีบไว้ จะเฉือนจนเกิดแผล พอเกิดแผล เกล็ดเลือดรีบมาสร้างลิ่มเลือดตามสัญชาตญาณการฮีลแผล แต่ลิ่มเลือดนี้ก็อุดหลอดเลือดในที่สุด

เกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน แน่นหน้าอกรุนแรง เหงื่อแตก ใจสั่น จะวูบแล้ววูบอีก บางคนเกิดกระแสไฟฟ้าไหลวน (Reentry) หัวใจเต้นผิดจังหวะมาไม่ถึง รพ. บางคนมาถึง รพ. แม้รักษาแล้ว อาจมีรอยแผลไปตลอด ทำให้หัวใจล้มเหลว บีบไม่พอ น้ำท่วมปอด


🛡️ ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้

✅ ควบคุมการกิน อย่ากินพลังงานเกินติดต่อกัน
✅ เปลี่ยนคาร์บทั่วไป เป็นคาร์บเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวไรซ์เบอร์รี, ข้าวบาร์เลย์ ฯลฯ
✅ กินโปรตีนให้เพียงพอ เป็นไปได้ควร 1.2 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน ถ้าออกกำลังกายอาจต้องมากกว่านั้น
✅ พยายามเลือกไขมันดีแทนไขมันทั่วไป (ไม่ใช่ซื้อมาซดแยกนะคะ) และควบคุมไม่ให้ไขมันอิ่มตัวเกิน 10% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน
✅ พยายามให้มีช่วง fasting เสมอ อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ต้องกินอะไรระหว่างมื้อหลัก โดยเฉพาะจากมื้อสุดท้ายข้ามคืนไปจนถึงมื้อเช้า หรือใครจะทำ IF ก็แล้วแต่คน
✅ อย่ากินเกลือโซเดียมมากเกินไป เป็นไปได้ไม่ควร 2-2.3 กรัมต่อวัน ซึ่งบางอย่างมีโซเดียมสูงมาก แต่ไม่เค็มก็มี คือเหล่าอาหารแปรรูปเยอะๆ ทั้งหลาย (UPF), เครื่องปรุงต่างๆ
✅ ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน โดยเฉพาะในวันที่ออกกำลังกายหรืออากาศร้อน เพื่อลดความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ ในคนที่มีปัญหาท้องผูก นิ่ว หรือโรคที่มีปัญหาเวลาขาดน้ำ ควรได้อย่างต่ำ 1.5 ลิตร/วัน แต่ในคนที่มีปัญหาเรื่องน้ำเกิน เช่น หัวใจล้มเหลว ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
✅ ออกกำลังกายสม่ำเสมอทั้งแอโรบิกและเสริมแรง
✔️ ออกกำลังกายแบบ Aerobic ระดับปานกลาง เช่น วิ่งจ็อกกิ้ง, เดินเร็ว, ปั่นจักรยาน ที่ทำจนมีช่วงรู้สึกเหนื่อย ทำอย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ เฉลี่ยประมาณ 30 นาที/วัน ประมาณ 5 วัน ถ้าได้โดสนี้แล้ว ควรเพิ่มระยะเวลามากขึ้น หรือเพิ่มความหนักขึ้นแต่เวลาเท่าเดิม
✔️ ออกกำลังกายแบบ Strength เช่น สควอท อาจจะเริ่มจากลุก-นั่งจากเก้าอี้ช้าๆ , ท่าวิดพื้นแต่ทำกับผนัง อย่างน้อย 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ถ้าเริ่มคล่องแล้ว สามารถศึกษาท่า “body weight” ต่างๆ เพิ่มเติม หรือจะใช้ยางยืดก็ได้ แต่ถ้าจะเล่นหนักขึ้น อาจต้องศึกษาให้ละเอียดมากขึ้นในท่าที่ถูกต้องค่ะ
✔️ ควรมีการอบอุ่นร่างกาย (warm-up) ก่อนเริ่มประมาณ 5-10 นาที และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (cool-down) หลังออกกำลังกาย เพื่อลดความเสี่ยงการบาดเจ็บ
✔️ จุดสำคัญที่สุดของการเริ่มต้น ไม่ใช่วิธีการที่ซับซ้อน ขุดตัวเองมาออกต่อเนื่อง ให้เป็นพฤติกรรมถาวรให้ได้ จนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตค่ะ
✔️ อย่าลืมประเมินศักยภาพตัวเอง ห้ามหักโหม ถ้าจะเพิ่มความหนักต้องค่อยๆ เพิ่ม ดื่มน้ำมากๆ มีวันพัก
✔️ แต่ช่วงที่ PM2.5 ขึ้นหนัก เน้นออกในบ้านจะดีกว่าค่ะ อาจจะเป็นออกคาร์ดิโอ, วิ่งลู่วิ่ง, ออกแบบมีแรงต้าน, เล่นเวท ฯลฯ รอวันที่ PM2.5 ดีขึ้นค่อยไปออกกลางแจ้งก็ได้ค่ะ
✅ นอนหลับให้เพียงพอ 7-9 ชม. และคุณภาพดี หากมีนอนกรนต้องรีบรักษา
✅ ลดความอ้วน ระวังอ้วนแฝง มักจะมาแนว BMI ปริ่มๆ แต่ไขมันในช่องท้องเยอะแล้ว
✅ รักษาสุขภาพจิตเสมอ เช็คตัวเองว่าเริ่มมีโรคซึมเศร้ารึยัง พบจิตแพทย์
✅ ฝึกการจัดการความเครียด เช่น การหายใจลึกๆ การทำสมาธิ หรือกิจกรรมที่ผ่อนคลาย
✅ งดบุหรี่ ปรึกษาแพทย์ได้ถึงโปรแกรมที่ช่วยให้เลิกได้ถาวร
✅ งดสุราทุกชนิด นานๆ ดื่มทีได้ แต่ไม่ควรมีช่วงดื่มอัดเยอะ
✅ เลี่ยง PM2.5 ในวันที่ขึ้นสูงมาก
✅ ตรวจสุขภาพเสมอ เพราะเราไม่รู้เลยว่าอะไรเปลี่ยนไปบ้างแล้วค่ะ
✅ หากเป็นโรคประจำตัวแล้ว พวกเบาหวาน ความดัน ไขมันสูง ยิ่งต้องเคร่งครัดและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ประจำตัวนะคะ

19/08/2026

ปัญหาส่วนใหญ่มักเกิดจากการออกจากตัวเองไม่ได้

ยึดตัวเองจนแกะไม่ออก

สำคัญตัวเองมากเกินไป(ไม่รู้สึกตัว)

ทุกสิ่ง ทุกสิ่ง ไม่ต้องเกี่ยวกับตัวเองก็ได้

หาวิธีและทำอะไรบ้างที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง

คงได้เห็นอะไรที่ไม่ใช่ตัว(เรา)

อาจจะได้กลับมาเห็นตัวเองชัดๆสักที

- บัน(ใด)ลิง

14/08/2026

Comment ให้ผู้อื่นเสียหายใน Social บาปไหม?
สมัยก่อน ถ้าเราไม่ชอบใคร เราอาจพูดให้คนข้าง ๆ ฟัง คนที่ถูกพูดถึงอาจไม่ได้ยิน
แต่วันนี้เราเพียงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา พิมพ์ข้อความไม่กี่คำ แล้วกด “โพสต์” คำพูดนั้นสามารถเดินทางไปไกลถึงคนที่เราไม่รู้จัก และอาจไปถึงเจ้าของเรื่องในที่สุด
คำถามจึงเกิดขึ้นว่า
การเขียน Comment ในทางเสียหายต่อผู้อื่นนั้นบาปไหม?
ถ้าถามในทางธรรม คำถามที่ลึกกว่าคือ
ขณะที่เรากำลังเขียน comment นั้น ใจของเรากำลังเป็นอย่างไร?
เพราะการทำร้ายคนไม่จำเป็นต้องใช้มือ คำพูดก็ทำร้ายได้ และในโลกออนไลน์ คำพูดอาจรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เพราะเราไม่เห็นสีหน้าของคนที่รับคำพูดนั้น
เมื่อไม่มีดวงตาของอีกฝ่ายมองกลับมา เราจึงลืมไปว่า ปลายทางของตัวหนังสือก็ยังเป็นคน
เขายังมีความรู้สึก มีความกลัว มีความอ่อนแอ และมีหัวใจเหมือนเรา
บางครั้งเราเห็นเพียงภาพหนึ่ง เหตุการณ์หนึ่ง หรือข้อความหนึ่ง แล้วสร้างเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับเขาขึ้นมาในหัว จากนั้นก็ตัดสินว่าเขาเป็นคนไม่ดี เป็นคนโง่ เป็นคนน่าหมั่นไส้ หรือสมควรถูกตำหนิ
แล้วเราก็เรียกสิ่งนั้นว่า “การแสดงความคิดเห็น”
แต่ถ้าลองดูใจตัวเองดี ๆ มันอาจไม่ใช่ความคิดเห็น
มันอาจเป็นเพียง ความโกรธ ความอิจฉา หรือความสะใจที่กำลังเปลี่ยนรูปเป็นตัวหนังสือ
การพูดความจริงกับการพูดความจริงเพื่อทำร้ายคนอื่นนั้นไม่เหมือนกัน
การเตือนด้วยความหวังดี กับการซ้ำเติมด้วยความสะใจ อาจใช้ข้อมูลเดียวกัน แต่เป็นคนละการกระทำทางใจ
เพราะสิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่เราพูดอะไรเพียงอย่างเดียว
แต่อยู่ที่เราพูดจากใจแบบไหน
กรรมจึงอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องลึกลับเสมอไป
ทุกครั้งที่เราโกรธ ใจเราก็ต้องอยู่กับความโกรธ
ทุกครั้งที่เราเกลียด ใจเราก็ต้องเป็นภาชนะที่บรรจุความเกลียด
ทุกครั้งที่เราดูถูกคนอื่น เรากำลังฝึกนิสัยของการดูถูก
และทุกครั้งที่เรากดส่งข้อความเพื่อทำร้ายใครด้วยความสะใจ
เรากำลังฝึกใจของเราให้เคยชินกับการทำร้าย
นี่อาจเป็นความหมายของคำว่า “บาป” ที่เรียบง่ายที่สุด
ไม่ต้องมีใครมาลงโทษ เพราะใจของเราเองกำลังรับผลของการกระทำนั้นอยู่แล้ว
ดังนั้น ก่อนกด “โพสต์” เราอาจไม่ต้องถามเพียงว่า
“ข้อความนี้ผิดหรือเปล่า?”
แต่ลองถามว่า
“ถ้าคนที่เรากำลังพูดถึงยืนอยู่ตรงหน้าเรา เราจะกล้าพูดแบบเดียวกันไหม?”
ถ้าคำตอบคือไม่ บางทีสิ่งที่เราควรทำไม่ใช่การกดส่ง แต่คือการวางโทรศัพท์ลง แล้วกลับมาดูใจตัวเอง
เพราะบางครั้งสิ่งที่เราต้องการจริง ๆ ไม่ใช่การตอบโต้เขา
แต่คือการระบายความรู้สึกของเราเอง
และการรู้ทันตรงนั้น อาจเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง
เพราะธรรมะไม่ได้อยู่เฉพาะตอนนั่งหลับตา
บางครั้งธรรมะเกิดขึ้นตรงหน้าโทรศัพท์
ในวินาทีที่เรากำลังจะพิมพ์คำหนึ่ง
แล้วรู้ทันว่า
“คำนี้ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นก็ได้”
แล้วเราก็ไม่พิมพ์
ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครปรบมือ
แต่ใจของเรารู้ว่า วันนี้เราไม่ได้ชนะคนอื่น
เราเพียงชนะความอยากทำร้ายคนอื่นในใจตัวเองได้ครั้งหนึ่ง
และบางที นั่นอาจเป็นชัยชนะที่สำคัญที่สุดบนโลก Social Network

#เจ้าชายกลาง

13/08/2026

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=122226511424368689&id=61561060683367

🌌 melatonin ดอกไม้แห่งราตรี ที่ปกป้องเรามากกว่าที่คิด รวมถึงมะเร็ง

เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า การนอนหลับที่ดี ช่วยให้หน่วยภูมิอย่าง NK cell และ CD8+ T cell ทำงานกำจัดเซลล์ผิดปกติได้ดีขึ้น

แต่ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งที่ทรงพลังมากค่ะ
เพราะมันมาในรูปฮอร์โมน กลไกฉีกออกไปจากเรื่องภูมิคุ้มกัน

นั่นคือฮอร์โมนแห่งความมืดเมลาโทนิน

มันไม่ได้มีหน้าที่แค่ทำให้ง่วง แต่เป็น “ผู้ควบคุมจังหวะเวลา” ของเซลล์ทั้งร่างกาย (Circadian rhythm) ทุกวันนี้ที่วงการสุขภาพหันมาตื่นกินนอนเป็นเวลา ส่วนหนึ่งก็เพราะนาฬิกาชีวิตและเมลาโทนินนี่แหละค่ะ

ซึ่งเมื่อจังหวะนี้สมดุล เซลล์จะรู้ว่า “ควรแบ่งเมื่อไร หยุดเมื่อไร และตๅยเมื่อไร” โดยส่วนหนึ่งมีฮอร์โมนเมลาโทนินนี่แหละคอยช่วย

✔️ melatonin ช่วยต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant effect)
ลดการทำลาย DNA ที่มักจะได้รับจากแวดล้อมต่างๆ

✔️ กดการอักเสบ (Anti-inflammatory effect)
ซึ่งเป็นแวดล้อมกระตุ้นการเกิดมะเร็ง

✔️ ชะลอการแบ่งตัวของเซลล์ผิดปกติ
ผ่านการควบคุมวงจรการแบ่งเซลล์ (Cell cycle regulation)

✔️ กระตุ้นการเปิดสวิตซ์ปลิดชีพตัวเอง (Apoptosis)
ในเซลล์ที่เสียหายหนักๆ ไม่ให้มันรอดต่อ เพราะโอกาสเป็นมะเร็งสูง

✔️ ลดการสร้างหลอดเลือดเลี้ยงก้อน (Anti-angiogenesis)
ทำให้มะเร็งเติบโตยากขึ้น หลอดเลือดเป็นปกติมากขึ้น ทำให้ภูมิคุ้มกันเข้ากำจัดง่าย

และยังช่วย “เสริมภูมิ” ทางอ้อม
ทำให้ NK cell และ CD8+ T cell ทำงานดีขึ้น


แต่ในความงดงามนี้
ยังมีความจริงที่ต้องระวังค่ะ
เพราะได้ยินแบบนี้ หลายคนคงนึกจะไปซื้อกินกันละ

การกิน melatonin เสริม ยังอยู่ในขั้นการศึกษานะคะ
และส่วนใหญ่ศึกษาในกรณีที่เป็นมะเร็งแล้วเพื่อ
“เสริมการรักษาหลัก” (Adjuvant therapy)
คือการรักษาหลักยังใช้อยู่ค่ะ
✔️ ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องขนาดยา (dose)
✔️ ยังไม่มีระยะเวลาที่ชัดเจน (duration)

และที่สำคัญคือ
✔️ ยัง “ไม่แนะนำ” ให้กินเพื่อป้องกันมะเร็งในคนปกติ


ดังนั้นดูเหมือนว่า ร่างกายจะชอบอะไรเป็นธรรมชาติ
ที่มันขึ้นลงเป็นปกติตลอดวัน มากกว่ากินอัดมาเป็นครั้งๆ น่ะค่ะ

ดังนั้น สิ่งที่ทรงพลังที่สุด
ยังคงเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุด

“นอนให้เป็นเวลา
ให้ความมืดทำงาน
ให้ melatonin หลั่งอย่างที่ธรรมชาติออกแบบไว้”

เพราะบางครั้ง การปกป้องร่างกายที่ดีที่สุด
อาจไม่ใช่การเพิ่มอะไรเข้าไป
แต่คือการ “ไม่รบกวน”
จังหวะที่ธรรมชาติวางไว้ให้เราค่ะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


Bangkok