ArTee
Startup'
*ทุกบ้านต้องมีบอกเลยไม่งันตกยุค* ไกล้ปีใหม่แล้วเปลียนเครื่องดื่มให้ดูแพงด้วย ทำให้เครื่องดื่มเย็นได้นานยิ่งขึ้น เครื่องดื่มแก้วโปรดของคุณไม่เสียรสชาติอีกต่อไป แค่แช่แข็งเอาออกมาก็สามารถใช้ได้เลย
( 1 ชิ้น 9 9 ฿ ส่งฟรีทั่วไทย )
( 2 ชิ้น 1 9 0 ฿ ส่งฟรีทั่วไทย )
โปรด่วนๆ📍 ก่อนสินค้าหมด
( 3 ชิ้น แถม 1 🆙 2 9 0 ฿ ส่งฟรีทั่วไทย ) ปลายทางไม่บวกเพิ่ม 🤟
▶️วัสดุ : ฝาปิดด้านบน : พลาสติก
แม่พิมพ์ : ซิลิโคลน Food Grade
▶️น้ำหนัก : 89g
▶️ขนาด : เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 ซม.
▶️ การใช้งานและการดูแลรักษา
ใช้ในครัวเรือน สำหรับทำน้ำแข็งให้เป็นก้อนกลม
วัสดุมีความปลอดภัย แข็งแรง ไม่เป็นพิษต่อร่างกาย
ซิลิโคลนนิ่มสามารถแกะน้ำแข็งออกมาได้ง่าย
แข็งแรงทนทาน ใช้งานได้นาน ล้างทำความสะอาดได้ง่าย
31/01/2020
คนอื่นไปถึงไหนแล้ว?
เวลาเห็นคนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันหรือคนที่อายุน้อยกว่าประสบความสำเร็จ มีเงิน มีชื่อเสียง เราเคยรู้สึกอิจฉา หรือท้อแท้ ตัดพ้อกับชีวิตตัวเองกันบ้างไหม?
หรือบางครั้งเวลาที่เราอ่านข่าวข่าวหนึ่ง แล้วพบว่า มี CEO บริษัทหนึ่งที่อายุ 22 ปี แต่มีรายได้ถึงพันล้าน สร้าง Tech Startup มี Raise-fund ได้เท่านั้นเท่านี้ หลายครั้งเราก็อดไม่ได้ที่จะกลับมามองตัวเองว่า ทำไมฉันยังตามหลังคนอื่นอยู่?
มีบทความชิ้นหนึ่งจาก themuse.com ชื่อว่า It's OK if You Look at Other People's Careers and Think "What Am I Doing?" (มันไม่เป็นไรหรอกที่จะมองเห็นอาชีพการงานของคนอื่นแล้วหันกลับมาถามตัวเองว่า “เรากำลังทำอะไรอยู่”) ที่พูดประเด็นนี้ไว้ได้อย่างน่าสนใจครับ
แต่ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ผมต้องขอสารภาพเลยว่า… บางครั้งผมเองก็มีความคิดในทำนองนั้นเช่นกันตั้งแต่ ทำไมบริษัทตัวเอง sizing สู้บริษัทคู่แข่งไม่ได้, เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ไปถึงจุดนั้น, ทำไม growth ยังไม่ได้ตามที่เราคาดหวังทั้งที่เราพยายามแล้ว หรือบริษัทนั้นเปิดมาไม่กี่ปี แต่ทำไมยอดขายไปไกลกว่าเรา
แม้จะฟังดูขี้น้อยใจไปบาง แต่หลายครั้งการมีความคิดแบบนี้วิ่งเข้ามาในหัว ก็ช่วยทำให้เราได้หันกลับมาถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในตอนนี้มันถูกต้องแล้วหรือยัง ที่ผ่านมาเราได้เลือกหรือตัดสินใจอะไรสักอย่างไปแล้วเราเลือกถูกต้องหรือเปล่า
ไปจนถึงมีความคิดในเชิงว่า หรือเราจะไม่เหมาะกับการที่จะทำงานนี้ เราควรปลี่ยนงานหรือเปล่า แล้วถ้าต้องเปลี่ยน เราจะทำอะไรต่อ
และผมก็เชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยมีคำถามในลักษณะนี้กันบ้างไม่มากก็น้อย
เพื่อที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้มากขึ้น Stav Ziv ผู้เป็นทั้งนักเขียนและนักข่าวได้รวบรวมความคิดเห็นจากคนมากมายหลายอาชีพ หลายช่วงอายุ ผ่านทางอีเมล์เพื่อให้คนเหล่านั้นเล่าให้เธอฟังว่าจริงๆ แล้ว แต่ละคนนั้นรู้สึกต่อเรื่องเหล่านี้อย่างไร
หลังจากนั้นเธอก็ได้รับอีเมล์จากคนจำนวนมากที่ล้วนบอกว่า ตัวเขาก็รู้สึกเช่นกัน เวลาที่เห็นคนอื่นๆ มีอาชีพการงานที่ดีกว่าตัวเอง พวกเขาจะรู้สึกว่าทำไมตัวเองยังอยู่แค่นี้
บางครั้งพอเห็นบริษัทคนอื่น ก็จะรู้สึกว่า ทำไมบริษัทอื่นถึงโตเร็วกว่า มันเป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างแปลก ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เพิ่งจะเรียนจบ ไปจนถึงคนทำงานวัยประมาณ 40-50 ทั้งหมดมีความรู้สึกแบบเดียวกันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
และหลายคนมักจะเคยตั้งคำถามว่า ฉันเคยมีความฝันที่ยิ่งใหญ่ ฉันรู้สึกว่าฉันจะทำอะไรก็ได้ แล้วความรู้สึกเหล่านั้นมันหายไปไหน... แล้วตอนนี้เรายังมีโอกาสอยู่หรือเปล่า
Stav Ziv บอกว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่อธิบายยาก บางครั้งมันก็เป็นความรู้สึกอิจฉาครึ่งนึง และความเศร้าไปอีกครึ่งนึง หรือมันอาจจะเป็นความรู้สึกชื่นชม โมโห หงุดหงิดก็ได้ มันขึ้นอยู่ที่ความคิดของแต่ละบุคคล เราไม่สามารถระบุลงไปได้แบบแน่ชัดว่าแต่ละคนคิดอย่างไร
เราอาจจะเคยคิดว่า ตอน 30 เรายังมีเวลาพอจะทำเรื่องนี้ได้ แต่พอเราอายุ 30 จริงๆ เรากลับไม่ได้ทำมัน จนปัจจุบันเราอายุ 40 แล้ว เราจะยังสามารถทำมันทันอยู่หรือเปล่า
คนจำนวนมากจะรู้สึกแบบนี้ แล้วมักจะตามมาด้วยคำถามที่ว่า หรือว่าโอกาสของเรามันหมดไปแล้ว ฉันทำอะไรอยู่ ฉันทำพลาดไปตรงไหน?
จริงๆ แล้วเราไม่ได้พลาดตรงไหนหรอกครับ...
ณ ตอนนี้ ไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ หากคุณกำลังอ่านเรื่องนี้อยู่ คุณยังทำได้ คุณยังมีเวลา
และอีกสิ่งที่ควรรู้คือ "การทำงานหนัก" มันไม่ได้เป็นตัวการรันตีความสำเร็จเสมอไป เพราะหลายครั้งมันก็มีเรื่องของจังหวะเวลา (Timing) หรือจะเรียกว่าโชคก็ได้
บางทีความสำเร็จมันอาจจะมาพร้อมกับโชคก็ได้ ตอนนี้มันอาจจะยังไม่ได้มีผลลัพธ์ที่แปลกใหม่อะไร แต่ถ้าคุณทำต่ออีกสักพักนึง… วันนั้นอาจจะมาถึง
ผมเคยได้ยินคนที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากบอกว่า ก่อนที่เขาจะประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ เขาท้อมาก บางครั้งอยากจะเลิกทำไปเลย ความรู้สึกตอนนั้นมันเหมือนกับว่าเขาไม่สามารถทำเรื่องนั้นได้แล้ว
ยกตัวอย่างเช่น เขาเปิดบริษัทมา 15 ปี แต่บริษัทยังไปไม่ถึงไหน ยังวนไปวนมาอยู่จุดเดิม แต่ปรากฏว่าอยู่ดีๆ ก็เกิด Big break (โอกาสที่ดีในชีวิต, จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ)
รายได้พุ่งขึ้น 30-40 เท่า
เราอาจจะรอจังหวะแบบนั้นอยู่ก็ได้...
อีกเรื่องนึงที่เราทุกคนต้องเข้าใจคือ “ความสำเร็จมันเป็น work in process” มันต้องใส่แรงลงไป แล้วคุณก็ต้องลงมือทำมัน
และขณะที่ลงมือทำอย่าลืมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ระหว่างทางด้วย เพราะบางครั้งความสำเร็จก็ไม่ได้วัดกันที่ปลายทางอย่างเดียว ระหว่างทางก็อาจจะมีความสำเร็จอยู่ในนั้น
หลายครั้งคุณอาจจะคิดว่า แล้วเราล่ะจะมี big break เมื่อไหร่?
คุณอาจจะต้องลองเปลี่ยนไปถามตัวเองใหม่ว่า เราได้ทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง แล้วเราภูมิใจกับมันไหม?
หลายคนอาจจะมองข้ามสิ่งที่เราเคยทำได้ มัวแต่มองในสิ่งที่คนอื่นมี เพราะแบบนี้มันก็เลยทำให้เรารู้สึกเครียด และคิดว่าทำไมตัวเองไม่เคยทำอะไรได้เลย
เวลาที่คุณเห็นเพื่อนได้รางวัลอะไรสักอย่าง แล้วคุณอยากได้รางวัลนั้นบ้าง เราลองถามตัวเองไหมว่า เราเคยลงแข่งจริงๆ แล้วหรือยัง
มันอาจจะไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องสมัครการแข่งขันนี้ แต่จริงๆ แล้วเราเคยอยู่ในเส้นทางที่จะได้สิ่งนี้หรือเปล่า
แต่ถ้าเราอยากจะได้รางวัลนี้จริงๆ บางทีเราอาจจะต้องลงแข่ง...
และก่อนจะลงแข่งเราควรจะรู้ว่ารางวัลนั้นสำคัญกับเราจริงๆ หรือเปล่า(เราอยากได้มันจริงๆ ไหม) เพราะหลายครั้งสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ก็อาจจะเป็นรางวัลในอีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
ผมเชื่อว่า ในบางช่วงบางตอนของอาชีพเรา เราจะเกิดความรู้สึกที่ว่า... นี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่
แต่อยากให้นึกไว้เสมอว่า บางทีความสำเร็จมันอาจจะรอเราอยู่ไม่ไกลหรอกครับ “เราแค่ต้องลงมือทำมันต่อไป” และถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองในบางครั้ง
อย่าให้เรื่องของคนอื่นมากระทบกับเรามากจนเกินไปครับ
Thomas Stearns Eliot นักเขียน นักวิจารณ์วรรณกรรมและสังคม เคยกล่าวว่า
“Only those who will risk going too far can possibly find out how far one can go”
มีแต่คนที่ยอมเสี่ยงเดินทางไกลเท่านั้น ที่จะรู้ได้ว่าเขาจะไปได้ไกลแค่ไหน...
27/12/2019
เจ๋ง! แบตเตอรี่แบบใหม่ รถยนต์ไฟฟ้า วิ่งไกล 2,400 กม. อดีตทหารเรืออังกฤษผันตัวมาเป็นวิศวกรนักประดิษฐ์ โชว์ผลงานล่าสุด แบตเตอรี่แบบใหม่ ในรถยนต์ไฟฟ้า วิ่งได้.....
06/12/2019
28/11/2019
RIP Youtube
เอาจริง ๆ เรื่องนี้ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับแอดตรง ๆ หรอก
เพราะว่ามันเกี่ยวกับ Youtube
แต่การเปลี่ยนแปลงใน Youtube ครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อ Caster หลายคนในบ้านเรา
แต่ก็ยังไม่มีการพูดถึงกันนัก
วันนี้จะพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้ Creator ส่วนใหญ่ในบ้านเราเสียรายได้ไป 90 %
(ข้อมูลอาจไม่สมบูรณ์ถูกต้อง 100% เพราะแอดไม่ได้เรียนกฏหมาย ใครสนใจก็สามารถศึกษาข้อมูลและมาพูดคุยกันได้)
เรื่องมันเริ่มตั้งแต่ปี 1998
FTC หน่วยงานหลักที่บริหารควบคุมกิจกรรมต่างๆในพาณิชย์อิเลคโทรนิกส์
ที่มีหน้าที่หลักในการปกป้องผู้บริโภคใน สหรัฐอเมริกา
ได้ออกกฏหมายใหม่ชื่อย่อว่า COPPA
(The Children's Online Privacy Protection)
ซึ่งเป็นกฏหมายที่ปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี
จุดประสงค์ของ COPPA คือป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีเอาข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ เช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ไปให้กับเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยผู้ปกครองไม่ยินยอม
เพราะกลัวว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกใช้ในทางผิดกฏหมาย
แต่ผ่านไป 15 ปี ในปี 2013
FTC เล็งเห็นว่าภัยที่แท้จริงไม่ใช่การที่เด็กจะเอาข้อมูลไปบอกเว็บต่าง ๆ หรอก
แต่เป็น Cookies ข้อมูลที่อยู่บนคอมพิวเตอร์/มือถือเรา
ที่มีข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ เบอร์โทร
ซึ่งเว็บไซต์ต่างมักเก็บข้อมูลจาก Cookies เราแล้วนำไปขาย ให้กับคนที่ลงโฆษณาออนไลน์ เพื่อที่จะสามารถแสดงโฆษณาได้ตรงกับที่แต่ละคนสนใจ
ซึ่งเว็บต่าง ๆ รวมทั้ง Youtube เองก็เก็บ Cookies และที่ FTC เล็งเห็นเว็บไซต์ต่าง ๆ เก็บ Cookies ที่สร้างโดยเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี จึงแก้กฏหมาย COPPA
โดยให้ รวม Cookies เป็นข้อมูลส่วนตัวที่ไม่สามารถเก็บได้หากถูกสร้างโดยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี
ซึ่งหลาย ๆ เว็บก็ปรับตัวตามและเลิกเก็บ Cookies
แต่ว่า Youtube ไม่ปรับตามกฏแล้วอ้างว่า Youtube เป็นสื่อสำหรับคนที่อายุมากกว่า 13 ปีนะ ไม่ได้มีเด็กเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก
ซึ่ง FTC ก็เชื่อและปล่อย Youtube ไป
แต่ก็อย่างที่เรารู้กัน Youtube มันเก็บข้อมูลทุกอย่างจริง ๆ เพื่อเอาไปขายให้กับคนอยากยิงโฆษณา และ เอาโฆษณาลงตามคลิปกันเพียบเลย
โฆษณาที่มีเป้าหมายเฉพาะบุคคลนั้น ๆ เรียก Personalize Ads เป็นการเอาข้อมูลจากเราแต่ละคนไปดูว่าสนใจอะไรอยู่แล้วก็ยิงโฆษณาที่เราน่าจะสนใจมาให้เรา
Personalize Ads เนี่ยสามารถทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้มากกว่าการโฆษณาแบบยิงสุ่ม ๆ ให้ทุกคนเห็น
มันจึงเป็นแหล่งเงินชั้นดีของ Youtube ซึ่ง Youtube ก็ได้แบ่งรายได้ส่วนนั้นให้กับ Creator Youtuber แคสเตอร์ต่าง ๆ เพื่อให้คนเหล่านี้ทำวีดีโอลงให้คนมาดูอีกเยอะ ๆ
แต่ในช่วงปีนี้ Youtube ก็เปลี่ยนนโยบายเรื่องความหยาบคาย
คือถ้าคลิปมีเนื้อหาผู้ใหญ่ เช่นเนื้อหาทางเพศ คำหยาบ การใช้คำรุนแรง มุข 18+ จะทำให้ไม่สามารถหารายได้จากคลิปนั้นได้
การเปลี่ยนนโยบายนี้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพราะมันทำให้ Youtuber ต่าง ๆ หันมาสร้างเนื้อหาที่สามารถให้เด็กดูได้เป็นหลักแทน ก็เพราะมันทำเงินได้
เนื้อหาที่เป้าหมายเป็นเด็กกลายเป็นเนื้อหาที่หารายได้มากที่สุดใน Youtube
ลองไปกดมาแรง หมวดเกมบน Youtube สิ
เกือบทั้งหมดเป็นเกมที่เด็ก ๆ ชอบเล่นทั้งนั้น Roblox Minecraft เกมที่เด็ก ๆ ชอบดู เห็นได้ชัดว่าเล็งกลุ่มเป้าหมายไปที่เด็ก
Youtuber ที่ทำเงินได้มากที่สุดในโลกก็คือช่อง
Ryan ToysReview ซึ่งก็เป็นช่องรีวิวของเล่นเด็ก
เห็นได้ชัดว่าเด็กกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ Youtube ไป
ในปี 2019 Youtube เลยโดนฟ้องเพราะไปโกหกหน้าตายว่าเด็กไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลัก
แต่เห็น ๆ กันว่าใช่ แถมยังไปเก็บ Cookies มาทำโฆษณาให้เด็กดูอีก ผิดกฏหมาย COPPA เห็น ๆ
ซึ่งขอพูดกันตรง ๆ ว่าที่ Youtube แพ้เพราะปากตัวเองแท้ ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่ในเงื่อนไขการใช้งาน Youtube ก็เขียนบอกว่าต้องอายุ 13 ปีขึ้นไป ใช่เด็กอาจจะโกหกอายุและมาแอบดู Youtube ได้ แต่ว่านั้นก็เป็นเพราะเด็กอยากดูเอง เพราะพ่อแม่ยอมให้เด็กเล่นเอง Youtube ไม่ได้ผิด
แต่ที่ Youtube ผิดก็เพราะดันไปเที่ยวป่าวประกาศว่า Youtube เป็นเว็บที่เด็กดูมากที่สุดให้กับผู้ลงโฆษณา ทั้งที่ก่อนหน้านี้บอกว่าให้ไม่ให้เด็กต่ำกว่า 13 ดู
ดูยังไงก็แพ้คดีแน่นอน
Youtube จึงโดนปรับเงิน 170,000,000 $ พร้อมกับทำข้อตกลงกับ FTC ในการจัดการกับเนื้อบน Youtube ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา
ซึ่งบอกเลยว่าแย่มาก ๆ เพราะมันจะทำให้ Creator ขาดรายไปจนถึงช่องบินได้เลย
ตอนนี้ Youtube มีการตั้งค่าใหม่ให้กับผู้สร้างเนื้อบน Youtube ทุกคนว่า เนื้อหาของคุณเป็นเนื้อหา สำหรับเด็กหรือไม่ เพื่อปรับตามกฏหมาย COPPA โดย Youtube จะไม่เก็บข้อมูลจากคลิปคุณ และจะไม่ลงโฆษณาแบบ Personalize Ads ด้วย แปลว่าเนื้อหาคุณจะเสียรายได้ถึง 90% เลย
OMG
และถ้าคุณฝ่าฝืน หรือโกหกปรับไม่ตรงกับเนื้อหาของคุณ
เนื้อหาของคุณจะโดนลบ ช่องอาจโดนแบน และถ้าคุณอยู่สหรัฐอเมริกาคุณอาจโดนฟ้องโดย FTC และเสียค่าปรับ 40,000+ $
แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่าเนื้อหาของคุณเข้าข่ายเนื้อหาเด็กหรือไม่
Youtube ก็ได้ให้กฏมาด้วยว่าเนื้อหาใดเข้าข่าย
ก็มีตั้งแต่แบบว่า เนื้อหาคุณมีเป้าหมายเป็นเด็กโดยตรงหรือไม่ซึ่งอันนี้คนที่รู้ดีที่สุดคือคนทำคลิป
เนื้อหาคุณมีตัวการ์ตูน Animation หรือไม่
มีของเล่น ขนมขบเคี้ยว อาหารเช้า Cereal หรือไม่
มีเด็กอยู่ในคลิปหรือไม่
มีกิจกรรมที่เด็กสนใจหรือไม่ เช่นการละเล่น วีดีโอเกม
มีภาษาวัยรุ่นที่เด็กสนใจหรือไม่
มีข้อความแสงสีดึงดูดเด็กหรือไม่
มีตัวการ์ตูนหรือคนดังที่เด็กชอบหรือไม่
และถ้าคุณไม่แน่ใจ Youtube ก็ให้คุณปรึกษานักกฏหมายเอานะจ๊ะ
ซึ่งฟังมาจากทั้งหมดแล้ว โคตรแย่
ใช่อยู่เนื้อหาสำหรับเด็กอย่างนิทานหรือการ์ตูน ต้องตีเป็นเนื้อหาเด็กอยู่แล้ว
แต่ว่าวีดีโอเกมละ
การที่คุณมีเนื้อหาเล่น วีดีโอเกม ก็สามารถถูกตีความเป็นเนื้อหาเด็กได้
เหล่าแคสเตอร์งานงอกเลย
โดยเฉพาะที่เล่น Roblox Minecraft
พี่เอกที่เล่น Planet Zoo ยังไม่รู้จะรอดมั้ย
แถมยังมีอีกหลาย ๆ ช่องที่รีวิวของเล่นต่าง ๆ
VRZO ก็มีภาษาวัยรุ่น และข้อความแสงสีไม่น้อย
ทั้ง ๆ ที่หลายช่องไม่ได้เล็งเป้าหมายหลักเป็นเด็ก แต่ถ้าตรงตามเงื่อนไขก็มีความเป็นไปได้ที่จะโดนด้วยเช่นกันจากคำนิยามด้านบน
ถ้าช่องเหล่านี้ถ้าถูกนับว่าเป็นเนื้อหาสำหรับเด็กจะถูกลดรายได้ถึง 90%!! หนักเอามาก ๆ
มิหนำซ้ำ เนื้อหาที่เป็นของเด็กยังตัด Features ไปเกือบหมด
คลิปจะไม่สามารถค้นหาได้ในช่องค้นหา
จะไม่เด้งเป็นแจ้งเตือนให้เห็น ไม่มีในช่องแนะนำด้านข้าง
ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้
คือถ้าคุณอยากดูคลิปใหม่ คุณต้องกดเข้าไปใน Profile ช่องเท่านั้นอะ
หักเงินไม่พอ ยังลดคนดูอีกต่างหาก
และถ้าคุณไม่ยอมจำแนกว่าคลิปคุณเป็นคลิปเด็กหรือเปล่า Youtube จะใช้ Machine Learning มาจำแนกให้คุณ
ซึ่งบอกตามตรงว่าทำงานได้โคตรแย่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา
เตรียมเจอ Happy Tree Friends และ South Park ตีเป็นเนื้อหาเด็กแน่นอน
กฏหมาย COPPA โคตรแย่ FTC โคตรเลว
CEO ของ Youtube
Susan Wojcicki บอกว่าคนที่ออกกฏหมายของ FTC บางคนไม่มีมือถือด้วยซ้ำ
ให้คนที่ไม่มีแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ มาออกกฏหมายในยุค 2019
และถ้าคุณคิดว่าอยู่ไทยคงไม่เป็นไรละก็
ไม่ Youtube บอกว่ากฏนี้มีผลใช้ทั่วโลก
แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง เรื่องนี้แอดไม่แน่ใจ
เพราะว่า FTC ยังเปิดรับฟังความเห็นเพื่อปรับแก้กฏหมายและข้อตกลงอยู่ แต่ไม่แน่ใจว่าเราในฐานะคนนอกสหรัฐอเมริกาจะสามารถทำอะไรได้บ้าง
แต่ถ้าสนใจก็ไปค้นหาเเพิ่มเติมได้
FTC ไม่ใข้คนผิดฝ่ายเดียวหรอก
Youtube เป็นตัวร้ายเช่นกันในเรื่องนี้
เพราะ Youtube เป็นคนที่เก็บข้อมูลจากเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี
ทว่าพอตอนนี้กลับบอกว่า Youtuber ต้องมารับผิดชอบด้วยโดยตัดเงินโฆษณา ต้องบอกว่าเนื้อหาคุณเป็นเนื้อหาเด็ก และถ้าเนื้อหาคุณไม่ได้บอกว่ามีเป้าหมายเพื่อเด็ก แต่ FTC คิดว่ามันเป็น คุณก็มีโอกาสโดนฟ้อง โดนลบคลิปและปิดช่อง ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่ Youtuber แค่ทำคลิปออกมา ซึ่งไม่ได้ผิดกฏหมาย COPPA เลย
Youtube เองต่างหากที่ผลักความรับผิดชอบในการจัดการเนื้อหามาให้ Youtuber เป็นหลัก
Youtube สามารถที่จะจัดการระบบโดยเคร่งครัดไม่ให้เด็กต่ำกว่า 13 ปี มาดูเนื้อหาบน Youtube ได้ไม่ยาก
แค่บังคับให้ทุกคนต้องมีบัญชีและต้องยืนยันว่าตนอายุ 13 ปีก็จบแล้ว
ไม่ Youtube ไม่ทำแบบนั้น
ที่จริงความผิดของ Youtube คือการเก็บข้อมูลจากเด็ก
แค่ Youtube ไม่เก็บก็จบ
ไม่เห็นจำเป็นต้อง ยกเลิกการหารายได้โดยการไม่ลงโฆษณา
ไม่จำเป็นต้องยกเลิกการแจ้งเตือน หรือทำให้คลิปถูกค้นหาไม่เจอเลย
สิ่งที่ Youtube ทำเหมือนบอกใบ้ให้พวก Creator เลิกทำเนื้อหาเด็กแบบอ้อม ๆ
ทำไมนะหรอ เพราะว่า Youtube ไม่สามารถเก็บข้อมูลเอาไปขายให้กับลูกค้าที่ลงโฆษณาได้ยังไงละ
Youtube โคตรใจร้ายกับ Creator เลย
คือก่อนหน้านี้ทำเนื้อหาผู้ใหญ่ไม่ได้
ตอนนี้ก็ทำเนื้อหาเด็กไม่ได้ด้วย
แล้วที่นี้จะเหลืออะไรให้ Youtuber ทำ
และที่เลวร้ายที่สุด คือ มันมีทางออกทางกฏหมายแต่ Youtube ไม่บอกด้วย
คือ FTC ได้ให้เงื่อนไขของกฏหมาย COPPA ไว้ในปี 2015 ว่า มันมีสิ่งที่เรียกว่า เนื้อหาสำหรับทุกเพศทุกวัย
ซึ่งหมายความว่า เป็นเนื้อหาที่ไม่ได้เล็งแค่เด็ก แต่วัยอื่น ๆ ก็ดูได้
และกฏหมาย COPPA ไม่สามารถมีผลต่อเนื้อหาจำพวกนี้ได้
เพราะกฏหมายนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อเนื้อหาของคุณมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็กที่อายุต่ำกว่า 13 และจงใจเก็บข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายนี้โดยเฉพาะ
หมายความว่าช่องเกมต่าง ๆ สามารถบอกว่าเนื้อหาเป็นสำหรับทุกเพศทุกวัย ก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฏหมายได้แล้ว
แต่ Youtube กลับบีบบังคับให้คนแยกเลยว่าให้เด็กดู หรือ ไม่ให้เด็กดู ซึ่งเป็นการจำกัดเกินไป เช่น พี่เอก HRK ถึงจะเล่นเกมแต่วัยรุ่นผู้ใหญ่ก็ดูได้ เด็กหลายคนก็ชอบ แต่ถ้าทำตามกฏของ Youtube พี่เอกก็จะกลายเป็นเนื้อหาสำหรับเด็กและจะไม่แจ้งเตือน ให้ใครเห็นอีก
มันแย่นะ การเหมารวมเอาแบบนี้หมด
วงในจาก Youtube ก็ออกมาใบ้ว่าทำไม Youtube ถึงไม่ให้ทางเลือก เนื้อหาสำหรับทุกเพศทุกวัยละ
คำตอบคือ เพราะจะทำให้บริษัทได้กำไรน้อยลง
WTF การที่ Youtube ไม่สามารถเก็บข้อมูลแบบเจาะจงหรือการยิงโฆษณาตรงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เสียกำไร
จึงบีบบังคับ Youtuber ให้ดิ้นรนเพื่อจะได้กำไรมากขึ้น
Youtuber คนไหนอยู่ไม่ได้ก็ตายไป
Youtuber ทำคลิปที่เหมาะกับเด็กไม่ได้เพราะมันจะไม่แจ้งเตือนรายได้ก็ลดลง 90%
ทำคลิป 18+ ก็ไม่ได้เพราะจะะหารายได้ไม่ได้
คนที่หาเลี้ยงชีพด้วย Youtube อยู่ยากแน่ ๆ
ช่องใหญ่คงได้รับผลกระทบเยอะ
ช่องเล็ก ๆ คงดับเลย ไปหางานอื่นทำ
แล้วต่อไปจะเหลืออะไรบน Youtube ละ
สำหรับใครที่สนใจเรื่องนี้ก็มาดูคลิปที่แอดดูได้ที่นี่
https://youtu.be/pwnvjuCTb54
https://youtu.be/3GwDrHOe43E
https://youtu.be/pd604xskDmU
https://youtu.be/Ms2fXk7eaxQ
https://youtu.be/0veLrwd9CK4
https://youtu.be/xDJw4L1P_2s
https://youtu.be/GHMjD0Lp5DY
26/11/2019
ลำบาחกันมาสองคนเวลาสบายอย่าพาคนอื่นเข้ามา สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้ VRThainews มีเรื่องราวดีๆไว้สำหรับเตือนใจผู้หญิงมาให้อ่าน เป็นข้อคิดสอนใจที่ดีมาก หาก...
04/11/2019
ไมโครซอฟต์ สาขาประเทศญี่ปุ่น ทดลองให้พนักงานทำงานเพียง 4 วัน/สัปดาห์ และหยุด 3 วัน ผลปรากฏว่าทำให้ผลิตภาพการทำงานสูงขึ้น โดยยอดขายต่อคนพุ่งสูงมากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วกว่า 40%
บริษัทไมโครซอฟต์ ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของโลก ได้ทดลองโปรแกรมที่ชื่อว่า “Work Life Choice Challenge” ที่ไมโครซอฟต์ สาขาประเทศญี่ปุ่น โดยกำหนดให้ออฟฟิศที่ญี่ปุ่นปิดทำการทุกวันศุกร์ในช่วงเดือนสิงหาคม นอกจากนั้นยังได้ให้วันหยุดพนักงานเพิ่มอีกสัปดาห์ละ 1 วัน ส่งผลให้ทำงานเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ และหยุด 3 วันแทน
ผลลัพธ์ปรากฏว่า แม้ว่าเวลาทำงานที่พนักงานแต่ละคนใช้จะลดลงอย่างมาก แต่ว่าผลิตภาพ (productivity) ของพนักงานแต่ละคนกลับเพิ่มขึ้น โดยผลิตภาพดังกล่าวนี้วัดโดยยอดขายต่อพนักงาน ปรากฏว่าเพิ่มขึ้นเกือบ 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากจะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นดังกล่าวแล้ว การที่ออฟฟิศเปิดน้อยวันกว่าปกติ ยังทำให้ประหยัดทรัพยากรอื่นๆ ของบริษัทได้ด้วย เช่น ประหยัดไฟฟ้า
ผู้จัดการของไมโคซอฟต์ได้แนะนำให้พนักงานบริหารการใช้เวลาใหม่ โดยลดเวลาที่มีความสำคัญน้อยอย่างการประชุมและการตอบอีเมลลงไป เช่น แนะนำให้พนักงานประชุมครั้งละไม่เกิน 30 นาที รวมถึงถ้าสามารถเลิกประชุมได้เลยก็ยิ่งดี และหันไปใช้การแชตทางออนไลน์แทน
04/11/2019
“สุดท้ายเราไม่ได้ต้องการแค่คนรัก
เราตามหาเพื่อนร่วมทางที่ดีสักคน”
กับคนที่ใช่ ไลฟสไตล์มันจะคลิก
written by Thanabatra Beboyl Chaidarnn
page owner: ตุ๊ดส์review / P***y can talk
มีโอกาสได้เห็นแก้ว จริญญา และโทนี่ รากแก่น ควงกันไปเที่ยวแบบลุยๆ แมนๆห้าวๆหน่อย หลายทริป ที่เป็นทริปท่องธรรมชาติในประเทศ เลยเกิดแรงบันดาลใจ ให้เขียนถึงเรื่องนี้
คนที่คบเราได้นานๆ ส่วนใหญ่เกิดจากอะไรบ้าง?
📍 รักที่ดี ควรเข้ากันได้ดี ส่งเสริมกัน และไปด้วยกันได้
หนึ่งในปัจจัยนั้นคือ การเป็นมากกว่าแค่แฟน ความหมายคือ มันไม่ใช่แค่คนรัก ที่รู้สึกชอบกันและกันเฉยๆ แต่มันคือ คนที่ใช้ชีวิตไปด้วยกันได้ ก้าวเดินไปด้วยกัน โดยที่ไม่ต้องปรับตัวอะไรกันมาก
ผมก็ไม่รู้หรอกว่าแก้ว กับ โทนี่ จะลงเอยในแบบใด แต่ผมรู้แค่ว่าความโชคดีของเขาทั้งคู่คือ การจับมือพากันไปไหนต่อไหนได้ ร่วมทุกข์ร่วมสุข และใช้เวลาด้วยกันได้บน Lifestyle ที่สอดคล้องกัน
ความรักไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากคือ การเจอคนที่เรารัก โดยที่เราไม่ต้องฝืนชีวิต
สิ่งที่ยากคือ การพบเจอ “คนที่ลงตัว”
บางคนปรับให้ตาย เพื่อใช้ชีวิตไปด้วยกันให้ได้ แม้ตอนเริ่ม มันก็เริ่มที่เรารักกันแหละ แต่ความไม่เข้ากัน มันทำให้รู้ไงว่า มันเป็นได้แค่คนรัก แต่เป็นคนร่วมทางไม่ได้
📍 แค่รักกัน ไม่ได้การันตีว่าชีวิตจะอยู่ด้วยกันได้
ใครก็ตามที่มีความรัก แต่ไม่มีความเข้ากันได้ แม้ว่าเป็นความรักจริงๆ ชอบจริงๆ และอยากอยู่ร่วมจริงๆ แต่การฝืนไม่ใช่คำตอบหรอก มันมากกว่าแค่ เขาชอบภูเขา เราชอบทะเล แต่มันคือการเดินร่วมทาง ที่เดินด้วยกัน ก็มีวันแต่จะขัดแย้งกัน และความขัดแย้งนั่นแหละ ที่ไปบั่นทอน ทำให้ความรักที่เคยมีมาก มันค่อยๆลดลง เพราะการทะเลาะกัน ความไม่เข้าใจกัน หรือการยอมรับความแตกต่างไม่ได้
ถ้าเจอใครสักคนที่ชอบ ควรคิดให้มากกว่าคำว่าชอบ คือคำถามที่ต้องทดลองดูว่า “ชอบเขาแล้ว ใช้ชีวิตกับเขาได้ไหม?”
ถ้าคำตอบคือ ทดลองแล้ว แต่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมด้วยไม่ได้ ปรับตัวจนเป็นทุกข์ แสดงว่า ‘เป็นความชอบ ที่ยังไม่ใช่’
ชอบใครแล้ว ให้เค้าใช่ โดยไม่ต้องฝืนมาก มันจะรอด
แต่ถ้าฝืน เพื่อให้มันรอด รักมันอาจจะอยู่ได้ แต่เป็นสุขยาก
📍 “ชอบใคร รักใคร อยู่กับเขา เราควรเป็นตัวเองได้”
เราไม่ได้มีรัก เพื่อปรับตัวไปตลอดชีวิต เราคงอยากมีวันสบายๆ ที่อยู่กับเขาได้ โดยที่เราเป็นตัวเองจริงๆ
ถ้าชอบใครสักคน แล้วเขาทำให้เราเป็นตัวเองไม่ได้ เพราะกลัวว่า การเป็นตัวเองของเราจะทำให้ต้องทะเลาะกัน เดี๋ยวขัดแย้งกัน นั่นเขาไม่ได้รักเราที่ตัวตนเราแล้วล่ะ เขาแค่ชอบใครบางคนที่อาจจะมี “เปลือก” ที่เหมือนเรา ไม่ใช่ “ข้างใน” ที่เป็นตัวตนของเราจริงๆ
"คนรัก" ที่พยายามมามากแล้ว ก็ยังเป็น "คนเดินร่วมทาง" ไม่ได้อยู่ดี สุดท้ายแม้ต้องจบที่เดินแยกคนละทาง ก็ยังรู้ว่าได้พยายามทำเต็มที่ที่สุดแล้วจริงๆ โดยไม่ต้องโทษกันและกัน มันแค่ไม่เข้ากันในการใช้ชีวิต
ถ้าคนไหน เขายังไม่หยุดออกเดินทาง ยังไม่อยากมีทั้ง ‘คนรัก’ และ ‘คนร่วมทาง’ เราต้องหยุดพยายาม เพราะมันไม่มีประโยชน์กับคนที่ยังไม่ได้อยากหยุดที่เรา ตั้งแต่แรก
ถ้าใช่ มันจะอยู่ด้วยกันได้ โดยไม่ต้องพยายาม
#ตุ๊ดส์review
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok
10800