Wealth & Health
Wealth & Health : risk & return
Security & Sustainability : yin & yang
Psychology & Economics : mind & body
ชีวิตจิตใจ คงความอยู่ดีมีสุข ป้องกันจากอันตรายและหนทางตกต่ำ
07/05/2026
พัฒนาจุดแข็ง💪🏽💪🏼💪🏻
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1040414391980000&id=100080343455616
⛵ มัวแต่อุดรอยรั่ว... แล้วเมื่อไหร่เรือจะได้ออกเดินทาง?
ทำไมเราถึงเสพติดการ "ซ่อมจุดอ่อน" มากกว่า "สร้างจุดแข็ง"
เวลาพูดถึงการพัฒนาตัวเอง หลายคนมักทำตัวเหมือนกะลาสีที่ตื่นตระหนก คอยวิดน้ำและอุดรอยรั่วบนเรือตลอดเวลา เราภูมิใจที่ได้ "แก้จุดอ่อน" ของตัวเอง... แต่คำถามคือ ถ้าเราใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการก้มหน้าก้มตาอุดรอยรั่ว แล้วเมื่อไหร่เราจะได้เงยหน้าขึ้นมากางใบเรือเพื่อออกเดินทางจริงๆ เสียที?
💡 3 ข้อคิดสะกิดใจ ทำไมคุณควรเลิกซ่อมจุดอ่อน:
✖️ 1. การฝืนธรรมชาติ คือการลงทุนที่ขาดทุนที่สุด:
ถ้าคุณฝืนทำสิ่งที่ไม่ถนัด (มีต้นทุนแค่ 2) ต่อให้พยายามแทบตาย (ลงทุน 5) ผลลัพธ์ก็คือ 10 แต่ถ้าคุณเอาความพยายามเท่ากัน (ลงทุน 5) ไปใส่ในสิ่งที่คุณทำได้ดีตามธรรมชาติ (ต้นทุน 5) ผลลัพธ์จะกระโดดไปถึง 25 ทันที! การพยายามรันโปรแกรมที่ไม่ตรงกับสเปกของตัวเอง สุดท้ายจะนำไปสู่ภาวะหมดไฟ (Burnout)
🧩 2. รอยเว้าแหว่งของ "จิ๊กซอว์" ไม่ใช่ความบกพร่อง:
ในทางจิตวิทยา เรามักถูกสอนว่าการมีจุดอ่อนแปลว่าเรา "ไม่สมบูรณ์แบบ" อีโก้ของเราจึงดิ้นรนที่จะกลบจุดอ่อนเพื่อพิสูจน์คุณค่า แต่แท้จริงแล้ว มนุษย์ก็เหมือนจิ๊กซอว์ค่ะ "รอยแหว่งเว้า" (จุดอ่อน) ไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ต้องหาอะไรมาถมให้เต็ม แต่มันคือพื้นที่ที่ถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ผู้อื่น (พาร์ทเนอร์หรือเครื่องมือ) ได้เข้ามาเชื่อมต่อและเติมเต็มต่างหาก
🔥 3. โฟกัสจุดแข็ง = พลิกคุณภาพชีวิต:
ข้อมูลจาก Gallup (จากการสำรวจคน 10 ล้านคน) ยืนยันว่า... คนที่มีโอกาสได้ใช้จุดแข็งของตัวเองในการทำงานทุกวัน จะมีไฟในการทำงานมากขึ้นถึง 6 เท่า และมีแนวโน้มที่จะมีคุณภาพชีวิตโดยรวมยอดเยี่ยมขึ้นถึง 3 เท่า!
การพัฒนาตัวเองที่แท้จริง ไม่ใช่การหมกมุ่นพยายามซ่อมแซมจุดที่พังทลายเพียงเพื่อพิสูจน์คุณค่าหลอกๆ ให้ใครเห็น แต่คือการยอมรับความสมบูรณ์แบบในความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง
เลิกหมกมุ่นกับรอยถลอกบนเรือ แล้วหันมากางใบเรือรับลมแห่งพรสวรรค์กันเถอะค่ะ ⛵✨
🎧 **ฟังคลิปเต็มเพื่อเจาะลึกจิตวิทยาและการดึงศักยภาพที่แท้จริงของคุณออกมาได้ที่นี่ 👇
👉https://youtu.be/HZouzxbfPf0
#จิตวิทยา #พัฒนาตัวเอง #ฮีลใจ #จุดแข็ง #สุขภาพจิต #เข้าใจตัวเอง #การทำงาน
07/05/2026
แพงกว่าเที่ยว หรูกว่าค่านอนโรงแรม
https://alive.go.link/1z4YS?openExternalBrowser=1
01/05/2026
🇸🇪🇹🇭
เมื่อ ๖๕ ปีที่แล้ว
รัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระพันปีหลวงเสด็จฯ เยือน
ราชอาณาจักรสวีเดนอย่างเป็นทางการ (State Visit)
ครั้งแรกระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๕ กันยายน ๒๕๐๓
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ ๖ อดอล์ฟแห่งสวีเดน*
และสมเด็จพระราชินีลูอีส เมานต์แบ็ตเทน
พระอัยกา (ปู่) ในสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ ๑๖ กุสตาฟ
พระประมุของค์ปัจจุบัน
*สมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ ๖ อดอล์ฟ
เมื่อครั้งทรงเป็นมกุฎราชกุมารแห่งสวีเดน
ทรงอภิเษกสมรสครั้งแรกกับ
เจ้าหญิงมาร์กาเรตแห่งคอนน็อต
(หลานย่าสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย)
มีพระราชโอรสธิดารวม ๕ พระองค์ คือ
เจ้าชายกุสตาฟ อดอล์ฟ ดยุกแห่งเวสเตร์บอตเติน**
เจ้าชายซิกวาร์ด เบอร์นาดอต
เจ้าหญิงอิงกริดแห่งสวีเดน***
เจ้าชายเบร์ติล ดยุกแห่งฮัลลันด์
คาร์ล โจฮัน เบอร์นาดอตต์ เคานต์แห่งวิสบอร์ก
เจ้าหญิงมาร์กาเรตสิ้นพระชนม์กะทันหันเมื่อเกิดการติดเชื้อ
หลังจากการผ่าตัดปุ่มกกหูออกจากกระดูกขมับ
โดยขณะนั้นก็กำลังทรงพระครรภ์ที่ ๖ ได้แปดเดือน
ณ พระราชวังหลวง กรุงสต็อกโฮล์ม พระชันษา ๓๘ ปี
สมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ ๖ อดอล์ฟ
จึงอภิเษกสมรสครั้งที่ ๒ กับ
สมเด็จพระราชินีลูอีส เมานต์แบ็ตเทน
มีพระราชธิดาพระองค์เดียวแต่สิ้นพระชนม์ในวันประสูติ
**โดยสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ ๑๖ กุสตาฟ
พระประมุขสวีเดนองค์ปัจจุบัน เป็นพระโอรสของ
เจ้าชายกุสตาฟ อดอล์ฟ ดยุกแห่งเวสเตร์บอตเติน
ซึ่งสิ้นพระชนม์จากอุบัติเหตุเครื่องบินตก
ในปี ๒๔๙๐ พระชันษา ๔๐ ปี จึงมิทันได้ครองราชสมบัติ
*** เจ้าหญิงอิงกริดแห่งสวีเดน
ต่อมาได้เป็นสมเด็จพระราชินีแห่งเดนมาร์ก
เนื่องจากอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระเจ้าเฟรเดอริกที่ ๙
แห่งเดนมาร์ก และทรงเป็นพระบิดาและพระมารดา
ของสมเด็จพระราชินีนาถมาร์เกรเธอที่ ๒ แห่งเดนมาร์ก
01/05/2026
ปรึกษา #ธรรมนูญครอบครัว Family Chartered https://www.facebook.com/share/p/1H93LERh2R/?mibextid=wwXIfr
#ส่งต่อมรดกราบรื่น 📞 089-774-1026
ธรรมนูญครอบครัว เครื่องมือที่ช่วยให้ตระกูลจิราธิวัฒน์ เอาชนะคำสาป 3 รุ่น | WealthThink
“พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพัง”
ประโยคข้างบนนี้ มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำกับธุรกิจครอบครัวทั่วโลก เหมือนเป็นสัจธรรมของธุรกิจครอบครัวไปแล้ว
จนถูกเรียกกันในวงการธุรกิจครอบครัวว่า “คำสาป 3 รุ่น”
แต่รู้ไหมว่า มีตระกูลหนึ่งที่สามารถเอาชนะคำสาปนี้ได้ จนนอกจากจะรักษาธุรกิจให้อยู่รอดมาได้มากกว่า 3 รุ่นแล้ว ยังขยายธุรกิจให้ใหญ่โตออกไปเรื่อย ๆ อีกด้วย
ตระกูลที่ว่าก็คือ ตระกูลจิราธิวัฒน์ เจ้าของศูนย์การค้าเซ็นทรัล ที่คนไทยเรารู้จักกันดี
แล้วตระกูลจิราธิวัฒน์ ทำอย่างไร ถึงสามารถเอาชนะคำสาป 3 รุ่นได้ ?
มาหาคำตอบด้วยกันกับ WealthThink ทำความมั่งคั่ง ให้เป็นเรื่องง่าย
จุดเริ่มต้นของตระกูลจิราธิวัฒน์ มาจากชายชาวจีนคนหนึ่งคือ คุณเจียง แซ่เจ็ง ที่อพยพมาจากหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ในจีน ย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำมาหากินในไทย
เมื่อคิดว่าจะลงหลักปักฐานทำธุรกิจอยู่ที่เมืองไทย คุณเจียง ก็เปลี่ยนชื่อนามสกุล เป็นคุณเตียง จิราธิวัฒน์
แต่จุดเริ่มต้นของธุรกิจเครือเซ็นทรัลจริง ๆ เริ่มต้นในยุคของคุณสัมฤทธิ์ ผู้เป็นลูกชายคนโตของคุณเตียง
คุณสัมฤทธิ์ ได้เปิดร้านหนังสือ และขายสินค้าเบ็ดเตล็ด ในย่านสี่พระยา โดยตั้งชื่อร้านว่า ห้างเซ็นทรัลเทรดดิ้ง
ห้างเซ็นทรัล เติบโตขึ้นตามกาลเวลาไปพร้อม ๆ กับครอบครัวจิราธิวัฒน์
จนมาถึงทายาทรุ่นที่ 2 คือคุณวันชัย จิราธิวัฒน์ ลูกชายคนที่ 2 ของคุณเตียง ขึ้นมาเป็นผู้นำธุรกิจและผู้นำตระกูล
ในตอนนั้นคุณวันชัย ต้องพากลุ่มเซ็นทรัลฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 ไปให้ได้
ทำให้คุณวันชัย เริ่มมีความคิดที่ว่า หากยังบริหารธุรกิจแบบกงสี ผูกติดธุรกิจไว้กับครอบครัว เมื่อถึงคราวที่ธุรกิจไปต่อไม่ไหว ก็อาจทำลายฐานะทางการเงินของครอบครัวลงไปด้วย
คุณวันชัย จึงเริ่มวางกฎระเบียบของครอบครัว เรียกว่า “ธรรมนูญครอบครัว”
โดยมีผู้บริหารมืออาชีพ ที่เป็นคนนอกตระกูล อย่างอาจารย์วิโรจน์ ภู่ตระกูล เป็นผู้ช่วยร่างธรรมนูญครอบครัวขึ้นมา
ธรรมนูญครอบครัวของตระกูลจิราธิวัฒน์ จะมีการระบุหน้าที่ และสวัสดิการของสมาชิกในครอบครัว รวมไปถึงกฎในการส่งต่อมรดกอย่างชัดเจน
ซึ่งธรรมนูญครอบครัวของตระกูลจิราธิวัฒน์ ต้องใช้เวลานานกว่า 4 ปีถึงจะร่างเสร็จ
แนวคิดธรรมนูญครอบครัวของตระกูลจิราธิวัฒน์ จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนอย่างชัดเจน คือ ครอบครัว, ผู้ถือหุ้น และธุรกิจ
แต่ละส่วนจะมี Head ของแต่ละส่วนในการทำหน้าที่ดูแลกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
ในส่วนของครอบครัว ก็มีการจัดตั้งสภาครอบครัวขึ้นมา เพื่อมาดูแลเรื่องภายในครอบครัวเท่านั้น เช่น การจัดงานแต่งงาน การจัดงานรวมญาติ รวมถึงสวัสดิการในครอบครัว แต่จะไม่มีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้องเลย
ซึ่งสมาชิกสภาครอบครัวของจิราธิวัฒน์จะมีจำนวนสมาชิก 14 คน แต่ละคนจะถูกคัดเลือกตามความอาวุโสที่เป็นตัวแทนจากแต่ละสายครอบครัว
ปัจจุบันสมาชิกของตระกูลจิราธิวัฒน์ เมื่อรวมถึงลูกเขย-ลูกสะใภ้ ก็มีจำนวนรวมกันมากกว่า 200 คนแล้ว
ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในตระกูล ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อป้องกันปัญหาความไม่ลงรอยกันภายในตระกูล
ตระกูลจิราธิวัฒน์ จึงมีการกำหนดวันที่สมาชิกของตระกูลต้องมาพบกันอย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง
และมีการประชุมใหญ่อีกปีละ 2 ครั้ง เรียกว่า Chirathivat MIM (Management Information Meeting) เป็นการสรุปภาพรวมทิศทางธุรกิจของครอบครัว
เนื่องจากสมาชิกครอบครัวบางคนอาจจะไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจ จึงต้องมีการอัปเดตข้อมูลต่าง ๆ ของธุรกิจให้ทั่วถึง
ในส่วนของความเป็นเจ้าของ จะมีคณะกรรมการที่เรียกว่า CG Board ย่อมาจาก Central Group Board ในคณะกรรมการชุดนี้จะประกอบไปด้วยคนในและคนนอกตระกูลรวมกัน 19 คน
เพื่อตัดสินใจลงทุนในโครงการที่มีมูลค่าเกิน 3,000 ล้านบาท
นอกจากตัดสินใจลงทุนแล้ว คณะกรรมการชุดนี้ยังมีหน้าที่รายงานผลการดำเนินงานและการจ่ายเงินปันผล ให้กับสมาชิกในครอบครัวทราบด้วย
คณะกรรมการชุดนี้ จึงเปรียบเสมือนผู้ที่ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ให้กับตระกูลจิราธิวัฒน์
และสุดท้ายในส่วนของธุรกิจ จะมีคุณทศ จิราธิวัฒน์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล เป็น Head ของคณะกรรมการชุดนี้
หน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้ คือการตัดสินใจลงทุนที่มีขนาดโครงการไม่เกิน 3,000 ล้านบาท และต้องแจ้ง CG Board ให้รับทราบด้วย
จะเห็นได้ว่าแม้จะมีการแยกเรื่องครอบครัว ออกจากเรื่องธุรกิจอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีการบริหารธุรกิจแบบ Hybrid
เพื่อผสมระหว่างข้อดีของความเป็นธุรกิจครอบครัว และข้อดีของการจ้างผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอก เข้าไว้ด้วยกัน
เราจึงได้เห็นผู้บริหารมืออาชีพจากภายนอก ผสมผสานทำงานไปกับผู้บริหารที่เป็นคนในตระกูลจิราธิวัฒน์อย่างกลมกลืน
นอกจากธรรมนูญครอบครัวของตระกูลจิราธิวัฒน์ จะแบ่งโครงสร้างคณะกรรมการที่คอยดูแลทั้งเรื่องครอบครัว และเรื่องธุรกิจอย่างชัดเจนแล้ว
ในธรรมนูญครอบครัวของตระกูลจิราธิวัฒน์ ยังมีการกำหนดกฎเกณฑ์เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจด้วย เช่น
- ห้ามขายหุ้นให้กับบุคคลภายนอก แต่สามารถขายหุ้นให้กันเองภายในตระกูลได้
- ทายาทผู้หญิงจะมีข้อจำกัดในการส่งต่อสวัสดิการของตระกูลให้กับทายาทรุ่นถัดไป
- ห้ามสะใภ้หรือลูกเขยเข้ามาบริหารธุรกิจ
- มีบทลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎของธรรมนูญครอบครัว ตั้งแต่เรียกมาตักเตือน ไปจนถึงการห้ามใช้นามสกุลจิราธิวัฒน์
- กฎระเบียบในธรรมนูญครอบครัวจะมีการทบทวนความสมเหตุสมผลทุก ๆ 2 ปี หากกฎบางข้อล้าสมัยก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้
และเพื่อป้องกันไม่ให้สมาชิกในครอบครัวทำผิดกฎโดยไม่ตั้งใจ ทางตระกูลจิราธิวัฒน์ก็มีเว็บไซต์ที่ใช้กันภายในครอบครัว เพื่อให้สมาชิกเข้าไปอ่านธรรมนูญครอบครัวด้วย
ปัจจุบันทายาทรุ่นที่ 4 ของตระกูลจิราธิวัฒน์ก็ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในการบริหารธุรกิจของตระกูลกันบ้างแล้ว ทั้งธุรกิจในไทย และธุรกิจต่างประเทศ
ซึ่งการเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ของตระกูลจิราธิวัฒน์ เป็นทั้งเรื่องที่ท้าทาย และจุดแข็ง เพราะยิ่งมีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น ก็ย่อมมีปัญหาให้จัดการมากขึ้น
แต่เมื่อมีการนำธรรมนูญครอบครัวเข้ามาใช้ ก็ทำให้ตระกูลจิราธิวัฒน์สามารถดึงจุดแข็งของการมีครอบครัวขนาดใหญ่ออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
นั่นคือการคัดเลือกทายาทที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามาช่วยบริหารธุรกิจของครอบครัวได้ง่ายขึ้น
อีกจุดเด่นของการบริหารธุรกิจครอบครัวของตระกูลจิราธิวัฒน์ ที่ไม่เหมือนกับธุรกิจครอบครัวตระกูลอื่น ๆ ก็คือ ไม่ได้ยึดติดกับการสืบทอดธุรกิจของบ้านใหญ่
โดยหลายครอบครัวมักจะส่งต่อธุรกิจไปให้ลูกชายคนโตของเจ้าของเท่านั้น ต่อ ๆ กันไปเรื่อย ๆ
แต่ตระกูลจิราธิวัฒน์ จะเลือกผู้นำตระกูลในแต่ละรุ่นตามความรู้ความสามารถ มากกว่าการยึดติดกับผู้สืบทอดที่เป็นลูกชายคนโต
เช่น คุณทศ ผู้นำตระกูลรุ่นที่ 3 ก็เป็นลูกชายคนที่ 10 ของคุณสัมฤทธิ์
การใช้ธรรมนูญครอบครัวเป็นเครื่องมือในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว ไปจนถึงการวางโครงสร้าง และกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างเรื่องครอบครัว และเรื่องธุรกิจ
ทำให้ตระกูลจิราธิวัฒน์สามารถรอดพ้นจากคำสาป 3 รุ่นได้สำเร็จ
ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จนี้ คงไม่ได้มาจากการเขียนธรรมนูญครอบครัวให้รัดกุมเพียงอย่างเดียว แต่อีกด้านก็ต้องมาจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว
เพราะต่อให้เราจะเขียนธรรมนูญครอบครัวได้รัดกุมแค่ไหน
ถ้าสมาชิกในครอบครัวมีปัญหาขัดแย้งกันบ่อย ๆ ธรรมนูญครอบครัวก็จะเป็นเพียงแค่กระดาษใบเดียวเท่านั้นเอง..
#ธุรกิจครอบครัว
#เซ็นทรัล
25/04/2026
https://alive.go.link/6hCsC?openExternalBrowser=1
💦
สูดฝุ่น PM2.5ไม่ใช่แค่ปอดพัง แต่เสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์-พาร์กินสันก่อนวัย
24/04/2026
เจาะจิตวิทยา จากวรรณคดี
“นางสิบสอง psychological thriller ในฉากวรรณคดีนิทานพื้นบ้าน”
ถ้าพูดถึงนิทานพื้นบ้านของไทยที่รุนแรงระดับเรต NC-17 มีเพียงชื่อเดียวที่เด้งขึ้นมาคือ"นางสิบสอง" เรื่องเล่าสยองขวัญที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว
และนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของพี่น้องอิจฉากัน แต่มันคือการศึกษาเรื่อง สัญชาตญาณการเอาตัวรอด (Survival Instinct) ในสภาวะที่บีบคั้นที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้
ภาพจำที่โหดเหี้ยมเหลือเกินคือการ "ควักดวงตา" ซึ่งถ้าลองคิดตามดูดี ๆ ไอ้ที่มันดาร์คมาก ๆ ก็เพราะคนที่สั่งควักนั้น ไม่ใช่ใครเลย แต่คือ "พระสวามี" ผู้เป็นที่รัก ภายใต้การบงการของนางยักษ์
ในทางจิตวิทยา ตาคือหน้าต่างของความจริง การทำให้เมียทั้ง 12 คนตาบอดและขังไว้ในถ้ำ นอกจากจะเป็นการทรมานอย่างหนึ่งแล้ว มันคือสัญลักษณ์ของการ "ลบตัวตน" พวกนางถูกลดสถานะจากมเหสีกลายเป็นเพียงก้อนเนื้อที่หายใจได้ในที่อันมืดมิด เพื่อไม่ให้ใครเป็นพยานถึงความชั่วร้ายของนางยักษ์ได้อีก นี่คือการทำลายเหยื่อที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะเมื่อมองไม่เห็นโลก โลกก็มองไม่เห็นพวกเธอเช่นกัน
แต่คนที่ตาบอดสนิทจริงในเรื่องนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย พระสวามีตัวดีนั่นแหละ ที่“บอดทางปัญญา” เอามาก ๆ
ทีนี้ก็มาถึงจุดที่ดิ่งที่สุดของเรื่องคือฉากในถ้ำ เมื่อพี่สาวทั้ง 11 คนเริ่มทยอยคลอดลูกออกมา แต่ในสภาวะที่ไม่มีอาหารและถูกทอดทิ้ง สัญชาตญาณดิบได้เข้าแทนที่ความเป็นแม่ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่พวกมากลากไป (Groupthink) ในการทำร้ายใคร แต่เป็น "Group Psychosis"ภาวะหลงผิดร่วมกัน หรือถ้าดูจะเป็นการประณามพวกเธอมากเกินไป ก็อาจเป็นแค่ Survival Cannibalism หรือการกินกันเองเพื่อเอาชีวิตรอด
พวกนางตกลงกันว่า "ต้องฆ่าลูกเพื่อประทังชีวิต" นี่คือความสยองขวัญแบบ Body Horror อย่างแท้จริงเลยล่ะ ผมจำได้ว่าครั้งที่อ่านเรื่องนี้ตอนยังเด็ก อ่านแล้วไม่กล้าอ่านนิทานเรื่องนี้ซ้ำอีก ก็เพราะฉากโหด ๆ นี้แหละ
เมื่อแม่ที่ควรจะเป็นผู้ให้ชีวิต กลับกลายเป็นผู้กัดกินชีวิตเสียเอง แล้วก็ทำเหมือนว่าความผิดบาปนี้มันเบาบางลงเพราะถูกหารสิบสอง ในทางจิตวิทยาอธิบายว่า เมื่อคนจำนวนมากเห็นพ้องต้องกันว่าจะทำผิดสิ่งหนึ่ง ความรู้สึกผิดส่วนบุคคลจะถูกทำให้เจือจางลง ไม่มีใครต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ เพราะ “ทุกคนก็ทำ” มันเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว” หรือ diffusion of responsibility
นั่นคือ มันทำให้ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองเป็น "ฆาตกร" เต็มตัว เพราะทุกคนก็ลงมือเหมือนกัน ความผิดถูกหารด้วยสิบเอ็ดหรือสิบสองจนเหลือเบาบางเท่าอากาศ
นิทานสร้างจุดพลิกผันมาที่นางเภา น้องคนสุดท้ายที่ไม่ทำตามความเห็นของพี่ๆ แม้แรงกดทับมาจะมหาศาลเพียงใด นางเภาก็พยายามรักษา "ความเป็นคน" ไว้ด้วยการไม่กินลูก และแอบเลี้ยง พระรถเสน อย่างลับ ๆ
เด็กคนหนึ่งถูกแม่ตาบอดเลี้ยงไว้ในถ้ำ โดยที่ป้าตาบอดอีกสิบเอ็ดคนไม่รู้เรื่อง อาจฟังดูไร้ความสมจริง แต่นิทานก็คือนิทาน มันเดินเรื่องเพื่อผ่านไปถึงสัญลักษณ์ที่คนแต่งอยากบอก
ตัวละคร พระรถสิทธิ์ พระสวามี คือตัวแทนของอำนาจที่ขาดสติ ในทางจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Institutional Betrayal คือการที่บุคคลหรือสถาบันที่เราไว้วางใจที่สุด (ในที่นี้คือสามีและกษัตริย์) กลับเป็นผู้ลงดาบทำร้ายเราเสียเอง เพียงเพราะคำลวงและการครอบงำของนางยักษ์
ความเจ็บปวดของนางสิบสองไม่ใช่แค่แผลที่ดวงตา แต่คือการถูกทรยศโดยคนที่พวกนางฝากชีวิตไว้ การที่นิทานเล่าว่านางยักษ์ได้คลอดลูกออกมาเป็น "ขอนไม้" จึงเป็นสัญลักษณ์สะท้อนถึงจิตใจที่ตายซากและไร้ชีวิตของทั้งตัวนางยักษ์และระบบอำนาจที่พระรถสิทธิ์ถืออยู่
ส่วนพระรถเสน พระโอรสของพระรถสิทธิ์กับนางเภา เติบโตขึ้นมาพร้อมกับภารกิจที่หนักอึ้งเกินเด็กคนหนึ่งจะรับไหว เขาต้องแบกรับความแค้นของแม่และป้าทั้ง 11 คน อันนี้เรียกได้ว่าเป็นภาวะแบบ Parentification หรือผู้ใหญ่ในร่างเด็กได้เลย มันคือภาวะที่เด็กต้องทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองดูแลผู้ใหญ่ที่แตกสลาย การที่เขาต้องไปตีไก่เพื่อแลกข้าว หรือเดินทางไปเมืองยักษ์เพื่อชิงดวงตากลับคืนมา คือการพยายามซ่อมแซมบาดแผลที่คนรุ่นก่อนทำไว้
พระรถเสน จึงน่าจะเติบโตเป็นชายหนุ่มที่ตกผลึกเข้าใจชีวิตได้เร็วที่สุดในบรรดาเจ้าชายในนิทานทุกเรื่อง เพราะเขาเจอโจทย์ยากตั้งแต่เกิด และก็โตมาอย่างไม่มีใครสปอยเลย
เรื่องราวของนางสิบสองเดินเรื่องอย่างไรต่อไป คนที่อ่านส่วนใหญ่มักจำไม่ค่อยได้ เพราะจะจำได้แต่ฉากควักตา และฉากกินลูกตัวเอง นิทานเรื่องนี้จึงไม่ได้สอนแค่เรื่องบาปบุญคุณโทษ แต่มันเตือนให้เราเห็นว่า "ความกลัว" และ "สภาวะจำยอม" สามารถเปลี่ยนคนดี ๆ ให้กลายเป็นสัตว์ป่าได้ในพริบตา
ถ้าเราจะสอนตัวเองจากนิทานเรื่องนี้ เราอาจต้องมองข้ามการควักตาไป แต่เน้นที่การตั้งคำถามที่หนักมาก ๆ ว่า "ในวันที่มืดมิดที่สุด เราจะยังรักษาความเป็นมนุษย์เหมือนนางเภาไว้ได้หรือไม่"
รวมทั้งยังสอนใจได้อีกว่า “เด็กที่เลี้ยงผู้ใหญ่นั้น” มีจริง
———————
21/04/2026
อีกทางเลือก เพิ่มเข้าถึงการรักษาค่ะ
#ประกาศสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา
Clinic Somdet Chaopraya institute of Psychiatry
#บริการตรวจรักษาสุขภาพจิตและจิตเวช
#เปิดให้บริการ ทุกวันจันทร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์)
เวลา 13:00 - 16:00 น.
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เว็บไซต์
ที่อยู่
152 ถ. สาทรเหนือ
Bangkok
10150