SnowBright Beauty

SnowBright Beauty

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก SnowBright Beauty, สุขภาพ/ความงาม, Bangkok.

เซรั่มเจลเข้มข้น Anything White (AW)
ผลิตในประเทศญี่ปุ่นได้ถูกพัฒนาให้แก้ไขปัญหาสภาพผิวหน้าทั้งสิว ริ้วรอย จุดด่างดำ เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว มียอดขายออนไลน์และยอดรีวิวจากผู้ใช้สูงสุดในญี่ปุ่น
AW มีส่วนประกอบจากธรรมชาติแท้ ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง ซึ่งรวบรวมขั้นตอนการบำรุงผิวไว้ในขั้นตอนเดียว ใช้เวลาเพียงแค่ 15 วินาที ไม่ต้องเสียเวลายุ่งยากอีกต่อไป
ผิวหน้ากระจ่างใสเห็นผลได้ภายใน 7 วัน

Photos from รู้ยัง - Roo Young's post 01/06/2022

ไอเดีย ดูแลเล็บเท้าสำหรับสาวๆ 🥰

Photos 22/08/2016

สวัสดีค่ะ ห่างหายไปนาน สบายดีกันนะคะ

Photos 03/09/2015

4 วิธีกระชับรูขุมขนง่ายๆ เคล็ดลับที่คุณอาจไม่เคยรู้
4 วิธีกระชับรูขุมขนง่ายๆ เคล็ดลับที่คุณอาจไม่เคยรู้ กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วสำหรับปัญหารูขุมขนกว้างที่สาวๆ ในสมัยนี้กำลังประสบพบเจอกัน หลายคนก็ได้ไปค้นหาวิธีกระชับรูขุมขนที่เหมาะสำหรับตัวเองและทำได้ง่ายๆ ทำได้เองที่บ้าน หลายครั้งหลายหนที่ผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างใจหรือไม่มีเวลาทำ อย่างไรก็ตามก่อนอื่นสาวๆ ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่าปัญหารูขุมขนเหล่านี้มันจะเกิดบริเวณ T-ZONE ซึ่งทำให้เกิดความยากลำบากในการเมคอัพของสาวๆ นั่นเอง นอกจากนี้มันยังเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดสิวอีกด้วย วันนี้เอเชียคลินิกได้นำ 4 วิธีกระชับรูขุมขนง่ายๆ เคล็ดลับที่คุณอาจไม่เคยรู้ มาฝากสาวๆ ผู้ใส่ใจในความสวยความงามให้ได้รับทราบและทำตามกัน เพราะนอกจากการศัลยกรรมแล้วการดูแลผิวกายด้วยตัวเองนั้นก็เป็นปัจจัยที่ทำให้สาวๆ ดูดีขึ้นได้นั่นเองค่ะ ถ้าพร้อมแล้วไปดูวิธีง่ายๆ เหล่านี้ได้เลยค่ะ

โยเกิร์ตมาร์กหน้า
วิธีนี้เป็นวิธีพื้นฐานที่สาวๆ น่าจะเคยเห็นกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว โดยให้นำโยเกิร์ตรสชาดธรรมดาๆ มาทาบางๆ ทิ้งไว้บนใบหน้าให้ทั่วโดยไม่ต้องผสมอะไรเลย และทิ้งไว้เป็นเวลาประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด วิธีนี้ทำเพียงสัปดาห์ละหนก็เพียงพอแล้วค่ะ หลายคนคงอยากรู้และสงสัยใช่ไหมคะว่าทำไมต้องใช้โยเกิร์ต สาเหตุที่ต้องใช้โยเกิร์ตมาร์กหน้าก็เพราะว่ามันมีสรรพคุณเป็นกรดอ่อนๆ ช่วยในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุสำคัญในการเกิดสิวและมีความสามารถช่วยในการควบคุมขนาดรูขุมขนอีกด้วยค่ะ

น้ำแข็งนวดหน้า
สาวๆ สามารถใช้น้ำแข็งก้อนนวดถูเบาๆ ให้ทั่วตามบริเวณที่ต้องการ วิธีนี้แนะนำให้ทำเป็นประจำทุกๆ เช้า โดยใช้เวลาประมาณ 30 วินาที ซึ่การทำแบบนี้นอกจากจะช่วยทำให้ใบหน้าของเรากระชับรูขุมขนแล้วยังช่วยให้เพิ่มความชุ่มชื่นแก่ผิวหน้าของเราอีกด้วยค่ะ

น้ำสะอาดล้างหน้า
ใช่แล้วค่ะ น้ำอุณหภูมิห้องธรรมดาและสะอาดแค่นั้นก็เพียงพอแล้วค่ะในการล้างหน้าของเรา และวิธีนี้ไม่ควรทำบ่อยจนเกินไป จำนวนครั้งที่แนะนำเพียงแค่วันละไม่เกิน 2 ครั้งเท่านั้นพอค่ะ จะแบ่งเป็นช่วงตื่นนอน 1 ครั้ง และก่อนเข้านอนอีก 1 ครั้งก็ได้ ซึ่งวิธีนี้สามารถช่วยล้างสิ่งสกปรกที่เข้ามาอุดตันอยู่ในรูขุมขนซึ่งจะทำให้รูขุมขนกว้างและไม่เรียบเนียนได้ค่ะ

ผ้าขนหนูชุบน้ำผลไม้
วิธีง่ายๆ เคล็ดลับที่สาวๆ บางคนอาจไม่เคยรู้นี้ให้นำผ้าขนหนูหรือผ้าเช็ดหน้านุ่มๆ มาชุบหรือแช่น้ำผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ยกตัวอย่างเช่น น้ำสัปประรด น้ำมะนาว หรือจะผสมกันก็ได้ค่ะ จากนั้นให้เอาผ้าขนหนูที่ชุบน้ำผลไม้เตรียมไว้มาวางทิ้งไว้บนใบหน้าของเราประมาณ 60 วินาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สาเหตุที่ต้องใช้น้ำผลไม้เหล่านี้ก็เพราะสรรพคุณของมันสามารถช่วยในการกระชับผิวหน้า และนั่นสามารถช่วยให้รูขุมขนของสาวๆ เล็กลงและกระชับขึ้นด้วยค่ะ

Photos 30/07/2015

การเมคอัพ

สีเมคอัพในปัจจุบันค่อนข้างเป็นสีอ่อนและเป็นประกายจะเหมาะกับคนที่มีอายุมากไหม
พวกสีอ่อนใสเป็นประกายนั้น เหมาะกับวัยรุ่นที่มีผิวพรรณสดใสเต่งตึง แต่งเติมไปเล็กน้อย ก็ดูสวยใสอยู่แล้ว แม้จะเป็นผู้ที่มีผิวพรรณดีอยู่แล้ว เครื่องสำอางที่เป็นประกายสามารถใช้แต้มเล็กน้อยไปบนบริเวณเปลือกตา โหนกคิ้ว กลางปากเพื่อความอวบอิ่ม และบนสีเล็บเท่านั้นนะคะ จะแต้มเติมไปทุกส่วนของใบหน้าไม่ได้ เพราะว่าเมื่อถูกถ่ายรูปมาจะดูหน้าบวมกว่าปกติและไม่สวยค่ะ

ส่วนการแต่งหน้าสำหรับผู้ที่มีอายุนั้น ไม่ควรตามแฟชั่นมากเกินไป ยึดสีเป็นธรรมชาติที่เหมาะกับผิวของตนเอง และทำให้เราดูดีเป็นธรรมชาติอยู่เสมอจะดีกว่านะคะ

Photos 16/07/2015

การออกกำลังกาย

หมายถึงกิจกรรมที่่กระทำแล้วทำให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี มีความฟิต การออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือดแข็งแรง ป้องกันโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็ง

การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการแข่งขันกับตัวเอง

หลายคนก่อนจะออกกำลังกายมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกาย อาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป

เป็นที่น่าดีใจว่าการออกกำลังให้สุขภาพดีไม่ต้องใช้เวลามากมาย เพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็พอ และก็ไม่ต้องใช้พื้นที่หรือเครื่องมืออะไร มีเพียงพื้นที่ในการเดินก็พอแล้ว การออกกำลังจะทำให้รูปร่างดูดี กล้ามเนื้อแข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคอ้วน การออกกำลังกายทำให้ร่างกายสดชื่น มีพลังที่จะทำงานและต่อสู้กับชีวิต นอกจากนั้นยังสามารถลดความเครียดได้ด้วย

Mobile uploads 05/07/2015

จิตใจที่มีความสุขและร่างกายที่แข็งแรง สวยงาม คือสิ่งที่เราปรารถนา
แบ่งเวลาพักผ่อนให้ตัวเองบ้างนะคะ..

Photos 03/07/2015

เพื่อนสาวๆทั้งหลาย หลังจากที่เราโบ๊ะหน้ามาตลอดทั้งวันแล้ว กลับบ้านก็ถึงเวลาให้หน้าสวยๆของเราได้พักผ่อนบ้าง โดยการล้างหน้าให้สะอาด ปราศจากเครื่องสำอาง ซึ่งต้องล้างให้ถูกวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวอุดตันได้ค่ะ

ขั้นตอนการล้างหน้าให้ถูกวิธี

ขั้นตอนแรก
ล้างเครื่องสำอางที่อยู่บนใบหน้าของคุณมาเป็นเวลาหลายชั่วโมงก่อนนะคะ ถ้าคุณแต่งหน้าเพียบ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ล้ำลึกเหมาะสมกับสภาพผิวหน้า เพื่อเช็ดล้างเครื่องสำอางออกให้หมดจด โดยเฉพาะมาสคาร่ากันน้ำ ซึ่งจะล้างออกค่อนข้างยาก อาจต้องใช้อายเมคอัพรีมูฟเวอร์ เช็ดออก

** หลายคนคงสงสัยว่าทำไม makeup remover หรือบางชื่อคือ eye & lip remover ถึงมีความสำคัญ?
คำตอบก็คือ ส่วนผสมของเครื่องสำอางบางอย่าง ไม่สามารถทำความสะอาดได้เพียงแค่ส่วนผสมของน้ำมันค่ะ การใช้ makeup remover ทำให้ขนตาไม่ร่วง ไม่หัก แล้วก็ช่วยถนอมผิวบริเวณรอบดวงตาไม่ให้ถูกเช็ดถูอย่างแรง จากการพยายามเช็ดมาสคาร่าออกจากขนตา ส่วนการใช้ makeup remover แปะที่ริมฝีปากก็เพื่อ ช่วยให้เม็ดสีพิกเม้นท์ของลิปสติก ไม่ตกค้างที่บริเวณปากซึ่งจะมีผลทำให้ริมฝีปากคล้ำ นั่นเองจ้า

ขั้นตอนที่ 2
จะเป็นการทำความสะอาดเครื่องสำอางประเภทครีม แป้ง และสิ่งตกค้างที่อาจจะอุดตันรูขุมขนซึ่งเป็นบ่อเกิดของสิว ขั้นตอนนี้จะใช้ ผลิตภัณฑ์ประเภท cleansing balm / cleansing oil / cleansing milk แล้วแต่สภาพผิวและความชอบ นวดวนประมาณ 5-15 นาที ให้ไขมันจาก cleansing แตกตัวไปดึงสิ่งสกปรกให้ลอยขึ้นมาจากผิว ถ้าเป็น cleansing oil บางยี่ห้อ จะใช้น้ำหยดลงไปให้ oil กลายเป็นสีน้ำนมแล้วนวด จะช่วยให้ makeup หลุดออกง่ายขึ้นค่ะ แต่ในขั้นตอนนี้ต้องล้างออกด้วยน้ำสะอาดเยอะๆ เพื่อให้แน่ใจว่าผิวหน้าสะอาดหมดจดค่ะ

ขั้นตอนที่ 3
การล้างทำความสะอาดคราบไขมันจากขั้นตอนที่ 2 ออก ในขั้นตอนนี้สามารถใช้ล้างเดี่ยวๆ ได้ ในกรณีที่อยากล้างหน้าระหว่างวัน เพื่อล้างคราบเหงื่อเท่านั้นค่ะ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ทั่วไป คือ สบู่ล้างหน้า ทั้งชนิดก้อน สบู่เหลว โฟม และเจลเลือกตามสภาพผิวและความถนัดค่ะ หากคุณมีผิวที่แพ้ง่าย ระคายเคือง ขอแนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน ปราศแอลกอฮอล์ สีและกลิ่นที่ทำให้เกิดการระคายเคือง เสร็จแล้วล้างน้ำเปล่ามากๆ เช่นกันก่อนปิดท้ายด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน

ขั้นตอนสุดท้าย
เตรียมผิวสู่ขั้นตอนการบำรุงผิวด้วยโลชั่นเช็ดผิวหรือโทนเนอร์เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทำความสะอาดผิวหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าผิวหน้าสะอาดปราศจากสิ่งสกปรกตกค้างจริงๆ ในขณะเดียวกันก็จะช่วยกระชับรูขุมขนอีกด้วย

แต่สาวๆ หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมเราถึงไว้วางใจโลชั่นเช็ดผิว หรือโทนเนอร์ได้มากกกว่าน้ำประปาที่เราใช้ล้างหน้า?
ซึ่งคำตอบก็คือ เพราะโทนเนอร์ ไม่ใช่แค่น้ำธรรมดา แต่เป็นน้ำที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อให้สะอาดที่สุดเพื่อเหมาะใช้กับผิวหน้า เป็นน้ำสุดท้ายที่สะอาดที่สุด จึงเป็นที่มาว่า ทำไมโลชั่นเช็ดผิวหรือโทนเนอร์จึงสามารถช่วยทำความสะอาดผิวได้ และเมื่อผิวหน้าสะอาดหมดจดแล้ว ไม่มีสิ่งอุดตันตรงรูขุมขน ผิวก็สามารถดูดซึมสารสำคัญในขั้นตอนบำรุงได้ดีขึ้น

เราทราบกันแล้วนะคะ ว่าทำไมเราถึงต้องใส่ใจกับการล้างหน้าให้ถูกวิธี อย่าลืมให้เวลากับการทำความสะอาดผิวหน้าของคุณให้สะอาดหมดจดนะคะ เพราะจะส่งผลให้คุณเป็นเจ้าของผิวสวยจนเป็นที่อิจฉาของใครๆเลยทีเดียวค่ะ

Photos 24/06/2015

7 วิธีทำให้หน้าขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติ

1. ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ
ครีมกันแดด ช่วยปกป้องผิวจากภัยแดดที่ขึ้นชื่อว่า เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเหี่ยวย่น การทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันจึงเป็นเสมือนการสร้างเกราะคุ้มกันให้กับผิวหน้า และในช่วงกลางวันที่แดดจ้า หลบแดดได้จะเป็นวิธีปกป้องผิวที่ดีที่สุด หรือถ้าต้องไปรับไอแดดกันจริง ๆ ควรสวมหมวกปีกกว้าง สวมแว่นกันแดด และใส่เสื้อผ้าโทนสีเข้ม เนื้อหนา ที่สามารถป้องกันการทะลุทะลวงของรังสี UV ทั้ง UVA ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวคล้ำและมีริ้วรอย และ UVB ที่ทำให้ผิวไหม้เกรียม

2. อย่ารบกวนผิวมากเกินไป
การล้างหน้าบ่อยเกินไป หรือขัดถูเช็ดผิวหน้าอย่างรุนแรงเพื่อให้มั่นใจ ว่าสะอาดเพียงพอ เป็นการทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว เพราะอาจทำให้ผิวมีริ้วรอยและหยาบกร้านได้โดยเฉพาะคนที่ผิวแห้ง การล้างหน้าต้องทำอย่างนุ่มนวลเช็ดผิวอย่างเบามือ เพื่อป้องกันริ้วรอยก่อนวัยนอกจากนี้ควรเลือกใช้ผลิตภัณท์ที่อ่อนโยนต่อผิวด้วย

3. เลือกใช้ผลิตภัณท์ที่มีส่วนผสมของ AHA
AHA หรือ Alpha hydroxy acid มีคุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ขาวขึ้นแล้ว ยังช่วยรักษาริ้วรอยจากแสงแดดได้ด้วยซี่งปัจจุบัน เครื่องสำอางส่วนใหญ่ จะมีส่วนผสมของ AHAในปริมาณ 2-15 % ซึ่งมักไม่เป็นอันตรายกับผิว แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ AHAจะทำให้ผิวหน้าไวต่อแดดมากขึ้น ดังนั้ ควรใช้ครีมกันแดดร่วมด้วยเสมอ

4. ลดริ้วรอยบาง ๆ ใต้ตาด้วยเรตินอล
เมื่ออายุมากขึ้น ริ้วรอยใต้ตา เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความร่วงโรยของผิว โดยเฉพาะผิวใต้ตา ซึ่งค่อนข้างบอบบางจึงเกิดริ้วรอยได้ง่าย หากทิ้งไว้ ก็กลายเป็นรอยตีนกาได้ คุณควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเรตินอล ซึ่งมีคุณสมบัติลดเลือนริ้วรอยจางๆ ได้ดี นอกจากนี้เรตินอลยังช่วยกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจน ทำใหผิวหน้าเต่งตึงขึ้นได้

5. อาหารต่อต้านริ้วรอย
ผู้เชี่ยวชาญท่านได้ศึกษาพบว่า อาหารที่อุดมไปด้วยผลไม้,ผัก และไขมันต่ำ จะช่วยให้ผิวพรรณของเราแข็งแรงพอที่จะต่อต้านสิ่งที่จะมาทำลายผิวให้อ่อนแอ จนเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอยได้ โดยอาหารที่แนะนำให้รับประทานก็คือ อาหารที่มีไขมันต่ำ ลดการรับประทานเนื้อแดงและของหวานลง นอกจากนี้ก็ควรเพิ่มการรับประทานผักใบเขียว, ผลไม้ เมล็ดถั่วต่างๆ, น้ำมันมะกอกที่เป็นไขมันไม่อิ่มตัว รวมทั้งเมล็ดธัญพืชต่างๆค่ะซึ่งอาหารดังกล่าวจะอุดมไปด้วยวิตามินที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินเอและซี และอี จะช่วยให้ผิวของคุณแข็งแรงและปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อมภายนอกได้

6. เว้นอาหารที่ทำลายผิวพรรณ
ไขมันอิ่มตัวในเบคอน ไส้กรอก ไอศกรีม และเนยสด กระบวนการเผาผลาญอาหารเหล่านี้ จะเกิดอนุมูลสารอิสระสูง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ของร่างกายเหี่ยวย่น และเสื่อมโทรม ส่วนอาหารที่มีน้ำตาลมากเกินไป มีผลขัดขวางกระบวนการสร้างคอลลาเจนของเซลล์ผิว ทำให้ผิวหย่อนยาน

เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน คาเฟอีนจะดูดซับความชื้นจากผิว ถ้าคุณติดกาแฟจนยากที่จะเลิก เมื่อคุณดื่มกาแฟ 1 แก้ว ก็ควรดื่มน้ำเปล่าแก้วโต ๆ ตามไป 1 แก้วเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ร่างกายขาดน้ำ และผิวพรรณขาดความชุ่มชื้นไปด้วย เครื่องดื่มแอลกฮอล์ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผิวพรรณ ขาดความเปล่งปลั่ง ถ้าคุณเป็นนักดื่ม ทุกครั้งที่ดื่มแอลกฮอล์ อย่าลืมดื่มน้ำเปล่าแก้วโต 2 แก้ว เพื่อชดเชยไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำ และช่วยป้องกันไมให้ผิวขาดความชุ่มชื้น

7. ใช้ชีวิตอย่างสมดุล
การทำงานหนัก ชนิดอดหลับอดนอน หรือไม่มีเวลาสำหรับพักผ่อน นอกจากร่างกายจะอ่อนล้าแล้ว ผิวพรรณก็หมองคล้ำ ทำให้คุณดูทั้งโทรมทั้งเหี่ยวเชียวล่ัะ ควรจัดเวลางานและเวลาส่วนตัวให้มีความสมดุล มีเวลาสำหรับการออกกำลังกาย และได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ซึ่งจะช่วยให้เซลล์ผิวแข็งเรง ไม่หย่อนยานก่อนวัย

เครดิตข้อมูล : ใสดอทคอม

Photos 19/06/2015

ข้าวกล้อง มีวิตามินเพียบ !!

คือข้าวที่สีเอาเปลือก (แกลบ) ออกโดยที่ยังมีจมูกข้าว และเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (รำ) อยู่ ข้าวกล้องจะมีสีน้ำตาลอ่อน ซึ่งจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนี้มีคุณค่าอาหารที่มีประโยชน์มาก

สำหรับข้าวขาวที่เรากินๆ กันอยู่นั้น เป็นข้าวที่เกิดจากการขัดสีหลายๆ ครั้ง จนเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวและจมูกข้าวหลุดออกไป จนเหลือแต่เนื้อในของข้าว

ข้าวกล้องบางคนเรียกกันติดปากว่า ข้าวซ้อมมือหรือข้าวแดง เนื่องจากในสมัยโบราณ ชาวบ้านใช้วิธีตำข้าวกินกันเอง จึงเรียกว่า ข้าวซ้อมมือ แต่ปัจจุบันเราใช้เครื่องจักรสีข้าวแทน จึงเรียกข้าวที่สีเอาเปลือกออกนี้ว่า ข้าวกล้อง

ข้าวกล้องมีโปรตีนประมาณ 7-12% (แล้วแต่พันธุ์ข้าว) นักค้นคว้าชื่อ โรสเดล ได้วิเคราะห์ว่า การขัดสีข้าวกล้องจนมีสีขาว จะทำให้โปรตีนสูญหายไปประมาณ 30%

ประโยชน์มากมายของการกินข้าวกล้อง

•วิตามินบีรวม ช่วยป้องกันและบรรเทาอาหารอ่อนเพลีย แขนขาไม่มีแรง
ปวดกล้ามเนื้อ โรคผิวหนังบางชนิด บำรุงสมอง ทำให้เจริญอาหาร

•วิตามินบี 1 ซึ่งถ้ากินเป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคเหน็บชาได้

•วิตามินบี 2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก

•ฟอสฟอรัส ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน

•แคลเซียม ทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว

•ทองแดง สร้างเมล็ดโลหิต และเฮโมโกลบิน

•ธาตุเหล็ก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง

•โปรตีน ช่วยเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ

•ไขมัน ให้พลังงานแก่ร่างกาย ไขมันในข้าวกล้องเป็นไขมันที่ดี ไม่มีโคเรสเตอรอล

•ไนอะซิน ช่วยระบบผิวหนังและเส้นประสาท และป้องกันโรคเพลลากรา
(โรคที่เกิดจากการขาดไนอะซิน จะมีอาการท้องเสีย ประสาทไหว โรคผิวหนัง)

•คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานแก่ร่างกาย

•กากอาหาร ข้าวกล้องมีกากอาหารมาก ซึ่งจะทำให้ท้องไม่ผูก และช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้อีกด้วย

•วิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ในข้าวกล้องจะช่วยให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ข้าวกล้องมีอะไรดีกว่าข้าวขาว

• ธาตุเหล็ก มีมากเป็น 2 เท่าช่วยป้องกันโลหิตจาง
ข้าวกล้องมีวิตามินบี 1 มากกว่าข้าวขาวประมาณ 4 เท่า ถ้ากินเป็นประจำ
จะป้องกันโรคเหน็บชา

•วิตามินบี 2 มีมากจะป้องกันโรคปากนกกระจอก

•วิตามินบีรวม มีมากกว่าจะป้องกัน และบรรเทาอาการอ่อนเพลียและขาไม่มีแรง อาการปวดแสบและเสียวในขา ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ ลิ้นแตก
หรือมีแผล ริมฝีปากเจ็บหรือมีแผล โรคผิวหนังบางชนิด โรคปลายประสาท
อักเสบ และโรคเกี่ยวกับระบบประสาทบางชนิด

•วิตามินบีรวม ยังบำรุงสมอง ทำให้เรียนเก่งขึ้นและเจริญอาหาร

•ธาตุเหล็ก มีมากเป็น 2 เท่า ช่วยป้องกันโลหิตจาง

•แคลเซียม มีมากกว่า จะทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว

•ไขมัน มีมากกว่าให้พลังงานแก่ร่างกาย

•กากอาหาร มีมากกว่าจะช่วยป้องกันท้องผูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่

•เกลือแร่และวิตามินต่างๆ ในข้าวกล้อง มีรวมกัน 20 กว่าชนิด มีหน้าที่
ทำให้การทำงานของส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
และเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ

•โปรตีน มีมากกว่าช่วยเสริมสร้างส่วนที่สึกหรอ

•แป้ง (คาร์โบไฮเดรต) มีน้อยกว่าข้าวขาว ช่วยลดความอ้วน ส่วนคนที่ผอมจะสมบูรณ์ขึ้น เนื่องจากได้รับสารอาหารต่างๆ ที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้น

•ประหยัดเงินทอง เพราะเจ็บป่วยน้อยกว่า ข้าวกล้องจะมีราคาถูกกว่า เพราะต้นทุนในการผลิตต่ำกว่า

•มีผลทำให้สุขภาพจิตและสติปัญญาดีขึ้น เพราะสุขภาพกายดีขึ้น
ปริมาณสารอาหารในข้าวขาวกับข้าวกล้อง

ผลเสียของการกินข้าวขาว

โรคและอาการต่างๆ ต่อไปนี้ จะลดลงมากหรือป้องกันได้ ถ้ากิน ข้าวกล้อง เป็นประจำ และกินอาหารเพียงพอและถูกหลัก

•โรคเหน็บชา เพราะขาดวิตามิน-บี 1 ข้าวกล้องมีวิตามิน-บี 1 มากกว่าข้าว
ขาว 385% (พบมากในประเทศที่กินข้าวขาวเป็นอาหารหลัก)

•โรคปากนกกระจอก เพราะขาดวิตามิน-บี 2 ข้าวกล้องมีวิตามิน-บี 2
มากกว่าข้าวขาว 66% (ตามชนบทมีเด็กเป็นโรคปากนกกระจอก 60%)

•โรคโลหิตจาง เพราะขาดธาตุเหล็ก เนื่องจากข้าวกล้องมีธาตุเหล็ก
มากกว่าข้าวขาว 2 เท่า (ประชากรไทยเป็นโรคโลหิตจาง 40%)

•โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ (พบมากทางภาคเหนือและภาคอีสาน โดย
เฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี) เกี่ยวเนื่องจากมาจากการขาดธาตุ
ฟอสฟอรัส และอื่นๆ ซึ่งมีในข้าวกล้อง นอกจากนั้น ฟอสฟอรัสยังช่วยใน
การเจริญเติบโตของกระดูกและฟันอีกด้วย

•โรคท้องผูก เพราะมีกากอาหารน้อย ข้าวกล้องมีกากอาหารมากกว่า 133% (ข้าวกล้องช่วยป้องกันท้องผูก และมะเร็งลำไส้ใหญ่)

•โรคทางระบบประสาทบางชนิด และโรคปลายประสาทอักเสบ เพราะขาด
วิตามินบีรวม ซึ่งมีมากในข้าวกล้อง (วิตามินบีรวม ช่วยบำรุงสมอง ทำให้
เรียนเก่งขึ้น และเจริญอาหาร)

•อารมณ์เสียง่ายกว่า หงุดหงิดเพราะชาดวิตามินบีรวม ซึ่งเป็นวิตามินที่เสริม
สร้างระบบประสาทของร่างกาย และถ้าระบบประสาทของเราไม่ดี ทำให้
เราควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดีนัก

•เบื่ออาหาร เพราะขาดวิตามินบีรวม ซึ่งข้าวกล้องมีมากกว่าข้าวขาว

•โรคขาดโปรตีน ข้าวกล้องมีโปรตีน ร้อยละ 7-12 (เด็กไทยประมาณร้อยละ
40-60 เป็นโรคขาดโปรตีนและพลังงาน) ข้าวกล้องมีโปรตีนมากกว่าข้าว
ขาว 20-30%

•โรคผิวหนังบางชนิด ขาดวิตามินบีบางตัว

•อ่อนเพลีย รู้สึกเหนื่อยกว่าปกติ ปวดเมื่อยตามตัวและขาเพราะขาดวิตามิน
บีรวม

•โรคชัก เนื่องจากขาดวิตามิน บี 6 ซึ่งมีมากในข้าวกล้อง

•ข้าวขาวมีแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) พอๆ กับข้าวกล้อง แต่มีเกลือแร่และวิตามินต่างๆ น้อยกว่าข้าวกล้อง (ในข้าวกล้องจะมีวิตามินรวมกัน 20 กว่าชนิด) ที่ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและเสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์

จะเห็นได้ว่า ผลเสียของการกินข้าวขาวมีมาก เพราะการขัดสีส่วนที่มีคุณค่าต่อร่างกายออกไป หลายท่านอาจจะกินข้าวขาว เพราะไม่รู้ว่ายังมีข้าวที่มีคุณค่ามากอย่างข้าวกล้องอยู่ จนบางคนไม่เคยรู้จักข้าวกล้องด้วยซ้ำ

คนสมัยโบราณแต่ละบ้านจะตำข้าวกินเอง ซึ่งเรียกว่า ข้าวซ้อมมือ ซึ่งก็คือ ข้าวกล้อง คนสมัยก่อนจึงมีร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคอย่างที่คนสมัยนี้เป็นกันเท่าไร เช่น โรคเบาหวาน, หัวใจวาย, มะเร็ง ฯลฯ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ก็เพราะการกินไม่เป็น

แหล่งข้อมูล : ธรรมทัศน์สมาคม

Photos 17/06/2015

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง

การออกกำลังกายไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนก็ล้วนส่งผลดีต่อร่างเราทั้งนั้น แต่ถ้าหากอยากจะให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายดูชัดเจนและให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจขึ้นมาอีก ก็ต้องขอแนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอยอดฮิตที่หลายคนต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดีควบคู่ไปกับการเล่นเวทเทรนนิ่ง ที่จะผลลัพธ์ของรูปร่างที่กระชับได้สัดส่วน แถมยังช่วยสร้างเสริมกล้ามเนื้อและกระตุ้นการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอคืออะไร?
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นรูปแบบหนึ่งของแอโรบิก มีการออกซิเจนในระหว่างการเล่น มันจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้เป็นอย่างดี การออกกำลังกายชนิดนี้จะต้องเล่นอย่างต่อเนื่องด้วยความหนักของการเต้นหัวใจระดับหนึ่งๆ เช่น การวิ่งอยู่กับที่เป็นเวลา 30 นาที การปั่นจักรยาน ว่ายน้ำหรือกระโดดตบ เป็นต้น

การเล่นเวทเทรนนิ่งคืออะไร?
เวทเทรนนิ่งต่างจากคาร์ดิโอตรงที่มันไม่ใช้ออกซิเจนในการเล่น การยกเวทจึงไม่สามารถเข้าไปเผาผลาญไขมันได้โดยตรง แต่ข้อดีของการออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อและช่วยสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมา เมื่อมีกล้ามเนื้อมากขึ้นอัจราการเผาผลาญก็จะสูงขึ้น จะสังเกตได้ว่าคนที่ออกกำลังกายด้วยคาร์ดิโอ หากมีกล้ามเนื้อมากจะสามารถเผาผลาญพลังงานขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีกว่า เช่น การยกดัมเบลที่มีความหนักมากกว่าความสามารถของกล้ามเนื้อแขน เมื่อยกไปนานๆ จะพบว่าดัมเบลมีความเบาลง นั่นก็เป็นเพราะว่ากล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น

จะเห็นได้ว่าการเล่นคาร์ดิโอควบคู่กับเวทเทรนนิ่งเป็นสิ่งที่นักออกกำลังกายทุกคนพึงกระทำควบคู่กันไปอย่างไม่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อจะช่วยให้การลดน้ำหนักส่งผลในระยะยาว ลดการเกิดภาวะโยโย่ กล้ามเนื้อมีความกระชับ แข็งแรง และลดอาการเหนื่อยหอบระหว่างการเล่นให้น้อยลงได้

ควรเล่นแบบไหนก่อน-หลังดี?
รูปแบบในการออกกำลังกายทั้งสองประเภทที่มักจะได้รับคำแนะนำอยู่เสมอๆ คือให้เลือกเล่นเวทเทรนนิ่งก่อนแล้วจึงตามด้วยการเล่นคาร์ดิโอ เนื่องจากเวทจะส่งผลโดยตรงต่อกล้ามเนื้อ ต้องใช้แรงจากกล้ามเนื้อในการเล่นมากพอสมควร หากเลือกเล่นคาร์ดิโอก่อนจะทำให้ร่างกายหมดแรงและไม่สามารถเล่นเวทต่อไปได้ ดังนั้นเล่นเวทแล้วจึงตามด้วยคาร์ดิโอจึงจะดีกว่านั่นเองค่ะ

Photos 17/06/2015

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอและเวทเทรนนิ่ง

การออกกำลังกายไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนก็ล้วนส่งผลดีต่อร่างเราทั้งนั้น แต่ถ้าหากอยากจะให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายดูชัดเจนและให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจขึ้นมาอีก ก็ต้องขอแนะนำการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอยอดฮิตที่หลายคนต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดีควบคู่ไปกับการเล่นเวทเทรนนิ่ง ที่จะผลลัพธ์ของรูปร่างที่กระชับได้สัดส่วน แถมยังช่วยสร้างเสริมกล้ามเนื้อและกระตุ้นการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้อย่างสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอคืออะไร?
การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นรูปแบบหนึ่งของแอโรบิก มีการออกซิเจนในระหว่างการเล่น มันจึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้เป็นอย่างดี การออกกำลังกายชนิดนี้จะต้องเล่นอย่างต่อเนื่องด้วยความหนักของการเต้นหัวใจระดับหนึ่งๆ เช่น การวิ่งอยู่กับที่เป็นเวลา 30 นาที การปั่นจักรยาน ว่ายน้ำหรือกระโดดตบ เป็นต้น

การเล่นเวทเทรนนิ่งคืออะไร?
เวทเทรนนิ่งต่างจากคาร์ดิโอตรงที่มันไม่ใช้ออกซิเจนในการเล่น การยกเวทจึงไม่สามารถเข้าไปเผาผลาญไขมันได้โดยตรง แต่ข้อดีของการออกกำลังกายประเภทนี้จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อและช่วยสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมา เมื่อมีกล้ามเนื้อมากขึ้นอัจราการเผาผลาญก็จะสูงขึ้น จะสังเกตได้ว่าคนที่ออกกำลังกายด้วยคาร์ดิโอ หากมีกล้ามเนื้อมากจะสามารถเผาผลาญพลังงานขณะเคลื่อนไหวร่างกายได้ดีกว่า เช่น การยกดัมเบลที่มีความหนักมากกว่าความสามารถของกล้ามเนื้อแขน เมื่อยกไปนานๆ จะพบว่าดัมเบลมีความเบาลง นั่นก็เป็นเพราะว่ากล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น

จะเห็นได้ว่าการเล่นคาร์ดิโอควบคู่กับเวทเทรนนิ่งเป็นสิ่งที่นักออกกำลังกายทุกคนพึงกระทำควบคู่กันไปอย่างไม่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อจะช่วยให้การลดน้ำหนักส่งผลในระยะยาว ลดการเกิดภาวะโยโย่ กล้ามเนื้อมีความกระชับ แข็งแรง และลดอาการเหนื่อยหอบระหว่างการเล่นให้น้อยลงได้

ควรเล่นแบบไหนก่อน-หลังดี?
รูปแบบในการออกกำลังกายทั้งสองประเภทที่มักจะได้รับคำแนะนำอยู่เสมอๆ คือให้เลือกเล่นเวทเทรนนิ่งก่อนแล้วจึงตามด้วยการเล่นคาร์ดิโอ เนื่องจากเวทจะส่งผลโดยตรงต่อกล้ามเนื้อ ต้องใช้แรงจากกล้ามเนื้อในการเล่นมากพอสมควร หากเลือกเล่นคาร์ดิโอก่อนจะทำให้ร่างกายหมดแรงและไม่สามารถเล่นเวทต่อไปได้ ดังนั้นเล่นเวทแล้วจึงตามด้วยคาร์ดิโอจึงจะดีกว่านั่นเองค่ะ

Photos from SnowBright Beauty's post 16/06/2015

5 สุดยอดผักผลไม้ กินแล้วไม่แก่

เมื่อนาฬิกาชีวิตเดินมาจนขึ้นเลขสาม อะไร ๆ ที่เคยสดใสเปล่งปลั่ง ก็เริ่มส่งสัญญาณแห่งวัยออกมา วันนี้เรามีสุดยอดผักผลไม้ที่สาว ๆ 30+ ควรติดบ้านเอาไว้เสมอมาแนะนำ เพื่อให้คุณเป็นสาวสามสิบยังแจ๋ว

1.เชอร์รี

ผลสีแดง ๆ รสเปรี้ยวอมหวานชนิดนี้ อุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าส้มถึง 30-80 เท่า นอกจากจะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอความแก่ และช่วยต้านอนุมูลอิสระแล้ว เชอร์รียังช่วยให้สาว ๆ อารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย เนื่องจากเชอร์รีมีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีที่ทำให้ผลไม้ชนิดนี้มีสีสันสดใส และมีสรรพคุณที่สำคัญคือทำให้คนกินมีความสุข ในทางการแพทย์เชอร์รีจัดได้ว่าเป็น "แอสไพรินธรรมชาติ" เลยทีเดียว

2.กล้วย

กล้วยทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม หรือกล้วยอื่น ๆ นอกจากจะหากินง่ายและมีราคาถูกแล้ว ยังเต็มไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ด้วยธาตุโพแทสเซียมที่สูง แต่โซเดียมต่ำ กล้วยจึงช่วยในการลดความดันโลหิต มีธาตุเหล็กสูงที่ช่วยกระตุ้นการผลิตฮีโมโกลบินในเลือด ทำให้ผิวพรรณของคุณดูเปล่งปลั่งมีเลือดฝาด และปริมาณเส้นใยอาหารที่มีอยู่มากยังช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติด้วย

กล้วยยังมีส่วนประกอบของวิตามินบี 6 ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ซึ่งมีผลไปถึงอารมณ์ สำหรับสาว ๆ ที่มีอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS-Premenstrual Syndrome) การกินกล้วยจะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น

3.สตรอเบอร์รี

อุดมด้วยวิตามินซีและไฟติวเรียนต์ที่จะทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ระบบประสาท ผ่อนคลายความอ่อนล้าของสมอง และทำให้สมองของคุณกระฉับกระเฉง สามารถจดจำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ

4.ผักใบเขียวต่าง ๆ

อายุมากขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคหัวใจก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย การกินผักใบเขียวทุกวันจะช่วยลดความเสี่ยงโรคนี้ได้ถึง 11เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังช่วยในเรื่องการมองเห็น เนื่องจากมีแคโรทีนอยด์ถึงสองชนิดคือ ลูทีน และซีแซนทิน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมอันเนื่องมาจากวัย และยังอุดมไปด้วยกรดโฟลิกที่จะช่วยให้ร่างกายผลิตเซลล์ใหม่ ๆ ทั้งเป็นแหล่งวิตามินอีและโฟเลตที่ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม

5.แอปเปิล

เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าแอปเปิลอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยขจัดตัวการที่ทำให้เซลล์เสื่อมสภาพ สำหรับสาว ๆ ที่ต้องการสวยสดใส ขอแนะนำให้เลือกกิน "แอปเปิลสีชมพู" ที่มีสารฟิโนลิก ซึ่งจะช่วยยับยั้งการเกิดฝ้า และชะลอความแก่ให้ผิวหนัง และมีสารฟลาโวนอยด์ที่เพิ่มการดูดซึมวิตามินซี และทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรงด้วย

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok