Woo Skin Care

Woo Skin Care

แชร์

Woo Skin Care (เพจบริษัท)
IG : wooskincare9563
Tiktok : @wooskincare

Photos from Woo Skin Care's post 12/04/2022

ทำความรู้จักรอยแตกลายแต่ละประเภท พร้อมวิธีแก้ผิวแตกลายให้กลับมาเรียบเนียน

รอยแตกลายแดง VS รอยแตกลายขาว ต่างกันอย่างไร? และวิธีดูแลรอยแตกลายให้กลับมาเรียบเนียนเหมือนเดิม

รอยแตกลาย’ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็น วัยรุ่นที่มีการเติบโตรวดเร็ว หญิงตั้งครรภ์ ไปจนถึงผู้ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว โดยรอยแตกลายนั้นจะเกิดขึ้นที่ผิวหนังชั้นกลาง และมักจะเกิดในบริเวณที่มีไขมันสะสมอยู่มาก เช่น หน้าท้อง ต้นขา สะโพก และหน้าอก เป็นต้น

เชื่อว่ารอยแตกลายสร้างความไม่มั่นใจให้กับใครหลายคน วันนี้เราเลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักรอยแตกลายแต่ละประเภท พร้อมเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้รอยแตกลายดูจางลง เพื่อให้ทุกคนได้กลับมาโชว์ผิวสวยเรียบเนียนกันอีกครั้ง

รอยแตกลายแดง (Striae Rubra)

คือ รอยแตกลายใหม่ เกิดจากการยืดตัวของร่างกายที่รวดเร็วเกินไป รอยแตกลายแดงจะมีหลอดเลือดอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้มีสีแดงหรือสีม่วง (ขึ้นอยู่กับสภาพผิว) โดยรอยแตกลายแดงนั้นจะตอบสนองต่อการรักษาได้ง่ายกว่ารอยแตกลายขาว

รอยแตกลายขาว (Striae Alba)

คือ รอยแตกลายเก่า เป็นรอยที่เกิดมานานและหลอดเลือดก็จะค่อยๆ จางหายไปจนกลายเป็นสีขาว ซึ่งรอยแตกลายแบบนี้จะรักษาให้เลือนหายไปจากผิวได้ยากกว่ารอยแตกลายแดง

วิธีรักษารอยแตกลาย

1. สูตรบำรุงผิวจากวัตถุดิบธรรมชาติ

• สูตรน้ำมันงา ขึ้นชื่อเรื่องการบำรุงผิวที่แห้งกร้านให้กลับมาชุ่มชื่น โดยสูตรนี้ทำได้ง่ายๆ ด้วยการนำน้ำมันงามาทาบริเวณรอยแตกลาย ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก ทำแบบนี้เป็นประจำก็จะช่วยให้รอยแตกลายดูจางลง

• สูตรว่านหางจระเข้ พืชสารพัดประโยชน์ที่นอกจากจะช่วยเรื่องผิวไหม้แล้ว ยังช่วยลดรอยแตกลายได้เหมือนกัน โดยสูตรนี้ให้ใช้วุ้นว่านหางจระเข้สดสีขาวมาทาบริเวณรอยแตก ทิ้งไว้ 20-30 นาที ทำเช่นนี้เป็นประจำเช้าเย็น ผิวแตกลายจะค่อยๆ จางลงอย่างเป็นธรรมชาติ

2. สครับผิว

การสครับผิวเป็นการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วออก เพื่อให้เซลล์สร้างผิวหนังขึ้นมาใหม่ จึงสามารถช่วยลดรอยแตกลายให้จางลงได้ โดยสูตรสครับควรเลือกวัตถุดิบที่มีกรด AHA / BHA ซึ่งมีฤทธิ์ในการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว ไม่ว่าจะเป็น สูตรมะขามและขมิ้น หรือ มะนาวและดินสอพอง

3. ทาครีม

เลือกใช้ครีมบำรุงที่มีคุณสมบัติในการลดเลือนรอยแตกลาย อย่างเช่น Cocoa Butter, Shea Butter, Avocado Oil และ Jojoba Oil นอกจากนี้ตัวครีม แนะนำให้เลือกครีมที่มีความเข้มข้น เพื่อให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื่นได้ยาวนาน เพราะเมื่อผิวชุ่มชื้นก็จะมีความยืดหยุ่น ช่วยให้ผิวเกาะกันได้ดีและเต่งตึง สามารถป้องกันการเกิดรอยแตกลายในอนาคตได้อีกด้วย

4. รักษาด้วยการเลเซอร์

การเลเซอร์มี 2 วิธี ซึ่งเป็นการแก้ปัญหารอยแตกลายที่ต่างกัน คือ
1) V-Beam Laser เป็นเลเซอร์ที่เหมาะกับรอยแตกลายแดง สามารถช่วยกำจัดเส้นเลือดแดง ทำให้รอยจางลงได้
2) Fraxel Laser สำหรับรอยแตกลายที่เกิดมานานแล้วหรือรอยแตกลายขาว วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ ซึ่งการเลเซอร์ทั้ง 2 ประเภทนี้ ควรทำติดต่อกันประมาณ 3-5 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

Source : https://www.vogue.co.th/beauty/how-to-get-rid-of-stretch-marks

05/04/2022

สารพัดประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวเพื่อสุขภาพผิวสวย

น้ำมันมะพร้าวบำรุงผิวพรรณ

มะพร้าวเป็นไม้ยืนต้นที่อยู่คู่คนไทยมานาน และถือเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน วันนี้ Woo Skin Care จะแนะนำส่วนที่เป็นน้ำมันจากลูกมะพร้าวซึ่งจริงๆแล้วมีประโยชน์หลายด้านมากแต่วันนี้เราจะมาดูประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวในด้านสุขภาพและความงามกัน ปัจจุบันนี้ “น้ำมันมะพร้าว”ถูกนำมาใช้ด้านความสวยความงามกันอย่างแพร่หลาย มาดูกันเลย

1. บำรุงผิวพรรณ

น้ำมันมะพร้าวมีสรรพคุณโดดเด่นในการเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ด้วยคุณสมบัติเด่นคือ ปกป้องผิวพรรณจากแสงแดด ลม ฝุ่นละออง และอุดมด้วยสารอาหารสำคัญที่ช่วยบำรุงและซ่อมแซมเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์ผิวหนังให้แข็งแรงกลับมามีชีวิตชีวา เช่น วิตามินอี และมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยบำรุงผิวให้นุ่มชุ่มชื้น ทั้งเก็บรักษาความชุ่มชื้นในชั้นผิวหนังเอาไว้ ทำให้เซลล์ผิวเต่งตึง ช่วยลดริ้วรอยที่มักเป็นปัญหาที่น่ากังวลใจของผู้ที่มีริ้วรอยก่อนวัย และผู้สูงวัยอย่างได้ผล ในสมัยโบราณนับว่าเป็นเคล็ดลับในการดูแลผิวที่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักใช้น้ำมันมะพร้าวทาหน้าเพื่อใช้บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสไม่แห้งกร้าน เพื่อลดรอยเหี่ยวย่น แนะนำว่าหากจะใช้ทาให้ทาเฉพาะตอนกลางคืนหรือช่วงก่อนเข้านอน

นอกจากบำรุงผิวพรรณแล้วยังแก้ปัญหาส้นเท้าแตกด้วยการทาน้ำมันมะพร้าว และนวดคลึงทุกวันก่อนนอนติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อหายแล้วให้ใช้ต่อไปเรื่อย ๆ รอยแตกจะไม่กลับมากวนใจเราอีก

2. รักษาสิว

น้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริก (lauric acid) ช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรีย บนใบหน้าป้องกันปัญหาใหญ่อย่างสิวเรื้อรัง ลดการอักเสบของสิว นอกจากนี้ยังมีวิตามิน E และวิตามิน K ช่วยลดรอยแผลเป็นหลังเกิดสิว น้ำมันมะพร้าวยังเหมาะกับผู้ที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่าย สามารถใช้ได้ทุกวัน

นอกจากรักษาสิวแล้วยังมีผลการศึกษาอีกมากมายพบว่าน้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยรักษาอาการผิดปกติทางผิวหนัง เช่น โรคเรื้อน โรคสะเก็ดเงิน และหากใช้เป็นประจำน้ำมันมะพร้าวยังช่วยสมานแผลต่างๆ ได้ด้วย

3. บรรเทาผิวหน้าลอกแห้ง

น้ำมันมะพร้าวใช้ทาช่วยแก้อาการผิวแห้ง ผิวแตก ผิวลอก ผิวเป็นขุยได้ สาวๆ หลายคนมีปัญหาผิวหน้าลอก แห้ง ทาแป้งหรือเครื่องสำอางอยู่ไม่ทนและครีมบำรุงผิวไม่ซึมสู่ผิวหนัง สาเหตุเกิดจากผิวหนังผลัดเซลล์ผิวได้ไม่ดี หรือผิวขาดน้ำ น้ำมันมะพร้าว ช่วยได้โดย ทาน้ำมันมะพร้าวทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 10-30 นาที แล้วล้างออก ส่วนคนที่ผิวหน้าแห้งมากอาจใช้น้ำมันมะพร้าวทาแทนครีมบำรุงประเภทมอยส์เจอไรเซอร์สำหรับกลางคืนได้เลย

4. บำรุงผิวหน้า

สารอนุมูลอิสระ เป็นตัวการอันหนึ่งของการเกิดฝ้า และ กระ วิตามินอีในน้ำมันมะพร้าวจะทำหน้าที่ต่อต้านสารอนุมูลอิสระ ลดการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ป้องกันรอยหมองคล้ำ ตามปกติผิวหนังจะสูญเสียความชุ่มชื้น เพราะถูกแดดและลม

น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติเป็นสารรักษาความชุ่มชื้น รักษาอาการผิวแห้ง แตก ลอก เป็นขุย ลดอาการผื่นแพ้ แสบคันตามผิวหนัง จึงช่วยให้ผิวนวลเนียน อีกทั้งช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด สามารถใช้น้ำมันมะพร้าวทาแก้ผิวไหม้แดด อาการแสบร้อนจะบรรเทาลง

น้ำมันมะพร้าวคือสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ นำสำลีชุบน้ำอุ่นแล้วบีบน้ำออก หยดน้ำมันมะพร้าว 2-3 หยดลงบนสำลีทาให้ทั่วใบหน้า สามารถทิ้งไว้ได้โดยไม่ต้องล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มไม่แห้งกร้าน รู้สึกว่าผิวหน้าละเอียดขึ้น หน้าเนียนขึ้น รอยด่างดำจากสิวจางลงมากอย่างไม่น่าเชื่อ

ใช้ทาหน้าบางๆ ก่อนนอนแทนครีมบำรุงผิว แนะนำว่าต้องเป็นน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น เพราะน้ำมันมะพร้าวที่ผ่านความร้อนจะทำให้วิตามิน E สลายไป ไม่เหมือนการสกัดเย็นที่ยังได้คุณค่าของน้ำมันมะพร้าวครบ

นอกจากจะใช้ทาบำรุงผิวหน้าแล้ว ผิวกายก็ควรใช้ร่วมด้วย เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อย ปวดข้อต่างๆ ใช้เป็นประจำทุกวัน อุดมด้วยวิตามิน E ช่วยปกป้องรังสี UV

5. สมานผิวป้องกันหน้าท้องแตกลาย

น้ำมันมะพร้าวช่วยเร่งฟื้นฟูผิว โดยเฉพาะคุณแม่ที่เริ่มตั้งครรภ์ หากใช้ทาก่อนหน้าท้องเริ่มขยาย จะช่วยป้องกันการแตกลายของผิวที่ค่อยๆ ยืดขยายตัวโดยใช้น้ำมันมะพร้าวนวดผิวบริเวณที่กำลังขยายเป็นประจำทุกเช้า-เย็น จะช่วยทำให้ผิวบริเวณนี้มีความชุ่มชื้นไม่แห้งแตกลายได้

6. รอยคล้ำใต้ดวงตา

ผิวบริเวณใต้ดวงตานั้นมีความบอบบางมาก สามารถเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ถุงใต้ตา หรือรอยคล้ำใต้ตาได้ง่าย น้ำมันมะพร้าวก็มีคุณสมบัติบำรุงผิวรอบดวงตาได้เหมือนกับอายครีม จะทำให้ผิวชุ่มชื้น นุ่มและละเอียดขึ้น ขนตายาวขึ้นอีกด้วย

7. เช็ดเครื่องสำอาง สะอาดหมดจด

ใช้น้ำมันมะพร้าวหยดบนสำลีพอประมาณแล้วเช็ดให้ทั่วใบหน้า สามารถใช้เช็ดเครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา และริมฝีปากหมดเกลี้ยง สำหรับผู้ที่แต่งหน้าสามารถใช้น้ำมันมะพร้าวเช็ดทำความสะอาดได้ 2 รอบเพื่อความสะอาดอย่างหมดจด เมื่อเช็ดด้วยน้ำมันมะพร้าวทั่วทั้งใบหน้าแล้วทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที คราบเครื่องสำอางจะหลุดออกหมด ตามด้วยล้างออกด้วยสบู่ หลังจากนั้นซับหน้าให้แห้ง

น้ำมันมะพร้าวซึ่งมีโมเลกุลขนาดเล็ก สามารถแทรกซึมทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก ช่วยลดการเกิดสิว ฝ้า และการสะสมของสารเคมีจากเครื่องสำอาง ช่วยทำความสะอาดรูขุมขน ทำให้รูขุมขนกระชับ เต่งตึง ผิวหน้าเนียนใส และช่วยขจัดสิ่งอุดตันที่เป็นสาเหตุของการเกิดสิว อย่างได้ผล

อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันมะพร้าวบำรุงสุขภาพนั้น หากต้องการให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ก็ควรดูตามความเหมาะสมของสุขภาพเราด้วย เพราะถึงแม้ว่าจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ยังเป็นน้ำมันอยู่ดี หากร่างกายได้รับในปริมาณมาก ผลลัพธ์ก็อาจตรงกันข้ามก็ได้

Source : https://elvira.co.th/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7/

01/04/2022

Avocado oil น้ำมันมหัศจรรย์แห่งการดูแลผิว

อะโวคาโด (Avocado) เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมและรับประทานเป็นอย่างมากในแถบทวีปอเมริกาและยุโรป เนื่องด้วย อะโวคาโดนั้นมีคุณค่าทางสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

ผลอะโวคาโดจะมีสีเขียว เมื่อผลสุกจะสีเข้มขึ้น เนื้อด้านในจะมีสีเขียว มีรสชาติคล้ายกับเนย มีเมล็ดสีน้ำตาลอยู่บริเวณตรงกลางของผล

โดยในส่วนของตัวผลอะโวคาโด นั้นนอกจากจะใช้รับประทานแล้ว ยังสามารถนำมาสกัดเย็น เพื่อให้ได้น้ำมันออกมาใช้ประโยชน์ทางด้านความงามได้อีกด้วย

น้ำมันอะโวคาโด (Avocado oil)

เป็นน้ำมันที่ดูดสามารถซึมสู่ผิวได้ดีที่สุด เมื่อเทียบกับน้ำมันสกัดจากธรรมชาติชนิดอื่นๆ อย่างเช่น น้ำมันมะกอก อีกทั้งยังอุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี เลซิติน และกรดไขมันที่จําเป็น เช่น กรดลิโนเลอิก กรดโอเลอิก และ ไฟโตสเตอรอล ซึ่งมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย บำรุงผิวให้ชุ่มชื่น

ประโยชน์ของน้ำ น้ำมันอะโวคาโดในด้านการดูแลผิวพรรณ

ช่วยในการลดเลือนริ้วรอย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนช่วยปกป้องผิวจากรังสี UV ช่วยฟื้นฟูผิวคล้ำเสียที่เกิดจากแดดช่วยลดรอยแผลเป็นให้แลดูจางลงใช้ความชุ่มชื่นแก่ผิว ฟื้นฟูผิวที่แห้งกร้านให้กลับมาชุ่มชื่นทำให้ผิวขาวกระจ่างใส เรียบเนียนอย่างเป็นธรรมชาติช่วยลดจุดด่างดำต่างๆ ฝ้า กระสามารถใช้เช็ดล้างทำความสะอาดใบหน้า รวมไปถึงใช้ทำความสะอาดเครื่องสำอางช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง บรรเทาอาการผื่นคันใช้ในการหมักบำรุงผม เพื่อให้ผมนุ่มสลวย เงางามใช้นวดศีรษะเพื่อช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม

วิธีใช้ น้ำมันอะโวคาโดในการบำรุงผิว

น้ำมันอะโวคาโด สามารถใช้ได้ทั่วร่างกาย ทั้งผิวหน้า ผิวกาย และบำรุงเส้นผม โดยนำมาทาที่ผิวได้โดยตรง หรือจะผสมกับเครื่องสำอางที่มีอยู่อย่างเช่น หยดผสมกับโลชั่นใช้ทาบำรุงผิว หรือจะผสมกับน้ำมันหอมระเหยอัตราส่วน 1:1 เพื่อนวดผ่อนคลาย

ทั้งนี้ น้ำมันอะโวคาโด ยังจัดเป็น Carrier Oil หรือที่เรียกว่าน้ำมันตัวพา มีความสำคัญในการนำพาสารอื่นๆเข้าสู่ผิว หลากนำมาผสมน้ำมันหอมระเหยจะช่วยนำคุณประโยชน์จากตัวน้ำมันหอมระเหยซึมเข้าสู่ผิวได้ง่ายและไม่ระคายเคียง

ด้วยประโยชน์ที่ได้กล่าวมาทั้งหมด รวมกับความพิเศษของน้ำมันอะโวคาโดที่ซึมซาบสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว

จึงทำให้ทำให้น้ำอะโวคาโดเข้าไปเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องสำอางหลายๆชนิด และด้วยคุณประโยชน์ที่มากมายแก่ผิวจึงเรียกได้ว่า น้ำอะโวคาโดนั้น เป็นน้ำมันมหัศจรรย์แห่งการดูแลผิว

Source : https://mahosot.com/avocado-oil.html

31/03/2022

13 ประโยชน์จาก โจโจ้บาออยล์ มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ดีเยี่ยม ลดริ้วรอย ดีต่อผิว

โจโจ้บา มีประโยชน์ด้านการลดริ้วรอยก่อนวัย เป็นมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ดีเยี่ยม ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางแทบจะทุกชนิดมีสารสกัดจากโจโจ้บาออยล์อยู่ มันสกัดมาจากเมล็ดของ Simmondsia chinensis (หรือต้นโจโจ้บา) ซึ่งเป็นไม้พุ่มที่เติบโตในภูมิภาคแคลิฟอร์เนียและแม็กซิโกตอนเหนือ ในบทความนี้เราจะมาบอกถึง 13 ประโยชน์จากโจโจ้บาออยล์

13 ประโยชน์จาก โจโจ้บาออยล์

1. เป็นมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ดี

มันแตกต่างจากสารให้ความชุ่มชื่ออื่นๆ เพราะคุณสมบัติให้ความชุ่มชื่นซึ่งเป็นเกราะป้องกันบนผิว มีส่วนผสมของเซราไมด์ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารประกอบที่ให้ความชุ่มชื่นแก่ผิว คุณสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีโจโจ้บาออยล์ก่อนนอนก็ได้

2. ลดริ้วรอย

โจโจ้บาออยล์มีวิตามินอีและกรดไลโนเลอิก ซึ่งสามารถยับยั้งผลกระทบจากการออกซิเดทีฟที่ผิว คือสามารถช่วยลดการปรากฏของริ้วรอย และร่องลึกได้นั่นเอง

3. ลดรอยแตกลาย

รอยแตกลายเกิดขึ้นหลังจากการเพิ่มหรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนโดยเฉพาะผู้หญิงเสียความมั่นใจ แต่คุณสามารถย่อขนาดและทำให้มันเลือนหายได้ด้วยโจโจ้บาออยล์ เพราะมันมีคุณสมบัติที่สามารถช่วยลดการปรากฏของรอยแตกลายได้ ใช้กับบริเวณที่มีรอยแตกสองครั้งต่อวันมันจะจางลงอย่างเห็นได้ชัด

4. มีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อรา

โจโจ้บาออยล์ มีบทบาทในการรักษาโรคผิวหนังของเชื้อรา มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการจัดการเชื้อราที่เล็บเท้าขณะที่มันแทรกซึมอยู่ใต้เล็บ

5. ช่วยลดการเกิดสิว

กล่าวกันว่าโจโจ้บาออยล์มีโครงสร้างทางเคมีที่คล้ายกับไขมันในร่างกายเรา นั่นคือซีบัม สิวเกิดขึ้นเมื่อไขมันร่วมกับสิ่งสกปรกอุดรูขุมขน โจโจ้บาออยล์ช่วยให้รูขุมขนสะอาด และลดการหลั่งไขมันของผิวหนัง ลดโอกาสในการอุดตันของรูขุมขน จึงทำให้ลดโอกาสการเกิดสิว

6. ช่วยหล่อลื่นขณะโกนหนวด

การใช้โจโจ้บาออยล์ทั้งก่อนและหลังการโกนหนวด สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียในรูขุมขนได้

7. สามารถเพิ่มความเร็วในการรักษาบาดแผล

โจโจ้บาออยล์ช่วยการเจริญเติบโตของเซลล์ใหม่ ป้องกันการติดเชื้อได้ และยังสามารถช่วยทำให้บาดแผลดีได้เร็วขึ้น

8. ป้องกันการแตกของริมฝีปาก

โจโจ้บาออยล์ทำให้ริมฝีปากของคุณชุ่มชื้นได้ดี คุณสามารถใช้โจโจ้บาออยล์บริสุทธิ์ผสมขี้ผึ้งและทาลงบนริมฝีปากได้ทุกวัน

9. กระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม

ผมร่วงอาจเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ซึ่งโจโจ้บาออยล์เป็นตัวช่วยที่ทำให้รูขุมขนสะอาด และสามารถช่วยในการละลายสารคัดหลั่งส่วนเกินออกจากรูขุมขน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้ใช้โจโจ้บาออยล์กับหนังศรีษะ สิ่งนี้จะทำหน้าที่ในการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปยังหนังศรีษะได้

10. ช่วยโรคสะเก็ดเงินและกลาก

ทั้งสองสภาพิวที่เป็นโรคดังกล่าวเกิดจากอาการคันมากเกินไป โจโจ้บาออยล์สามารถบรรเทาอาการคัน ปกป้องผิวจากสารระคายเคืองภายนอก และสร้างเกราะป้องกันความชุ่มชื้นให้ผิวได้โจโบาออยล์ยังสามารถช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนังได้อีกด้วย

11. ช่วยในการักษาผิวไหม้แดด

โจโจ้บาออยล์อุดมไปด้วยวิตามินอี ซึ่งช่วยสะท้อนรังสียูวีในระดับหนึ่ง และช่วยลดผลกระทบที่อาจมีต่อผิวหนัง นอกจากนี้ยังมีวิตามินบีช่วยเร่งการเผาผลาญ และการเจริญเติบโตของเซลล์ผิวใหม่ ให้ความชุ่มชื้นและช่วยเร่งการรักษาผิวที่อ่อนโยน

12. แก้ปัญหาผมพัน

บางคนประสบกับปัญหาผมพันกันและร่วงง่าย หากไม่หวีทุกวัน แต่โจโจ้บาออยล์มีคุณสมบัติสามารถช่วยป้องกันการพันกันของเส้นผมได้

13. ช่วยรักษาหนังศรีษะแห้ง

บ่อยครั้งที่หนังศรีษะแห้งมีปัญหารังแค การใช้โจโจ้บาออยล์ช่วยให้ความชุ่มชื้นแก่หนังศรีษะและป้องกันไม่ให้แห้ง ใช้ 2-3 ครั้งต่อวัน จะช่วยลดการปรากฏตัวของรังแคบนหนังศรีษะได้

Source : https://today.line.me/th/v2/article/v2NnOl

29/03/2022

สาว ๆ น่าจะเคยได้ยินชื่อ Shea Butter จนคุ้นชินในฐานะมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญในเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม อาหาร และยาบางชนิด แต่แท้จริงแล้ว Shea Butter คืออะไร มีสรรพคุณเป็นอาหารบำรุงผิวชั้นเลิศหรือมีประโยชน์ด้านอื่น ๆ จริงแค่ไหน

Shea Butter เป็นไขมันธรรมชาติที่สกัดจากเชียนัทหรือเมล็ดของต้นเชีย มีเนื้อสัมผัสเหนียวข้นคล้ายเนย ส่วนใหญ่ใช้ในประเทศที่มีอากาศหนาวและแห้ง เพราะเป็นมอยส์เจอร์ไรเซอร์คุณภาพสูงที่ช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว ฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ถูกทำลาย ลดริ้วรอย และอาจแก้ปัญหาด้านผิวพรรณบางประการได้ เพราะอุดมด้วยสารในกลุ่มไขมันจากธรรมชาติ วิตามินอีบริสุทธิ์ วิตามินซี สารโพลีฟีนอล (Polyphenols) สารไตรเทอร์พีน (Triterpene) และสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอีกหลายชนิด

นอกจากนี้ Shea Butter ยังมีคุณสมบัติต้านการอับเสบ จึงมักถูกใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งในยารักษาโรคผิวหนัง เช่น ผิวหนังอักเสบ แผลเป็น ผิวไหม้แดด สิว หรือโรคสะเก็ดเงิน บางคนอาจใช้ Shea Butter บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ ขจัดรังแค ตลอดจนบรรเทาอาการจากโรคข้ออักเสบ โดยมีการศึกษาสรรพคุณที่กล่าวมาบางส่วนในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. บรรเทาอาการผื่นผิวหนังอักเสบ ตามที่ทราบกันดีว่า Shea Butter เป็นมอยซ์เจอร์ไรเซอร์ธรรมชาติที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ และอุดมด้วยวิตามินบำรุงผิวหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และวิตามินอีที่ช่วยป้องกันผิวไม่ให้แห้งกร้าน จึงเชื่อว่า Shea Butter น่าจะใช้เป็นส่วนประกอบในยารักษาโรคผิวหนังอักเสบได้ ซึ่งมีงานวิจัยหนึ่งได้ทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมัน Shea Butter กับผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังอักเสบที่มีอาการเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยให้ผู้ร่วมทดลองทาผิวหนังด้วยยาที่ประกอบด้วยน้ำมัน Shea Butter สารไดเมธิโคน วิตามินบี และสารอื่น ๆ วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกัน 2 สัปดาห์ จากนั้นเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลอง ผลปรากฏว่าสุขภาพผิวโดยรวมและอาการทางผิวหนังของผู้ป่วยดีขึ้นในหลายด้าน เช่น การอักเสบและความแห้งกร้านของผิวหนัง ผิวหนังแตกเป็นแผล การนูนและแข็งของผิวหนัง อาการคัน และอาการอื่น ๆ จึงอาจใช้ Shea Butter เป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคผื่นผิวหนังอักเสบชนิดไม่รุนแรงได้ แต่ก็มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่นำ Shea Butter เพียงอย่างเดียวมาทดสอบประสิทธิภาพในด้านนี้ แต่กลับไม่พบความแตกต่างอย่างชัดเจน ดังนั้น ควรมีการวิจัยเพิ่มเติมต่อไปจนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพราะการทดลองดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัด

2. ลดรอยแผลเป็น Shea Butter มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง ซึ่งอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณแผลเป็นนุ่มลง และฟื้นฟูผิวจากรอยแผลเป็นได้ ด้วยเหตุนี้ Shea Butter จึงมักถูกใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและลดรอยแผล ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยในห้องทดลองงานหนึ่งที่ศึกษาประสิทธิภาพของ Shea Butter ร่วมกับน้ำมันชนิดอื่น และเปรียบเทียบกับยาไตรแอมซิโนโลน (Triamcinolone) ที่เป็นยาใช้รักษาแผลเป็นคีลอยด์ เพื่อดูคุณสมบัติด้านการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์บริเวณแผลคีลอยด์ที่มักมีการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนขึ้นมามากผิดปกติ ผลพบว่าทั้ง Shea Butter และยาไตรแอมซิโนโลนช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลล์บริเวณคีลอยด์ได้เหมือนกัน แต่ Shea Butter ให้ประสิทธิผลในการลดจำนวนเซลล์ลงมากกว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวจึงอาจแสดงถึงความเป็นไปได้ในการนำ Shea Butter ไปพัฒนาเป็นยารักษาแผลเป็นได้

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลที่ปรากฏไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง Shea Butter กับยารักษาแผลเป็น และเป็นเพียงการทดลองในห้องปฏิบัติการเท่านั้น จึงอาจต้องศึกษาวิจัยถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยของ Shea Butter เพิ่มเติมโดยทดลองในมนุษย์ต่อไป

3. ป้องกันยุงกัด บางประเทศใช้ Shea Butter เป็นสมุนไพรไล่ยุงตามธรรมชาติ เพราะเชื่อกันว่ามีประสิทธิภาพป้องกันยุง ไม่ก่ออาการแพ้เหมือนสารเคมีไล่ยุงทั่วไป และอุดมไปด้วยอาหารบำรุงผิวหลายชนิดที่อาจลดอาการระคายเคืองจากยุงกัดได้ โดยการศึกษางานหนึ่งได้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงชนิดน้ำมันสูตรที่มี Shea Butter เป็นส่วนประกอบกับสารละลายปิโตรเลียมเจลลี่ภาย พบว่าอัตราการถูกยุงกัดของสารทั้ง 2 ชนิดค่อนข้างใกล้เคียงกัน แต่ระยะเวลาในการป้องกันยุงโดยเฉลี่ยของสูตรที่มี Shea Butter เป็นส่วนประกอบ สูงกว่ากลุ่มที่ใช้ปิโตรเลียมเจลลี่ จึงอาจนำ Shea Butter มาใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงได้ ทว่ายังไม่มีการทดลองกับมนุษย์เพื่อยืนยันคุณสมบัติข้อนี้ และงานค้นคว้าดังกล่าวเป็นเพียงงานวิจัยกับยุงเพียง 2 สายพันธุ์เท่านั้น จึงไม่อาจยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยได้อย่างแน่ชัดจนกว่าจะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมในอนาคต

4. โรคข้อเสื่อม สารสกัดจากต้นเชียและ Shea Butter มีส่วนประกอบของสารไตรเทอร์พีนที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ซึ่งอาจชะลออาการของโรคต่าง ๆ ที่เกิดจากการอักเสบไม่ให้รุนแรงขึ้น และบรรเทาอาการเจ็บปวดจากการเคลื่อนไหวได้ โดยยารักษาโรคข้อเสื่อมในปัจจุบันมักก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลังการใช้ ทำให้มีการศึกษาทดลองใช้สารสกัดจากน้ำมันเมล็ดเชียกับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมและข้อสะโพกเสื่อมจำนวน 89 คน เป็นเวลา 15 สัปดาห์ พบว่าการอักเสบ การเสื่อมของกระดูกอ่อน และแนวโน้มการสร้างกระดูกใหม่ของผู้ป่วยลดลง ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าวยังสอดคล้องกับงานวิจัยอีกงานที่ให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมจำนวน 33 คน ใช้สารสกัดจากน้ำมันเมล็ดเชียติดต่อกัน 16 สัปดาห์ ผลลัพธ์พบว่าผู้ป่วยเคลื่อนไหวเข่าได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีอาการปวดที่ลดลง จากข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ Shea Butter อาจนำไปพัฒนาเป็นยารักษาโรคข้อเสื่อมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ แต่ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมในกลุ่มทดลองที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เกิดประโยชน์สูงสุดก่อนนำไปใช้รักษาผู้ป่วยจริงต่อไป

ตัวอย่างการใช้ Shea Butter ในชีวิตประจำวัน และคำแนะนำบางส่วน ได้แก่

บรรเทาอาการผิวหนังอักเสบหลังการโกนขน หลังจากโกนขน เช็ดบริเวณนั้นให้แห้งด้วยผ้าขนหนูอย่างเบามือ และทาผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Shea Butter แต่ควรเลือกใช้สูตรที่ปราศจากแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการระคายเคืองของผิวบำรุงผิวและลดริ้วรอยตามวัย คนนิยมนำ Shea Butter มาใช้เป็นครีมลดริ้วรอยและบำรุงผิวฉบับโฮมเมด โดยผสมน้ำมันอโวคาโด ¼ ถ้วยตวง น้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ ไขผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันวิตามินอี ½ ช้อนชา และ Shea Butter 1 ช้อนชา จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปอุ่นให้ละลายจนเข้ากัน เทลงในขวดโหลที่มีฝาปิด และตั้งทิ้งไว้ให้เย็นจนส่วนผสมแข็งตัว ก็จะได้ครีมลดริ้วรอยจากธรรมชาติที่ปราศจากสารเคมีฟื้นฟูผิวไหม้แดด ผลิตภัณฑ์ประเภทมาส์กที่มีส่วนผสมจาก Shea Butter จะช่วยฟื้นฟูผิวจากการโดนแดดเผาได้ง่าย โดยใช้แผ่นมาส์กที่มีส่วนผสมจาก Shea Butter วางแปะทิ้งไว้บนผิวไหม้สักพักแล้วจึงลอกออก ป้องกันผมร่วง ใช้น้ำมัน Shea Butter ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ นวดบริเวณหนังศีรษะเบา ๆ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้น้ำมันซึมลงสู่รากผมได้อย่างเต็มที่ พอครบกำหนดเวลาให้สระผมตามปกติ หรือนำน้ำมัน Shea Butter ไปผสมกับยาสระผมหรือครีมนวดผมที่ใช้ตามปกติในสัดส่วน 5 หยด ต่อยาสระผมหรือครีมนวดผม 30 มิลลิลิตร ก็ช่วยบำรุงเส้นผมและหนังศีรษะได้เช่นกัน

Source : www.pobpad.com

28/03/2022

โกโก้บัตเตอร์คืออะไรและดีอย่างไร ?

โกโก้บัตเตอร์ (Cocoa Butter) หรือที่มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ไขมันโกโก้ หรือ เนยโกโก้ คือไขมันธรรมชาติที่ได้มาจากเมล็ดโกโก้

โดยส่วนใหญ่แล้วในเมล็ดโกโก้ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลตต่างๆ จะประกอบด้วยส่วนที่เป็นเนื้อประมาณ 50% และส่วนที่เป็นไขมันตามธรรมชาติอีกประมาณ 50% ส่วนหลังนี้เองคือโกโก้บัตเตอร์ โกโก้บัตเตอร์จะผสานอยู่ในตัวเมล็ดโกโก้และไม่ได้ปรากฏให้เห็นเมื่อเราแกะเมล็ดโกโก้ออกจากเปลือก แต่จะถูกขับออกมาก็ต่อเมื่อเมล็ดโกโก้ถูกบดและโดนความร้อนไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เราสามารถสกัดโกโก้บัตเตอร์ออกจากส่วนเนื้อโกโก้ได้ด้วยเครื่องสกัดไขมันโกโก้หรือเครื่องโกโก้เพรส (Cocoa Press) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตผงโกโก้

โกโก้บัตเตอร์ คือหนึ่งในเคล็ดลับผิวสวย

โกโก้บัตเตอร์เป็นวัตถุดิบที่มีราคาสูง เราไม่ได้หมายถึงแค่เฉพาะในวงการช็อกโกแลตเท่านั้นแต่รวมถึงในวงการเครื่องสำอางด้วย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคุณสมบัติพิเศษของโกโก้บัตเตอร์นั่นเอง

โกโก้บัตเตอร์อุดมไปด้วยกรดไขมันธรรมชาติซึ่งเมื่อซึมซาบเข้าไปในผิวจะช่วยสร้างเกราะกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นได้ยาวนาน ทั้งยังอัดแน่นไปด้วยสารพฤกษเคมี (Phytochemical)และสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและบำรุงเซลล์ต่างๆในร่างกาย โกโก้บัตเตอร์จึงมีประสิทธิภาพโดดเด่นในเรื่อง

การให้ความชุ่มชื่นและเสริมความเนียนเด้งให้กับผิว ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง อ่อนกว่าวัยปกป้องผิวจากรังสียูวีช่วยป้องกันและลดเรือนรอยแตกลายงา (นิยมใช้กันมากในหมู่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์เพื่อช่วยลดปัญหาท้องลายหรือผิวแตกลาย)

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เอง จึงไม่แปลกที่โกโก้บัตเตอร์จะไปปรากฏเป็นหนึ่งในส่วนผสมของบรรดาบอดี้โลชั่น แฮนด์ครีม ลิปมัน สบู่ มอยเจอร์ไรเซอร์ ต่างๆ และที่พิเศษที่สุดก็คือ กลิ่นของโกโก้บัตเตอร์นั้นได้ความเป็นช็อกโกแลตมาเต็มๆโดยไม่ต้องปรุงแต่งเพิ่มเติมเลย

ทั้งทานได้และบำรุงผิวได้ดีแบบนี้ เชื่อแล้วใช่ไหมคะว่าโกโก้บัตเตอร์ใกล้ตัวคุณและมีความพิเศษมากกว่าที่คิด

Source : www.chocolasia.com

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Onnut
Bangkok
10250