OVERT Beauty Center

OVERT Beauty Center

แชร์

ขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพและควา?

จำหน่าย วิตามิน อาหารเสริม พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับการรับประทาน วิตามิน อาหารเสริมเพื่อชะลอวัย บำรุงผิวสวย ผิวขาวใส คืนความอ่อนเยาว์และสุขภาพที่แข็งแรงให้อยู่กับคุณตลอดไป

23/10/2018

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ดูให้รู้ : สารความแก่ เอาออกได้ (10 ม.ค. 59) 21/10/2018

🔥กินอย่างถูกวิธีช่วยชะลอวัยได้คุณรู้หรือยัง

1. งดทานของทอด ขอปิ้งย่าง และของหวาน
แล้วหันมาทานอาหารต้ม รสจืดแทน 😭

2. ลำดับการกินซะใหม่ เริ่มจาก ทานผัก > เนื้อ > ข้าว สาเหตุที่ควรกินข้าวหรือของหวานไว้ลำดับสุดท้ายเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงช้าลง และทำให้อิ่มไวกว่าปกติ ช่วยลดความอยากอาหารได้😭

3. ลองดู video ของรายการดูให้รู้ให้จบแล้วคุณจะรู้ว่าอาหารทุกชนิดมี *สารให้ความแก่* ในตัวมันเอง แล้วจงพยายามเลี่ยงอาหารที่มี *สารให้ความแก่* สูงๆ

#กินยังไงไม่แก่
#กินอะไรไม่แก่เร็ว
#กินอะไรหน้าไม่แก่
#กินชะลอวัย
Ref.

ดูให้รู้ : สารความแก่ เอาออกได้ (10 ม.ค. 59) ใคร ๆก็อยากสาว อยากหล่อ อยากเต่งตึง ไม่เหี่ยวย่น ดังนั้นวิวัฒนาการในเรื่องความงามจึงพัฒนาไปเรื่อย ๆ จะทำ.....

21/10/2018

#ทำไมน้ำหนักไม่ลดสักที
#เบื่อความอ้วน

ปัญหาโลกแตก คนส่วนใหญ่ที่ลดน้ำหนักไม่ค่อยได้ผลนั้น มีสาเหตุที่แตกต่างกันออกไปมากมาย ซึ่งเราได้รวบรวมปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่เป็นไปตามเป้าหมายดังนี้
1. หลังออกกำลังกายแล้วทานอาหารมากเกินไป -> ทำให้พลังงานทำเรารับเข้าสูงกว่าที่ใช้ไป
2. หลังออกกำลังกายแล้วทานอาหารน้อยเกินไป -> ทำให้ร่างกายต้องไปสลายจากกล้ามเนื้อเพื่อมาเป็นพลังงาน ส่งผลให้ระดับการเผาผลาญของร่างกายเราต่ำลง
3. ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ -> ซึ่งประโยชน์ของการทานโปรตีนมี 2 ข้อ คือ - ข้อแรกโปรตีนย่อยช้ากว่าคาร์โบไฮเดรต ทำให้เราลดความอยากอาหารลง - ข้อสอง เป็นตัวช่วยในการรักษามวลกล้ามเนื้อและเซลล์ต่างๆให้แข็งแรง หากเราได้โปรตีนไม่เพียงพอร่างกายเราก็จะสลายโปรตีนเป็นพลังงานซึ่งทำให้ระดับการเผาผลาญเราลดต่ำลงด้วย
4. ควบคุมอาหารในส่วนของคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป -> จนไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ระหว่างวัน
5. ทานอาหารที่โฆษณาว่ามีไขมันต่ำ -> แม้ว่าผู้ผลิตลดไขมันลงให้เหลือน้อย แต่เค้าก็ใส่น้ำตาลลงไปแทนหรือสารตัวอื่น ๆ ที่แต่งรสชาติ ทำให้อยากทานมากกว่าเดิม (อันนี้ต้องหัดอ่านฉลากโภชนาการ)
6. ดื่มน้ำน้อยเกินไป -> งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยยูทาห์ พบว่าการดื่มน้ำ 2 แก้วก่อนอาหารทุกมื้อส่งผลให้มีการลดน้ำหนัก เพราะว่าน้ำช่วยทำให้เรารู้สึกอิ่มท้อง ในทางกลับกันหากเราดื่มน้ำน้อยเกินไปทำให้เรามีโอกาสที่จะทานอาหารที่มีแคลอรีมากเกินความจำเป็น
7. พักผ่อนไม่เพียงพอ -> จากงานวิจัย (ผู้ร่วมวิจัย 500 คน) บอกว่าหากคุณนอนขาดไปแค่ 30 นาที ทำให้เราเสี่ยงต่อโรคอ้วนขึ้น 17% เพราะการนอนที่ไม่เพียงพอนำไปสู่การเพิ่มของระดับของฮอร์โมนความหิว (เกรลิน) และลดระดับฮอร์โมนความอิ่ม (เลปติน) ดังนั้น ควรนอนให้ได้วันละ 7 - 8 ชม.
8. อยู่ในภาวะเครียด/ซึมเศร้า -> ซึ่งส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดคือ #คอร์ติซอล ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเผาผลาญพลังงานของร่างกายออกมา ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุทำให้น้ำตาลในเลือดสูงจนตับอ่อนต้องผลิต #อินซูลิน ออกมาเพื่อดึงกลูโคสที่สูงขึ้นไปเก็บที่ตับ เมื่อน้ำตาลในเลือดตก เราก็จะหิวและอาจทานไม่เลือกได้
9. เป็นโรคบางชนิด -> เช่น ไทรอยด์เป็นพิษในลักษณะของ ไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism) ซึ่งทำให้ระบบการเผาผลาญร่างกายเราต่ำลง เป็นโรคคุชชิง ซินโดรม (Cushing syndrome) เป็นต้น
10. ใช้ยาบางชนิด -> เช่น ยาคุมกำเนิด/ ยาแก้โรคซึมเศร้า/ยาแก้ไมเกรน/ ยาลดความดัน/ ยารักษารูมาตอยด์/ ยารักษาไทรอยด์/ ยาเสตอรอยด์ เป็นต้น งานวิจัยบอกว่า คนที่ใช่ยาแก้โรคซึมเศร้า/เครียด มากกว่า 25% มีรายงานว่าน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ปอนด์หรือมากกว่านั้น
11. สำหรับเพศหญิง -> ในช่วงที่มีประจำเดือน ฮอร์โมนเพศหญิง(เอสโตรเจน) จะสูงขึ้น ซึ่งฮอร์โมนเพศหญิงนั้นชอบไขมัน #ร่างกายจึงมีการสะสมไขมันมากขึ้น นอกจากนี้ร่างกายจะมีการบวมน้ำเกิดขึ้นทำให้ร่างกายเราบวมและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 1- 2 กก.
12. ออกกำลังในรูปแบบที่ซ้ำจนเกินไป -> (ร่างกายจะมีก่ีจดจำ เรียนรู้ และปรับตัวในรูปแบบเดิม ๆ ได้ ทำให้ไม่มีความท้าทาย และทำให้ออกแรงเท่าเดิมแต่พลังงานที่ใช้น้อยลงเพราะชินแล้ว
13. ออกกำลังกายแบบเวทเทรนนิ่งทำให้กล้ามเนื้อเพื่อขึ้น -> แต่ด้วยขนาดของกล้ามเนื้อในปริมาณที่เทียบกับไขมันกล้ามเนื้อจะมีปริมาตรที่น้อยกว่าไขมันไม่ต่ำกว่า 3 - 5 เท่า ซึ่งทำให้น้ำหนักคุณไม่ลดลง แต่ตัวจะกระชับขึ้น
14. ระดับการเผาผลาญของร่างกายคุณต่ำ -> อาจเนื่องมาจากการควบคุมอาหารที่ผิด ๆ การไม่เล่นเวทเทรนนิง หรือ เป็นไฮโปไทรอยด์
15. ทานเค็มมากเกินไป -> ทำให้เซลล์อุ้มน้ำ ทางที่ดีควรเลี่ยงขนมบรรจุห่อและอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปทั้งหลายดีกว่า
16. หักห้ามใจกับขนมหวานไม่ไหว -> คุณอาจตั้งเป้าว่าจะไม่ทานขนมหวานต่าง ๆ แต่เมื่อคุณเห็นมันในครัว หรือ ที่ออฟฟิศก็อาจทำให้คุณตบะแตกจนได้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเวลาช่วง 3 โมงเย็นกับเวลาก่อนนอนที่ทำให้เราตบะแตกในเรื่องการทานขนม
17. ระบบย่อยอาหารผิดปกติ -> อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ขาดน้ำ/ การใช้ยา/ ใยอาหารน้อย/ หรือ #ขาดแบคทีเรียที่สำคัญบางชนิดในลำไส้ เป็นผลให้การย่อยอาหารผิดปกติไป
18. คุณแก่แล้ว (Aging process) -> เมื่อเราขึ้นเลข 3 เราจะเริ่มสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ทำให้ระดับการเผาผลาญลดลง หากเราไม่ดูแลตัวเองเราก็เตรียมตัวอ้วนได้เลย ครับ

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก อ.นพ.สมบูรณ์ รุ่งพรชัย
- อาจารย์พิเศษ สำนักวิชาเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

30/04/2018

#ยาลดน้ำหนัก
เดี่ยวนี้ยาหรืออาหารเสริมสำหรับลดน้ำหนักมีออกมาขายกันอย่างมากหน้าหลายตา ไม่ว่าจะเป็นแบบเม็ด แล้วผงละลายน้ำ ไม่ว่าจะจากคลินิกความงาม แบรนด์ขายตรง หรือพ่อค้าแม่ค้าที่ทำยาออกมาขาย ทำให้เราเลือกไม่ถูกเลยทีเดียว

ไม่ว่าจะยังไงหมอมีข้อเตือนใจอยู่หนึ่งอย่างเลย คือ ยาหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ให้ผลเร็วเกินไป โดยเฉพาะยากินแล้วเห็นผลเลยที่ไม่จำเป็นต้องควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายเลย ย่อมต้องมีผลเสียเป็นเงาตามตัวดังนั้นก่อนจะเลือกยาจากแบรนด์ใดก็แล้วแต่ควรตรวจเช็ค เรื่อง อย. และส่วนผสมขอยาเหล่านั้นให้ดีสะก่อนว่ามีสารอันตรายในยาหรือไม่

สารอันตรายที่ควรระวังโดยสังเกตุได้จากอาหารที่กระทบต่อร่างกายของเรามีดังนี้

1. ยาลดความอยากอาหาร เช่น เฟนเตอมีน (Phentermine) ซึ่งเป็นยาในกลุ่มแอมเฟตามีน โดยยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์กระตุ้นศูนย์ควบคุมความอิ่มทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร โดยผลข้างเคียงที่เกิดจากยากลุ่มนี้ เช่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ปวดศีรษะ หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง อาจหมดสติหรือชักได้ เป็นต้น ซึ่งยาเฟนเตอมีนนี้มีข้อบ่งชี้ในการรักษาโรคอ้วนโดยตรงแต่ให้ใช้ในระยะสั้นเท่านั้น เช่น ไม่ควรใช้เกิน 3-6 เดือน และหากรับประทานยาลดความอ้วนกลุ่มนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการติดยาได้ เนื่องจากยามีฤทธิ์ทำให้เคลิ้มมีความสุข และถ้าหากหยุดยาทันทีทันใด อาจเกิดภาวะถอนยาได้ อาการถอนยาดังกล่าวได้แก่ สับสน หวาดระแวง ประสาทหลอน เป็นต้น ยากลุ่มนี้จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 ดังนั้นการใช้ยากลุ่มนี้จึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
2.ไทรอยด์ฮอร์โมน เป็นยาที่ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำกว่าปกติ ซึ่งยามีผลเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลงเร็ว โดยยากลุ่มนี้ทำให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่างเช่น น้ำหนักที่ลดลงเป็นน้ำหนักที่ลดลงที่เกิดจากน้ำหนักตัวที่ปราศจากไขมัน (lean body mass) แทนที่จะเป็นไขมัน ซึ่งเป็นการทำลายโปรตีนของกล้ามเนื้อ มีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ เช่น ทำให้ใจสั่นหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น
3.ยาขับปัสสาวะ มีผลขับปัสสาวะออกจากร่างกาย ทำให้น้ำหนักลดลงเร็วหลังใช้ยา แต่ยาขับปัสสาวะไม่มีผลในการลดแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับ มีผลเพียงทำให้ปริมาณน้ำในร่างกายลดลงเท่านั้น ซึ่งนอกจากนี้ยังทำให้สูญเสียสมดุลของเกลือแร่ที่สำคัญต่อร่างกายไปด้วย ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายอาการผิดปกติต่อหัวใจ สมอง และอาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ โดยยากลุ่มนี้ไม่ควรนำมาใช้ในการลดน้ำหนักอย่างยิ่ง
4.ยาถ่ายหรือยาระบาย จะกระตุ้นลำไส้ใหญ่ให้บีบตัวทำให้ถ่ายมากหรือบ่อยขึ้น เพื่อขับไล่อาหารออกจากทางเดินอาหารภายหลังการรับประทานยาเข้าไป ทำให้รู้สึกว่าน้ำหนักลดลง แต่การใช้ยาระบายในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องเดิน ร่างกายสูญเสียสมดุลของน้ำและเกลือแร่ เกิดอันตรายได้ และการใช้ยาระบายติดต่อกันนานๆ ส่งผลร่างกายเริ่มทนต่อยา คือ การใช้ยาในขนาดเท่าเดิมแต่ให้ผลการรักษาลดลง หากต้องการผลการรักษาเท่าเดิม ต้องเพิ่มขนาดยามากขึ้น ดังนั้นควรใช้ยาระบายเพื่อบรรเทาอาการท้องผูกเท่านั้น ไม่ควรนำมาใช้ในการลดความอ้วน
5.ยาลดการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร ยานี้ไม่มีผลต่อการลดน้ำหนัก แต่ใช้เพื่อลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดจากยาลดความอยากอาหารที่มีผลทำให้ไม่หิว ดังนั้นร่างกายจึงไม่ได้รับอาหารหรืออาจได้รับอาหารเพียงเล็กน้อย ซึ่งการที่ร่างกายไม่ได้รับอาหารแต่ยังมีกรดในกระเพาะอาหารหลั่งเพื่อย่อยอาหารอยู่ อาจเป็นเหตุให้เกิดโรคกระเพาะได้ จึงให้ยานี้เพื่อลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร
6.ยาลดอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น โพรพราโนลอล (Propranolol) ปกติจะใช้เพื่อรักษาโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ การใช้ร่วมกับยาชุดลดความอ้วนนั้น เพื่อลดอาการใจสั่นที่เป็นผลข้างเคียงของยาลดความอยากอาหาร และไทรอยด์ฮอร์โมน ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากยาลดอัตราการเต้นของหัวใจได้แก่ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หัวใจเต้นช้า ความดันโลหิตต่ำ เป็นต้น
7.ยานอนหลับหรือยาที่มีฤทธิ์ข้างเคียงทำให้ง่วงนอน เช่น ไดอะซีแพม (Diazepam) ใช้เพื่อลดผลข้างเคียงจากยาลดความอยากอาหารซึ่งกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้นอนไม่หลับ ซึ่งยาในกลุ่มยานอนหลับนี้ยังจัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 2 ดังนั้นการใช้ยากลุ่มนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ นอกจากนี้หากรับประทานยากลุ่มนี้ในขนาดที่สูงเกินไป อาจมีผลทำให้เกิดการกดการหายใจและความดันโลหิตต่ำได้

หากสงสัยหรือไม่แน่ใจในยาที่รับประทานอยู่หมอแนะนำว่าควรนำยาและขวดยาไปปรีกษาแพทย์โดยด่วนนะครับ เพราะยาอันตรายที่หมอยกมาให้อ่านล้วนมีผลเสียในระยะยาวทั้งสิ้น

By Dr.Aoh

Cr. http://www.pharmacy.mahidol.ac.th

Photos from OVERT Beauty Center's post 08/02/2018

ยารักษาสิว Isotretinoin (Roaccutane, Acnotin, Sotret, Isotane)อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

สิว(acne) จัดเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กวัยรุ่นทั้งชายและหญิง การเป็นสิวมีผลต่อคุณภาพชีวิตทั้ง ด้านอารมณ์ จิตใจ และสังคม ทำให้สูญเสียความมั่นใจในตนเอง ทำให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล ไม่สามารถเข้าสังคมได้ อีก ทั้งความเข้าใจของคนส่วนใหญ่เกี่ยวกับสิวมักจะเป็นเรื่องของความสวยงาม ทำให้หลายคนพยายามซื้อยามารักษาด้วยตนเอง ซึ่งแท้จริงแล้วการรักษาสิวจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผิวหนังอย่างเหมาะสม การใช้ยาโดยไม่จำเป็นหรือไม่ เหมาะสมกับอาการ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการได้รับอันตรายจากยาได้

ยาที่ใช้ในการรักษาสิวมีหลายชนิด หลายรูปแบบ แต่ที่พบว่ามีความนิยมใช้กันเป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มที่จะใช้ อย่างผิดวิธี คือ ยาในกลุ่มกรดวิตามินเอ ชนิดรับประทาน ที่มีชื่อสามัญทางยาว่า ไอโสเตรติโนอิน (isotretinoin) หรือ เรติโน อิก แอซิด (retinoic acid) และมีชื่อทางการค้า ที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ Roaccutane® (โรแอคคิวเทน), Acnotin® (แอคโนทิน), Sotret® (โสเตรส), Isotane® (ไอโสเทน) เป็นต้น ยาชนิดนี้แม้ว่จะมีประสิทธิภาพในการรักษาสิวที่ดี แต่ผลข้างเคียงของยานั้น นับว่ามีมากและรุนแรงโดยเฉพาะการใช้ยาอย่างผิดวิธี ทำให้ต้องมีการควบคุมการใช้ ดังนั้น isotretinoin ชนิดรับประทานจึงถูก จัดเป็นยาควบคุมพิเศษ ที่จำเป็นต้องมีใบสั่งแพทย์ก่อนจึงจะสามารถซื้อยาจากร้านขายยาได้



Isotretinoin คืออะไร?

Isotretinoin เป็นอนุพันธุ์ของกรดวิตามินเอ ที่มีข้อบ่งชี้ในการรักษาสิวที่มีอาการรุนแรง ที่ไม่สามารถควบคุมอาการ ได้จากการรักษาอื่นๆ หรือสิวชนิดที่มีแผลเป็น กลไกการออกฤทธิ์ของ isotretinoin โดยรวม คือ ยาจะทำหน้าที่ยับยั้งสาเหตุของ การเกิดสิว เช่น กดการทำงานของต่อมไขมันทำให้ผลิตสารที่เป็นไขมัน (sebum) ลดลง ลดปริมาณเชื้อแบคทีเรีย Propionibacterium acnes (P. acnes)ลดการอักเสบของสิว และยับยั้งการสร้างคอมีโดน (comedone)



การใช้ยา Isotretinoin อย่างถูกต้องเป็นอย่างไร?

โดยทั่วไปการใช้ยา isotretinoin ในช่วง 1 เดือนแรกอาการของสิวมักจะแย่ลง และจะค่อยๆ ดีขึ้นภายหลัง ในระหว่างที่ ใช้ยา isotretinoin อยู่นั้น อาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยารักษาสิวชนิดอื่น โดยเฉพาะชนิดทาภายนอก เนื่องจากการ รับประทาน isotretinoin จะมีผลทำให้ผิวหนังแห้ง หลุดลอก และบางลง จนไม่สามารถทนต่อยารักษาสิวอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ควร หลีกเลี่ยงการใช้ยา isotretinoin ร่วมกับยา tetracycline เนื่องจากอาจเสี่ยงต่อการเกิดความดันในสมองสูงขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ (idiopathic intracranial hypertension) ได้

ขนาดยา isotretinoin เริ่มต้น คือ 0.5 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน เป็นเวลา 1 เดือน หลังจากนั้นอาจเพิ่ม ขนาดยาเป็น 1 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวัน ได้ โดยระยะเวลาของการรับประทานยาอาจอยู่ในช่วง 5-6 เดือน (ขนาดยารวมทั้งหมดไม่ควรเกิน 120 – 150 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกร้ม) และสามารถหยุดการหยุดรับประทานยาได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องค่อยๆ ปรับขนาดยาลง (tapering)



ข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้ยา Isotretinoin

- ยา isotretinoin มีผลทำให้เด็กทารกในครรภ์พิการแต่กำเนิดได้ และแม้ว่าเด็กทารกที่คลอดออกมาจะมีความปกติแต่ก็ มีความเสี่ยงสูงที่จะพบความบกพร่องทางสมองและเชาว์ปัญญาได้เช่นกัน ดังนั้น ผู้ที่ได้รับยา isotretinoin จะต้องคุมกำเนิดก่อน รับประทานยาอย่างน้อย 3 เดือน และคุมกำเนิดตลอดระยะเวลาที่ใช้ยาตัวนี้ในการรักษา และต้อง

หยุดยาล่วงหน้าอย่างน้อย3 เดือน ถึง 1 ปี ก่อนจึงจะตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย

- หญิงให้นมบุตรไม่ควรรับประทานยา isotretinoin

- ผู้รับประทานยา isotretinoin ต้องไม่บริจาคเลือดในระหว่างที่รับประทานยาและจนกระทั่งหลังจากหยุดรับประทานยา ไปแล้ว 1 เดือน

- การรับประทานยา isotretinoin อาจทำให้ผิวหนังแห้ง ลอก และไวต่อแสง ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด นอกจากนี้อาจมีอาการตาแห้ง ปาก-คอแห้ง ได้เช่นกัน

- การรับประทานยา isotretinoin อาจทำให้เกิดความบกพร่องในการได้ยิน หรือเกิดเสียงหวีดในหู (tinnitus) ได้ ดังนั้น หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน

- หลีกเลี่ยงการรับประทานยา isotretinoin ร่วมกับวิตามิน A, สมุนไพรชื่อ St. John’s Wort และยา tetracycline

- isotretinoin มีความเป็นพิษต่อตับ (hepatotoxicity) ดังนั้นควรเข้ารับการตรวจค่าการทำงานของตับ (liver function test) อยู่เสมอ หากมีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองควรหยุดยาและรีบมาพบแพทย์

- การรับประทานยา isotretinoin อาจทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง (hyperlipidemia) โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ดังนั้นควรมีการตรวจระดับไขมันในเลือดอยู่เสมอในระหว่างที่รับประทานยา และหากไม่สามารถควบคุมระดับ ไขมันที่สูงขึ้นได้ควรหยุดรับประทานยาและไปพบแพทย์

- การรับประทานยา isotretinoin อาจทำให้เกิด inflammatory bowel disease (IBD), ปวดกล้ามเนื้อ(arthralgia), กล้ามเนื้อถูกทำลายอย่างรุนแรง (rhabdomyolysis) ได้เช่นกัน

- การรับประทานยา isotretinoin ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน (มากกว่า 6 เดือน) อาจทำให้ความหนาแน่นกระดูก (bone mineral density) ลดลง และอาจทำให้เกิดภาวะกระดูกนุ่ม รวมถึงภาวะกระดูกพรุนด้วย อีกทั้งจำเป็นจะต้องระมัดระวัง เป็นอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้ยาในเด็ก

- พบการรายงานเกี่ยวกับความผิดปกติทางจิต เช่น ซึมเศร้า จิตเภท มีพฤติกรรมรุนแรง ก้าวร้าว มีความคิดหรือมี ความพยายามในการฆ่าตัวตาย(พบได้แต่น้อยมาก) จากการรับประทานยา isotretinoin ดังนั้นผู้รับประทานยาควรได้รับการ ประเมินความผิดปกติทางด้านจิตใจก่อนการรับประทานยา และผู้รับประทานยาควรแจ้งแพทย์ทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทาง อารมณ์หรือพฤติกรรมที่ต่างไปจากเดิม



ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังของยา isotretinoin มีเป็นจำนวนมาก และบางอย่างจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอ เช่น การทำงานของตับ หรือระดับไขมันในเลือด ดังนั้นการซื้อยาจากร้านขายยามาใช้เองโดยมิได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ รวมถึงการได้รับยาจากคลินิกเสริมความงามที่ไม่ได้มีการตรวจร่างกาย ซักประวัติ และสั่งจ่ายยาอย่างเหมาะสมโดยแพทย์ อาจทำให้ผู้ที่รับประทานยาได้รับอันตรายจากยาจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

Photos from OVERT Beauty Center's post 03/08/2017

ULTHERAPY
นวัตกรรมยกกระชับใบหน้า
ไม่ต้องง้อศัลยกรรม
หน้าปังได้ทันใจ ภายใน30นาที

ยกกระชับผิวหน้าที่หย่อนคล้อยให้ตึงกระชับ คือเทคโนโลยีการรักษาด้วยเครื่อง Ulthera โดยใช้คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงที่มีความเฉพาะเจาะจง และความแม่นยำ (Focus Ultrasound) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ในวงการแพทย์ผิวหนัง เพื่อใช้ในการยกกระชับผิวหย่อนคล้อยให้ตึงขึ้น ลดริ้วรอย โดยสามารถเห็นผลการรักษาที่ดีขึ้นได้ในระยะเวลา 30 - 45 นาที แรก (*ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล) และไม่ทำให้เกิดบาดแผล หลังการทำ สามารถแต่งหน้าได้ตามปกติโดยไม่ต้องพักฟื้นผิว

Photos from OVERT Beauty Center's post 31/07/2017

😋การร้อยไหม😋
เป็นวิธีการศัลยกรรมแบบหนึ่ง เป็นการปรับรูปหน้าให้เรียวสวย โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น และมีผลข้างเคียงน้อย

📌ไหมที่ใช้สำหรับทำใบหน้าให้เรียวสวย ส่วนใหญ่เป็น “ไหมละลาย” ซึ่งเป็นการยกกระชับ เก็บเหนียง ปรับรูปหน้าทำให้ใบหน้าเรียว (V-Shape)

📌ผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าจริงๆ ควรเลือกใช้ ไหมละลายแบบมีเขี้ยวมากกว่า ซึ่งการรักษาจะใช้ไหมมีเขี้ยวเกี่ยวชั้นใต้ผิวหนังและดึงขึ้น เพื่อล็อกเนื้อเยื่อ

🆗โดยใช้ปริมาณเต็มที่ ไม่เกิน 10 เส้น ก็สามารถปรับโครงสร้างใบหน้าได้ หลังจากรับการร้อยไหมแล้ว ร่างกายจะค่อยๆ กำจัดไหมออกไปภายใน 6 เดือนและจะกระตุ้นเซลล์ ที่สร้างเส้นใยคอลลาเจนให้มาพันรอบแนวเส้นไหม ซึ่งทำให้ผิวมีการดึงรั้ง

การร้อยไหม จะทำให้ผิวจึงเต่งตึงเรียบกระชับ และปรับรูปให้หน้าเรียวขึ้น ช่วยทำให้เลือดไหลเวียน ไปยังบริเวณดังกล่าวได้ดีขึ้น

ซึ่งการร้อยไหมด้วยไหมละลาย จึงเป็นการฟื้นฟูสภาพผิว พร้อมกับยกกระชับให้ใบหน้าเรียว ไปในตัว

🔘ข้อดีของการร้อยไหม🔘

ข้อดีของการร้อยไหม คือ ช่วยแก้ปัญหาผิวหน้าที่หย่อนคล้อย ซึ่งหลังจากการ ร้อยไหม สามารถอยู่ได้นานและสามารถทำให้รูปใบหน้าเรียวเป็นรูปทรงวีเชฟ

ซึ่งการร้อยไหม นอกจากจะเห็นผลทันที หลังทำแล้ว ไหมจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนใต้ผิว ซึ่งจะทำให้ผิวเกิดการกระชับตึงขึ้นในทันที

ขณะที่ไหมละลาย อยู่ใต้ผิวหนัง จะทำให้เกิดการกระตุ้น สร้างเส้นเลือดใหม่ ทำให้ผิวเกิดการไหลเวียนเลือดที่ดีขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงยกกระชับมากขึ้น และได้ผลต่อเนื่องนาน

⛔ข้อเสียของการร้อยไหม⛔

-ข้อเสียของการร้อยไหม คือ เจ็บ แต่มีการฉีดยาชา และหลังจากร้อยไหม อาจอาการบวมแดง รอยช้ำตามแนวการสอดไหม

-หากเจอคลินิกที่ ใช้ไหมที่ไม่ได้คุณภาพ อาจทำให้ไหมไม่ละลาย และจับตัวกันเป็นก้อน หรือมีหนองขึ้นตามไหม

-การร้อยไหมนั้น ยังไม่มีหลักฐาน ทางการแพทย์ที่ยืนยันว่ าผิวหนังจะสามารถคงสภาพการกระชับได้นานแค่ไหน และผิวจะหย่อนกลับสู่สภาพเดิมในระยะเวลาต่อมา

-ผลข้างเคียงการร้อยไหมที่ไม่ไดมาตรฐานคือ เห็นและคลำปมไหมได้ และเห็นปลายไหมโผล่ชัดเจน

-การร้อยไหมทอง ไม่สามารถแก้ไข หรือเอาออกได้ เนื่องจาก ทองถูกพังผืดยึดเอาไว้ หากไปดึงออกมาก็จะทำให้ผิวบุ๋ม จนเสียโฉมได้ เหมือนดึงรากต้นไม้ขึ้นมาหน้าดินก็จะแตก

-นอกจากนี้ การร้อยไหมแบบถาวร ก็ถือเป็นอันตรายด้วยเช่นกัน เพราะจะก่อให้เกิดเนื้องอกของสิ่งแปลกปลอมได้ เนื่องจาก รูปหน้าคนมีการเปลี่ยนแปลงทุกวินาที

เมื่อร้อยไหมแบบถาวร หากวันหน้า มีการหย่อนคล้อยก็ต้องแก้ไปเรื่อยๆ สิ่งแปลกปลอม ก็จะเยอะสะสมจนเป็นเนื้องอกขึ้น

😀สำหรับผู้ที่ต้องการร้อยไหม ขอแนะนำให้สำรวจตัวเองก่อนว่า ใบหน้าของเรามีปัญหา ที่จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการร้อยไหมจริงๆ หรือไม่ เช่น

วัยขึ้นเลขหลัก 3 ใบหน้าหย่อน ตก ไม่แน่นกระชับ และต้องไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำปรึกษาก่อน แต่ไม่ควรปรึกษาเพียงท่านเดียว

ต้องมีการศึกษาข้อมูล ความน่าเชื่อถือของแพทย์ด้วย โดยอาจดูจากใบประกาศนียบัตรการอบรม

ซึ่งหากเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริง จะเข้าใจปัญหาและจะให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนแก่คนไข้ เพื่อให้คนไข้ ได้เลือกวิธีการรักษาที่ดีที่สุด

Cr. https://mahosot.com

Photos from OVERT Beauty Center's post 29/07/2017

Meso Therapy ฉีดสลายไขมัน

Meso Lipolysis หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ Meso fat (เมโสแฟต)คือเทคนิกการผลักวิตามินเข้าสู่ชั้นไขมัน เพื่อประโยชน์ในการลดกระชับสัดส่วนให้ได้รูปตามต้องการ

การฉีดลดไขมัน หรือที่เรียกกันว่า Meso therapy เป็นวิธีการลดไขมันและลดเซลลูไลต์ เฉพาะที่ โดยไม่ใช้วิธีการผ่าตัด โดยการฉีดสาร หลักๆ คือ Phosphatidylcholine (สกัดจากถั่วเหลืองหรือไข่แดง) และวิตามินหลายชนิดเข้าไปยังบริเวณที่มีการสะสมของไขมัน เป็นวิธีที่ถือว่ามีความปลอดภัยมาก เพราะเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ สลายออกจากร่างกายได้ดี ดังนั้น จึงหมดห่วงเรื่องของอาการแพ้ ด้วยการที่แพทย์จะใช้เข็มฉีดยา ฉีดส่งยา ซึ่งมีสรรพคุณสลายไขมันที่สะสมในชั้นไขมัน และทำให้เกิดการขัดขวางการสะสมของไขมัน ยังช่วยการกระตุ้นให้ไขมันสะสมถูกปล่อยออกมา เพิ่มการไหลเวียนของเลือด และระบบต่อมน้ำเหลือง จึงทำให้เนื้อเยื่อโดยรอบแข็งแรงขึ้น กระชับขึ้น นอกจากนั้น ยังไม่ต้องกังวลว่าไขมันที่โดนสลายจะไหลไป ตามบริเวณข้างเคียง หรือทำให้ผิวหนังแข็งเป็นก้อน เนื่องจาก ไขมันจะแตกตัวจนสลาย ออกเป็นไขมันเหลว แล้วถูกขับออกทางปัสสาวะ (ส่วนมาก) และทางอุจจาระ

ปัญหาไขมันส่วนเกิน จัดเป็นปัญหาด้านความงามของคนวัยตั้งแต่ 20 ปีเป็นต้นไป เพราะการสะสมของไขมัน ในจุดที่ไม่พึงประสงค์ เช่น แก้ม คาง ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง เอว สะโพก ย่อมทำให้ขาดความมั่นใจ ในการที่จะโชว์สรีระต่อหน้าคนอื่นๆ

Mesofat คือ วิธีการกำจัดไขมันส่วนเกิน วิธีหนึ่ง ด้วยการที่แพทย์จะใช้เข็มฉีดยา ฉีดส่งยา ซึ่งมีสรรพคุณสลายไขมันที่สะสมในชั้นไขมัน โดยใช้กลุ่มยาหลายๆ ตัว เช่น Phosphatidylcholine, Deoxycholate, L-carnitine, Dexpanthenol (B5), Amino acids, Minerals ฯลฯ โดยปริมาณที่ฉีด ก็แล้วแต่บริเวณที่ต้องการ เช่น อาจจะใช้ 0.2-0.5 ซีซี ห่างกัน ทุก 1-2 ตร.ซม โดยฉีดลึกเข้าไปในชั้นไขมัน ตั้งแต่ 0.1 มม-12 มม. โดยเทคนิค เมโสเธอราพี (Mesotherapy) นั่นเอง

ในปัจจุบันนี้ ได้มีการพัฒนาตัวยาฉีดสลายไขมัน สำหรับทำ Mesofat ให้สะดวก และทันสมัยยิ่งขึ้น ได้ผลมากขึ้น เร็วขึ้น และผลข้างเคียง เรื่อง การฟกช้ำหลังฉีด น้อยลง ใช้เวลาในการทำน้อยลง เพียง 2 อาทิตย์ต่อครั้ง ทำให้การทำ Carboxytherapy อาจจะเป็นทางเลือกหลังๆ เพราะเจ็บกว่า ใช้เวลาทำนานกว่า และต้องทำบ่อยกว่าคือ อาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง

กลไกของการสลายไขมันด้วยการฉีดแบบ Meso fat พบว่า ตัวยาจะไปทำให้ผนังไขมัน(Fat cell wall) แตกตัวออก ทำให้ไขมันที่จับตัวกันเป็นก้อนๆ สลายออกเป็นไขมันเหลว (Lipid Fat) แล้วถูกขับออกทางปัสสาวะ (ส่วนมาก) และทางอุจจาระ



ตำแหน่งที่นิยมทำการสลายไขมันด้วยวิธี Mesofat ได้แก่ ไขมันที่แก้ม เพื่อปรับหน้าให้เรียว ควบคู่กับการฉีดโบทอกซ์หน้าเรียว ไขมันส่วนเกินที่คาง ไขมันส่วนเกินที่ต้นแขน ต้นขา สะโพก พุง หน้าท้อง ไขมันที่เต้านม (Gynecomastia) และไขมันที่น่อง



ตำแหน่งที่นิยมทำการสลายไขมัน ด้วยวิธี เมโสเธอราพี ได้แก่

1.ลดไขมันที่แก้มให้หน้าเรียวเล็ก

2.ลดไขมันที่คาง (เหนี่ยง)

3.ลดไขมันที่ต้นขา ต้นแขน

4.ลดไขมันที่พุง หน้าท้อง

5.ลดไขมันที่จมูก (บาน) ทำให้เล็กลง

6.ลดไขมันที่หนังตาบนหย่อนคล้อย

7.ลดไขมันที่น่อง



ข้อห้ามในการทำ

1.อายุน้อยกว่า 18 ปี

2.สตรีมีครรภ์ หรือภาวะให้นมบุตร

3.คนไข้โรคเบาหวานที่ต้องฉีดอินซูลินเป็นประจำ

4.คนไข้ที่มีประวัติโรคระบบหลอดเลือดผิดปกติในสมอง เช่น เส้นเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน

5.คนไข้ที่มีประวัติโรคหัวใจ และทำการรักษาด้วยยาหลายขนาน

6.คนไข้ที่มีโรคติดเชื้อ หรือ คนไข้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง



ขั้นตอนการฉีดยาสลายไขมัน

แพทย์ผสมยาและการฉีดน้ำยาสลายไขมันในปริมาณสารที่ฉีด 0.2-0.5 ซีซี ฉีดลึกไปประมาณ 5-10 ม.ม. ในบริเวณที่ต้องการลดไขมันในแต่ละจุด โดยแต่ละจุดห่างกันประมาณอย่างน้อย 2 ซม. และมีการฉีดซ้ำทุกๆ 5-7 วัน

หลังจากฉีดสลายไขมันเข้าที่บริเวณผิวหนังแล้ว โดยธรรมชาติ ไขมันจะเริ่มหดตัว หรือเริ่มลดจำนวนเซลล์ไขมันลง ประมาณ 10-20% ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และจะไขมันจะสลายตัวประมาณ 50-80% เมื่อทำครบคอร์ส ในบางรายอาจทำให้ขนาดแก้มในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก จะดูใหญ่กว่าที่ต้องการได้ เนื่องจากคนไข้บางรายมีการแตกตัวของไขมันได้ช้า แต่หลังจากนั้นเมื่อน้ำยาทำการสลายไขมันให้เริ่มแตกตัวได้ แก้มจะค่อยๆ ยุบตัวเรื่อยๆ จนกระทั่งได้แก้มที่พอดีตามต้องการ



อาการหลังฉีดยาสลายไขมัน Meso Therapy

หากมีความเป็นกังวลเรื่องแผลก็ไม่ต้องกังวล เพราะแผลจะมีขนาดเล็กมาก ตามรอยเข็มเล็กๆ ที่ฉีดเท่านั้น ส่วนบริเวณที่รับการฉีดสลายไขมัน อาจมีรอบเขียวช้ำบ้าง หากโดนเส้นเลือดฝอยเล็กๆ ซึ่งบริเวณที่ฉีดสลายไขมัน อาจมีอาการบวมน้ำยาเป็นเวลาประมาณ 2-4 ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อหายบวมน้ำยาแล้ว จะไม่มีรอยเปลี่ยนแปลง ผิวหนังจะยุบเอง ไม่เป็นคลื่น หรือไม่เป็นรอยบุ๋มของผิวให้ต้องหงุดหงิดหัวใจ



ข้อควรปฏิบัติหลัง

1. เมโสแฟต ควรดื่มน้ำวันละอย่างน้อย 2 ลิตร เพราะไขมันเหลวที่โดนสลายด้วยการฉีดสลายไขมันจะถูกขับออกทางปัสสาวะเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการดื่มน้ำมากๆ จะช่วยขับไขมันส่วนเกินที่สลายให้ออกจากร่างกายได้มากขึ้น

2. ช่วงที่เว้นการฉีดยาสลายไขมัน แนะนำให้ทำ RF เพื่อช่วยรีดไขมันออกจากร่างกายเร็วขึ้น และทำให้กล้ามเนื้อกระชับได้มากขึ้น ลดการหย่อนคล้อยหลังฉีด นอกจากนี้อาจจะเสริมด้วยการฉีดสลายไขมันด้วยเครื่อง Slimming Machine และการอบสลายไขมันด้วยตู้อินฟาเรด

3. เมโส อาจจะพบอาการบวมซ้ำ หรืออาการเจ็บปวดบ้างเล็กน้อย ขณะที่ทำและหลังทำ 1-3 วัน ดังนั้นควรเลียงการ เขาอบซาวน่า การนวด การดิ่มอัลกอฮอล์ หรือการทำทรีทเม้นท์ใดๆ หลังทำประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อลดการฟกซ้ำให้น้อยลง

4. ควรเดินออกกำลังกายเบาๆ หลังทำ เช่น การเดินเร็ว โยคะ แอโรบิค อย่างน้อยวันละ 30-45 นาที อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้กล้ามเนื้อกระชับและรีดไขมันให้ออกจากร่างกายเร็วขึ้น ลดการสะสมของไขมันใหม่

5. เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เพื่อควบคุมน้ำหนัก และไขมันส่วนเกินมิให้กลับมาสะสมได้อีก เพราะการสลายไขมันด้วยการฉีดยาไร้ประโยชน์ ถ้าไม่ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และมีวินัยในการควบคุมน้ำหนักให้มากขึ้น ฉีดสลายไขมัน

29/07/2017

ครีมกันแดดแบบ Physical ต่างกับ Chemical อย่างไร

วันนี้ขอพูดเกี่ยวกับครีมกันแดดสักเล็กน้อยเพื่อว่าจะช่วยตัดสินใจในการเลืิอกชนิดของครีมกันแดดอย่างถูกต้อง

ครีมกันแดดแบบ physical นั้นออกมามากมายหลายแบรนด์ในท้องตลาด รวมทั้งแบรนด์ยักษ์ใหญ่หลายเจ้าที่ออกในสื่อโฆษณาทีวีด้วย ทำให้หลายๆคนสงสัยกันว่ามันคืออะไรกันแน่ แล้วแบบอื่นของครีมกันแดดนั้นคืออะไร? วันนี้เราจะมาเจาะกันถึงความแตกต่างของครีมกันแดดแบบ physical และแบบที่เหลือนั่นก็คือแบบ chemical กัน

ในปัจจุบันนั้นครีมกันแดดสามารถแบ่งง่ายๆ ออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
ประเภท physical และ chemical

. . . ครีมกันแดดแบบ physical นั้นใช้สารกรองแสงแบบกายภาพ ขณะที่กันแดดประเภท chemical นั้นใช้สารกรองแสงจำพวกสารเคมี

ครีมกันแดดแบบ physical กับ chemical

สารกรองแสงแดดนี้คืออะไร?

สารกรองแสงก็คือส่วนผสมของครีมกันแดดที่ออกฤทธิ์เป็นตัวป้องกันผิวพรรณจากแสงแดดนั่นเอง ซึ่งก็มีครีมกันแดดบางยี่ห้อ ใช้ส่วนประกอบของทั้ง physical และ chemical ในครีมกันแดดตัวเดียวกัน อยู่ที่ว่าจะใช้แบบไหนมากหรือน้อยกว่ากันและแบ่งการใส่ในอัตราเท่าไร ASEAN Sun Series จะอธิบายข้อแตกต่างระหว่างครีมกันแดดประเภท physical และ chemical ให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นในตารางข้างล่าง

ครีมกันแดด Physical ครีมกันแดด Chemical
ความแตกต่างของการทำงาน ครีมกันแดดประเภท physical ป้องกันผิวของคุณโดยการสะท้อนและบล็อครังสียูวีจากแสงแดด ครีมกันแดดประเภท chemical จะทำการดูดซึมรังสียูวีจากแสงแดดมากักเก็บไว้ ไม่ยอมให้ผ่านไปทำร้ายผิวหนัง ซึ่งในบางผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารกรองแสงแบบ chemical ใช้การกระจายรังสียูวีออกไปแล้วจึงกักเก็บ แต่ส่วนใหญ่ใช้แบบดูดซึมธรรมดา เพราะผลลัพธ์การป้องกันนั้นไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก

ความคงทนต่อแสงแดด (สารกรองแสงบางตัวเมื่อโดนแสงแดดจะลดประสิทธิภาพลง) มีความคงทนต่อแสงแดดสูงเมื่อเวลาผ่านไป ส่วนมากมีความคงทนต่อแสงแดดในระดับดี-สูง แต่มีสารกรองแสงบางตัวเช่น Avobenzone ที่ได้ถูกวิจัยว่ามีความคงทนต่อแสงแดดต่ำ ต้องเอาไปทำงานผสมกับสารตัวอื่นถึงจะได้ผลที่ดีขึ้น

การระคายเคืองต่อผิวหนัง Zinc oxide ปลอดภัยสูงมากและถูกใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งในผ้าอ้อมเด็กTitanium dioxide นั้นหากผู้ใช้มีอาการแพ้ครีมบำรุงหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มาจากธรรมชาติ (พบได้น้อยมาก) ผู้ใช้ก็อาจจะมีโอกาสจะเกิดการระคายเคืองจากครีมกันแดดที่มีสารกรองแสงตัวนี้เป็นส่วนผสม

สารกรองแสงประเภท chemical โดยปกติจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย ถ้าเข้าตาผู้ใช้ สามารถทำให้เกิดการระคายเคืองและแสบได้ ในผู้ใช้บางคนที่มีการแพ้สารเคมีบางชนิด อาจเกิดอาการแพ้รุนแรงได้
ความแตกต่างในการป้องกัน Zinc oxide ป้องกันได้ทั้งรังสี UVA และ UVB, ส่วน Titanium dioxide สามารถกันได้ทั้ง UVA และ UVB เช่นกัน แต่สำหรับ UVA หากเวลาผ่านไปอาจจะมีรังสีบางส่วนหลุดรอดมาทำร้ายผิวได้ และเมื่อทาแล้วสามารถออกแดดได้เลยโดยไม่ต้องรอ ครีมกันแดดประเภท chemical นั้น สารกรองแสงบางตัวปกป้องได้ดี แต่บางตัวก็ด้อยกว่าขึ้นอยู่กับการใช้สารตัวไหนเป็นส่วนประกอบในครีมกันแดด ตัวอย่างเช่น Avebenzone ปกป้องได้ดีทั้ง UVA และ UVB แต่ต้องแลกมาด้วยความไม่ทนทานต่อแสงแดด (ออกแดดแป็ปเดียวความสามารถในการป้องกันลดลง) และครีมกันแดดประเภท chemical นั้น ต้องทาทิ้งไว้ 20 นาทีก่อนออกแดด

ความแตกต่างของเนื้อครีมกันแดด มีความหนาและสีไม่โปร่งแสงนัก เมื่อทาแล้วอาจจะทำให้เกิดอาการที่เรียกง่ายๆว่า “วอก” ได้ แต่ส่วนใหญ่ครีมกันแดดสมัยใหม่มักจะใช้สีที่ใกล้เคียงกับผิวมนุษย์ในภูมิภาคนั้นๆเข้าไปเผื่อไม่ให้เกิดอาการผิววอก อย่างเช่น สีเบจสำหรับคนเอเชีย หรือสีขาวสำหรับคนยุโรป เนื้อครีมล้างออกง่าย ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เนื้อครีมเหลวคล้ายน้ำ แต่ขึ้นอยู่กับสูตรส่วนผสมของแต่ละยี่ห้อ บางตัวอาจจะเหนอะหนะหรือทำให้เกิดอาการวอกได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับสูตรส่วนผสม

ความแต่งต่างของครีมกันแดดด้านความปลอดภัย ได้รับการรับรองจาก FDA มีความปลอดภัย 100% ไม่ก่อให้เกิด free radical (อนุมูลอิสระ ตัวการทำให้แก่ก่อนวัยและทำลายเซลล์ผิวของมนุษย์) โดยทั่วไปจะปลอดภัย แต่สารกรองแสงบางตัวก่อให้เกิด อาการระคายเคือง ทำร้ายเซลล์ผิวและก่อให้เกิดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวการเร่งอายุของผิว ซึ่งโดยปกติคนเอเชียใช้กันแดดเพื่อป้องกันการหมองคล้ำ กันแดดทำร้ายเซลล์ผิว หรือป้องกันการแก่ก่อนวัย การเลือกใช้ครีมกันแดดแบบ chemical อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ต้องการก็ได้
ครีมกันแดดแบบ physical

นี่ก็เป็นข้อมูลดีๆเกี่ยวกับครีมกันแดดซึ่งทุกคนที่ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำหรือกำลังจะเริ่มใช้น่าจะรู้ไว้บ้าง เผื่อในอนาคตอาจนำไปช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดได้อย่างถูกต้อง และตรงความต้องการของคุณ ถ้าหากคุณไม่รู้ว่าตัวไหนเป็นครีมกันแดดประเภทไหน ก็ให้หันดูข้างหลังในส่วนของสารประกอบ หากไม่มี Zinc oxide หรือ Titanium dioxide ก็ให้เดาไปก่อนว่าเป็นแบบ chemical แต่ถ้าครีมกันแดดยี่ห้อไหนไม่เขียนส่วนประกอบลงในผลิตภัณฑ์ก็ตัวใครตัวมันหละครับ ไม่รู้ว่าเอาอะไรผสมมาให้ทาหน้า ทาตัว ที่สำคัญที่สุดสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิส ต้องมี เลขที่จดแจ้งจาก อย. กำกับด้วยนะครับ

Photos from OVERT Beauty Center's post 27/07/2017

SMOOTH BEAM LASER

เลเซอร์รักษาสิว และควบคุมความมันส่วนเกินบนใบหน้า ยับยั้งการทำงานของต่อมไขมัน ลดขนาดของต่อมไขมัน ลดการอุดตัน และการอักเสบของสิว ป้องกันการเกิดแผลเป็นจากสิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง รักษาสิวเสี้ยน

นับเป็นวัตกรรมในการรักษาสิว และความมันส่วนเกินบนใบหน้าที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ด้วย Smooth beam Laser เลเซอร์ที่สามารถยับยั้งการทำงานของต่อมไขมันและการอักเสบ รวมถึงช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนพร้อมกับเทคโนโลยี ระบบให้ความเย็บขณะทำการรักษา เพื่อป้องกันผิวชั้นบนให้เกิดการระคายเคืองน้อยที่สุด เมื่อหน้าไม่มัน ปัญหาสิว ริ้วรอย ก็หายไปโดยไม่ต้อง ทายา กินยา สุดยอดเทคโนโลยีที่คุณต้องลอง



รักษาสิวอุดตัน (Comedone)

รักษาสิวอักเสบ (Mild to Moderate Inammatory Acne Vulgaris)

รอยแผลเป็นจากสิว (Atrophic Acne Scars)

ริ้วรอยที่เหี่ยวย่นบนใบหน้า (Wrinkles Reduction)

ยับยั้งการทำงานของต่อมไขมัน ลดขนาดของต่อมไขมัน เนื้องอกต่อมไขมัน (Sebaceous Gland Hyperplasia)

Credit : http://www.tanapornclinic.com/th/services/face/acne/smooth-beam-laser.html

Photos 07/12/2016

เชื่อว่าเหตุการณ์กวนใจคนลดน้ำหนักอย่างหนึ่ง ก็คือ “ความไม่ยุติธรรมของน้ำหนัก” ที่กว่าจะลดก็ยากเย็นแสนเข็ญ แต่บทจะเพิ่มขึ้นมา แป๊บเดียวก็เพิ่มฮวบฮาบจนน่าตกใจ ทั้งที่ลดกันแทบตาย แต่พอกินเท่านั้นล่ะ เพิ่มง่ายดายเสียจริง!! ซึ่งหากใครข้องใจกับความไม่เป็นธรรมนี้กันอยู่ เรามีคำตอบของสิ่งที่เกิดขึ้นนี้…

โดยสาเหตุของปัญหานี้เกิดจากกลไกทางชีววิทยาในร่างกายเรานี่เอง โดย ดร.แรนดี ซีลีย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมิชิแกน บอกว่า เวลาที่น้ำหนักตัวเพิ่ม ร่างกายจะผลิตเซลล์ไขมันที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในจำนวนที่มากขึ้น กลไกนี้ยังทำให้เกิดการเพิ่มระดับเลปตินหรือฮอร์โมนที่ควบคุมการสะสมไขมันด้วย พูดสั้นๆ ก็คือร่างกายจะปรับตัวให้ชินกับการมีไขมัน แต่พอคุณลดน้ำหนักได้ ระดับเลปตินก็จะลดลงด้วย “สมองจะมองว่านั่นคือปัญหาและคุณกำลังจะอดตาย” ดร.ซีลีย์กล่าว

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมคุณถึงยิ่งหิวบ่อยขึ้นและระงับความอยากอาหารได้ยากขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ระดับเลปตินที่ลดลงยังมีอีกหนึ่งผลกระทบ นั่นคือปริมาณฮอร์โมนที่ลดลงจะกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญแคลอรีได้น้อยลง นั่นแปลว่านอกจากคุณจะรู้สึกอยากอาหารบ่อยขึ้นแล้ว ร่างกายยังเผาผลาญแคลอรีได้ยากขึ้นด้วย โดยผลวิจัยชี้ว่า ร่างกายของคุณจะปรับตัวให้ชินกับทั้งน้ำหนักตัวที่ลดลงและเซลล์ไขมันที่มีขนาดเล็กลงและจำนวนน้อยลงได้ยากมาก ดังนั้นนี่จึงอาจเป็นความจริงที่คนลดน้ำหนักจะต้องเตรียมใจตั้งรับกันให้ดีนั่นเอง

http://www.mhthailand.com/health-fitness/health/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2

Photos 29/09/2016

สุขภาพลำไส้ที่ดี คือต้นทางของความมีสุขภาพดีที่ยั่งยืน (Life long Healthy)

Gut Syndrome : ต้นตอของหลากหลายปัญหาทางสุขภาพ
ภาวะลำไส้ดูดซึมผิดปกติ หรือ Leaky gut syndrome คือ ภาวะที่เยื่อบุผนังลำไส้ (Microvilli) ของเราทำงานผิดปกติ เนื่องจากเกิดการอักเสบเรื้อรัง (Chronic inflammation) ทำให้ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ได้ และยังเกิดช่องทางให้โมเลกุลของสารอาหาร เช่น โปรตีนที่ย่อยไม่สมบูรณ์ สารพฺิษบางอย่างเข้าไปในร่างกายได้ ผลเสียที่ตามมา คือ ร่างกายขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ (Malnutrition or Nutritional insufficiency) และมีสารพิษ (Toxins) สารกระตุ้นภูมิแพ้ต่าง ๆ (Allergens) เข้าสู่ร่างกายของเรามากขึ้น นานวันเข้าจึงทำให้เกิดอาการผิดปกติและนำมาวึ่งโรคภัยต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้นั่นเอง
สาเหตุหลัก ๆ มาจากอาหารที่เรากินเข้าไปในแต่ละวัน เช่น อาหารในกลุ่มที่มีแป้ง มีกลูเตน จากข้าวสาลี ข้าวบาร์เล่ย์ เป็นต้น น้ำตาล สารปรุงสี ปรุงรสต่าง ๆ ยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ สารพิษตกค้าง รวมไปถึงโลหะหนักที่มาพร้อมอาหาร ผัก ผลไม้ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการที่เรากินอาหารที่เรามีอาการแพ้ชนิดแอบแฝง (IgG food allergy or Hidden food allergy) มาตลอด เป็นต้น
ปัจจุบันนี้ ใครเป็นโรคที่เกี่ยวกับภูมิแพ้ (Allergy) ไม่ว่าจะทั้ง ผื่นผิวหนังอักเสบ ภูมิแพ้จมูก หอบหืด โรคลำไส้แปรปรวน (IBS) อาการปวดข้อ ข้ออักเสบเรื้อรังต่าง ๆ รวมไปถึงโรคที่เกี่ยวกับการอักเสบเรื้อรังต่าง ๆ อีกด้วย จึงจำเป็นที่จะต้องมองหาเรื่องนี้ให้มากขึ้น เพราะเป็นต้นตอ เป็นสาเหตุของโรคภัยที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่นั่นเองครับ ครั้งต่อไปหมอจะนำเรื่องเเนวทางการดูแลรักษามาเล่าให้ฟังนะครับ
ที่มา:
(1) http://www.webmd.com/digestive-disorde…/…/leaky-gut-syndrome
(2) http://www.nhs.uk/…/leaky-gut-syndr…/pages/introduction.aspx
(3) http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22109896
(4) http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/22902773
(5)http://www.msd.bangkok.go.th/healthconner_Leaky%20Gut%20Syn…
Cr. เรื่องเล่าโดย
นพ. เสฏฐวุฒิ งามเมธิชัยวงศ์
วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต เวชศาสตร์ชะลอวัยเเละฟื้นฟูสุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปีการศึกษา 2557
แพทย์ประจำศูนย์ Vejthani Q Life โรงพยาบาลเวชธานี

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10310