Happy & Healthy Longevity
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Happy & Healthy Longevity, สุขภาพ/ความงาม, Bangkok.
เพจนี้ถูกจัดทำขึ้นสำหรับคนที่รักสุขภาพ เป็นเนื้อหา คลิป และ live สด ในบางโอกาส ทีม admin ทำงานในแวดวงโรงพยาบาล มีประสบการณ์ด้านสุขภาพมากมาย พร้อมสรรหา แขกรับเชิญ เป็นแพทย์ และบุคลากร ทางการแพทย์
31 พค. วันงดสูบบุหรี่โลก มาดูพิษภัยของนิโคตินกัน #สุขภาพดีมีความสุข
28/05/2026
การให้ผู้สูงอายุเล่น “เกมบริหารสมอง” เป็นหนึ่งในวิธีที่มีหลักฐานสนับสนุนว่าช่วยชะลอความเสื่อมด้านความจำและการคิดได้ โดยเฉพาะถ้าทำควบคู่กับการออกกำลังกาย การเข้าสังคม และการนอนหลับที่ดี
แต่มี “เงื่อนไขสำคัญ” คือ ต้องเลือกให้เหมาะ และไม่ใช่เล่นอย่างเดียวทั้งวันนะคะ
🧠 ทำไมถึงควรให้เล่น
* กระตุ้นการทำงานของสมอง (attention, memory, executive function)
* ลดความเสี่ยงของ ภาวะสมองเสื่อม และ โรคอัลไซเมอร์ (ในเชิงชะลอ ไม่ใช่ป้องกัน 100%)
* ช่วยเรื่องอารมณ์ ลดเหงา ลดซึมเศร้า
* เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง
🎮 ควรเป็นเกมแบบไหน
เลือกให้ “หลากหลาย” และ “ไม่ยากเกินไปจนเครียด”
1. เกมความจำ (Memory)
* จับคู่ภาพ / ไพ่
* จำลำดับตัวเลขหรือคำ
👉 ช่วย hippocampus และ short-term memory
2. เกมใช้เหตุผล (Logic / Problem-solving)
* Sudoku
* เกมเรียงลำดับ
* ปริศนา
👉 ช่วย executive function
3. เกมภาษา (Language)
* ต่อคำ / ทายคำ
* crossword ง่าย ๆ
* เล่าเรื่องจากภาพ
👉 ช่วยเรื่องการสื่อสาร ลดการถดถอยของภาษา
4. เกมใช้สายตา + มือ (Visuospatial)
* ต่อจิ๊กซอว์
* วาดรูป / ระบายสี
👉 ดีต่อการประสานงานสมองกับร่างกาย
5. เกมเชิงสังคม (Social games)
* ไพ่
* บอร์ดเกมง่าย ๆ
👉 สำคัญมาก เพราะ “การคุยกัน” กระตุ้นสมองได้ดีมาก
⏱️ ควรเล่นกี่เกม / นานแค่ไหน
แนะนำแบบ practical นะคะ:
* วันละ 2–3 ประเภทเกม
* อย่างละประมาณ 10–20 นาที
* รวมแล้ว 30–60 นาที/วัน กำลังดี
👉 ไม่จำเป็นต้องเล่นทุกวันก็ได้ แต่ควรมีอย่างน้อย 3–5 วัน/สัปดาห์
⚠️ ข้อควรระวัง (สำคัญมาก)
* ❌ ไม่ควรยากเกิน → จะกลายเป็นเครียด
* ❌ ไม่ควรซ้ำเดิมตลอด → สมองไม่ถูก challenge
* ❌ ไม่ควรเล่นคนเดียวตลอด → ขาด social stimulation
💡 เทคนิคที่ “ได้ผลจริง”
* สลับเกมไปเรื่อย ๆ (Variety = key)
* ให้มี “ความสำเร็จเล็ก ๆ” เช่น เล่นแล้วชนะบ้าง
* เล่นร่วมกับลูกหลาน → ได้ทั้งสมอง + ความสัมพันธ์ ❤️
🧩 สรุปสั้น
* ✔️ ควรให้เล่น (ช่วยชะลอสมองเสื่อม)
* ✔️ เน้น “หลากหลาย” ไม่ใช่เกมเดียว
* ✔️ วันละ 30–60 นาที / 2–3 เกม
* ✔️ ต้องมี social interaction ร่วมด้วย
#สุขภาพดีมีความสุข
27/05/2026
ทำไมต้องเอายาเดิมมาทุกครั้งที่มาโรงพยาบาล
“หลายคนเวลามาโรงพยาบาล จะคิดว่า
แค่บอกชื่อยาก็พอ… หรือบางครั้งก็ไม่ได้เอาอะไรมาเลย
แต่จริง ๆ แล้ว การ ‘เอายาเดิมติดตัวมาด้วย’ เป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่ช่วยให้การรักษา ‘ปลอดภัยขึ้นมาก’ ค่ะโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ หรือคนที่มีหลายโรคและกินยาหลายตัว การเอายามาทั้งหมด จะช่วยให้เห็นภาพรวม
เหตุผลหลักที่คนไข้ควรเอายาเดิมมาทุกครั้งที่มารพ.:
1. ป้องกันการให้ยาซ้ำ/ยาชนกัน (Drug interaction)
* หมอจะเห็นว่ายากินอะไรอยู่แล้ว
→ ลดโอกาสสั่งยาซ้ำ หรือยาที่มีปฏิกิริยาต่อกัน ซึ่งบางครั้งอันตรายได้
2. ช่วยให้วินิจฉัยแม่นขึ้น
* อาการบางอย่างอาจเกิดจาก “ผลข้างเคียงของยา” ไม่ใช่โรคใหม่
→ ถ้าเห็นยาจริง จะเชื่อมโยงอาการได้เร็วขึ้น
3. ปรับยาต่อเนื่องได้ถูกต้อง
* รู้ขนาดยา (dose) และความถี่ที่ใช้จริง
→ ปรับเพิ่ม/ลด หรือเปลี่ยนยาได้เหมาะสม ไม่ต้องเดา
4. ป้องกันความคลาดเคลื่อนจากความจำ
* คนไข้จำนวนมากจำชื่อยาไม่ได้ หรือจำผิด
→ การมียาจริง (หรือรูปถ่ายฉลากยา) ช่วยลด error ได้มาก
5. สำคัญมากในผู้สูงอายุ/หลายโรค (polypharmacy)
* กลุ่มนี้เสี่ยงเรื่องยาเป็นพิเศษ
→ การเห็น “ภาพรวมยาทั้งหมด” คือกุญแจความปลอดภัย
6. ใช้ตรวจสอบการใช้ยาจริง (adherence)
* ดูจากจำนวนยาที่เหลือ รูปแบบการกิน
→ ช่วยให้ทีมรักษาปรับแผนได้ตรงจุด
“เอายาเดิมมาด้วย = ช่วยหมอรักษาได้แม่นขึ้น และปลอดภัยขึ้น”
#สุขภาพดีมีความสุข
26/05/2026
อาการ “ทำหลายอย่างพร้อมกันแล้วกระโดดไปมา” นี่ไม่ได้แปลว่าทำงานไม่เก่งนะคะ แต่สมองกำลังพยายามจัดการหลายเรื่องพร้อมกัน จนเกิด switch cost (เสียเวลาจากการสลับงาน) มากเกินไป เลยรู้สึกไม่โฟกัสค่ะ
ขอแนะนำวิธีที่ใช้ได้จริงในงานนะคะ 👇
🧠 ปรับวิธีคิดก่อน (สำคัญมาก)
* Multitasking จริง ๆ แล้ว “ไม่มีจริง” สมองเราทำทีละอย่าง แต่สลับเร็ว
* ยิ่งสลับบ่อย → ยิ่งเหนื่อย และคุณภาพงานลด
🔧 วิธีแก้แบบใช้งานได้ทันที
1. ใช้กฎ “งานเดียวในช่วงเวลาเดียว”
* ตั้งใจเลยว่า ช่วง 25–45 นาที = ทำแค่งานเดียว
* ถ้ามีเรื่องอื่นแทรก → “จดไว้ก่อน” ยังไม่ทำ
👉 เทคนิคนี้เรียก Pomodoro Technique
(เหมาะมากกับงานเอกสาร งานวางแผน หรือเตรียมสอน)
2. ทำ “Parking List”
เวลาสมองคิดอะไรแทรก เช่น
* ต้องโทรหาลูกค้า
* ต้องตอบไลน์ทีม
👉 เขียนลง “ลิสต์พักไว้”
แล้วกลับมาทำงานหลักต่อทันที
📌 ข้อนี้ช่วยลดการ jump ได้เยอะมาก
3. แบ่งงานเป็นก้อน (Task chunking)
แทนที่จะคิดว่า “ทำสไลด์ทั้งชุด”
ให้แบ่งเป็น:
* คิด outline
* ทำสไลด์หน้าแรก–5
* ใส่รูป
👉 สมองจะนิ่งขึ้น เพราะรู้ว่าจบเป็นช่วง ๆ
4. ตั้ง “ช่วงตอบแชท”
👉 แนะนำ:
* เช็ค/ตอบแชท เป็นรอบ เช่น ทุก 1–2 ชั่วโมง แทนการตอบทันทีทุกครั้ง
5. ปิดสิ่งรบกวนบางช่วง
* ปิด notification ชั่วคราว
* หรือใช้โหมด Focus ในมือถือ
6. ใช้หลัก 2 นาที
ถ้าอะไรใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที → ทำเลย
ถ้านานกว่านั้น → เข้าลิสต์ ไม่สลับไปทำทันที
ถ้าเป็นสาย active + มีหลายบทบาท
แนะนำให้ใช้ “โหมดทำงาน 2 แบบ”
* 🧩 โหมดลึก (Deep work): ทำงานสำคัญ เช่น สอน / วางแผน
* ⚡ โหมดเร็ว (Shallow work): ตอบแชท / งานจุกจิก
แล้ว “อย่าปนกัน” จะช่วยลดการ jump ได้ชัดเลยค่ะ
#สุขภาพดีมีความสุข
มาฟังเรื่อง การเดิน 20 นาที หลังมื้ออาหารค่ะ
#สุขภาพดีมีความสุข
21/05/2026
ทำไม ไวรัส อีโบล่า จึงมีลักษณะน่ากลัว
ไวรัส Ebola virus disease หรือไวรัสอีโบลา จริง ๆ จะมีลักษณะเด่นเป็น “เส้นยาวคดไปคดมา” คล้ายเชือก งู หรือเส้นสปาเกตตีเล็ก ๆ ซึ่งต่างจากไวรัสกลม ๆ แบบโควิดค่ะ
ภาพนี้ เป็นแนว “medical illustration” เลยขยายและเติมรายละเอียดให้ดูชัดขึ้นกว่าของจริงมาก เพื่อใช้ประกอบความเข้าใจนะคะ ไม่ใช่ภาพจากกล้องจุลทรรศน์จริง 100%
ลักษณะจริงของไวรัสอีโบลา:
* เป็นไวรัสตระกูล Filovirus (“Filo” แปลว่า เส้นด้าย)
* รูปร่างเป็นเส้นยาว บางครั้งม้วนเป็นตัว U, ตัว 6 หรือเป็นวง
* ขนาดเล็กมาก ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนดู
* ผิวด้านนอกมีเยื่อหุ้มและโปรตีนหนามเล็ก ๆ
อีโบลาเป็นไวรัสที่ “หน้าตาแปลก” มากในโลกจุลชีพ เพราะส่วนใหญ่คนจะคุ้นกับไวรัสทรงกลมหรือทรงหลายเหลี่ยม แต่ตัวนี้เหมือนเส้นหนอนหรือเชือกบิดไปมาเลย
นักวิทยาศาสตร์เองตอนเจอครั้งแรกก็รู้สึกว่ามันดู “น่ากลัว” เพราะรูปร่างมันไม่เหมือนไวรัสทั่วไป แถมยังเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูงอีกด้วยค่ะ
แต่จริง ๆ รูปร่างที่ดูน่ากลัวไม่ได้แปลว่าไวรัสจะ “ฉลาด” หรือ “แข็งแรง” กว่าเสมอไปนะคะ 😊
ไวรัสทุกชนิดก็เป็นแค่อนุภาคเล็ก ๆ ที่ต้องอาศัยเซลล์มนุษย์ในการเพิ่มจำนวนเหมือนกันค่ะ
#สุขภาพดีมีความสุข
20/05/2026
การระบาดของโรคอีโบลาสายพันธุ์หายากชื่อ Bundibugyo virus ในประเทศ Democratic Republic of the Congo และมีผู้ป่วยเชื่อมโยงไปถึง Uganda แล้ว โดย WHO ได้ประกาศเป็น “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” เมื่อวันที่ 17 พค.2569
สายพันธุ์ที่ระบาดคืออะไร?
เป็นอีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyo ซึ่งพบไม่บ่อย ต่างจากสายพันธุ์ Zaire ที่เคยระบาดหนักในอดีต
สิ่งที่น่ากังวลคือ:
* ยัง ไม่มีวัคซีนที่ได้รับอนุมัติ สำหรับสายพันธุ์นี้
* ยังไม่มี “ยาจำเพาะ” ที่ได้ผลชัดเจน
* มีอัตราเสียชีวิตค่อนข้างสูง ประมาณ 30–50% ในการระบาดที่ผ่านมา
ปัจจุบันมีรายงาน:
* ผู้เสียชีวิตประมาณ 80 ราย
* ผู้ป่วยสงสัยมากกว่า 240 ราย
* เริ่มพบในพื้นที่เมืองและมีการเดินทางข้ามพรมแดน
⸻
อาการของโรคอีโบลา
ช่วงฟักตัวประมาณ 2–21 วัน
อาการเริ่มต้นจะคล้ายไข้หวัดหรือไข้มาลาเรีย:
* ไข้สูง
* ปวดศีรษะมาก
* ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
* อ่อนเพลียมาก
* เจ็บคอ
ต่อมาอาจมี:
* อาเจียน
* ท้องเสีย
* ปวดท้อง
* ผื่น
* เลือดออกตามไรฟัน จมูก ตา หรือทางเดินอาหาร
* ไต ตับ และอวัยวะล้มเหลว
ระยะรุนแรงอาจเกิด:
* ช็อก
* เลือดออกภายใน
* อวัยวะล้มเหลวหลายระบบ
⸻
การติดต่อ / การระบาด
อีโบลา ไม่ได้แพร่ทางอากาศแบบโควิดหรือวัณโรค นะคะ
การติดเชื้อหลักคือ “สัมผัสโดยตรง” กับ:
* เลือด
* น้ำลาย
* เหงื่อ
* อาเจียน
* ปัสสาวะ
* อุจจาระ
* น้ำอสุจิ
* ศพผู้เสียชีวิต
รวมถึง:
* เสื้อผ้า ผ้าปู เตียง เข็ม หรืออุปกรณ์ปนเปื้อน
* การดูแลผู้ป่วยโดยไม่มี PPE
* การสัมผัสสัตว์ป่า เช่น ค้างคาว ลิง สัตว์ป่าในป่าเขตร้อน
⸻
ทำไมรอบนี้น่ากังวล?
พื้นที่ระบาดในคองโกมี:
* ความขัดแย้งทางอาวุธ
* ระบบสาธารณสุขอ่อนแอ
* ค่ายผู้พลัดถิ่นแออัด
* การเดินทางของแรงงานเหมืองจำนวนมาก
ทำให้ติดตามผู้สัมผัสโรคได้ยากมาก
⸻
การรักษา
ตอนนี้ยังไม่มี “ยารักษาจำเพาะ” สำหรับสายพันธุ์ Bundibugyo ค่ะ
การรักษาหลักคือ:
* ให้น้ำเกลือ
* รักษาความดัน
* ให้ออกซิเจน
* รักษาภาวะแทรกซ้อน
* แยกผู้ป่วยอย่างเข้มงวด
ถ้าเข้ารักษาเร็ว โอกาสรอดจะดีขึ้นมาก
⸻
วิธีป้องกัน
สำหรับประชาชนทั่วไป
* ล้างมือบ่อย
* หลีกเลี่ยงสัมผัสสารคัดหลั่ง
* ไม่สัมผัสศพโดยตรง
* หลีกเลี่ยงสัตว์ป่าหรือเนื้อสัตว์ป่า
* หากเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง ให้หลีกเลี่ยงโรงพยาบาลหรือพื้นที่ระบาด
สำหรับบุคลากรทางการแพทย์
* ใช้ PPE เต็มรูปแบบ
* ระวัง needle stick injury
* แยกผู้ป่วยทันที
* ใช้มาตรการ infection control เข้มงวดมาก
⸻
คนไทยควรกังวลไหม?
ตอนนี้ความเสี่ยงในประเทศไทยยังถือว่า “ต่ำ” ค่ะ ยังไม่มีรายงานระบาดในไทย
แต่สิ่งที่ WHO กังวลคือ:
* การเดินทางระหว่างประเทศ
* การตรวจคัดกรองที่อาจพลาดช่วงแรก
* สายพันธุ์นี้ยังมีข้อมูลไม่มาก
#สุขภาพดีมีความสุข
19/05/2026
🌿 ประโยชน์ของการออกกำลังกาย “Out Door”
☀️ 1. ได้วิตามิน D จากแสงแดด
* ช่วยเสริมกระดูก แข็งแรง
* เสริมภูมิคุ้มกัน
* ลดความเสี่ยงโรคบางอย่าง เช่น Osteoporosis
💚 2. สุขภาพใจดีขึ้นอย่างชัดเจน
* ธรรมชาติช่วยลดความเครียด
* ลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้า เช่น Depression
* เพิ่มความรู้สึก “สดชื่น โล่ง สมองโปร่ง”
🫀 3. หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง
* เพิ่มความฟิตของหัวใจ
* ลดความเสี่ยงโรค เช่น Hypertension
* ช่วยควบคุมไขมันและน้ำตาล
🔥 4. เผาผลาญดีขึ้น ลดน้ำหนักได้ง่ายกว่า
* ออกกลางแจ้งมักเคลื่อนไหวได้ “นานกว่า” โดยไม่รู้ตัว
* เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน
🌳 5. ได้ “Fresh Air” มากกว่าห้องแอร์
* อากาศถ่ายเทดี
* รู้สึกไม่อึดอัด (โดยเฉพาะช่วงที่ฝุ่นไม่สูงนะคะ)
🧠 6. สมาธิและความคิดสร้างสรรค์ดีขึ้น
* สมองได้พักจากหน้าจอ
* เหมาะกับวันที่เครียดจากงาน
😴 7. นอนหลับดีขึ้น
* แสงธรรมชาติช่วย reset นาฬิกาชีวิต
* ลดปัญหานอนยาก
⚠️ แต่มีข้อควรระวังนิดนึง
* 🌡️ อากาศร้อน (บ้านเรา) → เลือกเช้า/เย็น
* 🌫️ เช็ค PM2.5 ก่อนออก
* 💧 ดื่มน้ำให้พอ
* 🧴 ทาครีมกันแดด
🎯 สรุปสั้น ๆ
👉 “Outdoor = ได้ทั้งกาย + ใจ + ธรรมชาติในครั้งเดียว”
👉 เหมาะมากกับการลดเครียด + ลดน้ำหนักแบบยั่งยืน
#สุขภาพดีมีความสุข
มาสังเกต สีของปัสสาวะกันค่ะ
#สุขภาพดีมีความสุข
14/05/2026
ดื่มไวน์มาก ๆ ทำให้ท้องเสียได้จริง และเจอได้ไม่น้อยเลยค่ะ 🍷
💥 ทำไมไวน์ทำให้ท้องเสีย
มีหลายกลไกที่เกิดพร้อมกัน:
1. แอลกอฮอล์กระตุ้นลำไส้
* แอลกอฮอล์ไปเร่งการบีบตัวของลำไส้
* อาหาร/น้ำผ่านเร็ว → ดูดซึมน้ำไม่ทัน → ถ่ายเหลว
2. ระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะ–ลำไส้
* คล้าย ๆ กับภาวะ Gastritis (กระเพาะอักเสบ)
* ทำให้ปวดท้อง แสบท้อง คลื่นไส้ และถ่ายได้
3. น้ำตาลในไวน์ (โดยเฉพาะไวน์หวาน)
* น้ำตาลที่ดูดซึมไม่หมด → ดึงน้ำเข้าลำไส้
* เกิดอาการถ่ายแบบ osmotic diarrhea
4. สารบางอย่างในไวน์
* เช่น sulfites, histamine
* บางคน “แพ้หรือไว” → ท้องเสีย + ปวดหัว + หน้าแดง
5. ดื่มตอนท้องว่าง
* ยิ่งระคายเคืองหนัก
* ออกฤทธิ์เร็วขึ้น → โอกาสถ่ายมากขึ้น
🚨 แบบไหนควรระวังเป็นพิเศษ
* ดื่มปริมาณมากในครั้งเดียว
* ดื่มไวน์หวาน / dessert wine
* คนที่ลำไส้แปรปรวน เช่น Irritable Bowel Syndrome
* คนที่เคยมีอาการกระเพาะอักเสบ
🧭 วิธีลดโอกาสท้องเสีย
* ✔️ กินอาหารก่อนดื่ม
* ✔️ ดื่มน้ำสลับ
* ✔️ เลี่ยงไวน์หวาน ถ้ารู้ตัวว่า sensitive
* ✔️ จำกัดปริมาณ (เช่น 1–2 แก้ว)
* ✔️ สังเกตว่า “ตัวเองแพ้ไวน์ประเภทไหน”
❗ควรไปพบแพทย์ถ้า
* ถ่ายเหลวมาก > 1–2 วัน
* มีไข้ / ถ่ายเป็นเลือด
* ปวดท้องรุนแรง
* หรือเป็นซ้ำทุกครั้งที่ดื่ม
#สุขภาพดีมีความสุข
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10900