Chalitabrand

Chalitabrand

แชร์

CHALiTA BRAND
สอบถามเพิ่มเติม/สนใจเป็นตัวแท?

Photos 08/05/2016

:: 5 วิธีเพิ่มพลังชีวิต ::
1. กินผลไม้และผักเยอะๆ
พฤติกรรมการกินและการนอนหลับของคนเรานั้นสัมพันธ์กัน การทานอาหารที่มีประโยชน์นั้นมีผลต่อคุณภาพการนอนหลับ เพราะฉะนั้นอย่าคิดที่จะมองข้ามมันไป ในทุกวันนี้เราถูกรายล้อมด้วยอาหารที่ผ่านกระบวนการมากมาย ขนมที่เต็มไปด้วยน้ำตาล ส่วนผสมที่มากเกินไป และโซเดียม โชคร้ายที่อาหารเหล่านี้เป็นพิษกับร่างกายของเรา ซึ่งนำไปสู่การตื่นนอนด้วยความมึนงง ถ้าคุณอยากจะพักผ่อนอย่างเต็มที่ จงกินผลไม้และผักให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
2. กินอาหารเย็นแบบเบาๆ
ประโยคเหล่านี้จะทำให้คุณเห็นภาพมากขึ้น "กินอาหารเช้าอย่างราชา, อาหารกลางวันอย่างเจ้าชาย และอาหารเย็นอย่างยาจก“ วิธีที่สังคมของเราพัฒนาระบบการกินเป็นเรื่องน่าสนใจ อาหารเช้าเบาๆ, อาหารกลางวันขนาดกลาง และอาหารเย็นขนาดยักษ์ แต่ถ้าคุณมีปัญหาการนอนหลับในเวลากลางคืน มันอาจะเป็นเพราะขนาดอาหารเย็นนั้นใหญ่เกินไป ซึ่งทำให้ระบบย่อยอาหารต้องทำงานหนักและนานขึ้น ดังนั้น แทนที่จะกินอาหารเย็นมื้อใหญ่ ลองทำให้ผลไม้และผักเป็นดาวเด่นในอาหารมื้อเย็น เพราะมันสามารถย่อยได้ง่าย และทำให้การนอนหลับในเวลากลางคืนนั้นดีขึ้น
3. มีกิจวัตรยามเช้า
ฉันเคยคิดว่ากิจวัตรประจำวันนั้นเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่ไม่ใช่ทุกกิจวัตรจะเป็นเรื่องแย่ การมีกิจวัตรประจำวันง่ายๆหลังจากตื่นนอน จะช่วยมอบทิศทางและเป้าหมายให้กับคุณ กิจวัตรประจำวันอาจเป็นเรื่องง่ายๆเช่น การตื่นนอน ออกกำลังกาย อาบน้ำ และกินอาหารเช้า หรือคุณอาจจะอยากเริ่มวันใหม่อย่างค่อยเป็นค่อยไปด้วยการอ่านหนังสือหรือเล่นเกมส์ลับสมอง ทำอะไรก็ได้ที่ช่วยให้คุณเตรียมพร้อมสำหรับวันนั้น
4. ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายมีความหมายหลายอย่าง ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องไปยิมเสมอไป ยกเว้นแต่คุณจะสนุกกับมัน มันอาจหมายถึงการไปวิ่งจ๊อกกิ้งหรือออกไปเดินเล่นข้างนอก หรือแม้กระทั่งการออกไปทำสวน
ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหนจงทำให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของวัน ออกกำลังด้วยความกระฉับกระเฉง ให้เหงื่อออก การออกกำลังกายจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้นและตื่นมาอย่างสดชื่น รวมทั้งช่วยให้คุณรู้สึกตื่นตัวตลอดทั้งวันอีกด้วย
5. นอนพักในยามที่คุณเหนื่อย
คุณเคยขึ้นเตียงในเวลาที่มองนาฬิกาแล้วพบว่ามันเป็นเวลาที่สมควรจะทำหรือไม่ ถ้าใช่ คุณอาจกำลังตื่นตัวและพยายามบังคับให้ตัวเองนอนหลับอยู่ ซึ่งผลที่ได้อาจทำให้คุณต้องใช้เวลานานขึ้นเพื่อนอนหลับ ดังนั้นจงฟังเสียงของร่างกายคุณ ถ้าคุณรู้สึกตื่นเต็มตาในเวลาที่คุณควรจะขึ้นเตียง ลองหาวิธีผ่อนคลายเช่น อ่านหนังสือ วางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้ หรือฟังเพลงเบาๆ และเมื่อไหร่ที่คุณรู้ว่าหนังสือคุณเริ่มหนักขึ้น ก็ถึงเวลาที่คุณควรนอนหลับได้แล้ว
การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญเพื่อสร้างพลังงานและทำให้คุณพร้อมสำหรับวันใหม่ ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกมีประสิทธิภาพมากขึ้นในระหว่างวัน
Cr : http://goo.gl/NMqMGn
ขอบคุณที่มา : New Heart New World

Photos 05/05/2016
Photos 03/05/2016

อย่าหันหลัง ในขณะที่คนรักคุณ กำลังจะขึ้นรถ
เพราะเธออาจจะพลาดตกในก้าวใดๆ ก้าวหนึ่ง

อย่าตัดสาย ! ในขณะที่คนรักคุณ .. ยังพูดไม่จบ
เพราะบางทีเธออาจ มีคำพูดที่ดีที่อยากให้คุณฟัง

อย่าเมินเฉย ..
หากสายโทรเข้า เป็นเบอร์คนสำคัญของคุณ เพราะเธออาจมีเรื่องทุกข์ใจ อยากเล่าให้คุณฟังเป็นคนแรก

อย่าคิดว่า ค่อยทำอะไรในวันพรุ่งนี้ แล้วละเลย
วันนี้ทิ้งไป เพราะคุณจะไม่รู้ค่าของวันนี้เลย

อย่าคิดว่า คนรักคุณ จะอยู่กับคุณไปตลอดชีวิต
เพราะ .. เขาอาจจะจากคุณไปก่อนคุณ !

อย่าลืม !
คุณไม่ใช่เจ้าของลมหายใจ ของเขาและเธอ
อย่าทำอะไรในคำว่า '' สาย ''... ~ ♡

เพราะเพียงวินาทีเดียว คุณอาจจะเสียใจไปตลอดชีวิต

Cr : อ่านวันละนิด จิตแจ่มใส

Photos 27/04/2016

ประโยชน์จากน้ำมะนาว
เรามักได้ยินผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกล่าวว่า ดื่มแก้วน้ำอุ่นผสมมะนาวทุกวันในตอนเช้าจะดีต่อสุขภาพ เพราะจะช่วยขจัดสารพิษที่เป็นอันตรายในร่างกายออกมา นั่นเพราะมะนาวเป็นแหล่งอาหารชั้นดี ทั้งแคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม เหล็ก และวิตามินเอ ซี และบีคอมเพล็กซ์ รวมทั้งเส้นใยเพคติน นอกจากกระตุ้นภูมิคุ้มกันยังช่วยให้คุณมีสุขภาพดี

เพียงบีบน้ำมะนาวครึ่งลูกผสมกับน้ำอุ่นหนึ่งแก้ว เพิ่มน้ำผึ้งเล็กน้อยเพิ่มรสและประโยชน์ ดื่มเป็นประจำทุกเช้าในขณะท้องว่าง และรอ 30 นาทีก่อนรับประทานอาหารเช้าของคุณ ทำให้เคยชินนอกจากจะไม่ป่วยแล้วยังดูสดใสขึ้นด้วย

มาดูสิว่าประโยชน์ที่จะได้รับจากน้ำมะนาวมีอะไรบ้าง

1. ปรับปรุงการย่อยอาหาร และกระตุ้นตับให้ผลิตน้ำดีเพิ่มขึ้น ล้างสารพิษออกจากร่างกาย การดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นทุกวันจะช่วยลดอาการอาหารไม่ย่อย และท้องอืด นอกจากนี้ยังป้องกันท้องผูกและท้องเสีย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลำไส้ และยังส่งผลให้น้ำหนักคุณลดลง

2. การดื่มน้ำมะนาวผสมกับน้ำอุ่นสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ผิวของคุณได้ ในมะนาวมีวิตามินซีช่วยป้องกันผิวจากริ้วรอยและจุดด่างดำ และช่วยต่อสู้อนุมูลอิสระ น้ำและน้ำผึ้งเพิ่มคุณสมบัติฟื้นฟู ต้านเชื้อแบคทีเรีย และกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อสุขภาพผิว เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยร่างกายต่อสู้กับโรคหวัดและไข้หวัดได้ด้วย โพแทสเซียมสูงในมะนาวยังช่วยให้คุณนอนหลับดีขึ้น ลดความเครียด และปรับปรุงการทำงานของจิต ซึ่งจะช่วยให้ความดันโลหิตอยู่ในช่วงปกติ

3. ช่วยลดกลิ่นปาก ความเป็นกรดของมะนาวรวมกับสรรพคุณของน้ำผึ้งและน้ำ สามารถช่วยกำจัดกลิ่นปากได้ เพราะกระตุ้นให้ผลิตน้ำลายที่ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของกลิ่น และมะนาวยังช่วยกำจัดคราบขาวบนลิ้นที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก ช่วยต้านอาการเจ็บคอและป้องกันทอนซิลอักเสบได้ ถ้าคุณมีอาการเจ็บคอ ดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นและน้ำผึ้งในตอนเช้าจะทำให้หายเร็วขึ้น
ที่มา : เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์
ภาพประกอบจาก อินเตอร์เน็ต
ขอบคุณที่มา : รักษ์สุขภาพโดยวิถีธรรมชาติ

Photos 20/04/2016

"""อย่าลืมดูตัวเองก่อน

“เป็นเพราะลืมมองตน
ผู้คนจึงมักสร้างปัญหา
หรือมีส่วนทำให้ปัญหาลุกลามขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นเมื่อใดที่คิดจะแก้ปัญหา
ควรหันมาสำรวจตนเองก่อนที่จะเรียกร้องหรือจัดการคนอื่น

แม้แต่การช่วยคนอื่นก็เช่นกัน
เพียงแค่ดูแลตนเองให้ดี ก็สามารถช่วยคนอื่นได้มาก

ภาษิตของพระพุทธเจ้าที่ว่า
“เมื่อรักษาตน ก็เท่ากับรักษาผู้อื่น(ด้วย)”
ไม่ล้าสมัยเลย แม้กาลเวลาจะผ่านมาร่วม ๒,๖๐๐ ปี”..."""

Photos 20/04/2016

ขอให้สดชื่นเบิกบานใจตลอดทั้งวันนะ

Photos 18/04/2016

5 คำถามความสำเร็จ
1. เกิดมาชีวิตนี้ ฉันต้องทำอะไรให้สำเร็จบ้าง?
2. แล้วปีนี้ ฉันจะต้องทำอะไรเพื่อให้ข้อ 1. สำเร็จ
3. แล้วเดือนนี้ ฉันจะต้องทำอะไรเพื่อให้ข้อ 2. สำเร็จ
4. แล้ววันนี้ ฉันจะต้องทำอะไรเพื่อให้ข้อ 3. สำเร็จ
5. แล้วสิ่งที่ฉันทำในนาทีนี้ ..
มันยังคงพาฉันพุ่งตรงไปไปหาข้อ 1. หรือไม่
ถ้าใช่ ก็ไปต่อ ถ้าไม่ ก็เปลี่ยนทาง
ความสำเร็จเกิดจากการสะสมความพยายามในหนึ่งนาที
จนเป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี
และเป็นหนึ่งชีวิตที่สำเร็จดังใจหวัง
ถามตัวเองใน 5 ข้อนั้นให้บ่อยที่สุด
เขียนมันลงไปในกระดาษ
วาดแผนการ ลงมือทำ ปรับทิศทาง
ให้กำลังใจตัวเอง ให้รางวัลตัวเอง
ปลอบประโลมหัวใจตัวเอง
ไปต่อ ไม่ท้อ รู้จักรอคอยความสำเร็จ
แล้วเกิดมาหนึ่งชีวิตนี้
เราจะได้ดีเหมือนที่เราอยากเป็น................................................... Boy's Thought #บอยวิสูตร ...

Photos 18/04/2016

บันทึกของชีวิต บันทึกแห่งความดี

การใช้สื่อสังคมออนไลน์
กลายเป็นปัจจัยหลักๆ ของคนโดยส่วนมาก
และเราก็ปฏิเสธไม่ได้สำหรับข้อดีและข้อเสีย
ที่เกิดขึ้นจากการใช้สื่อของเรา
บ้างใช้ติดต่อสื่อสาร บ้างใช้เพื่อสันทนาการ
บ้างใช้เพื่อติดตามข่าวสาร
หลายคนใช้เพื่อระบายอารมณ์
และอีกหลากหลายเหตุผลในการใช้งาน

แต่จะดีกว่าไหม
ถ้าเราลองเปลี่ยนการใช้ให้เกิดกุศล
ให้เป็นคุณงามความดี
โดยการบันทึกความดีบันทึกบุญ
ที่เรามีโอกาสได้ทำให้กับชีวิตหนึ่งที่ได้เกิดมา
เห็นทีไรก็อิ่มใจ เห็นทีไรก็อิ่มบุญ
เป็นการปลูกฝังจิตสำนึกไปในตัว
เป็นการสะท้อนเตือนตนเอง
ให้หมั่นปลูกสร้างความดีงามไว้ภายในจิตใจ
เพราะความดีเพียงเล็กน้อยที่เราทำ
หากเราหมั่นเติมบ่อยๆ ก็เป็นความดีงาม
ที่ยิ่งใหญ่ได้

และสิ่งที่เราได้ทำนั้น
นอกจากจะส่งผลต่อตนเองแล้ว
ยังส่งผลต่อคนใกล้ตัว ให้เป็นเหมือนแท่งเทียน
ต่อแสงสว่างไปเรื่อยๆ เป็นการจุดประกายแห่ง
ความดีต่อๆ ไป

ส่วนใครจะอยากทำ หรือ ไม่ทำนั้น
นั่นเป็นเรื่องของเขา..
เพราะความดีที่ประเสริฐที่สุด คือ
" ความดีที่เริ่มต้นจากจิตใจของเรา "

~ณ สติจับใจ~

Photos 17/04/2016

คิดให้ดี ผักดิบ 9 ชนิดนี้ กินมากไปอาจได้โทษ

ผักที่ห้ามกินดิบ จริง ๆ แล้วอาจไม่ถึงกับเป็นผักต้องห้าม ทว่าควรบริโภคแต่น้อยเพื่อความปลอดภัยของสุขภาพจะดีกว่า

จริงอยู่ว่าผักผลไม้มีประโยชน์กับร่างกาย ทว่าสิ่งที่ต้องรู้เพิ่มไปอีกอย่างก็คือผักบางชนิดไม่ควรจะกินดิบ ๆ ในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากอาจก่อโทษมากกว่าประโยชน์ได้ อย่างผัก 9 ชนิดดังต่อไปนี้ที่หากกินดิบบ่อย ๆ อาจเป็นการสะสมสารอันตรายต่อร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว

ผักดิบ

1. กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีมีวิตามินซีสูง กินแล้วมีประโยชน์แน่ ๆ แต่ต้องปรุงให้สุกก่อนรับประทาน เนื่องจากหากกินกะหล่ำปลีดิบในปริมาณมาก สารออกซาเลต (Oxalate) ในกะหล่ำปลีจะไปจับกับแคลเซียมที่กรวยไต จนกลายเป็นสารแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งหากมีสารตัวนี้ที่กรวยไตมาก ๆ ก็เสี่ยงต่อโรคนิ่วในไตได้ อีกทั้งในกะหล่ำปลีดิบยังมีน้ำตาลชนิดหนึ่ง ซึ่งคนที่มีปัญหาในระบบย่อยอาหารอาจย่อยน้ำตาลชนิดนี้ไม่ได้ และอาจนำไปสู่อาการท้องอืด แน่นท้อง แต่หากนำกะหล่ำปลีไปปรุงสุก น้ำตาลที่ว่าก็จะเปลี่ยนโมเลกุลเป็นสารที่ย่อยได้ง่าย ไร้ปัญหาท้องอืดแน่นอน

นอกจากนี้ในกะหล่ำปลีดิบยังมีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) สารที่ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายดึงไอโอดีนจากเลือดไปใช้ได้น้อยกว่าปกติ จนอาจก่อให้เกิดโรคคอหอยพอกได้ แต่กอยโตรเจนจะสลายได้อย่างรวดเร็วเมื่อโดนความร้อน ฉะนั้นจึงควรบริโภคกะหล่ำปลีแบบปรุงสุกจะดีกว่า

ผักดิบ

2. ดอกกะหล่ำ

พืชชนิดหัวอีกอย่างที่ต้องระวังหากจะกินดิบ ๆ เพราะดอกกะหล่ำก็มีน้ำตาลชนิดเดียวกันกับกะหล่ำปลีด้วย ดังนั้นหากไม่อยากเกิดอาการท้องอืด ก็ควรนำดอกกะหล่ำไปปรุงให้สุกก่อนรับประทานนะคะ

ผักดิบ

3. บรอกโคลี

มาตระกูลเดียวกันกับกะหล่ำปลีและดอกกะหล่ำเลย บรอกโคลีมีน้ำตาลที่ควรต้องถูกย่อยด้วยความร้อนก่อนจึงจะไม่ก่อให้เกิดอาการท้องอืด และในบรอกโคลีดิบยังมีฮอร์โมนบางชนิดที่เป็นตัวกระตุ้นความเสี่ยงโรคไทรอยด์ แต่เจ้าฮอร์โมนที่ว่าจะถูกย่อยสลายไปเมื่อโดนความร้อน ดังนั้นบรอกโคลีจึงจัดเป็นผักอีกชนิดที่กินดิบมาก ๆ อาจก่อให้เกิดโทษได้

ผักดิบ

4. ถั่วฝักยาว

ถั่วฝักยาวดิบจะมีปริมาณไกลโคโปรตีนและเลคตินค่อนข้างสูง ซึ่งสารเหล่านี้มีส่วนชักนำอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอาการท้องเสียได้ในเวลา 3 ชั่วโมงหลังรับประทานถั่วดิบ ๆ เข้าไป ซึ่งทางองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกายังออกมาเตือนอีกด้วยว่า ไม่ใช่เค่ถั่วฝักยาวเท่านั้นที่กินดิบ ๆ แล้วอาจให้โทษ ทว่าถั่วแดงหรือถั่วดำก็ไม่ควรกินดิบด้วยเช่นกัน ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ไม่สบายได้นะจ๊ะ

ผักดิบ

5. ถั่วงอก

ผักกินสดฮอตฮิตอันดับต้น ๆ อย่างถั่วงอกมักจะมีสารโซเดียมซัลไฟต์ ซึ่งเป็นสารฟอกขาวที่เหล่าพ่อค้า แม่ค้ามักจะนำมาฟอกสีให้ถั่วงอกมีสีขาวน่ารับประทาน อีกทั้งยังเป็นสารที่รักษาความสดของถั่วงอกให้เก็บไว้ขายได้นาน ซึ่งหากผู้บริโภคมีอาการแพ้สารชนิดนี้ หรือกินถั่วงอกดิบในปริมาณมาก ทางศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ก็บอกว่าอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ และปวดท้องได้ แต่ถ้าหากนำถั่วงอกไปปรุงสุกก็จะช่วยทำลายสารฟอกขาวได้จนไม่ก่อให้เกิดอันตรายค่ะ

ผักดิบ

6. หน่อไม้

ศูนย์ข้อมูลด้านอาหาร กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงว่า ในหน่อไม้สดมี Cyanogenic glycoside ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นไซยาไนด์ อันมีพิษต่อร่างกาย และหากร่างกายได้รับสารตัวนี้ในปริมาณมาก Cyanogenic glycoside จะเข้าไปจับกับฮีโมโกลบิน ทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน ทุรนทุราย หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขจึงแนะนำให้ปรุงสุกหน่อไม้หรือนำหน่อไม้ไปดอง (ซึ่งต้องผ่านการต้ม) ก่อนรับประทาน เพราะวิธีการปรุงสุกด้วยความร้อนจะช่วยสลาย Cyanogenic glycoside ได้

ผักดิบ

7. มันสำปะหลัง

Cyanogenic glycoside สารตัวนี้ยังตามมาหลอกหลอนในมันสำปะหลังด้วย ซึ่งทางสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ได้บอกว่า หากรับประทานมันสำปะหลังดิบในส่วนหัว ราก ใบ อาจมีพิษทำให้ถึงตายได้ โดยมีพิษขัดขวางการทำงานของระบบหัวใจและทางเดินโลหิต ทำให้ออกซิเจนเข้าสู่เซลล์สมองน้อยลง หรือเบาะ ๆ อาจเกิดอาการเวียนศีรษะ ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรืออุจจาระร่วง

ผักดิบ

8. ผักโขม

ผักใบเขียวขจีอย่างผักโขมดิบ ๆ มีกรดออกซาลิก (Oxalic) ที่มีฤทธิ์ทำให้ลำไส้ระคายเคือง แถมยังเป็นตัวขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียม ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคนิ่วในไตอีกทางหนึ่งได้ด้วย ทว่าเจ้ากรดออกซาลิกตัวนี้จะหมดฤทธิ์ทันทีเมื่อเจอความร้อน ซึ่งก็หมายความว่าเราควรปรุงผักโขมให้สุกก่อนนำมารับประทานนั่นเองนะคะ

ผักดิบ

9. เห็ด

เห็ดสดที่มีเนื้อสีขาวทั่วไปมักจะตรวจพบสารอะการิทีน (Agaritine) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง แต่จะสลายไปได้เองหากเห็ดเหล่านั้นผ่านการปรุงสุกแล้ว

อย่างไรก็ดี ขอย้ำกันอีกทีว่าผักเหล่านี้ไม่ใช่ผักต้องห้าม แต่ควรจำกัดปริมาณการบริโภคผักดิบไม่ให้กินเยอะครั้งละเป็นกิโลกรัม หรือรับประทานต่อเนื่องกันทุกวัน ๆ จนเกิดการสะสมของสารที่เป็นโทษต่างหากนะคะ.

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok
10270