Runway Review

Runway Review

แชร์

รีวิวน้ำหอมเป็นหลัก อาจจะมีรีวิวสิ่งอื่นๆ ตามใจบ้าง

01/10/2024

=== Phillip Wain เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Hi-end นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์
Suisse Programme Caviar Premier Collection ===



ฟิลิป เวน (Phillip Wain)คลับสุขภาพและความงามระดับไฮเอนท์สำหรับสุภาพสตรีโดยเฉพาะ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ Hi-end แบรนด์ Suisse Programme แบรนด์สกินแคร์สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ลิขสิทธิ์เฉพาะได้รับการรับรองในด้านการกระตุ้นเซลล์ผิว ซึ่งคลับฟิลิป เวน (Phillip Wain) ได้เป็นตัวแทนนำเข้ารายเดียวในประเทศไทย

กับ Series ล่าสุด Suisse Programme Caviar Premier Collection ภายใต้ Concept “The Ocean is the Mother of Life, The Secret of Youth.” เน้นอาหารผิวที่ทรงคุณค่ามาจากใต้มหาสมุทร ในการคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ผิว โดยส่วนประกอบหลักในผลิตภัณฑ์ของ Caviar Series อาทิเช่น Rosehip Oil สารสกัดสำคัญจากพืชต่างๆ และกรดไฮยาลูโรนิก ซึ่งแต่ละส่วนประกอบนั้นมีคุณสมบัติในการช่วยเข้าฟื้นฟูผิวหน้าให้กลับมาอิ่มเอิบ ชุ่มชื้นน้ำ ดูอ่อนเยาว์ นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามิน A และ E และกรดไขมันจำเป็นต่างๆ ที่มีอยู่ใน Caviar เน้นการฟื้นฟูเซลล์ผิว ทำให้ผิวแข็งแรง ส่งเสริมการสมานผิว เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวเป็นอย่างดี

โดย Suisse Programme Caviar Premier Collection เป็น Series ที่รังสรรค์มาอย่างครบครัน ตั้งแต่การทำความสะอาด การบำรุงและฟื้นฟูทั้งรอบดวงตา และผิวหน้า โดยครบทั้งหมดใน Series จะมีทั้งหมด 10 Items เพื่อผิวหน้า และรอบดวงตาที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่กระบวนการทำความสะอาดผิวด้วยคลีนเซอร์ เอสเซ้นต์บำรุงผิว ตามด้วยครีมบำรุงทั้งแบบกลางวัน และกลางคืน ครีมยกกระชับผิวหน้า ครีมบำรุงใต้ตา มาสก์บำรุงผิวหน้า ส่วน Ampoules Treatment ที่เป็น Must Have Item ที่สาวๆไม่ควรพลาด ให้ผลลัพธ์หลังการใช้เทียบเท่ากับการทำหัตถการทางการแพทย์ โดย Ampoules สามารถส่งอาหารที่จำเป็นต่อผิวลงลึกได้สู่ระดับเซลล์ ออกฤทธิ์เฉียบพลันทำให้ผิวหน้าเรียบเนียน ยกกระชับหน้าทันที มาพร้อมผิวอิ่มฟู สุขภาพดีในทันที

สำหรับคุณสาวๆท่านไหนที่อยากสัมผัสผลิตภัณฑ์ความงามในระดับลักชู ของ Suisse Programme ใน Series Caviar Premier Collection โดยคอลเลกชั่นนี้โดดเด่นในเรื่องการคงความอ่อนเยาว์ในผิว ด้วยคุณค่จากคาเวียร์ สามารถเข้ามาสอบถาม และสัมผัส หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของเราได้ที่ ฟิลิป เวน ทั้ง 2 คลับ ฟิลิป เวน คลับราชประสงค์ (อาคารเกษรอัมรินทร์ ชั้น 19) และ ฟิลิป เวน คลับลาดพร้าว (ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ชั้น 12A) หรือสามารถเพิ่มเพื่อนใน Line OA โดยพิมพ์ ค้นหา เพื่อนัดหมายล่วงหน้า

Photos from Runway Review's post 01/10/2024

=== CHARLES & KEITH และ BLVCK PARIS ร่วมสร้างสรรค์คอลเลคชั่นใหม่สุดโดดเด่นเหนือจินตนาการ ===

ประเทศไทย - ชาร์ลส แอนด์ คีธ (CHARLES & KEITH) ยินดีที่จะประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ BLVCK Paris แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่มีชื่อเสียงในการดีไซน์โดยใช้เฉดสีดำ 'All Black' อันโดดเด่น ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2017 โดยนักออกแบบชาวฝรั่งเศสผู้มีวิสัยทัศน์ Julian O’hayon ซึ่ง BLVCK Paris ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของ 'All Black Lifestyle' โดยการนำเสนอเสื้อผ้า เครื่องประดับ และสินค้าแฟชั่นจากหนังที่ปฏิวัติวงการแฟชั่น และก้าวข้ามบรรทัดฐานแฟชั่นแบบดั้งเดิม โดย BLVCK ได้เชิดชูไลฟ์สไตล์การออกแบบ และคุณภาพผสานรวมกันไว้อย่างไร้รอยต่อ รวมถึงการใช้ชีวิตในแบบที่ตนเองต้องการเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ความร่วมมือในครั้งนี้กับ CHARLES & KEITH สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม และการผนึกกำลังเพื่อขยายขอบเขต และนิยามสไตล์ใหม่อีกครั้ง

คอลเลคชั่น เป็นการสำรวจจุดเชื่อมต่อที่ละเอียดอ่อนระหว่างโลกแห่งความจริง และโลกแห่งดิจิทัล ด้วยการเน้นที่สัดส่วนที่ไม่ธรรมดา เข้ากับโมเมนต์ที่เหนือความคาดหมาย ความร่วมมือครั้งนี้กระตุ้นให้ผู้คนได้สัมผัสแฟชั่นในรูปแบบที่ท้าทายกับการรับรู้ความเป็นจริงแบบเดิมๆ

คอลเลคชั่นนี้ประกอบด้วย 3 แฟชั่นไอเท็มอันโดดเด่น ได้แก่ บูทสีดำทรงเก๋ไก๋ที่ใส่ได้ทั้งชายและหญิง และกระเป๋าสีดำอเนกประสงค์ 2 รุ่น แต่ละชิ้นสะท้อนถึงจิตวิญญาณที่ทั้งใช้งานได้จริง และมีสไตล์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์ เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้ชีวิตด้วยการผสมผสานระหว่างความฟังก์ชัน และสไตล์ล้ำสมัยที่แสดงออกถึงตัวตนที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง

นอกจากนี้ยังได้ต่อยอดแนวคิดหลักของการสร้างโลกความจริงใหม่ โดยแบรนด์ได้เปิดตัวสินค้าที่สร้างขึ้นด้วย AI พิเศษ ซึ่งนำเสนอสินค้าจากการร่วมมือกันในฉากหลังที่แปลกตา และคาดไม่ถึง เพื่อตอกย้ำธีมของการผสมผสานระหว่างความธรรมดากับความพิเศษในรูปแบบที่ท้าทาย

คอลเลคชั่น CHARLES & KEITH x BLVCK จะเปิดขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟบนออนไลน์เท่านั้น โดยวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม สามารถเข้าไปชมคอลเลคชั่นสุดพิเศษครั้งนี้ได้ที่ www.charleskeith.co.th

05/05/2024

=== รีวิวประสบการณ์ทริปอิตาลีแบบไปดมน้ำหอมโดยไม่ตั้งใจ หาร้านยังไง ดมยังไง เตรียมเงินยังไง ขนกลับไทยยังไง จบในโพสต์เดียว ===

หลังจากที่ไปอิตาลีมาแบบเงียบๆ ไม่ลงซักรูป ตอนนี้ก็คิดว่าตกผลึกกับทริปนั้นพอสมควรแล้ว เลยอยากเอามาเขียนถึงให้อ่านกันเล่นๆ ครับ แต่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนสายน้ำหอมบ้างไม่มากก็น้อย

ก่อนจะเล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่อยากเล่า ผมขอเกริ่นก่อนเล็กน้อยว่าจริงๆ ทริปนี้ตอนแรกไปนี่ไม่ได้กะจะไปดมน้ำหอมเลย แต่ไปที่นั่นแล้วรู้สึกว่าต้องหาอะไรทำเพิ่ม เลยมาลงกับน้ำหอมนี่แหละ ซึ่งก็สนุกดีครับ แต่ก็ไม่ได้ Optimize อะไรหลายๆ อย่างเท่าที่ควร ดังนั้นใครมีประสบการณ์อะไรอยากแชร์แชร์มาได้เลยนะครับ พอดีผมก็เพิ่งเคยไปแบบนี้เป็นครั้งแรกๆ แบบงงๆ เหมือนกัน

หมายเหตุ: ยาวมาก ทำใจก่อนอ่านนะครับ

-----

1. ที่นั่นคนใช้น้ำหอมอะไร?

ก่อนเริ่มไปชอปปิ้งผมก็มีกำหนดการไปเที่ยวตามปกติครับ เที่ยวโบสถ์เค้า สถานที่ท่องเที่ยวเค้า หาข้าวกิน ระหว่างนั้นก็ได้เจอผู้คนอยู่พอสมควร และก็ได้กลิ่นน้ำหอมอยู่เรื่อยๆ ตลอดทริป

สิ่งแรกที่พบเลยคือ ที่นั่นผู้หญิงใช้น้ำหอมกลิ่นวนิลาเยอะมาก มากแบบ มากกกกกกก ไปเดินตามร้านน้ำหอมแบรนด์นี่ ของขายดีคือกลิ่นวนิลาล้วนๆ ส่วนของผู้ชายก็ตามปกติครับ Bleu de Chanel กับ Dior Sauvage

ที่เห็นได้ชัดคือกลิ่นโทนดอกไม้ผลไม้ใช้กันน้อยมาก แต่พวกกลิ่นแป้งกับไม้นี่มีให้เห็นเรื่อยๆ

แต่ด้วยความที่เป็นเมืองที่มีผู้คนจากหลากหลายพื้นที่ เพราะเป็นโซนท่องเที่ยวด้วยแหละ ก็เลยมีน้ำหอมโทนอื่นๆ หลุดมาให้ดมอยู่ประปราย ซึ่งก็ไม่ค่อยซ้ำใครเท่าไหร่ อย่างเช่นชาวตะวันออกกลางที่ไปแถวนั้นก็ใช้กลิ่นไม่เหมือนตอนมาเดินบ้านเรา (แต่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่านั่นกลิ่นอะไร) แต่ก็ เออ หอมดี

จุดสำคัญที่ทำให้การใช้น้ำหอมเขาต่างจากบ้านเราก็เป็นเรื่องอากาศแหละครับ หน้าหนาวก็หนาวกันแบบต่ำกว่า 5 องศา แต่ผมไปตอนหน้าร้อน ร้อนของเขานี่ 15-22 องศา เลยเข้าใจเลยว่าทำไมน้ำหอมหน้าร้อนเค้ามันเหมือนน้ำหอมห้องแอร์บ้านเรานะ 555

ส่วนน้ำหอมที่ห้ามพลาดต้องไปลองดมที่นั่น จะเป็นโทนส้มครับ ที่นั่นเขาเน้นนำเสนอส้มพื้นบ้านเขามาก มีด้วยกัน 2 แบบ (ลืมไปแล้วว่าชื่ออะไร) แต่ดมแล้วรู้สึกเลยว่า ต่างจากน้ำหอม Citrus โทนส้มที่มีขายในบ้านเราเป็นอย่างมาก

-----

2. ร้านน้ำหอม มีเยอะมั้ย? เป็นยังไง?

เอาจริงๆ ก่อนเล่าเรื่องนี้ ต้องเล่าอีกแบบก่อนว่า เมืองท่องเที่ยวบ้านเขา "ไม่มีห้าง" ครับ

คำว่าห้างก็คือเหมือนอย่างที่เราเจอกันในไทย ตึกใหญ่ๆ ติดแอร์ มีร้านมารวมๆ กัน ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวบ้านเขาจะไม่มีแบบนี้ โดยในเมืองจะเป็นตึกแถวทรงยุโรปกันทั้งเมือง ไม่มีบ้านเดี่ยว แล้วใครจะค้าขายอะไรก็ต้องซื้อล็อคในตึกแถวนั่นแหละมาเปิดร้าน มันเลยไม่ค่อยจะมีจุดไหนเป็นห้างแบบรวมๆ ซักเท่าไหร่ มีบ้างที่บางบล็อคของถนนก็มีร้านแนวๆ เดียวกันมาเปิดด้วยกันรัวๆ แต่ก็จะเจอน้อยที่มากที่เป็นแบบนี้

ดังนั้นเวลาไป ผมขอแนะนำให้ใช้ Google Maps แล้วเสิร์ชคำว่า Perfume Store ครับ มันจะขึ้นร้านน้ำหอมในรัศมีรอบๆ ตัวเรามาให้เราวางแผนได้ อาศัยดูรูปเอาเรื่อยๆ ว่าร้านไหนมีแบรนด์อะไรน่าสนใจที่หาในไทยไม่ได้บ้าง แล้วค่อยไป แต่บางทีก็ไม่ควรมองข้ามแบรนด์ที่มีในไทยครับ เพราะที่นั่นของแรร์อย่างเยอะ หรือบางไลน์ที่ไม่ขายไทย แต่มีขายที่นั่นก็มีเหมือนกัน

อย่างไรก็ดี เน็ตที่นั่นแย่มาก ผม Roaming ไปรู้สึกติดๆ ขัดๆ ไม่รู้ว่าถ้าซื้อซิมที่นั่นแทนจะดีกว่าไหม

คราวนี้ ที่นั่นจะแบ่งร้านน้ำหอมออกเป็น Category ประมาณนี้ครับ

- ร้าน Brand เดียวเดี่ยวๆ ของแบรนด์ใหญ่ อันนี้ผมไม่ค่อยได้ไปเท่าไหร่เพราะร้านมันดูหรูไปหน่อย ไม่กล้าเข้า 555

- ร้าน Brand เดียวเดี่ยวๆ ของแบรนด์เล็ก มีกระจายอยู่แทบทุกเมืองครับ ตั้งใจหาตั้งใจเดินก็เจอตลอด มีทั้งแบบที่มีสาขาเดียวเลย หรือมีหลายสาขากระจายอยู่ในเมืองเดียว แต่ส่วนใหญ่ผมว่าไม่ได้ว้าวมากเท่าไหร่ ดมแล้วหลายตัวก็รู้สึกว่าพื้นๆ หรือซ้ำๆ เลยไม่ได้สนใจมากนัก

- ร้าน Brand เสื้อผ้า Local แต่มีน้ำหอมประจำร้านอยู่ เจอก็ควรแวะเข้าไปดมเล่นๆ ครับ บางกลิ่นก็ดีเกินราคามากๆ

- ร้าน Multi-Brand แบบที่มีเฉพาะแบรนด์ใหญ่ อันนี้ผมเดินนิดๆ หน่อยๆ แล้วรู้สึกเฉยๆ ครับ คือราคาเขาก็ส่วนใหญ่จะแพงกว่าไทยแหละ แต่ไปแล้วได้ดมของที่เค้าไม่เอาเข้ามาขายในไทยอยู่พอสมควร หรือน้ำหอมเก่าๆ หายากก็มีให้ดม ก็สนุกจมูกดีครับ

- ร้าน Multi-Brand แบบที่มีทั้งแบรนด์ใหญ่แบรนด์เล็ก อันนี้เดินสนุกมาก ส่วนใหญ่ผมได้ดมแบรนด์ Local เขาก็จากร้านลักษณะนี้แหละครับ จะมีข้อดีคือสำหรับแบรนด์เล็กๆ เขาจะคัดกลิ่นที่มันเข้าถึงง่าย ใช้ง่ายมาลงเป็นหลัก เลยกลายเป็นลองอะไรมาก็สนุก ผมเจอเยอะที่ฟลอเรนซ์ครับ

- ร้าน Multi-Brand แบบ Niche ล้วนๆ อันนี้ผมไปเจอมา 2 ร้าน ที่มิลานร้านนึง ที่โรมร้านนึง ร้านแนวนี้กลิ่นเข้าถึงยากเยอะมาก แต่ดมแล้วเปิดโลกน้ำหอมดีครับ แต่ราคาอย่างโหด จะไปร้านแนวนี้ต้องเตรียมบัตรเครดิตไปดีๆ นิดนึง

- ร้าน Brand เดียว แต่เป็นแบรนด์ที่มีขายเฉพาะสถานที่ อย่างเช่นถ้าเราไปวาติกัน จะมีน้ำหอมที่มีขายเฉพาะในวาติกันอยู่ และมีขายแบรนด์นั้นแค่ร้านเดียวด้วย หรือตอนไปเวนิซ ก็จะมีแบรนด์เฉพาะร้านคาเฟ่แห่งแรกของโลก อันนี้ถ้าจะเก็บให้ครบผมว่าต้องทำการบ้านไปก่อนครับ ซึ่งการบ้านนี่ทำยากด้วยนะ เว็บเป็นภาษาอิตาลีกัน 555 ใน Fragrantica ก็ไม่ค่อยมีให้ดู

สิ่งที่ควรทำเพื่อเพิ่มความสนุกในการไปร้าน 3 แบบหลัง คือการเม้ามอยกับเจ้าของร้านครับ เพราะส่วนใหญ่เขาจะมาเฝ้าๆ กันเอง บางคนจะไม่เก่งอังกฤษมากเท่าไหร่ แต่ก็มีความพยายามในการนำเสนอน้ำหอมประเทศเขาที่เขาภาคภูมิใจ คุยแล้วก็รู้สึกเหมือนได้เพื่อนใหม่ดีครับ แถมหลายคนรู้ด้วยนะว่าตลาดน้ำหอมไทยกำลังโต เขาก็อยากมาดม แถมมาไทยเรื่อยๆ อยู่แล้วด้วย แต่ปกติเวลาเขามาเที่ยวไทยเขาไม่ได้มา กทม. กัน หนีไปเที่ยวที่อื่น 555

-----

3. ราคาน้ำหอมเป็นยังไง? ขอภาษีคืนยังไง?

สำหรับแบรนด์ทั่วๆ ไปผมว่าหลายอันที่ในไทยราคาถูกกว่าหรือเท่าๆ กับเขาเลยนะครับ ดังนั้นถ้าไม่ใช่ร้านที่ลดราคาหรือ Outlet ก็ไม่ต้องซื้อมาก็ได้ ยกเว้นจะเป็นตัวที่ไม่มีในไทยค่อยสอยมา

ส่วนน้ำหอม Niche หรือ Local ที่นั่น ราคาจะมีตั้งแต่ 50ml ราคา 1,600 บาท ไปจนถึง 15,000 บาท ขวดไซส์ 30ml ผมไม่เห็นเลย ไปเห็นอีกทีคือ 10-15ml ส่วน Vial มีไม่เยอะมาก เพราะเขาบอกว่าของขาดตลอด ขายดีเกินว่างั้น

กลิ่นของน้ำหอม Niche หรือ Local ที่นั่นผมแนะนำให้หาดมครับ มีหลายโทนที่ไม่เหมือนกลิ่นไหนในไทยเลย หรือบางอันที่กลิ่นโดนปรับเป็นสไตล์อิตาลี ก็ทำให้มุมมองเรื่องกลิ่นกว้างขึ้นดีครับ

สิ่งที่ควรทำเวลาไปร้านพวกนี้คือ ถามเรื่อง Tax Refund ก่อนว่าเขาทำได้ไหม ถ้าได้ก็ซื้อสบายใจหน่อย เพราะมีสิทธิ์ได้ภาษีคืน 10 - 20% กว่าๆ แล้วแต่ยอดที่เราซื้อรวมกันทั้งหมด โดยเอกสารที่ต้องเตรียมไปคือ Passport เราครับ ดังนั้นอย่าลืมพกไปด้วยนะ

อธิบายเพิ่มอีกนิด ที่นั่นเขาจะมีเจ้าที่ดูแลระบบ Tax Refund ด้วยกัน 3 เจ้า ซึ่งตอนไปเอาภาษีคืนในสนามบิน ต้องไปแยกทีละ Counter ของแต่ละเจ้านะครับ ดังนั้นเอาเอกสารมาจัดๆ ให้เป็นระเบียบก่อน ตอนไปขอภาษีคืนจะได้ไม่หลุดไม่งง

ส่วนการทำ Tax Refund ที่สนามบิน ผมไปทำที่โรม มันจะมี Counter อยู่สองอัน

- อันแรก อยู่ตรง Counter เช็คอินตั๋วเครื่องบิน อันนี้คนจะเยอะมากๆๆๆ และอาจทำให้เราตกเครื่องได้ เพราะกระบวนการเช็คคนขาออกเค้ากินเวลานานมาก ผมไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ ยกเว้นจะไปถึงสนามบินก่อนเวลาขึ้นเครื่องซัก 3-4 ชั่วโมง

- อันที่สอง อยู่หลังโซนเช็คคนขาออก ระหว่างทางเดินไปขึ้นเครื่อง แนะนำให้มาอันนี้ครับ คนน้อยกว่ามากๆ

ที่จะลุ้นหน่อยคือ ถ้าอ้างอิงตามข้อมูล Official เขาบอกว่าเวลาจะไปขอภาษีคืนเนี่ย มันต้องมีการ Declare ของที่ขนไปจริงๆ ไม่งั้นต้องไปเปิดกระเป๋าให้เขาดู ซึ่งของผมคือจะไปทำ Tax Refund ในหลังโซนเช็คคนขาออก และจังหวะนั้นมันคือเราต้องโหลดกระเป๋าไปแล้ว เลยลุ้นๆ หน่อยว่าจะได้ไหม แต่สรุปว่าก็ไม่มีอะไรครับ ได้

ส่วนเรื่องอัตราการคืนภาษี อันนี้ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าระบบนับยอดว่าถ้าซื้อของเยอะจะได้ภาษีคืนเยอะเนี่ย ของ 3 เจ้ามันเอามารวมกันได้ไหม แต่ผมก็ไม่คิดเยอะละ ได้ก็ดี ไม่ได้ก็ไม่อะไร ดีกว่าไม่ได้เงินเลย 555 ไม่ได้ทำการบ้านไปก็งี้ แต่ก็ทำให้พอเข้าใจโครงสร้างการหิ้วของมาขายในไทยมากขึ้นนิดนึง

------

4. น้ำหอมในสนามบิน อะไรน่าสนใจไหม?

ผมบินแบบต่อเครื่องจากไทย ไปอาบูดาบี แล้วค่อยไปอิตาลีครับ ขากลับก็ย้อนลำดับตามนั้น

สนามบินอิตาลี ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่สำหรับผม เพราะมีแต่ Counter Brand ทั่วๆ ไป หาในไทยได้ หรือเจอมาก่อนแล้วในเมือง เลยงั้นๆ

ส่วนอาบูดาบี อันนี้สุดยอดมาก กำตังค์ไปเผื่อด้วยจะดีมากครับ น้ำหอมแบรนด์ดังมาครบทุกไลน์ น้ำหอมเด่นของแต่ละประเทศในยุโรปก็มา พวก Miniature น่ารักๆ ของแต่ละแบรนด์ก็มีให้ซื้อ ราคาไม่ต่างจากในห้างที่เห็นในอิตาลีมากนัก ส่วนร้านที่ขายของชำของฝากเล็กๆ น้อยๆ ก็จะมีน้ำหอมแบรนด์แปลกๆ ให้เห็นหน่อย แต่ดมแล้วเป็นน้ำหอม Dupe สรุปว่าไม่ต้องเสียเวลาไปเดินหานอกจากโซนน้ำหอมใหญ่ได้เลย

ที่ประทับใจอีกอย่างคือ สนามบินอาบูดาบี เปิดร้าน 24 ชั่วโมงครับ บินไปต่อเครื่องกี่โมงก็ชอปปิ้งได้ ถ้ามีเวลาระหว่างไฟลต์ทันน่ะนะ

-----

5. สรุปว่ามีน้ำหอมอะไรน่าสนใจบ้าง?

คิดว่าหลายคนน่าจะอยากอ่านอันนี้สุด แต่ไม่รู้ทำไมตอนเขียนผมถึงเอามาไว้ตรงนี้ 55 เอาเป็นว่าสรุปไว้ดังนี้ครับ

- Florian Venezia 1720 อันนี้ยกให้เป็นเบอร์ 1 ที่ได้มาแล้วประทับใจในหลายๆ อย่างเลยครับโดยเฉพาะในแง่ Story กับกลิ่น

คือ Florian เนี่ย เค้าเป็นร้านคาเฟ่แห่งแรกของโลก ที่ไปเปิดในเวนิซเมื่อ 300 ปีก่อน แต่ของฝากในร้าน นอกจากมีพวกกาแฟหรือชาแล้ว เค้ายังมีน้ำหอมฉีดตัวกับน้ำหอมห้องในกลิ่นที่ตั้งใจทำมากๆ ด้วย ไม่ได้เป็นน้ำหอมกลิ่นชาหรือกาแฟ แต่เป็นส้มอิตาลีล้วนๆ ซึ่งทำออกมาในหลายโทนจนว้าวว่า ส้มนี่มันเอามาเล่นแบบนี้แล้วออกมาดีขนาดนี้ได้เลยเหรอ และเป็นกลิ่นที่ไม่เจอในน้ำหอมแบรนด์อื่นที่นั่นด้วย

น้ำหอมฉีดตัวเค้าจะมีขายเฉพาะในร้านคาเฟ่เค้าครับ ส่วนถ้าเป็น Room Spray จะพอมีขายในบางพื้นที่ของเวนิซอีกบ้าง ดังนั้นถ้าจะไปดมก็วางแผนไปคาเฟ่เลยครับ ส่วนราคาโหดร้ายอยู่ระดับนึง จำไม่ได้แล้วว่ากี่บาท จำได้แค่ว่าแพง

ลิงค์ https://caffeflorian.com/en/

- Simone Andreoli อันนี้ผมยกให้เป็นเบอร์ 1 เรื่องกลิ่นในระดับที่ใช้งานได้จริงเลยครับ มีกลิ่นที่หอมโดดเด่นจนน่าตกใจเยอะมาก ทั้งในโทนทึบฤดูหนาวและโทนโปร่งฤดูร้อน ของโคตรดี ดีจนงง แถมกลิ่นโทนนี้ใช้ในไทยได้สบายๆ ทุกกลิ่น

ราคา Vial เจ้านี้น่ารักครับ แต่ราคาขวดเต็มโหดร้ายอยู่ ตอนซื้อต้องไม่ดูราคาไม่งั้นจะไม่ได้ซื้อ สุดท้ายได้มาทั้ง Vial, หลอดเล็ก และก็ขวดเต็มครับ

ลิงค์ https://www.simoneandreoli.com/

- Rajani Parfums อันนี้ผมยกให้เป็นเบอร์ 1 สำหรับกลิ่นในกลุ่ม Niche ครับ คือมัน Niche แบบไม่ซ้ำใคร แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ใช้งานได้จริง และ Detail งานแน่นอยู่

แต่ความโหดคือร้านที่ผมไปเค้าขายแต่ขวด 100ml ราคาเกือบหมื่นหรือเกินกว่านั้น 5555 อันตรายเอาเรื่อง แต่ถ้าหาดูใน Google จริงๆ ก็มีขวดไซส์เล็กหรือหลอด Vial อยู่ครับ แต่สุดท้ายงานดีจนผมยอมซื้อขวดละหมื่นกว่ามา ประทับใจจริงๆ ครับ

ลิงค์ https://rajaniparfums.com/en/pages/rajani

- Lorenzo Pazzaglia น้ำหอมแหวกๆ อีกแบรนด์ที่สุคนธกรจริงๆ แล้วเป็นพ่อครัว มาทำน้ำหอมกลิ่นเครื่องปรุงอาหาร (จริงๆ กลิ่นธรรมดาก็มี แต่กลิ่นอาหารน่าจดจำมากๆ) อย่างเช่นผมได้กลิ่น Carbonara มา ดมแล้วก็รู้สึกได้ถึงการเข้าครัวจริงๆ 555 แต่ก็ยังใช้เป็นน้ำหอมได้นะ

ผมเลยคิดว่างานเจ้านี้ค่อนข้างน่าสนใจ ใครมีโอกาสแวะไปลองดมเล่นดูครับ

ลิงค์ https://www.lorenzopazzaglia.com/en/

- Bois 1920 อันนี้มีทั้งกลิ่นที่ดีมากและกลิ่นที่ธรรมดาปะปนกันไป ราคาก็มีหลากหลาย ดมสนุกดีครับเพราะมี 20-30 กลิ่นให้ลอง แต่สุดท้ายผมเก็บตังค์ไปโดนตัวอื่นแทน

ลิงค์ https://www.bois1920.it/en/

- Rito Italy เจ้านี้เป็น Niche อีกอันที่น่าสนใจครับ กลิ่นใช้งานได้จริง มีเอกลักษณ์ดีระดับนึงเลย พอกลับจากเที่ยวมาถึงรู้ว่าเค้าติดลิสต์ในงานประกวด Art & Olfactory Awards ด้วย แต่ว่าผมได้ดมเฉพาะกลิ่นผู้หญิงเลยไม่ได้ซื้อมา และขวดกับกล่องมันใหญ่ไปหน่อย ตอนนั้นไม่เหลือที่เก็บแล้ว เงินก็หมด 555

ลิงค์ https://ritoitaly.com/

- Farmacia SS. Annunziata เจ้านี้ Story น่าสนใจมากครับ คือตอนไปฟลอเรนซ์ มีป้ายแปะโฆษณาอยู่ว่าร้านนี้ฉลองครบรอบ 400 ปีด้วยน้ำหอมกลิ่นใหม่ ผมก็แบบ โห อยู่มา 400 ปี โคตรนาน ไปดูซะทีหน่อยก็ดี

พอไปที่ร้านถึงรู้ว่า จริงๆ ร้านนี้เท่กว่าที่โฆษณา คือเมื่อ 400 ปีก่อนเค้าเป็นร้านยาครับ แต่ซักพักก็เริ่มมาทำเรื่องกลิ่น น้ำหอมฉีดตัว น้ำหอมบ้าน แล้วกลายเป็นว่าขายดี ดีจนเลิกขายยาไปเลย สรุปขายแต่น้ำหอมอย่างเดียวมาแล้ว 555

กลิ่นจะเป็นโทนใช้ง่ายแต่เน้นหลากหลายแทนครับ แต่ถามว่ามีอันไหนแบบต้องโดนขวดเต็มเลยมั้ย สำหรับผมยังไม่ขนาดนั้น

ลิงค์ https://farmaciassannunziata1561.it/en

- Giardini di Toscana เจ้านี้ทำน้ำหอมมาตั้งแต่ปี 1942 งานออกแนวน้ำหอมสไตล์ Classic ครับ ไปดมเอากลิ่นอายประวัติศาสตร์ซักหน่อย แต่กลิ่นดีอยู่นะ ใช้ง่าย แต่อาจจะธรรมดาเกินไปสำหรับผม ดมแล้วเข้าใจรสนิยมเรื่องกลิ่นของคนอิตาลีเลย ว่าแบบ เออ เขาชอบกลิ่นกันแบบประมาณนี้แหละถ้าจะใช้ Daily Use แล้วไม่ใช้แบรนด์ใหญ่ๆ สรุปคือซื้อมาแต่ Vial ครับ เสียดายหน่อยๆ เหมือนกันเพราะขวดเต็มสวยจริง

ลิงค์ https://www.giardiniditoscana.com/en

- The Merchant of Venice อีกเจ้าที่กำเนิดในเวนิซ แต่มีขายในหลายๆ เมืองที่อิตาลีแล้ว ซึ่งถ้าพูดถึงความโดดเด่นของขวด เจ้านี้ถือเป็นเบอร์ต้นๆ เลยครับเพราะใช้ขวดแก้ว Murano ที่เป็นเกาะนึงในเวนิซทำขวดให้โดยเฉพาะ ส่วนกลิ่นก็มีหลากหลายในโทนที่ใช้ง่ายครับ และแต่ละขวดมี Story ที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ต่างๆ ในอิตาลีน่าสนใจดี

ลิงค์ https://www.themerchantofvenice.com/en/

- Gisada เจ้านี้เป็นน้ำหอมจาก Switzerland ครับ แต่มีร้านตัวแทนในอิตาลี เลยมีโอกาสได้ดมด้วย ซึ่งงานออกมาดีเลยครับ เป็นน้ำหอมสไตล์ Daily Use แต่กลิ่นโทน Modern ทำให้ซื้อมาใช้จริงง่ายๆ ได้เลยแหละ ราคาก็แถวๆ 3000 - 4000 บาท ที่สำคัญคือหอมทุกกลิ่น แต่เราจะชอบโทนไหนก็ไปเลือกเอา ไม่ซ้ำกับ Counter Brand ดีครับ

ผมลองใช้แล้วสู้อากาศร้อนไทยไม่ค่อยไหวนะ แต่ในห้องแอร์นี่โอเคเลย

ลิงค์ https://gisada.com/

- Jacques Zolty อันนี้ของอิตาลีเช่นกัน เป็นแบรนด์ที่เกิดจากช่างภาพที่ผันตัวมาทำน้ำหอมครับ สำหรับผมคือดมสนุกอยู่พอสมควรเลย มีทั้งกลิ่นที่เข้าใจยากและง่ายปะปนกันไป ฉีดแต่ละทีนี่ลุ้นเลยครับ

ลิงค์ https://jacqueszoltystbarth.com/

- Laboratio Olfattivo น้ำหอมอิตาลีที่ได้รางวัลงานประกวดในบ้านเขาเอง ซึ่งกลิ่นเยอะมากครับ แต่ดันมีเฉพาะ Vial แค่นิดหน่อยให้ซื้อกลับมา ตัวกลิ่นนี่หลากหลายจนไม่รู้จะจัดหมวดยังไงเลยนอกจากบอกได้แค่ว่าเป็นสาย Modern เอาเป็นว่าต้องใช้เวลาดมหน่อยครับ

ผมไปเจอตอนตังค์หมด เลยอดซื้อมาเยอะเลย 55

ลิงค์ https://www.laboratorioolfattivo.com/en/

- Farmacia Vaticana ร้านยามาทำน้ำหอมอีกแล้ว แต่อันนี้เป็นของวาติกันครับ กับอีกอันที่มีขายอยู่ใกล้ๆ กันคือ MVSEI VATICANA เป็นน้ำหอมที่ทำมาสำหรับมิวเซียมของวาติกันครับ กลิ่นธรรมดา แต่พอบอกว่ามีเฉพาะในวาติกันก็ซื้อมาหน่อยก็ได้

-----

6. ข้อแนะนำสำหรับสายน้ำหอมที่จะไปอิตาลี

- เอากระเป๋าล้อลากไปเยอะหน่อยครับ เช่น ถ้าไปเที่ยวกัน 2 คน ก็เอาไปคนละใบเลย ใช้ที่เก็บน้ำหอมเปลืองมาก

- กำตังค์ไปดีๆ แต่ต้องระวังโจรด้วยครับ โจรเยอะมากจริงๆ

- เสิร์ชใน Google Maps รอไว้คร่าวๆ ว่ามีร้านไหนไม่ควรพลาดบ้าง จะได้วางแผนทริปได้ดีๆ เพราะอย่างที่รู้ครับ ดมน้ำหอมนี่ ใช้เวลานานมาก

- จริงๆ แทบทุกร้านส่ง Worldwide พลาดตัวไหนไปก็สั่งเอาได้ ค่าส่งทารุณหน่อย

- เช็คราคาออนไลน์ก่อนซื้อเสมอ จริงๆ หลายที่ไม่ได้ขายถูก แต่หลายที่ก็ขายถูกจนถ้าไม่ซื้อก็จะรู้สึกพลาด

- วางแผนทริปล่วงหน้าซักครึ่งปี อะไรจองได้เร็วๆ รีบจองไปก่อนเลย ไปวางแผนล่วงหน้าแค่ 2-3 เดือนนี่ ราคาจะแพงมากในทุกสิ่ง

ขอจบประมาณนี้ครับ ยาวเกินไปละ ส่วนใครอยากมาลองดมของพวกนี้ ถ้ามีโอกาสไป Meeting งานน้ำหอมได้จะขนไปนะครับ หรือไม่ก็อาจไปฝากไว้บางร้านในไทยให้ไปขอลองกันได้เองครับ อันนี้ต้องขอคุยดูก่อนว่าเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

03/03/2024

รีวิวน้ำหอม Clive Christian กลิ่น XXI Art Deco Cypress น้ำหอม Amber Cypress ที่หอมแบบแมนๆ ใช้ง่าย หอมเข้าใจง่าย แต่ยังเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

Disclaimer: รูปนี้ภรรยาช่วยถ่ายให้ครับ เลยออกมาดูดีกว่าปกติเยอะเลย

===

จุดเด่น
- หอมผู้ดีแบบเข้าใจง่าย แต่ไม่ตะโกน
- กลิ่นหวานผู้ดีจาก Amber ผสมกลิ่นเขียวเท่จาก Cypress ไม่ซ้ำใคร
- กลิ่นติดผิวให้ความรู้สึกเหมือนตั้งใจแต่งตัว สะอาด แบบไม่ต้องพยายามมาก

===

ตอนเข้าวงการน้ำหอมมาได้ซักระยะหนึ่ง แล้วได้ไปเดินร้าน Atelier de Prestige ตอนนั้นก็ไปไล่ดมน้ำหอม Niche นอกมาหลายตัวครับ บ้านที่ผมชอบเป็นพิเศษคือ Xerjoff กับ Clive Christian เนี่ยแหละเพราะไม่ค่อยซ้ำใครดี แต่ดันไปชอบกลิ่นที่แปลกๆ หน่อยที่เขาบอกว่าคนซื้อไม่ค่อยเยอะซะงั้น 555

สำหรับบ้าน Clive Christian ตอนนั้นผมมองว่าอยากหาน้ำหอมสำหรับใส่วันแต่งตัวดีๆ ออกงานจริงจังซักตัวครับ ที่ลองแล้วลังเลตอนนั้นจะมี 2 ตัว

1. XXI Art Deco Cypress ตัวนี้ได้คะแนน 4.51 ใน Fragrantica ครับ กลิ่นออกมาเป็นโทนผู้ดีอังกฤษโบราณ หวานๆ เขียวๆ ชื่อกลิ่นบอกว่ามี Cypress แน่ๆ แต่จริงๆ มี Amber แบบนุ่มๆ อยู่ด้วยครับ https://www.fragrantica.com/perfume/Clive-Christian/XXI-Art-Deco-Cypress-50926.html

2. Jump Up And Kiss Me Hedonistic ตัวนี้ได้คะแนน 4.21 ใน Fragrantica ครับ กลิ่นเป็นโทนผู้ดีเหมือนกัน แต่ดูมีชีวิตชีวากว่าหน่อย เป็น Amber Woody ที่ตอนเปิดมี Citrus จากผลไม้อยู่หลายชนิดเลยครับ ตัวนี้ผมว่าดมแล้วสนุกดีนะ https://www.fragrantica.com/perfume/Clive-Christian/Jump-Up-And-Kiss-Me-Hedonistic-2021-70767.html

พอลังเลแบบนี้ และราคาก็สูงมากทั้งคู่ ก็เลยขอเจ้าหน้าที่เขาลงผิวแล้วทดสอบซักหน่อย ปรากฎว่าตอนกลิ่นเปิดนี่สูสีกันเลย แต่เอนเอียงไปทางชอบ Jump Up and Kiss Me Hedonistic กว่าระดับหนึ่ง ส่วนตอน Dry Down แล้วชอบ XXI Art Deco Cypress กว่าครับ เพราะกลิ่นยังชัดกว่าบนผิวผม

สุดท้ายกลับไปนั่งคิดนอนคิด แล้วก็เก็บเงินมาซื้อ XXI Art Deco Cypress มาเรียบร้อยครับ คิดนานอยู่เหมือนกันนะ แต่ตัดสินใจมาเป็นตัวนี้เพราะคิดว่าระยะเวลาในการใช้งานได้นานกว่าถือว่าตอบโจทย์กว่าสำหรับผมครับ และกลิ่นที่มันไม่สนุกเกินไปหวานเกินไปน่าจะใช้ง่ายกว่าในวันที่ต้องแต่งตัวทางการ

ก่อนจะพูดเรื่องกลิ่นกันต่อ ขอแว้บมาคุยเรื่องขวดซักเล็กน้อย บ้านนี้ขวดเค้าสวยมาก ตัวขวดเคลือบมาจนจับแล้วได้สัมผัสที่ดี ตัวหนังสือที่ Screen มาก็คมชัดสวยงาม เล่นแสงเล่นเงาเป็นเครื่องประดับได้เลย แต่ไฮไลท์จริงๆ อยู่ที่ฝาครับ ฝาสวย มีน้ำหนัก จับแล้วรู้สึกได้ถึงความแพง เป็นเอกลักษณ์มากๆ เรียกได้ว่าซื้อมาวางแล้วดูเล่นๆ หยิบจับเล่นๆ นี่ก็เพลินแล้วครับ

ขวดไซส์ 50ml ครับ แต่ขนาดเล็กกว่าขวดไซส์เดียวกันจากบ้านอื่นๆ มาก ประหยัดที่เก็บดีครับ ชอบ

กลับมาเรื่องกลิ่นครับ ตอนใช้จริงถือว่าประทับใจเลยนะ กลิ่นอยู่ทนบนผิว 4-6 ชั่วโมง ส่วนอยู่บนเสื้อนี่ 10-12 ชั่วโมงได้เลย แต่คุมระยะเวลาง่าย เช่น ถ้าออกจากบ้านไปไม่นาน 2-4 สเปรย์ก็พอ แต่ถ้าจะนานหน่อย อัดไป 6-8 สเปรย์ได้ ดมแล้วยังไม่เลี่ยนในชั่วโมงแรกๆ ครับ ถือว่าดีงาม เคยใช้ Outdoor ในไทยแล้วก็ยังถือว่าโอเคอยู่ครับ กลิ่นกระจายดี แต่จะจางหายเร็วขึ้น

ส่วนระยะการพุ่งกระจาย จะอยู่ที่ราวๆ 1-2 เมตร แต่บางทีอยู่ไกลๆ 3-4 เมตรก็ยังได้กลิ่นโชยมาเป็นระยะ เอาเป็นว่าถ้าจะใส่เองดมเองก็สเปรย์น้อยหน่อย อยากเผื่อแผ่ก็สเปรย์เยอะนิดนึง

คนรอบตัวได้ดมแล้วกลิ่นนี้ไม่ค่อยมีปัญหาครับ ถือเป็นกลิ่นที่ Friendly กับคนส่วนใหญ่ ซึ่งจุดนี้ผมใช้เป็นเกณฑ์สำคัญเหมือนกันตอนเลือกน้ำหอมบ้านนี้ เพราะบางกลิ่นมันจะออกแนวผู้ดีอังกฤษไปหน่อย กลิ่นเขียวเกิน หรือเข้มเกินก็มี ตัวนี้อยู่ด้วยง่ายเลยได้คะแนนจากผมเยอะหน่อยครับ

เรื่องที่เพิ่งรู้ตอนหยิบกลิ่นนี้มาเขียนถึงก็คือ กลิ่นนี้อาจจะโดน Discon ไปแล้วหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจนะครับ เพราะในเว็บเขาไม่ขึ้นกลิ่นนี้แล้ว แต่เข้าใจว่าใน Atelier de Prestige ยังมีอยู่นะครับ ดังนั้นถ้าลองไปดมแล้วชอบอาจต้องรีบตัดสินใจหน่อย ผมเองก็ลังเลอยู่ว่าต้องเก็บเพิ่มมั้ย แต่คิดว่าคงไม่ อาจจะเปิดโอกาสให้กลิ่นอื่นๆ มาแทนบ้างครับ

===

สิ่งหนึ่งที่ได้จากการซื้อตัวนี้มาคือ การหา Signature Scent ที่ไม่ใช่น้ำหอม Designer หาง่ายตามปกตินี่ เป็นกิจกรรมที่สนุกดีครับ เพราะกว่าจะมาลงตัวที่บ้านนี้กลิ่นนี้นี่ผมน่าจะใช้เวลาซัก 2-3 เดือนเลยแหละ ก็ทำให้ได้ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ตัดสินใจนานอยู่เหมือนกัน และตอนใช้งานจริงก็ไม่ผิดหวังเพราะก็ออกมาไม่ซ้ำใครจริงๆ ซึ่งถ้าจะให้สรุปเกณฑ์การตัดสินใจเผื่อเป็นประโยชน์กับบางท่าน ผมขอจำแนกดังนี้ครับ

- กลิ่น Signature ควรใช้ง่าย ไม่ทำร้ายใคร ซึ่งกลิ่นนี้ผ่าน

- กลิ่น Signature ควรจะทนซักหน่อย เวลาหยิบมาใช้จะได้ไม่ต้องคิดมากว่าวันไหนต้องออกไปไหนนานแค่ไหน ประหยัดเวลาวางแผนเลือกน้ำหอมไปครับ

- กลิ่น Signature ควรจะหาซื้อง่ายหน่อย แต่ก็ไม่ควรง่ายเกินไปเดี๋ยวมันซ้ำกับคนอื่นเยอะ ข้อนี้ผมพลาดไปครับ ซื้อมาไม่ถึงปีเหมือนจะ Discon แล้ว 555

- กลิ่น Signature ควรจะอยู่ในช่วงราคาที่เราซื้อเติมได้เรื่อยๆ ไม่เดือดร้อน ข้อนี้ผมก็พลาดเหมือนกัน เดือดร้อนอยู่ครับ 555 สงสัยหมดขวดนี้ต้องหากลิ่นใหม่

===

เอาเป็นว่า ไม่ว่าจะสนใจซื้อหรือไม่ กลิ่นนี้ผมก็อยากให้ได้ไปลองดม แล้วเปิดใจลองกลิ่นอื่นๆ ของ Clive Christian กันครับ เพราะบ้านนี้ในไทยคนไม่ค่อยพูดถึงเท่าไหร่ แต่ผมว่าน้ำหอมดีๆ ที่กลิ่นเด่นๆ เขาเยอะอยู่ครับ และส่วนใหญ่กลิ่นจะออกแนวใช้ง่ายแต่ไม่ซ้ำใคร ยกเว้นบางตัวที่จะออกแนว Love or Hate บ้าง โดยเฉพาะกลิ่นในไลน์เก่าๆ ที่เขามีชื่อเสียงมาหลายสิบปี อาจจะเป็นสไตล์ที่เข้าใจยากนิดนึงครับ

อยากดมไปลองดมได้ที่ Atelier de Prestige นะครับ ไม่แน่ใจว่า Clive Christian นี่มีทุกสาขาไหม แต่ผมไปลองที่ Emquartier มาครับ มีแน่ๆ แต่ Siam Paragon กับ Icon Siam นี่ไม่แน่ใจครับ

03/03/2024

รีวิว Witch's scent กลิ่น Tea Time in the Garden น้ำหอมกลิ่นชาที่ใช้ง่าย ทน หอมสบายๆ ได้ทั้งวัน

===

จุดเด่น

- กลิ่นชาแบบชาจริงๆ ที่สกัดมาจากใบชาด้วยวิธีการพิเศษ ทำให้ได้กลิ่นชาที่สดชื่นเหมือนจริงมากๆ
- เติมกลิ่นดอกไม้ขาวแซมลงไปเล็กน้อย ทำให้ได้ความหอมสดชื่น เหมือนกำลังดื่มชาดอกไม้
- Layer กับกลิ่นอื่นๆ ง่าย ใช้กับกลิ่นเครื่องดื่ม, ขนม, กลิ่นโทนหวาน หรือกลิ่นดอกไม้ก็ได้

===

สำหรับผม Tea Time in the Garden เป็นน้ำหอมกลิ่นแรกๆ ที่ได้ลองของบ้าน Witch's Scent เลยครับ ซึ่งบ้านนี้เค้าขึ้นชื่อเรื่องการสกัดวัตถุดิบจากวัตถุดิบทางธรรมชาติด้วยตัวเองอยู่แล้ว อย่างกลิ่นอื่นๆ ก็จะเป็นดอกไม้ ดอกกุหลาบ แต่สำหรับกลิ่นนี้ พี่อ้อสกัดมาจากใบชาด้วยกรรมวิธีพิเศษที่ลองผิดลองถูกด้วยตัวเองจนออกมาเป็นน้ำหอมกลิ่นนี้ครับ

Tea Time in the Garden นี้จะมีทั้งชาเขียวและชาอู่หลงผสมกันอยู่ โปรยด้วยกลิ่นดอกไม้เพิ่มความสดชื่นน่าใช้ให้กับกลิ่น พอกลิ่นดอกไม้ผสมกับกลิ่นเขียวในแบบของชาแล้ว ก็ออกมาลงตัวมากๆ ครับ ดมแล้วได้ความรู้สึกถึงความสบายๆ เหมาะกับวันที่ต้องการ Relax หน่อย ไม่จริงจังมาก แต่ก็ไม่ขี้เล่นเกินไป

พอเป็นกลิ่นชาดอกไม้เบาๆ เลยกลายเป็นกลิ่น Unisex ที่ค่อนไปทางผู้หญิงเล็กน้อย คือผู้ชายก็ใช้ได้ในการแต่งตัวแบบสบายๆ ไม่คิดมาก เป็นผู้ชายชิวๆ ส่วนผู้หญิงผมว่าน่าจะใช้ได้แทบทุกวาระโอกาสที่ต้องการเลย ไม่เป็นผู้หญิงหวานเกินไป ไม่ดูจริงจังเกินไป ซึ่งจุดที่ดีคือกลิ่นนี้ไม่ดูแก่ครับ ทำให้ใช้ได้ทุกช่วงวัยเลยครับ

ถ้าจะว่ากันตาม Notes กลิ่น ถือว่าเข้าใจง่ายมากครับ

Top Notes: Neroli, Green Tea

Middle Notes: White Flower

Base Notes: Oolong Tea

โดยรวมแล้วถึงแม้จะเป็นกลิ่นที่ดูจากรายการข้างต้นแล้วน่าจะเข้าใจง่ายๆ แต่ด้วยความที่พี่อ้อสกัดกลิ่นชาจากใบชาเอง ทำให้ตัวกลิ่นชาออกมาธรรมชาติมากๆ และนุ่มละมุน ปิดปลายด้วยกลิ่นหวานเล็กๆ ช่วยให้กลิ่นมีสเน่ห์น่าสนใจมากครับ

การกระจายตัวก็ถือว่าโอเค ระยะอยู่ที่ประมาณ 1-2 เมตร เดินสวนกันยังได้กลิ่น ส่วนความทนทานก็จะอยู่ที่ราวๆ 4-6 ชั่วโมงบนผิวครับ ส่วนบนผ้าก็ 6-8 ชั่วโมง อย่างไรก็ดี ตอนกลิ่นติดผิวก็ยังน่าดมมากๆ เป็นกลิ่นหอมที่ลองแล้วจะเสพย์ติดครับ

สำหรับใครที่อยากลองอยากซื้อกลิ่นนี้ มีทางเลือกดังนี้ครับ

- ร้าน Thai Perfume Runway ณ MBK Center ชั้น 1 และ 2 มีให้ลองดมได้ครับ หรือสั่งออนไลน์ทางร้านได้บน Shopee https://shopee.co.th/Witch's-Scent-Tea-Time-in-the-Garden-i.1084468552.18595343174 ก็ได้ครับ

- ร้าน Witch's Scent บน Shopee ที่ https://shopee.co.th/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1-Tea-Time-in-the-Garden-by-Witch's-Scent-i.962847533.22733328682 ครับ

02/03/2024

โปรดีไปโดนกันได้ครับ

Scented Story X Thai Perfume Runway
3-5 มีนาคมนี้ ซื้อแบรนด์ไหนก็ได้ในช่องทาง Shopee ของร้าน Thai Perfume Runway ไม่ว่าจะเป็น KSH Perfume, Saisalang Scent Surrounding, SIVA_since.2023, Siam1928, Witch's scent, Sphere's Perfume, Pearlhaps, Raphael Perfumery, 𝐒𝐀𝐊𝐔𝐍𝐀 𝐟𝐫𝐚𝐠𝐫𝐚𝐧𝐜𝐞, Tada Parfumeur หรือ Enchanter

รับไปเลยยยยยย Vial แบรนด์ Enchanter 2 ชิ้น ฟรี!!!!!!!!!!!!! แถมเลือกกลิ่นได้ด้วยย

เพียงแค่เมื่อซื้อเสร็จแล้ว ให้ Capture หน้าจอว่ากด Like เพจ Scented Story ส่งไปที่ inbox ของร้าน ในช่องทาง Shopee เท่านี้ คุณก็จะได้ Vial ไปลองแล้ววววว ปังไม่ไหวววววว

โปรดีๆแบบนี้ห้ามพลาดดดดดด

02/03/2024

รีวิว Tada Parfumeur กลิ่น Latakia น้ำหอมกลิ่นน้ำผึ้งยาสูบเท่ๆ แบบไม่ซ้ำใคร

===

จุดเด่น

- กลิ่นน้ำผึ้งที่ไม่หวาน ทำให้ไม่เหมือนน้ำหอมกลิ่นน้ำผึ้งอื่นๆ เลย ใช้ได้ง่ายแบบ Unisex
- ให้ความรู้สึกแบบสุขุม เท่ๆ แต่ก็ไม่เข้มจนเกินไป ใช้ง่าย
- ทนทาน อยู่ได้นาน 6-8 ชั่วโมงแบบสบายๆ

===

คุณผู้ชายหลายๆ คนเวลามองหาน้ำหอม ก็มักจะเจอปัญหาคล้ายๆ กันว่า น้ำหอมสำหรับผู้ชายกลิ่นมันจะออกคล้ายๆ กันไปหมด จะเลือกกลิ่นไหนถ้าไม่ตั้งใจดมก็จะไม่เห็นถึงความต่าง ดมผ่านๆ ก็รู้สึกได้แค่ว่าเป็นผู้ชายดูแลตัวเองดีฉีดน้ำหอมมาบ้าง

ส่วนหลายๆ คนที่มองหาน้ำหอมโทนน้ำผึ้งเพราะความชื่นชอบส่วนตัว ก็มักจะเจอปัญหาคล้ายๆ กันคือ น้ำหอมน้ำผึ้งส่วนใหญ่ไปอยู่ในโทนหวาน หรือกลิ่นธรรมชาติจางๆ ซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้วาระการใช้งานไม่ค่อยต่างกันมากนัก

แต่กลิ่น Latakia จาก Tada Parfumeur นี้ ฉีกกฏแก้ปัญหาทั้งสองข้อข้างต้นไปเรียบร้อยครับ

ด้วยการเลือกกลิ่นโทนน้ำผึ้งที่เน้นหอมมากกว่าจะเน้นหวาน มาผสานกับกลิ่นของใบยาสูบที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเท่ๆ เลยทำให้ Latakia กลายเป็นน้ำหอมโทนน้ำผึ้งที่ใช้เพื่อสร้าวความรู้สึกเท่ๆ สุขุมๆ แต่เพิ่มความสนุกด้วยน้ำผึ้งได้ และยังใช้ง่ายระดับสามารถเป็นกลิ่น Daily Use หรือ Signature Scent ได้เลย

ตอนใช้งาน กลิ่นเปิดจะอบอวลไปด้วยน้ำผึ้งกับใบยาสูบแน่นๆ ที่จะค่อยๆ โปร่งขึ้นหลังจากนั้น และการมีกลิ่นน้ำผึ้งเป็นพระเอกในโทนเท่ๆ แบบนี้ ทำให้ตัวน้ำหอมมีความน่าสนใจมาก ตอนใช้ไปเรื่อยๆ ก็จะได้กลิ่นสดชื่นจากน้ำผึ้งขึ้นมาเป็นระยะๆ เหมือนได้จิบน้ำผึ้งอยู่ตลอดทั้งวัน แต่เป็นน้ำผึ้งที่ไม่ได้หวานเลี่ยนจนทนไม่ได้

ที่สำคัญคือกลิ่นทนมากครับราวๆ 6-8 ชั่วโมงเน้นๆ ถ้าฉีดลงกึ่งผิวกึ่งเสื้อ โดยกลิ่นน้ำผึ้งไม่ได้จางหายไปไหน อยู่กับเราไปตลอด

สำหรับผู้ชายใช้ ผมว่าถ้าเป็นคนที่ตั้งใจแต่งตัวซักหน่อย กลิ่นนี้จะเหมาะมากครับเพราะให้ความรู้สึกที่เนี้ยบแต่ใส่ใจในรายละเอียด ส่วนสำหรับผู้หญิง ผมว่าคนที่อยากได้ลุคแบบสวยสง่า น่าจะเหมาะครับ ลงได้ 3-4 สเปรย์เลย แต่ถ้าวันที่แต่งตัวสบายๆ แต่อยากได้น้ำผึ้งโชยรอบตัวเบาๆ น่าจะ 1-2 สเปรย์ก็พอครับ

==========

"ผมสร้างตัวนี้ขึ้นมาเหมือนเป็นลูกคู่ของ Black Cavendish ซึ่งตัวนั้นจะถูกทำออกมาในแนวทางของ Amber ยุคใหม่

แต่ Latakia นั้นถูกออกแบบโดยใช้ Amber ที่ติดความ Resinous อาจทำให้หลายๆคนรู้สึกถึงน้ำหอมแนว Oriental ที่พยายามทำมันออกมาให้มีความยูนีคและไม่ซ้ำใคร แม้ว่าโน้ตหลักจะเป็นคู่หูที่มีคนทำมามากมายแล้วก็ตาม สนใจก็ลองมาพิสูจน์กันได้ครับ" - Tada Parfumeur

ตัว Notes ของกลิ่นจะมีดังนี้ครับ

Main Note : Honey, To***co, Dried Fruit, Lavender, Resins

==========

โดยสรุปคือ ใครอยากหาน้ำหอมเด่นๆ แต่ใช้งานได้จริง ไม่ทำร้ายใคร ตัวนี้ก็ตอบโจทย์ดีครับ หรือถ้าใครชอบน้ำหอมกลิ่นน้ำผึ้งอยู่แล้ว ตัวนี้ห้ามพลาดครับเพราะโทนออกมาไม่ซ้ำใครจริงๆ

ตัวราคาแรงหน่อยครับ 3,450 บาทในขนาด 50ml แต่ถือว่าคุ้มครับ ตั้งแต่ได้มาเกือบปีจนถึงตอนนี้ยังไม่เจอน้ำหอมบ้านไหนทั้งไทยและต่างประเทศที่ให้ความรู้สึกแบบเดียวกันได้เลย

น้ำหอมบ้านนี้ หาลองดมได้ดังนี้ครับ

- Thai Perfume Runway ที่ MBK Center ชั้น 1
- Rebellion Lab and Perfume Bar ที่ Dragon Town
- Skonx Perfumery ที่เกสร ชั้น 2

ถ้ามีโอกาสได้ไปลองดม แนะนำลองดมกลิ่นคู่กันกับตัวนี้อย่าง Black Cavendish ด้วยนะครับ โทน Amber เหล้าหนักๆ เท่ๆ เข้มๆ เลย จะแน่นกว่า Latakia อีกครับ แต่น่าใช้เหมือนกัน

22/02/2024

รีวิว Le Labo Another 13 น้ำหอมมหาชนที่คนรักการอ่านหนังสือไม่ควรพลาด

Disclaimer: รูปนี้สวยอีกแล้ว เพราะเมียถ่ายเช่นเคยครับ

=====

จุดเด่น
- หอมแบบเป็นเอกลักษณ์มากๆ และเป็น Unisex
- พอรู้ Story ว่าเป็นกลิ่นปกหนังสือแล้ว ได้ฟีลจริงๆ
- ทน ใช้ง่าย
- ถึงคนจะซื้อเยอะ แต่ฉีดไปก็ไม่ได้ซ้ำใครบ่อยนัก

=====

วันนี้รีวิวเช้านะครับ ไม่ใช่ตื่นเช้านะ ยังไม่ได้นอน

อันที่จริงตัวนี้เป็นน้ำหอมที่ได้มาใช้นานระยะนึงแล้วครับ และเป็นหนึ่งในตัวที่ตั้งใจไปดมไปซื้อเลย แบบปักธงตั้งแต่ก่อนไปลองดมแล้ว เนื่องจาก

1. ใน TFL คนรีวิวตัวนี้กันเยอะมาก ป้ายยากันตลอด (แต่ตอนนี้แผ่วไปเยอะแล้วสำหรับกลิ่นนี้) ส่วน Fragrantica กระแสยังแรงไม่ตก https://www.fragrantica.com/perfume/Le-Labo/Another-13-10131.html

2. ขวดสวยแบบเรียบๆ ดี

3. ตอนนั้นยังไม่ค่อยได้ลองน้ำหอมเยอะ เห็นในรีวิวเขาว่ามันคือ Musk เด่นๆ เลยอยากไปลองดมให้รู้ว่า Musk มันคือยังไง (ได้ข้อสรุปว่าดมแล้วก็ไม่แน่ใจอยู่ดี ต้องไปหา Musk หลายๆ แบบมาลองเรื่อยๆ)

4. ป้ายยาตัวเองด้วยการหารีวิวเมืองนอกอ่าน พบว่าที่มาคือ Le Labo เค้าได้ไปทำกลิ่นให้กับนิตยสาร An0ther Magazine ซึ่งคุ้นๆ ว่าทำออกมาเป็นกลิ่นปกนิตยสาร ผมเองชอบอ่านหนังสืออยู่แล้วเลยรู้สึกว่ามีเก็บไว้ก็น่าจะดีนะ

ตอนนั้นที่ไปลองคือเหมือนสาขาที่ Siam Paragon เพิ่งเปิด เลยไปเดินซะเลย จำได้ว่าไม่ประทับใจบริการในร้านเท่าไหร่แต่ครั้งนั้นน่าจะเป็นช่วงร้านเขาเพิ่งเปิด พนักงานเลยงงๆ อารมณ์หวงไม่อยากให้ฉีดน้ำหอม ให้ลองดมแต่จากกระดาษแทน (ซึ่งครั้งหลังๆ ไปก็เริ่มบริการดีขึ้นแล้วนะครับ) แต่สุดท้ายพอได้ตั้งใจลองดมก็รู้สึกว่า ซื้อดีกว่า

สาเหตุที่ตัดสินใจแบบนั้นก็เพราะรู้สึกว่ากลิ่นมันเป็นเอกลักษณ์จริงๆ (ไม่นับน้ำหอม Dupe จากกลิ่นนี้นะครับ) ซึ่งถ้าไม่บอกว่าเป็นกลิ่นปกนิตยสารก็นึกไม่ออกว่ามันคือกลิ่นอะไร แต่ก็ยังถือว่าใช้ง่ายในระดับหนึ่ง แว้บแรกดมไปก็ไม่ได้รู้สึกหอม แต่หยุดยกแขนมาดมซ้ำๆ ไม่ได้ พอนึกขึ้นมาว่ามันเป็นกลิ่นกระดาษปกนิตยสารก็ยิ่งรู้สึกอยากดมซ้ำต่อไปอีก สรุปกลายเป็นเสพย์ติดซะงั้นเลยครับ 55

ทั้งนี้ในเว็บ Le Labo ให้ข้อมูลมาประมาณนี้ครับ

"It’s composed of ambroxyde, a synthetic animal musk, making ANOTHER 13 an addictive dirty potion blended with other carefully selected ingredients such as jasmine and moss – which give it spike and shine. As the entire planet knows, Colette closed its doors December 2017, but luckily we were able to welcome ANOTHER 13 to our Classic Collection in our labs worldwide."

ส่วนใน Fragrantica จะบอกว่า Top Notes มีพวกลูกแพร์, แอปเปิ้ล, ซิตรัสมาด้วย แต่ผมเองไม่รู้สึกเท่าไหร่ ดมแล้วคิดว่ามันหอมแบบตุ่นๆ ดีครับ

ส่วนตัวรู้สึกว่า กลิ่นนี้ใช้ได้ทั้งวันที่อยากสบายๆ ไปจนถึงวันที่แต่งตัวไปทำงาน ใช้แล้วรู้สึกสะอาดแต่งตัวเสร็จและอยากได้กลิ่นที่มีเรื่องราวซักหน่อย โดยกลิ่นสะอาดที่ว่านี่ก็ไม่ได้ซ้ำกับน้ำหอมอื่นด้วย ไม่ใช่กลิ่นสบู่หรือกลิ่นน้ำยาซักผ้า ถ้าเป็นผู้ชายวันที่ต้องแต่งตัวทางการสุดๆ ผมว่าอาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ แต่ถ้าวันทำงานตามปกติ หรือไปเดินเล่นสบายๆ ใช้ได้เลยล่ะ ส่วนถ้าเป็นผู้หญิงผมว่าใช้ได้หลายวาระมากกว่าผู้ชายครับ

อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่ากลิ่นนี้น่าจะมีความ Love or Hate อยู่พอสมควร น่าจะมีคนที่ดมแล้วงง หอมยังไง กับคนที่ดมแล้วรู้สึกโคตรหอม ตรงนี้แหละครับที่นอกจากเราจะเลือกตามความชอบเราแล้ว ถ้าต้องนึกถึงคนอื่นที่ได้กลิ่นด้วย ผมว่าต้องคิดนิดนึง แต่ส่วนตัวผมไม่คิดจะแคร์ชาวบ้านเท่าไหร่เลยจัดเป็นหมวดน้ำหอมใช้ง่ายไป 55

ตอนใช้งานจริง กลิ่นนี้ทนมากครับ บนผิวนี่หอมฟุ้งๆ ราวๆ 1-2 ชั่วโมง ส่วนหลังจากนั้นนี่ติดผิวแล้วได้กลิ่นโชยเป็นระยะมาเรื่อยๆ ราวๆ 6-8 ชั่วโมงแบบไม่โดนแดด แต่ถ้าโดนแดดโดนลมก็หายเร็วหน่อยครับ ส่วนบนผ้านี่ก็ติดกันเป็น 10 ชั่วโมงได้อยู่ครับ ใช้ 2-4 สเปรย์ได้สบายๆ ใช้เยอะกว่านี้หน่อยก็ยังพอไหวอยู่ถ้าโอเคกับช่วงกลิ่นเปิดที่มันจะฟุ้งเยอะหน่อย

=====

สรุปคิดว่าเป็นกลิ่นที่ควรค่าแก่การเก็บครับถ้าอยากเล่นน้ำหอมสนุกไปยาวๆ ถ้าไม่ได้จะใช้ทุกวันแนะนำขนาด 15ml ครับ ขวดมันจะเล็กๆ น่ารัก เก็บง่าย พกพาง่าย ถ่ายรูปง่าย เหลือที่ในตู้น้ำหอมไว้เก็บกลิ่นอื่นได้อีกเยอะเลย

ใครสนใจอยากลองดมก็ไปตามร้าน Le Labo ได้เลยครับ ปกติผมไป Siam Paragon หรือไปเจอตามสนามบินซะมากกว่า ไม่รู้ตอนนี้เขามีสาขาที่ไหนอีกรึเปล่าเหมือนกันครับ แต่แนะนำว่าต้องลองลงผิวเท่านั้นเลยครับของบ้านนี้

ส่วนใครที่ชอบน้ำหอมโทน Another 13 อยากแนะนำให้ไปลอง KSH Perfume Khaosan EDM จะเป็นโทนตุ่นๆ คล้ายๆ กันแต่สดชื่นเป็นคนละกลิ่นกันเลย และโคตรทน กับ Saisalang Yangon ครับที่จะออกแนวเท่ๆ Spice นิดหน่อย แต่ทนน้อยกว่า สองตัวนี้ผมว่าให้ความรู้สึกตุ่นๆ เหมือน Another 13 ได้อยู่ครับตอน Dry Down แต่มีกลิ่นเอกลักษณ์ของตัวเองอยู่นะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok