The icon

The icon

แชร์

ผลิตภัณฑ์ อาหารเสริมสำหรับคนรักสุขภาพ กาแฟ เพื่อสุขภาพ Room coffee.

20/08/2023

คึดฮอดทุกคนเด้อมู่พวกกะดาย

อย่า ! เพิ่งเรียกใคร..ว่า "เพื่อนแท้"
ถ้ายังไม่เคย..ร่วม "ทุกข์" ด้วยกัน

ตอนชีวิตดี..เราแทบดูไม่ออก
ใคร "จริงใจ" ใคร "จอมปลอม"
บางคน..ใช้คำว่า "เพื่อน"
เข้ามาเพื่อ..หาประโยชน์

จะดูคน/จะคบใคร..ต้องดูตอน "ลำบาก"
ตอนชีวิตเจอ "วิกฤต" เขาสนใจ !
เงินในกระเป๋าคุณหรือ "มิตรภาพ" มากกว่า

เขาอยู่ข้างๆ..ตอนเจอปัญหา
หรือ "ปล่อย" คุณ..ไว้ลำพัง !
เขาคอย "สนับสนุน" ให้กำลังใจ
หรือคอย "ฉุดรั้ง" อนาคต !
เขายอม "เสียสละ" ในบางครั้ง
หรือ..จ้องแต่จะ "เอาแต่ได้" !
เขาคอย "ปลอบใจ" ยามที่คุณ..ก้าวพลาด
หรือคอย "เหยียบซ้ำ" เมื่อคุณทำผิด !

"เพื่อน" ต้องไม่แค่ "ร่วมสุข"
แต่ต้อง..พร้อม "ร่วมทุกข์"

จำไว้ว่า "เพื่อนแท้" ที่ "แคร์" คุณจริงๆ
จะไม่หวังอะไร ! นอกจาก "หวังดี"

19/07/2023

ใหญ่แค่ไหนก็ต้องฟัง

“เตือนไม่ฟัง…ก็ต้องปล่อย”

ในเมื่อตอนนี้ เวลานี้ คนที่เก่งที่สุดคือคุณ
คุณยังจะต้องฟังคำตักเตือนจากคนอื่นอยู่ไหม
มันจำเป็นไหม… ในเมื่อคุณก็คิดเองได้

……
……

“ขงเบ้ง” ปราชญ์ผู้มากปัญญาแห่งยุคสามก๊ก
เข่าทรุดลงใจสลายนั่งร้องไห้อย่างไม่อายฟ้าดิน
หลังจากที่เห็นม้าเจ๊กผู้เป็นทั้งรุ่นน้องและศิษย์รัก
ถูกเพชรฆาตลงดาบบั่นคอเสียตามคำสั่งของตน

ก่อนหน้านั้นเขาชื่นชมในปัญญาของม้าเจ๊กอย่างมาก
เพราะม้าเจ๊กเป็นผู้ที่เคยเสนอแผนซื้อใจเบ้งเฮ็ก
จนทำให้ขงเบ้งนั้นปกครองดินแดนทางใต้ได้สำเร็จ
ผลงานในครั้งนั้นแจ้งเกิดให้กับม้าเจ๊กอย่างภาคภูมิ

แต่ไม่ใช่กับครั้งนึ้ ที่ม้าเจ๊กอาสานำทัพออกศึกเอง
ม้าเจ๊กดื้อดึงไม่ฟังคำใครและทำการศึกไม่รอบคอบ
จนทำให้สูญเสียเกเต๋งชัยภูมิสำคัญให้แก่สุมาอี้
ขงเบ้งจึงต้องสั่งประหารม้าเจ๊กตามกฏอัยการศึก

แต่ที่เหนือกว่าความเสียใจที่มีให้กับม้าเจ๊กนั้น
คือการที่ขงเบ้งนึกย้อนกลับไปถึงคำพูดของเล่าปี่
ผู้เป็นเจ้านายเก่าซึ่งเคยกล่าวตักเตือนเขาเอาไว้ว่า…

“ม้าเจ๊กผู้นี้ปากรู้มากกว่าใจ ใช้ทำการใหญ่ไม่ได้”

ยิ่งคิดถึงคำของเจ้านายเก่าที่เคยเตือนเอาไว้
ขงเบ้งปราชญ์ใหญ่ก็ยิ่งรู้สึกละอายใจอย่างมาก
ที่ตนถือดี ดื้อรั้น มั่นใจตัวเอง จนใช้คนผิดจากงาน
เขาช้ำใจร่ำไห้ต่อความละอายนี้จนแทบจะขาดใจ

……
……

ถ้าหากคุณเป็นคนที่มีสติปัญญาระดับขงเบ้ง
ปราบศึกเหนือใต้สร้างผลงานมากมายมาทั้งชีวิต
คุณจะยังคงรับฟังคำตักเตือนจากผู้อื่นอยู่ไหม
หรือจะแค่ถนอมน้ำใจรับฟังไปอย่างนั้นแต่ไม่ทำตาม

สำหรับมุมผู้รับฟังนั้นคุณจะคิดอย่างไรก็ตามแต่ครับ
แต่หากจะลองมองกลับมาที่มุมของผู้ตักเตือนบ้าง
หากจะลองมองมาในมุมที่เล่าปี่เตือนขงเบ้งดูบ้าง
มองในมุมที่เราหวังดีไปตักเตือนคนเก่งๆดูบ้าง

หลายคนก็คงจะรู้สึกอึดอัดกับความดื้อรั้นของคนเก่ง
หลายคนก็คงจะรู้สึกว่าแม้เตือนไปก็เสียแรงเปล่า
เพราะคนเก่งก็ย่อมมีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว
เพราะคนเก่งก็คงมีแผนการต่างๆเตรียมไว้อยู่แล้ว

ก็ไม่เป็นไร... ในเมื่อเตือนไม่ฟัง ก็ต้องปล่อย
ปล่อยให้ไปเจอเอง ปล่อยให้เข้าใจด้วยตัวเอง
เพราะบางอย่างก็ทำเต็มที่ได้แค่ตักเตือนเท่านั้น
ถ้าผิดจากคำเตือนของคุณ เขาไปรอดไม่ล้มลงก็ดีไป
แต่หากวันไหนเขาล้มเหลวผิดพลาดตามคำของคุณ
เขาก็จะละอายใจคิดถึงคำเตือนของคุณเองล่ะครับ

ด้วยความปรารถนาดี
#สามก๊กตั้งวงเล่า ✍🏻📖
“เข้าใจแก่น ประยุกต์ใช้จริง”

จากหนังสือ :
#สามก๊กตั้งวงเล่า_ฉบับข้อคิดชีวิต 📖📖
สามก๊กตั้งวงเล่า ฉบับปัญญาชีวิต 📖📖
สามก๊กตั้งวงเล่า ฉบับคุณธรรมชีวิต 📖
อาจารย์เป๋งถามตรงขงเบ้ง 📗🌪🌪🌪
อาจารย์เป๋งสัมภาษณ์โจโฉ 📕🔥🔥🔥
อาจารย์เป๋งโค้ชชิ่งซุนกวน 📙🌊🌊🌊
อาจารย์เป๋งไต่สวนเล่าปี่ 📘🌿🌿🌿

หาซื้อได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป…
หรือสั่งซื้อโดยตรงที่กล่องข้อความเพจ
หรือสั่งซื้อที่ : Shopee.co.th/preecha.meechai
และ ร้านเคล็ดไทย http://www.kledthai.com

18/07/2023

#ผญา #ผะหยา (ปรัชญาลาวอีสาน)

ผญา เป็นประเพณีของชาวอีสานมาตั้งแต่บรรพบุรุษในการพบปะพูดคุยกันโดยเฉพาะหนุ่มสาว มักจะใช้คารมทั้งนี้เพื่อ เป็นการแทงใจหรือหยั่งใจให้ได้ทราบถึงความรู้สึกนึกคิดที่อยู่ภายใน ให้แสดงออกมาอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อได้ถูกท้าทายด้วยความของฝ่ายตรงข้ามแล้วจะทนอยู่ไม่ได้ จึงแสดงการโต้ตอบออกมาเป็นสำนวนโวหารเช่นกันสำนวนโวหาร หรือคารมนี้เรียกว่าผญาจุดเกิดของผญานั้นอยู่ที่ความรักระหว่างหนุ่มสาว ซึ่งเป็นประเพณีของชาวอีสานทั่วไป การพูดผญาหรือการจ่ายผญา ได้มีการแข่งขันต่อสู้เพื่อเอาแพ้เอาชนะกันและมีอยู่เป็นประจำที่หนุ่มๆ ได้คัดเลือกหาผู้เก่งๆแล้วนำไปแข่งขันระหว่างหมู่บ้านใช้เสียงแคนประสานการพูดคุยกันด้วยผญา ก็ถือว่าเป็นการสนุกสนานกันอยู่แล้ว ต่อมาได้มีผู้คิดหาเสียงแคนมาประสาน เข้าเป็นจังหวะ ทำให้มีรสเข้มข้น ไพเราะจับใจยิ่งขึ้นและได้เปลี่ยนจากการพูดคุยธรรมดามาเป็นการลำ คือ มีทำนอง มีจังหวะเพิ่มขึ้น ซึ่งเรียกว่า ลำผญา

ความเป็นมาของผญาโดยมีคนแก่เล่าเป็นนิทานมาว่า เหตุเกิดที่เมืองหลวงพระบาง ท้าวปางคำเป็นนักปราชญ์ใหญ่ประจำราชสำนักเป็น แต่งโคลง ฉันท์ กลอน และนิทาน วรรณคดี ในขณะนั้นมีเซียงน้อยคนหนึ่งมีแววฉลาดได้รับเชิญ เข้าไปทำงานในพระราชสำนักและร่วมเป็นนักปราชญ์ ร่วมแต่งหนังสือกับท้าวปางคำ ว่ากันว่า เซียงน้อยคนนั้นเห็นอะไรก็สามารถกล่าวออกมาเป็นกลอนได้เลย เมื่อท้าวปางคำแต่งกลอนใน เนื้อหานิทาน พอไปถึงตอนสำคัญต่าง ๆ เช่น ตอนพ่อสอนลูก ตอนบ่าวสาวในนิทานเกี้ยวกันก็ให้ เซียงน้อยแต่ง เซียงน้อยท่านนั้นจึงได้เป็นนักปราชญ์ร่วมสมัยกับท้าวปางคำ ความเป็นมาของ ผญาก็มีมาดังกล่าว

ผญามีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน อันเกิดจากวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติ ผสมผสานกับหลักศาสนาอย่างกลมกลืนและเป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิตโดยอาศัยภูมิปัญญา ท้องถิ่นที่สังคมสืบทอดกันมาผ่านกระบวนการที่กลั่นกรองตามเงื่อนไขของกาลเวลา ผญาจึงถือว่าเป็นปรัชญาชีวิตของคนอีสานอย่างแท้จริง

การสืบทอดวรรณกรรมคำผญาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อาศัยการจำแบบปากต่อปากกันมากกว่าการจดบันทึก คนในสมัยก่อนรู้จักผญาและสามารถพูดผญาได้ตั้งแต่วัยสูงอายุ จนกระทั่งวัยหนุ่มสาว แต่ในสภาพสังคมปัจจุบันความนิยมของการใช้ผญาได้เปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญใหม่ ๆ เข้ามาทำให้สิ่งเก่า ๆ จางหายไป ยังไม่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้คำผญาสลายไปตามกาลเวลา

ผญานี้ได้ฟังจากคนแก่นคนเฒ่าเล่าว่า กำเนิดที่พระราชวังหลวงพระบาง สมัยหลายร้อยปีมาแล้ว ท่าเล่าว่า ท้าวปางคำ เป็นนักแต่งโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และนิทานในวรรณคดีต่างๆของภาคอีสาน ท่านให้รับเชิญไปเป็นปราชญ์หลวง ประจำราชสำนักหลวงพระบาง และได้แต่หนังสือจารึกใส่ใบลานไว้มากมาย
ในสมัยเดียวกัน ได้มีเซียงน้อย (คนที่ลาสิกขาจากการเป็นสามเณร)คนหนึ่ง มีชื่อไม่ปรากฏ เป็นคนมีแววฉลาดตั้งแต่เป็นสามเณร พอลาสิกขาออกมาก็ได้รับเชิญเข้าไปทำงานในราชสำนัก ได้เป็นปราชญ์ร่วมแต่งหนังสือกับท้าวปางคำ เล่ากันว่าเซียงน้อยคนนี้ เห็นอะไรก็ว่าเป็นกลอนได้เลย เช่น
1.มองเห็นผักอี่ตู่(แมงรัก)ก็ว่า “เจ้าผู้ผักอี่ตู่เตี้ยต้นต่ำใบดก กกบ่ทันฝังแน่นสังมาจีจูมดอก ฮากบ่ทันหยั่งพื้นสั่งมาปี้นป่งใบ”
2.มองเห็นฝูงหงษ์ก็ว่า “เจ้าผู้หงษ์คำผ่าย เวหาเหินเมฆ กาดำขอเหนี่ยวน้อม นำก้นว่าจั่งได๋
3.มองเห็นช้างก็ว่า “เจ้าผู้แนวนามช้างสัตว์สูงบ่ห่อนต่ำ บ่คือเชื้อไก่กุ้มหางสั่นบ่ห่อนยาว
4.มองดูท้องฟ้ากลางคืนก็ว่า “คันเจ้าคิดฮอดข่อยให้เหลียวเบิ่งเดือนดาวขอ ให้สายตาเฮากล่อมกันอยู่เทิ้งฟ้าฯลฯ ตั้งแต่นั้นมา เมื่อท้าวปางคำปราชญ์ใหญ่แต่งคำกลอน ในเนื้อหานิทาน พอไปถึงตอนพ่อสอนลูก ก็ให้เซียงน้อยแต่ง พอไปถึงบทบ่าวสาวเกี้ยวกัน ก็ให้เซียงน้อยแต่ง ดังนั้น เซียงน้อยท่านนี้ จึงได้เป็นปราชญ์ร่วมสมัยกับท้าวปางคำ ความเป็นของผญาก็มีด้วยประการฉะนี้.....

#ประเภทของผญาแบ่งหลายประเภท

#คำสอน

มีลักษณะเตือนสติของผู้ฟังหรือผู้อ่านในนึกถึงศีลธรรมตามความเชื่อ กระตุ้นให้เกิดความสำนึกรักในถินกำเนิด หรือเป็นข้อความอุปมาอุปมัยให้ประพฤติตนเป็นคนดี เช่น

"คันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มเป็นพระยา อย่าได้ลืมคนทุกข์ผู้ขี่ควายคอนกล้า คันเจ้าได้ขี่ซ้างกั้งฮ่มสัปทน อย่าได้ลืมคนจนผู้แห่นำตีนซ้าง"หมายถึง ถ้าได้เป็นผู้มีอำนาจก็อย่าลืมเหลียวแลผู้ด้อยอำนาจกว่าหรือผู้อยู่เบื้องหลังตน

"บุญ บุญนี้บ่แหม่นของแบ่งได้ ปันแจกกันแหล่ว บ่อห่อนแยกออกได้ คือไม้ผ่ากลาง คือจั่งเฮากินข้าว เฮากินเฮาอิ่ม บ่แหม่นไปอิ่มท้อง เขาพุ้นผู้บ่กิน" หมายถึง การทำบุญเป็นสิ่งที่ทำได้เฉพาะตนเท่านั้นแบ่งไปให้คนอื่นไม่ได้ เหมือนกินข้าวแล้วคนที่กินถึงจะอื่มคนที่ไม่ได้กินก็ไม่อิ่มท้อง

#เกี้ยวพาราสี

มีลักษณะการเกี้ยวพาราสีหรือชมอีกฝ่ายในทางชู้สาว เพื่อถามคำถามหรือพรรณาถึงความรักที่ตนมี “สิบปีกะสิถ่าซาวพรรษากะสิอยู่ คันบ่ได้เป็นคู่เห็นแต่อุแอ่งน้ำกะปานได้นั่งเทียม” หมายถึง จะสิบปี ยี่สิบปีก็จะรอ ต่อให้ไม่ได้เจอหน้าเจอแค่ตุ่ม(ของคนที่ชอบ)ก็เหมือนได้นั่งอยู่ข้างๆ และมีการรับส่งระหว่างหญิงชาย เช่น

(ชาย) "อ้ายนี้อยากถามข่าวน้ำ ถามข่าวถึงปลา อยากถามข่าวนา ถามข่าวถึงเข้า อ้ายอยากถามข่าวน้อง ว่ามีผัวแล้วหรือบ่ หรือว่ามีแต่ชู้ ผัวสิซ้อนหากบ่มี"

(หญิง) "น้องนี้ปอดอ้อยซ้อยเสมอดังตองตัด พัดแต่เป็นหญิงมา บ่มีชายสิมาเกี้ยว พัดแต่สอนลอนขึ้น บ่มีเครือสิเกี้ยวพุ่ม พัดแต่เป็นพุ่มไม้เครือสิเกี้ยวกะบ่มี" หมายถึง

(ชาย) พี่อยากถามข่าวจากน้ำว่าปลาเป็นยังไง อยากถามข่าวจากนาว่าข้าวเป็นยังไง อยากถามข่าวน้องว่ามีสามีหรือยัง

(หญิง) น้องนี้โสดอยู่ ตั้งแต่เกิดมายังไม่มีใครมาจีบ และไม่รู้จะไปพึงพิงใคร

#ปริศนา

เป็นการตั้งทำถามที่ต้องใช้การตีความจึงจะเข้าใจความหมายที่แท้จริงของผู้สื่อสารหรือบางครั้งเป็นการประชดประชันผู้ฟัง เช่น

"อยากกินข้าว ให้ปลูกใส่พะลานหิน อยากมีศีล ให้ฆ่าพ่อตีแม่ อยากให้คนมาแวะ ให้ฆ่าหมู่เดียวกับ"

หมายถึง ถ้าจะกินข้าวให้ปลูกในลานหิน ถ้าอยากมีศีลให้ฆ่าพ่อแม่ ถ้าอยากให้คนมาหาให้ฆ่าเพื่อนทิ้ง ซึ่งเป็นการประชดประชันและความหมายจริงๆนั้นตรงกันข้ามกับข้อความในผญา

#อวยพร
ใช้อายพรในโอกาสต่างๆ เช่น "นอนหลับให้เจ้าได้เงินหมื่น นอนตื่นให้เจ้าได้เงินแสน แบมือไปให้ได้แก้วมณีโชติ โทษฮ้ายอย่ามาพาล มารฮ้ายอย่ามาเบียด” หมายถึง ตอนจะนอนหลับขอให้ได้เงินหมื่น นอนตื่นขอให้ได้เงินแสน กางมือออกได้แก้วมสปรารถนา โรคภัยอย่าได้เบียดเบียน

ทักด่วน 28/04/2023

อาชีพที่อิสระอย่างแท้จริง

ทักด่วน

16/11/2022

ขั้นเทพ สุดๆ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10220