Everfit Club
โปรแกรมลดไขมันเฉพาะบุคคล ที่จะทำให้คุณฟิตเฟิร์มและสุขภาพดีไปตลอดกาล
18/04/2018
ไขมันรอบเอว หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า Love handles นั้น เป็นหนึ่งในไขมันส่วนที่ยากต่อการกำจัดค่ะ คนที่เคยมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มากๆจะเข้าใจ เมื่อเรารีดตัวเลขน้ำหนักลงมาได้สำเร็จระดับหนึ่ง เอวก็จะดูเล็กๆลงบ้าง ซึ่งเกิดจากการลดลงของไขมันสองส่วน ส่วนแรกคือ Visceral fat หรือไขมันที่สะสมในช่องท้อง ส่งผลให้พุงดูกลมๆน้อยลง อีกส่วนคือไขมันที่ชั้นผิวหนัง ที่เราสามารถจับผิวขึ้นมาเป็นก้อนๆได้ ส่วนนี้เรียก Subcutaneous fat ซึ่งถ้าส่วนนี้ไม่ลง ห่วงยางที่เราพกติดตัวอยู่ก็จะไม่หายไปไหน!
การกำจัดไขมันรอบเอว ต้องอาศัยวินัยในการคุมอาหารและการออกกำลังกายร่วมกัน โดยการคุมอาหารนั้น ควรโฟกัสไปที่การลดน้ำตาลโดยเฉพาะน้ำเชื่อมฟรุคโตส (fructose corn syrup มีในน้ำอัดลม น้ำผลไม้สำเร็จรูป ขนมหวานต่างๆ) แป้งขัดขาว (ขนมปังขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว ข้าวขาว) ไขมันทรานส์ (มีอยู่ในของทอด ขนมขบเคี้ยวสำเร็จรูป มาการีน คุ้กกี้) และเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ต่างๆ
ส่วนการออกกำลัง นอกจากการออกกำลังแบบแอโรบิกทั่วไปแล้ว พบว่าการออกกำลังแบบ HIIT หรือการออกกำลังแบบหนักสลับเบาเป็นรอบๆไปนั้น จะส่งผลติดสปีดการเผาผลาญได้ดีกว่าการออกกำลังแบบแอโรบิกทั่วไป (คลิกเพื่ออ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HIIT ได้ที่ https://bit.ly/2HFhEER )
เมื่อคุมอาหารและออกกำลังกายได้เหมาะสม จนชั้นไขมันที่ผิวหนังบางลง เอวจะเริ่มปรากฏขึ้นมาทักทาย แต่สำหรับบางคนแล้ว แค่มีเอวยังไม่ใช่เป้าหมาย แต่ต้องมีวีไลน์ด้วยถึงจะเป็นจุดสูงสุด ซึ่งการจะมีวีไลน์ได้นั้น กล้ามเนื้อส่วนที่เรียกว่า Abdominal oblique muscle ต้องแข็งแกร่งพอ โดยการออกกำลังที่โฟกัสกล้ามเนื้อส่วนนี้ สามารถทำได้ง่ายๆด้วยท่า Side plank หรือในคนที่เล่นเวทเป็นประจำ อาจเพิ่มท่า Standing wood chop ร่วมด้วย จะช่วยให้กล้ามเนื้อมัดนี้แข็งแรงเห็นเป็นมัดๆชัดขึ้นค่ะ
[คลิกเพื่อดูท่า Standing wood chop: https://www.youtube.com/watch?v=5M0n9OBj9s8 ]
พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล (หมอผิง)
Twitter, Instagram:
Ref.
Merlotti, C., et al. "Subcutaneous fat loss is greater than visceral fat loss with diet and exercise, weight-loss promoting drugs and bariatric surgery: a critical review and meta-analysis." International Journal of Obesity 41.5 (2017): 672.
02/03/2018
ลุงโจนส์ทำ infographic สรุปเรื่องเบาหวาน ไว้ใน 6 ภาพ
หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว
บอกเลยคิดผิด!!! เพราะมันโคตรจะใกล้ตัว สถิติบอก 1 ใน 5 ของคนสูงอายุเป็นเบาหวาน ! และ กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (ถ้าไม่ตายด้วยอุบัติเหตุ หรือ โรคอื่นๆก่อน มีโอกาสเป็นกันทุกคน)
ลองอ่านเพื่อจะได้เข้าใจ และ นำความรู้มาป้องกัน ทั้งตัวเราเอง และ คนที่เรารักให้ห่างไกลเบาหวานกันนะครับ
21/02/2018
เลือกกินน้ำตาลเป็นก็ผอมได้
20/02/2018
หวานซ่อนโรค
13/02/2018
ใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นลดนน.ยังไง
ให้ลองวิธีเหล่านี้ก่อน
08/02/2018
ของชอบเลย..ดีนะเลิกกินไปแล้ว
อยากหุ่นลีนกินไร
23/01/2018
มีอะไรที่ยังปลอดภัยอยู่บ้าง
UPDATE: สุ่มตรวจพบสารตกค้างในผักไฮโดรโปนิกส์มากกว่าผักทั่วไป ประชาชนสับสน เข้าใจว่าปลอดสารพิษ
ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) แถลงผลการตรวจสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างในผักและผลไม้ ประจำปี 2561 โดยการเฝ้าระวังครั้งนี้มีเป้าหมายในการตรวจวิเคราะห์สารพิษตกค้างในผักที่ปลูกโดยไม่ใช้ดิน หรือผักโฮโดรโปนิกส์
จากการเก็บตัวอย่างผักไฮโดรโปนิกส์จำนวน 30 ตัวอย่างจากตลาดและห้างทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ผลการวิเคราะห์พบว่ามีผักจำนวน 19 ตัวอย่างที่พบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างเกินมาตรฐาน หรือคิดเป็น 63.3% ของจำนวนตัวอย่างทั้งหมด โดยพบผักที่ไม่มีการตกค้างเลย 8 ตัวอย่าง และพบว่าตกค้าง แต่ไม่เกินมาตรฐาน 3 ตัวอย่าง
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการตกค้างของผักและผลไม้ทั่วไป ซึ่ง Thai-PAN ได้สำรวจและวิเคราะห์เมื่อปลายปีที่ผ่านมาพบว่ามีการตกค้างสูงกว่า โดยผักทั่วไปพบการตกค้างเกินมาตรฐาน 54.4%
ปรกชลกล่าวด้วยว่า ความเข้าใจของประชาชนที่คิดว่าผักไฮโดรโปนิกส์เป็นผักที่ปลอดภัยกว่า มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชน้อยหรือไม่ใช้เลยจึงไม่เป็นความจริงแต่ประการใด โดย Thai-PAN พบสารพิษตกค้าง 25 ชนิด เช่น สารกำจัดวัชพืช (Herbicide) 1 ชนิดคือ Ametryn สารป้องกันและกำจัดโรคพืช (Fungicide) 6 ชนิด ได้แก่ Azoxystrobin, Chlorothalonil, Difenoconazole, Metalaxyl, Propamocarb และ Pyraclostrobin สารกำจัดแมลงและไร (Insecticide and Acaricide) รวม 18 ชนิด และสารกลุ่มอื่นๆ อีก 10 ชนิด
ที่น่าเป็นห่วงคือสารทั้งหมดที่พบนั้นเป็นสารดูดซึมมากถึง 17 ชนิด ทำให้การล้างเพื่อลดจำนวนสารตกค้างลงเป็นไปได้ยาก
นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังได้ตรวจการตกค้างของไนเตรทในผักไฮโดรโปนิกส์ด้วย เนื่องจากการตกค้างของไนเตรทเกินมาตรฐานจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง ทั้งนี้โดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานการตกค้างของสหภาพยุโรป (EU) เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีการกำหนดระดับการตกค้างสูงสุด
โดยพบว่าผักเรด คอรัล, เรดโอ๊ก, กรีนโอ๊ก, บัตเตอร์เฮด และฟิลเลย์ ไอซ์เบิร์ก มีไนเตรทตกค้างตั้งแต่ 199-2,500 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่มีเพียง 1 ตัวอย่างที่เกินค่ามาตรฐาน
ส่วนผักคะน้า, ผักกาดฮ่องเต้, ผักโขมแดง และผักบุ้งจีนที่ปลูกแบบไร้ดินนั้น พบการตกค้างของไนเตรทระหว่าง 2,976-6,019 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าผักในกลุ่มแรกอย่างเห็นได้ชัด แต่ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับการตกค้างแต่อย่างใด
กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา จากกลุ่มเปลี่ยนโลก กล่าวว่า ผู้บริโภคจำนวนมากยังสับสนและเข้าใจว่าผักไฮโดรโปนิกส์ กับผักออร์แกนิก หรือเกษตรอินทรีย์ นั้นเหมือนกัน และเข้าใจว่าไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งไม่เป็นความจริง การศึกษาครั้งนี้ทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นว่าผักโฮโดรโปนิกส์ไม่ได้ปลอดภัยกว่าผักทั่วไปที่ปลูกโดยใช้ดิน ทั้งๆ ที่การปลูกแบบนี้ควรจะมีการจัดการให้ปลอดภัยกว่าได้
ทั้งนี้ เรียกร้องให้ผู้ประกอบการต้องแสดงความรับผิดชอบ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเฝ้าระวังและมีมาตรการในการควบคุมการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างเข้มงวด
อย่างไรก็ตาม สามารถดาวน์โหลดรายชื่อของผักไฮโดรโปนิกส์ทั้งที่ปลอดภัยและไม่ปลอดภัยได้ที่เว็บไซต์ หรือเพจของ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN)
อ้างอิง: www.thaipan.org
23/01/2018
วิตามินนั้นสำคัญไฉน
21/01/2018
ไม่อยากพิการเชิญทางนี้
21/01/2018
อย่าปล่อยให้ใครมาพูดกับเราแบบนี้
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok