Happy & Healthy Longevity

Happy & Healthy Longevity

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Happy & Healthy Longevity, สุขภาพ/ความงาม, Bangkok.

เพจนี้ถูกจัดทำขึ้นสำหรับคนที่รักสุขภาพ เป็นเนื้อหา คลิป และ live สด ในบางโอกาส ทีม admin ทำงานในแวดวงโรงพยาบาล มีประสบการณ์ด้านสุขภาพมากมาย พร้อมสรรหา แขกรับเชิญ เป็นแพทย์ และบุคลากร ทางการแพทย์

29/08/2026

ทำไม ผู้สูงอายุ มักจะตื่นเช้า ตี 4 ตี 5 มีคำตอบทางวิทยาศาสตร์ค่ะ


#สุขภาพดีมีความสุข

27/08/2026

ปลายเดือนสิงหาคม 2569 กรมควบคุมโรครายงานว่าพบผู้ป่วยโควิดอย่างต่อเนื่อง และกำลังย้ำเรื่องการป้องกันในสถานที่คนรวมกันจำนวนมากค่ะ

ทำไมช่วงนี้โควิดจึงกลับมาเพิ่มขึ้น?

หลังจากที่เราใช้ชีวิตกับโควิดมาหลายปี หลายคนอาจรู้สึกว่าโรคนี้หายไปแล้ว แต่ความจริงคือ SARS-CoV-2 ไม่ได้หายไปไหน และยังคงหมุนเวียนอยู่ในประชากรทั่วโลก เพียงแต่ความรุนแรงและจำนวนผู้ป่วยไม่ได้เหมือนช่วงการระบาดครั้งใหญ่ในอดีต

ช่วงนี้จึงมีคำถามว่า

“ทำไมคนรอบตัวเริ่มเป็นโควิดกันอีกแล้ว?”

คำตอบไม่ได้มีเพียงเหตุผลเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน

1. ภูมิคุ้มกันของคนเราไม่ได้สูงเท่าเดิมตลอดเวลา

หลังจากติดเชื้อหรือได้รับวัคซีน ระดับภูมิคุ้มกันจะค่อย ๆ ลดลงตามเวลา และเมื่อคนจำนวนมากไม่ได้ติดเชื้อหรือได้รับวัคซีนมาระยะหนึ่ง ก็มีโอกาสที่เชื้อจะสามารถแพร่ต่อในประชากรได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภูมิคุ้มกันเดิมยังมีความสำคัญ เพราะช่วยลดโอกาสเกิดโรครุนแรงได้

WHO ยังคงประเมินว่าความเสี่ยงต่อสุขภาพจากโควิดทั่วโลกอยู่ในระดับ ปานกลาง และกลุ่มที่ยังต้องระวังเป็นพิเศษคือผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ

2. ไวรัสยังกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา

SARS-CoV-2 เป็นไวรัสที่ยังมีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมอย่างต่อเนื่อง

ในประเทศไทย ช่วงปี 2569 มีการตรวจพบสายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์สำคัญ และกรมควบคุมโรคระบุว่ายังไม่มีหลักฐานว่าทำให้โรครุนแรงขึ้นกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า

ขณะเดียวกัน WHO ยังคงติดตามสายพันธุ์ย่อยใหม่ ๆ เช่น NB.1.8.1, XFG และ PQ.16.1.1 อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การที่คนติดโควิดเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเชื้อกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ที่อันตรายกว่าเดิมเสมอไป

3. คนกลับมาใช้ชีวิตใกล้ชิดกันมากขึ้น

นี่เป็นปัจจัยที่สำคัญมากค่ะ

หลังจากหมดช่วงที่คนระมัดระวังเรื่องโควิด หลายคนกลับไปทำงาน ไปโรงเรียน ไปประชุม ไปเที่ยว และใช้ชีวิตในสถานที่ปิดหรือแออัดตามปกติ

เมื่อมีคนหนึ่งติดเชื้อแล้วไปอยู่ในสถานที่ที่มีคนจำนวนมากเป็นเวลานาน เชื้อจึงสามารถแพร่ต่อได้ง่าย

กรมควบคุมโรคจึงยังเน้นเรื่อง สถานที่คนรวมกันจำนวนมาก พื้นที่ปิด และอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เป็นจุดที่ควรระวัง

4. อาการของโควิดในปัจจุบันมักไม่รุนแรง จึงทำให้บางคนไม่รู้ตัว

นี่เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เชื้อแพร่ได้ค่ะ

บางคนมีเพียง เจ็บคอ น้ำมูก ไอเล็กน้อย ปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลีย

จึงคิดว่าเป็นหวัดธรรมดา และยังไปทำงาน ไปพบเพื่อน หรือไปอยู่กับครอบครัว

แต่ในช่วงที่ยังมีอาการ ก็สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้

กรมควบคุมโรคจึงแนะนำว่า หากป่วยหรือพบว่าติดเชื้อ ควรพักอยู่บ้านและลดการใกล้ชิดผู้อื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

แล้วเราควรกังวลแค่ไหน?

ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกค่ะ แต่ก็ไม่ควรประมาท

โควิดในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงปี 2563–2565 มาก เพราะประชากรมีภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อและวัคซีนมากขึ้น และการรักษาก็ดีขึ้น

แต่สิ่งที่ยังไม่ควรมองข้ามคือ คนบางกลุ่มยังมีโอกาสป่วยรุนแรง

โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และหญิงตั้งครรภ์

สิ่งที่ควรทำในช่วงนี้

ไม่จำเป็นต้องกลับไปใช้ชีวิตแบบตอนโควิดระบาดหนักค่ะ เพียงแต่ใช้หลักง่าย ๆ

* ถ้าป่วย อย่าฝืนไปทำงานหรือไปพบคนอื่น
* หากต้องอยู่ในที่แออัดหรือพื้นที่ปิด การสวมหน้ากากยังช่วยลดความเสี่ยงได้
* ล้างมือเป็นประจำ
* เปิดให้อากาศถ่ายเทเมื่อทำได้
* หากมีอาการทางเดินหายใจ โดยเฉพาะหลังสัมผัสผู้ป่วย ควรตรวจหาเชื้อ
* หากอยู่ใกล้ผู้สูงอายุหรือผู้มีโรคประจำตัว ควรระมัดระวังมากเป็นพิเศษ

กรมควบคุมโรคสรุปหลักการง่าย ๆ ไว้ว่า “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” คือปิดปากและจมูกเมื่อไอจาม ล้างมือ เลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วย และหยุดพักเมื่อมีอาการป่วย

โควิดไม่ได้หายไปจากโลก เพียงแต่เราเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับมันได้ดีขึ้น
สิ่งที่ดีที่สุดจึงไม่ใช่การกลัวโควิด แต่คือการไม่ประมาทเมื่อมันกลับมา




#สุขภาพดีมีความสุข

26/08/2026

หัวเราะบ่อย ๆ ดีต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

หลายคนมองว่าการหัวเราะเป็นเพียงการแสดงอารมณ์ แต่ในความเป็นจริง การหัวเราะส่งผลดีต่อสุขภาพทั้งกายและใจอย่างน่าทึ่ง

เมื่อเราหัวเราะ สมองจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขตามธรรมชาติ ช่วยลดความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้น

ประโยชน์ของการหัวเราะ

* ลดระดับฮอร์โมนความเครียด
* ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
* กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
* ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
* ทำให้อารมณ์แจ่มใสและมองโลกในแง่บวกมากขึ้น

ทำไมบางครั้งเราจึงลืมหัวเราะ

เมื่อมีภาระงานมาก ความเครียดสะสม หรือกังวลกับปัญหาต่าง ๆ สมองจะโฟกัสกับเรื่องลบมากกว่าความสุขเล็ก ๆ รอบตัว จึงทำให้เราหัวเราะน้อยลงโดยไม่รู้ตัว

วิธีเพิ่มรอยยิ้มในแต่ละวัน

* พูดคุยกับคนที่ทำให้เราสบายใจ
* ดูหนังหรือคลิปตลกที่ชื่นชอบ
* ทำกิจกรรมที่มีความสุข
* ฝึกมองหาสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

แม้การหัวเราะจะไม่ใช่ยารักษาโรค แต่เป็น “วิตามินใจ” ที่ช่วยให้เรารับมือกับความเครียดและใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้นค่ะ




#สุขภาพดีมีความสุข

25/08/2026

เหนื่อยทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนัก อาจไม่ใช่เรื่องปกติ

หลายคนเคยมีอาการแบบนี้ค่ะ ตื่นเช้ามาก็รู้สึกไม่สดชื่น ทำงานนิดหน่อยก็หมดแรง ทั้งที่เมื่อคืนก็นอนครบชั่วโมง และไม่ได้ออกกำลังกายหนัก

ความเหนื่อยล้าไม่ใช่แค่ผลจากการใช้พลังงานมากเกินไปเท่านั้น แต่ยังอาจเกิดจากหลายสาเหตุที่ซ่อนอยู่

สาเหตุที่พบบ่อย

* พักผ่อนไม่มีคุณภาพ แม้นอนนานแต่หลับไม่ลึก
* ความเครียดสะสม ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดต่อเนื่อง
* ภาวะขาดน้ำเล็กน้อย
* ขาดสารอาหารบางชนิด เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12
* ออกกำลังกายน้อยเกินไป ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ
* โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น ภาวะโลหิตจาง โรคไทรอยด์ หรือโรคหัวใจ

วิธีสังเกตตนเอง

หากอาการเหนื่อยเป็นเพียงบางช่วงและดีขึ้นหลังพักผ่อน มักไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่หากเหนื่อยต่อเนื่องเกิน 2-4 สัปดาห์ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ใจสั่น หรือหายใจเหนื่อยง่าย ควรปรึกษาแพทย์

ดูแลตัวเองอย่างไร

* นอนหลับให้เป็นเวลา
* ดื่มน้ำให้เพียงพอ
* ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
* รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
* หาวิธีผ่อนคลายความเครียด

บางครั้งร่างกายก็ส่งสัญญาณเตือนผ่านความเหนื่อยล้า การรับฟังและดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพในอนาคตได้ค่ะ




#สุขภาพดีมีความสุข

22/08/2026

จะกินผลไม้ ตอนไหนดี มาฟังกันค่ะ


#สุขภาพดีมีความสุข

20/08/2026

ไข่วันละกี่ฟอง? ผู้สูงอายุกินได้จริงเท่าไร

ไข่เป็นอาหารที่หาง่าย ราคาไม่แพง และอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ แต่หลายคนยังมีความกังวลว่า หากกินไข่มากเกินไป จะทำให้คอเลสเตอรอลสูงหรือเสี่ยงโรคหัวใจหรือไม่

ไข่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไร

ไข่ 1 ฟอง ให้โปรตีนคุณภาพสูงประมาณ 6-7 กรัม และยังมีสารอาหารสำคัญอีกมากมาย เช่น

● วิตามินบี 12
● วิตามินดี
● โคลีน ซึ่งมีบทบาทต่อการทำงานของสมอง
● ลูทีนและซีแซนทีน ช่วยบำรุงดวงตา

จึงถือเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุอย่างมาก

กินไข่ทุกวันได้หรือไม่

งานวิจัยในปัจจุบันพบว่า สำหรับคนส่วนใหญ่ การกินไข่วันละ 1 ฟอง ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้สูงอายุสุขภาพดีสามารถกินไข่ได้ทุกวัน โดยเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล

แล้วกินวันละ 2 ฟองได้ไหม

สำหรับผู้ที่สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับไขมันในเลือด และรับประทานอาหารหลากหลาย การกินไข่วันละ 2 ฟองก็สามารถทำได้

อย่างไรก็ตาม ควรพิจารณาภาพรวมของอาหารทั้งวันร่วมด้วย ไม่ใช่มองเฉพาะไข่เพียงอย่างเดียว

ใครบ้างที่ควรระวัง

ผู้ที่มีภาวะต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มปริมาณไข่ในอาหาร

● ไขมัน LDL สูงมาก
● โรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด
● เบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี
● ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติรุนแรง

วิธีกินไข่ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

● ไข่ต้ม
● ไข่ลวกที่สะอาดและปรุงสุกเหมาะสม
● ไข่นึ่ง
● ไข่ตุ๋น

ควรหลีกเลี่ยงการทอดด้วยน้ำมันมาก ๆ หรือรับประทานร่วมกับอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงเป็นประจำ

สรุป

ไข่ไม่ใช่อาหารที่น่ากลัวอย่างที่หลายคนเคยเชื่อ ตรงกันข้าม ไข่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงและมีสารอาหารสำคัญหลายชนิดที่ผู้สูงอายุต้องการ

สำหรับคนส่วนใหญ่ การกินไข่วันละ 1 ฟองเป็นประจำถือว่าปลอดภัย และในบางคนอาจรับประทานได้มากกว่านั้นตามสภาวะสุขภาพและคำแนะนำของแพทย์

อย่ากลัวไข่จนพลาดอาหารดี ๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายค่ะ




#สุขภาพดีมีความสุข #

19/08/2026

นั่งนานเกิน 1 ชั่วโมง อันตรายกว่าที่คิด

หลายคนออกกำลังกายเป็นประจำ เดิน วิ่ง เต้นแอโรบิก หรือเข้าฟิตเนสสัปดาห์ละหลายครั้ง จึงมั่นใจว่าสุขภาพดีแน่นอน

แต่มีข้อมูลจากงานวิจัยจำนวนมากพบว่า แม้จะออกกำลังกายสม่ำเสมอ หากใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันไปกับการนั่งนิ่ง ๆ สุขภาพก็ยังได้รับผลกระทบได้เช่นกัน

นักวิชาการเรียกพฤติกรรมนี้ว่า “Sitting Disease” หรือภาวะเสี่ยงจากการนั่งนาน

ร่างกายเกิดอะไรขึ้นเมื่อเรานั่งนาน

เมื่อเรานั่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน กล้ามเนื้อขาและสะโพกแทบไม่ได้ทำงาน การเผาผลาญพลังงานลดลง การไหลเวียนเลือดช้าลง และร่างกายเริ่มตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดีเท่าเดิม

ผลที่ตามมาคือ

● ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
● ไขมันสะสมมากขึ้น
● น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
● ความดันโลหิตสูงขึ้น
● ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น

นั่งนานแค่ไหนจึงเริ่มมีผลเสีย

งานวิจัยพบว่า การนั่งต่อเนื่องนานเกิน 60 นาที โดยไม่ลุกเปลี่ยนอิริยาบถ อาจเริ่มส่งผลต่อระบบเผาผลาญของร่างกาย

สำหรับผู้ที่นั่งรวมกันมากกว่า 8-10 ชั่วโมงต่อวัน ความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่าง ๆ จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ผู้สูงอายุได้รับผลกระทบมากกว่าวัยอื่น

เมื่ออายุมากขึ้น มวลกล้ามเนื้อจะลดลงตามธรรมชาติอยู่แล้ว

หากมีพฤติกรรมนั่งนานร่วมด้วย จะยิ่งทำให้

● กล้ามเนื้ออ่อนแรงเร็วขึ้น
● การทรงตัวแย่ลง
● เสี่ยงหกล้มมากขึ้น
● ปวดหลัง ปวดคอ และปวดเข่าเรื้อรัง
● ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเองลดลง

ออกกำลังกายทุกวัน ยังต้องลุกเดินไหม

คำตอบคือ “ต้อง”

แม้จะออกกำลังกายวันละ 30-60 นาที แต่หากเวลาที่เหลือนั่งดูโทรทัศน์ เล่นโทรศัพท์ หรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องหลายชั่วโมง ก็ยังมีความเสี่ยงต่อสุขภาพได้

การออกกำลังกายและการลดเวลานั่ง เป็นคนละเรื่องกัน และสำคัญทั้งคู่

วิธีลดผลเสียจากการนั่งนาน

● ลุกเดินทุก 30-60 นาที
● ยืดเหยียดกล้ามเนื้อระหว่างวัน
● เดินคุยโทรศัพท์แทนการนั่ง
● เดินไปดื่มน้ำหรือเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น
● ใช้นาฬิกาหรือโทรศัพท์ตั้งเตือนให้ลุกขยับตัว

สรุป

สุขภาพที่ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวตลอดทั้งวัน

หากวันนี้คุณออกกำลังกายครบแล้ว แต่ยังนั่งต่อเนื่องหลายชั่วโมง อย่าลืมลุกขึ้นเดิน ยืดเส้น หรือขยับร่างกายบ้าง เพราะเพียงไม่กี่นาทีของการเคลื่อนไหว อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้มากกว่าที่คิด

จำง่าย ๆ ว่า “ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมงดีมาก แต่การขยับตัวทั้งวันสำคัญไม่แพ้กัน”




#สุขภาพดีมีความสุข

18/08/2026

😊 HYROX เป็นกีฬาที่ช่วงนี้กำลังฮิตมาก เป็นกีฬาที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง “วิ่ง + เวท + functional training” แต่ต้องแยกให้ออกว่า เราเหมาะกับการฝึก HYROX หรือกับ เหมาะกับการลงแข่ง HYROX เต็มรูปแบบ ไม่เหมือนกันนะคะ

🏃‍♀️ HYROX คืออะไร?

พูดง่าย ๆ คือ การแข่งขัน Fitness Race ที่เอาการวิ่งสลับกับท่าออกกำลัง 8 สถานี

รูปแบบคือ

วิ่ง 1 กม. → ออกกำลัง 1 สถานี → วิ่ง 1 กม. → ออกกำลัง 1 สถานี
ทำทั้งหมด 8 รอบ

รวมเป็น วิ่ง 8 กม. + functional workout 8 สถานี

8 สถานี ได้แก่

1. SkiErg 1,000 ม.
2. Sled Push 50 ม.
3. Sled Pull 50 ม.
4. Burpee Broad Jump 80 ม.
5. Rowing 1,000 ม.
6. Farmer’s Carry 200 ม.
7. Sandbag Lunges 100 ม.
8. Wall Balls 100 ครั้ง

ดังนั้นมันไม่ใช่แค่วิ่ง และไม่ใช่แค่เวท แต่เป็นการทดสอบ ความอึด + ความแข็งแรง + grip + core + การควบคุมร่างกาย พร้อมกัน

👩‍🦳 แล้วเหมาะกับใครบ้าง?

จริง ๆ HYROX มีหลายระดับค่ะ

* Open — สำหรับคนทั่วไปที่มีพื้นฐานการออกกำลังกาย
* Pro — น้ำหนักอุปกรณ์หนักขึ้น เหมาะกับคนที่มีประสบการณ์
* Doubles — เล่นเป็นคู่ แบ่งงานกันได้
* Relay — 4 คนช่วยกันทำ

และมี age group ไปจนถึง 60–64, 65–69, 70–74 และสูงกว่านั้น ด้วย แปลว่าไม่ได้ออกแบบมาเฉพาะวัยหนุ่มสาวค่ะ

แต่ HYROX มีจุดที่ต้องระวังมากคือ มันเอาความเหนื่อยไปซ้อนกับแรงต้าน

ตัวอย่างเช่น

วิ่งมา 1 กม. → หัวใจเต้นสูง → ไปดัน Sled หนัก → วิ่งต่อ → ดึง Sled → วิ่งต่อ → Burpee → วิ่งอีก

จึงต่างจากการออกกำลังกายทั่วไปที่เราพักระหว่างประเภทของ exercise ได้ค่ะ

⚠️ HYROX อันตรายไหม?

ไม่ใช่กีฬาที่อันตรายโดยตัวมันเอง แต่เป็นกีฬาความหนักสูง และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นถ้าคนฝืนเกินระดับตัวเอง

สิ่งที่ต้องระวังคือ

1. หัวใจและระบบไหลเวียนเลือด ❤️

ช่วงที่วิ่งสลับกับ Sled Push/Pull, Burpee และ Wall Ball หัวใจจะทำงานหนักมาก

คนที่มี โรคหัวใจที่ยังไม่ได้ประเมิน, เจ็บหน้าอกเวลาออกแรง, หอบผิดปกติ, หน้ามืด/เป็นลม หรือมีอาการใจสั่นผิดปกติ ไม่ควรไปลงแข่งโดยไม่ประเมินแพทย์ก่อน

2. เข่าและข้อ

ท่าที่ต้องระวังคือ

* วิ่ง 8 กม.
* Burpee Broad Jump
* Sandbag Lunges
* Wall Balls

โดยเฉพาะถ้ามีปัญหาเข่า สะโพก หรือเอ็นอยู่เดิม แล้วเพิ่ม volume เร็วเกินไป

3. หลังและไหล่

Sled Pull / Sled Push / Farmer’s Carry / Sandbag Lunges ใช้กล้ามเนื้อหลายส่วนพร้อมกัน

ถ้า technique ไม่ดี หรือเลือกน้ำหนักหนักเกินไป อาจเกิด muscle strain หรือปวดหลัง/ไหล่ได้

4. ความล้าเป็นตัวอันตรายตัวหนึ่ง

ท่าที่ทำตอนสด กับท่าที่ทำหลังวิ่งมา 6–7 กม. ไม่เหมือนกัน

พอเหนื่อย technique จะเริ่มเสีย และโอกาสบาดเจ็บเพิ่มขึ้น

🚫 ใครบ้างที่ยังไม่ควรลง HYROX

ไม่ใช่ว่าห้ามออกกำลังกายทั้งหมดนะคะ แต่ควรประเมินก่อนถ้ามี

* โรคหัวใจหรือสงสัยโรคหัวใจ
* เจ็บหน้าอก/หอบผิดปกติเมื่อออกแรง
* เคยเป็นลมหรือเกือบเป็นลมขณะออกกำลัง
* ความดันโลหิตควบคุมไม่ได้
* ปัญหาเข่า สะโพก หลัง หรือไหล่ที่กำเริบง่าย
* เพิ่งผ่าตัดหรือมีอาการบาดเจ็บ
* ไม่ได้ออกกำลังกายมานานแล้ว แต่จะกระโดดเข้า HYROX ทันที

และที่สำคัญ อย่าเริ่มจากการจำลอง HYROX เต็ม 8 กม. + 8 stations ตั้งแต่ครั้งแรก ค่ะ

❤️ แต่ถ้าถามว่า จะลองฝึก HYROX ได้ไหม?

ลองฝึกได้ค่ะ แต่ยังไม่อยากให้คนเริ่มฝึก กระโดดไปแข่งเต็มรูปแบบทันที

เพราะ HYROX ไม่จำเป็นต้องฝึกด้วยการทำครบทั้งสนามเสมอไป

เราอาจเอาแนวคิด HYROX มาปรับเป็น HYROX สำหรับวัย 60+ เช่น

เดิน/วิ่ง 500 ม. → Row 300 ม. → เดิน 500 ม. → Farmer Carry → เดิน 500 ม. → Squat → เดิน 500 ม. → SkiErg

ทำแบบเบา ๆ ก่อน

แบบนี้ได้ประโยชน์เรื่อง cardio + strength + balance + functional fitness โดยไม่ต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงกับการแข่งขันเต็มรูปแบบค่ะ

ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพกันก็พอ อย่าไปท้าทาย และฟังเสียงร่างกายนะคะ




#สุขภาพดีมีความสุข

15/08/2026

ทำไมผู้สูงอายุ ไม่ค่อยรู้สึกกระหายน้ำ มาฟังกันค่ะ


#สุขภาพดีมีความสุข

13/08/2026

แม่แข็งแรง ลูกอุ่นใจ:

7 เรื่องสุขภาพที่ลูกควรชวนแม่ตรวจหลังอายุ 60 ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงตามวัย หลายโรคอาจค่อย ๆ เกิดขึ้นโดยไม่แสดงอาการในระยะแรก การตรวจสุขภาพเป็นประจำจึงเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ได้ผลดี

1. ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ และมักไม่มีอาการเตือน

หากปล่อยไว้ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ

* โรคหลอดเลือดสมอง
* โรคหัวใจ
* โรคไตเรื้อรัง

2. เบาหวาน

ผู้สูงอายุจำนวนมากเป็นเบาหวานโดยไม่รู้ตัว

สัญญาณที่ควรสังเกต

* ปัสสาวะบ่อย
* กระหายน้ำมาก
* น้ำหนักลดผิดปกติ
* แผลหายช้า

3. ไขมันในเลือดสูง

แม้จะไม่มีอาการ แต่เป็นปัจจัยสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด

4. กระดูกพรุน

ผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนมีความเสี่ยงสูง

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

* กระดูกหักง่าย
* หลังค่อม
* ส่วนสูงลดลง
* คุณภาพชีวิตลดลง

5. สุขภาพตา

โรคต้อกระจก ต้อหิน และจอประสาทตาเสื่อม พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ

ควรตรวจตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

6. การได้ยิน

หูตึงในผู้สูงอายุอาจส่งผลต่อการสื่อสารและการเข้าสังคม

7. ภาวะสมองเสื่อม

การสังเกตความจำและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเป็นเรื่องสำคัญ

อาการที่ควรเฝ้าระวัง

* ลืมเรื่องใกล้ตัวบ่อย
* ถามคำถามซ้ำ
* หลงทางในสถานที่คุ้นเคย
* จัดการเรื่องการเงินผิดปกติ

ลูกช่วยแม่ดูแลสุขภาพได้อย่างไร

* พาแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปี
* ชวนออกกำลังกายสม่ำเสมอ
* ดูแลเรื่องอาหาร ลดหวาน มัน เค็ม
* ชวนทำกิจกรรมที่ฝึกสมอง
* ให้กำลังใจและใช้เวลากับแม่อย่างสม่ำเสมอ

เพราะของขวัญที่ดีที่สุดในวันแม่ อาจไม่ใช่สิ่งของราคาแพง แต่คือการได้เห็นคุณแม่มีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขในทุกวัน




#สุขภาพดีมีความสุข

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10900