Well Aging Thailand

Well Aging Thailand

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Well Aging Thailand, สุขภาพ/ความงาม, Bridge Integration, Bangkok.

เพจของเรามุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้าใจและแบ่งปันความรู้ในการบริหารจัดการสังคมสูงวัย เพื่อให้ผู้คนทุกช่วงวัยสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมีพลัง อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นหนึ่งเดียว มีความร่วมมือกับ Well Aging Japan Association ประเทศญี่ปุ่น ณ 2 มค 2025

Is Thailand ready to become a super-aged society?ーNHK WORLD-JAPAN NEWS 01/02/2026

เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพาคณะทีมงานโรงพยาบาลซีเม็ด ลิฟวิ่งแคร์ โดยมีคุณพันธุ์สิทธิ์ หรือพี่โต้ง เป็นหัวหน้าคณะ ไปเยี่ยมชมการบริหารจัดการสังคมสูงอายุของญี่ปุ่น ได้เรียนรู้การจัดการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่เมืองโยโกฮามา และเมืองมัทสุโดะ
ในครั้งนี้ คณะของเราได้รับการติดต่อเข้าสัมภาษณ์จากทีมงาน NHK World JAPAN เพื่อศึกษาสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุของไทย และเหตุผลที่คณะของเราได้เดินทางไปเยี่ยมชมรูปแบบการบริหารจัดการสังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่น
ในต้นปีที่ผ่านมานี้ ทีมงาน NHK World JAPAN ได้เข้ามาถ่ายทำที่พื้นที่เตรียมจัดสร้างเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุของโรงพยาบาลซีเม็ด ลิฟวิ่งแคร์ พี่โต้งได้อธิบายถึงคอนเซปต์ที่ได้ปรับเปลี่ยนหลังการเรียนรู้จากประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว
ต่อไปนี้ ความตื่นตัวในการบริหารจัดการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน

Is Thailand ready to become a super-aged society?ーNHK WORLD-JAPAN NEWS Thailand is on course to become a super-aged society by the early 2030s, and it's struggling to get the necessary services and systems in place. But Japan ma...

31/01/2026

"ความปลอดภัย" หรือ "กรงขัง"? เมื่อความหวังดีอาจกลายเป็นการทำร้ายผู้สูงอายุโดยไม่รู้ตัว

เราคุ้นชินกับภาพผู้สูงอายุถูกรัดเข็มขัดบนรถเข็น นอนบนเตียงที่มีลูกกรงล้อมรอบ หรือถูกบังคับให้ทำกายภาพบำบัดทั้งน้ำตาเพราะเชื่อว่า "ทำเพื่อตัวท่านเอง" แต่รู้หรือไม่ว่า ในมาตรฐานการดูแลของญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้อาจถูกตีความว่าเป็นการ "ทารุณกรรม" และ "ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"

วันนี้ชวนมาทำความเข้าใจนิยามของ "ศักดิ์ศรี" และทางออกของการดูแลที่ไม่ต้อง "ผูกมัด" ครับ

🛑 ทำไมสิ่งที่เราทำอยู่ ถึงเรียกว่า "การทารุณกรรม"? ในกฎหมายประกันภัยการดูแลระยะยาวของญี่ปุ่น มาตรา 1 ระบุชัดเจนว่า การดูแลไม่ใช่แค่การยื้อชีวิต แต่คือ "การปกป้องวิถีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง"

ดังนั้น การกระทำใดๆ ที่ขัดต่อเจตจำนงและจำกัดอิสรภาพ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก
1. เข็มขัดนิรภัยและราวกั้นเตียง 4 ด้าน: ในทางกฎหมายญี่ปุ่น สิ่งเหล่านี้คือ "การผูกมัดทางร่างกาย" (Physical Restraint) การมัดผู้สูงอายุเพื่อกันล้ม หรือขังไว้ในเตียงคอกกั้น ถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรี เว้นแต่จะเข้าเงื่อนไขวิกฤต 3 ข้อเท่านั้น (อันตรายถึงชีวิตเดี๋ยวนี้, ไม่มีทางอื่นแล้ว, และทำแค่ชั่วคราว)
2. การบังคับทำกายภาพบำบัด: ประโยคที่ว่า "ทำเพื่อตัวคุณเองนะ" แล้วฝืนใจผู้สูงอายุที่เจ็บปวด ปัจจุบันถือเป็น "การทารุณกรรมทางจิตใจหรือร่างกาย" เพราะเป็นการเพิกเฉยต่อสิทธิในการตัดสินใจในชีวิตของเจ้าตัว
🔒 เมื่อ "ความปลอดภัย" ปะทะ "ศักดิ์ศรี" สังคมญี่ปุ่น (และไทย) กำลังเผชิญทางแยกสำคัญ ระหว่าง "มัดไว้จะได้ไม่ล้ม" (Safety First) กับ "ยอมรับความเสี่ยงเพื่อให้ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ" (Dignity) ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งทั้งในใจญาติและคนทำงานที่กลัวความรับผิดชอบหากเกิดอุบัติเหตุ
💡 ทางออก: ถ้าไม่มัด แล้วจะดูแลอย่างไร? (Success Cases) สถานดูแลที่ประสบความสำเร็จในการทำ "Zero Restraint" (การผูกมัดเป็นศูนย์) ยึดหลักการว่า "การผูกมัดคือความพ่ายแพ้ของการดูแล" โดยเปลี่ยนจากการ "ห้าม" เป็นการ "ปรับสภาพแวดล้อม" และ "วิเคราะห์สาเหตุ" แทน:
• เปลี่ยนจาก "กรงขัง" เป็น "เตียงต่ำ":
o ปัญหา: กลัวผู้สูงอายุตกเตียง เลยใช้ราวกั้น 4 ด้านเหมือนกรง
o ทางแก้: ใช้ "เตียงต่ำพิเศษ" (สูงจากพื้นแค่ 20 ซม.) และปูเบาะนุ่มข้างเตียง ต่อให้กลิ้งตกลงมาก็ไม่บาดเจ็บ ผู้สูงอายุเลิกเครียดและนอนหลับได้ดีขึ้น
• เปลี่ยนจาก "มัดมือ" เป็น "หาความจริง":
o ปัญหา: ผู้สูงชอบดึงสายน้ำเกลือ เลยจับใส่ถุงมือที่เป็นถุงไม่มีนิ้ว (Mitten) มัดมือไว้
o ทางแก้: วิเคราะห์จนพบว่าท่าน "คัน" หรือ "รำคาญ" แพทย์จึงเปลี่ยนวิธีให้ยาเป็นฉีดใต้ผิวหนัง หรือพันผ้าปิดสายยางไว้ เมื่อไม่รำคาญ ท่านก็เลิกดึงเอง
• เปลี่ยนจาก "ขังในบ้าน" เป็น "เดินวนรอบ":
o ปัญหา: ผู้ป่วยสมองเสื่อมชอบเดินเพ่นพ่าน เลยล็อกประตูขังไว้
o ทางแก้: ออกแบบทางเดินแบบ "วงรอบ" (Loop) ที่ไม่มีทางตัน ให้ท่านเดินจนพอใจ เมื่อความต้องการเคลื่อนไหวได้รับการเติมเต็ม ท่านจะกลับมานั่งพักเองโดยไม่หงุดหงิด
🌟 บทสรุป การดูแลอย่างมีศักดิ์ศรี คือความกล้าที่จะยอมรับความเสี่ยง เพื่อแลกกับอิสรภาพในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ การเลิกใช้อุปกรณ์ผูกมัดไม่ได้หมายความว่าเราทอดทิ้ง แต่หมายถึงเราต้องใช้ "ความเป็นมืออาชีพ" ในการเข้าใจและจัดสภาพแวดล้อมให้ท่านปลอดภัยโดยไม่ต้องสูญเสียความเป็นมนุษย์ครับ

#สังคมผู้สูงอายุ #การดูแลผู้สูงอายุ #尊厳介護

11/01/2026

ทำไมเราต้องเรียนรู้กลไกไปสู่การเป็นผู้สูงอายุ..
ถ้าวันหนึ่ง ฉันอาจจะมีอาการหลงๆ ลืมๆ ไปบ้าง ฉันจะถูกตำหนิจากคนรอบข้างหรือไม่
ถ้าวันหนึ่ง ฉันอาจจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ฉันจะถูกรังเกียจจากคนรอบข้างหรือไม่
ถ้าวันหนึ่ง ฉันอาจจะกระทำผิดกฎระเบียบของสังคมเล็กๆ น้อยๆ เช่นหยิบของในร้าน ฉันจะถูกลงโทษหรือไม่
ถ้าวันหนึ่ง ฉันอาจจะมีอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ เช่นความรุนแรง ความโมโห ฉันจะถูกกีดกันออกจากคนรอบข้างหรือไม่..
ฉันจะได้รับความเข้าใจ ว่าฉันไม่ได้ต้องการที่จะเป็นเช่นนั้น
ฉันจะได้รับความเข้าใจ ว่าฉันเสื่อมถอยไปจนไม่รู้ว่าฉันได้ทำอะไรลงไป..
เรามาสนใจและร่วมเรียนรู้กันในตอนนี้ เพื่อความเข้าใจกันและกันในอนาคตกันเถอะ
#尊厳介護

#การดูแลผู้สูงอายุอย่างมีศักดิ์ศรี
coming soon
พบกันได้ที่นี่ เร็ว ๆ นี้

13/07/2025

ศักดิ์ศรี คือ
การที่บุคคลสามารถใช้ชีวิตเต็มศักยภาพของตนเองได้
介護ばなし

10/07/2025

สังคมสูงวัย คือ
สังคมแห่งวัฒนธรรม

10/07/2025

การเดินทางสู่สังคมสูงวัย
คือการเดินทางจากการแพทย์ สู่ KAIGO
医療から 介護へ

18/02/2025

ยุคโรบอทบริบาลผู้สูงอายุ: การพัฒนารูปแบบการบริบาล
เรามาศึกษาแนวคิดของรัฐบาลญี่ปุ่นเกี่ยวกับการนำโรบอทมาช่วยบริบาลผู้สูงอายุและการสนับสนุนเงินช่วยเหลือ โดยมีการแบ่งประเภทของโรบอทบริบาลไว้ได้อย่างน่าสนใจ และเวลาเราไปเลือกใช้โรบอทบริบาลก็จะทำให้เรามีความเข้าใจที่สูงขึ้นได้เช่นกัน

โรบอทบริบาลผู้สูงอายุคืออะไร?
เมื่อพูดถึงโรบอทบริบาลผู้สูงอายุ หลายคนอาจนึกถึงโรบอทที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ เช่น “อะตอมแขนเหล็ก” อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นได้กำหนดประเภทของโรบอทบริบาลผู้สูงอายุออกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ดังนี้

☆ ประเภทเซ็นเซอร์ (Sensor-Based)
ตรวจจับการล้มจากเตียง
ติดตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย
☆ ประเภทควบคุมอัจฉริยะ (AI & Control-Based)
ใช้ AI ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
ประเมินพฤติกรรมและสภาวะสุขภาพของผู้ใช้งานเพื่อให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสม
☆ ประเภทขับเคลื่อนการเคลื่อนไหว (Motor-Assisted)
อุปกรณ์สวมใส่ เช่น ชุดพยุงกำลัง (Power Suit) ที่ช่วยลดภาระของผู้บริบาล
อุปกรณ์ช่วยเดินที่ช่วยให้ผู้สูงอายุเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น

การรวมกันของ 3 องค์ประกอบนี้ทำให้โรบอทบริบาลผู้สูงอายุเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนงานบริบาล
การใช้งานจริงของโรบอทบริบาลผู้สูงอายุและระบบเงินอุดหนุน
ปัจจุบัน รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังผลักดันการนำโรบอทบริบาลผู้สูงอายุมาใช้ในสถานบริบาลและการบริบาลที่บ้าน ผ่านโครงการเงินอุดหนุน เช่น
・โรบอทสวมใส่ (Power Suit): ลดภาระของเจ้าหน้าที่บริบาลเมื่อช่วยยกผู้สูงอายุ
・เซ็นเซอร์ห้องน้ำ: ตรวจจับการขับถ่ายเพื่อช่วยให้การบริบาลสะดวกยิ่งขึ้น
・โรบอทเฝ้าระวัง: ตรวจจับความผิดปกติในเวลากลางคืนและแจ้งเตือนทันที
รัฐบาลให้เงินอุดหนุนสูงสุดถึง 500,000 เยน ต่อโรบอทหนึ่งตัว ทำให้สามารถนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ได้โดยลดภาระทางการเงิน

AI กับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริบาล
AI มีศักยภาพในการปรับปรุงคุณภาพการบริบาลผู้สูงอายุอย่างมาก ตัวอย่างเช่น
AI สำหรับสนทนา (Conversational AI)
ให้ผู้สูงอายุสามารถสนทนาโต้ตอบได้ ลดความรู้สึกโดดเดี่ยว
ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองและส่งเสริมสุขภาพจิต
AI วิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis AI)
วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้สูงอายุและแนะนำการบริบาลที่เหมาะสม
ตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตและสุขภาพได้แบบเรียลไทม์
ระบบบริบาลทางไกล (Remote Care System)
ใช้ในการบริบาลทั้งในสถานบริบาลและที่บ้าน โดยให้เจ้าหน้าที่สามารถบริบาลจากระยะไกล
AI ควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น เปิดม่านและปรับอุณหภูมิห้องโดยอัตโนมัติเมื่อพูดว่า “สวัสดีตอนเช้า”
ศักยภาพของ AI ในอุตสาหกรรมการบริบาลผู้สูงอายุ
AI ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ยังช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่บริบาลอีกด้วย เช่น
ใช้โรบอทช่วยยกเพื่อป้องกันปัญหาปวดหลังของผู้บริบาล
ให้ AI ช่วยเฝ้าระวังในเวลากลางคืน เพื่อให้การจัดสรรบุคลากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ให้ AI ช่วยบริบาลผู้สูงอายุที่อยู่บ้านคนเดียว ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
อนาคตของการบริบาล: มุ่งเน้นความเป็นมนุษย์
แม้ว่าการนำ AI มาใช้ในการบริบาลจะมีบางคนกังวลว่า “อาจขาดความเป็นมนุษย์” แต่ความจริงแล้ว AI สามารถช่วยให้เจ้าหน้าที่บริบาลสามารถมุ่งเน้นไปที่งานที่ต้องการความเอาใจใส่มากขึ้น เช่น การพูดคุยและการบริบาลแบบใกล้ชิด ปรับการบริบาลให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ง่ายขึ้น ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านการบริบาล
การใช้โรบอทและ AI ไม่ได้หมายความถึงการลดบทบาทของมนุษย์ แต่เป็น เครื่องมือในการช่วยให้ผู้สูงอายุมีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

เตรียมพร้อมสู่อนาคต: โอกาสใหม่ของอุตสาหกรรมการบริบาล
การนำโรบอทบริบาลผู้สูงอายุมาใช้ ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริบาลเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มคุณภาพของบริการบริบาลอีกด้วย ด้วยการใช้เงินอุดหนุนของรัฐบาลร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ เราสามารถลดภาระของเจ้าหน้าที่บริบาล ป้องกันการลาออกของบุคลากรด้านการบริบาล ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
ยุคของการบริบาลผู้สูงอายุจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การนำโรบอทและ AI มาช่วย จะเป็นก้าวสำคัญสู่การสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับการบริบาลผู้สูงอายุ

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://wellaging.site/20250208wellaginghour/

【介護選び】要介護度の決まり方 – Well Aging Center 17/02/2025

เคยสงสัยเกี่ยวกับระบบการประเมินความต้องการการช่วยเหลือ และความต้องการการพึ่งพิงของญี่ปุ่นบ้างไหม วันนี้ เราจะมาศึกษาเรื่องนี้กันเพื่อที่จะนำมาพิจารณษแนวทางที่เหมาะสมกับประเทศไทยต่อไป

ก้าวแรกของการเลือกการรับบริการการบริบาล : วิธีการกำหนดระดับความต้องการการบริบาล (要介護度)
วันนี้เราจะมาอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับ “วิธีการกำหนดระดับความต้องการการบริบาล” ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของระบบประกันการบริบาลผู้สูงอายุในญี่ปุ่น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการและระบบการรับรองจะช่วยให้คุณหรือครอบครัวสามารถได้รับการบริบาลที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการได้อย่างถูกต้อง

กระบวนการขอรับรองระดับความต้องการการบริบาล (要介護認定)
เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นมีระบบการประกันการบริบาลที่เข้มแข็ง การใช้เงินประกันนี้จึงต้องมีขั้นตอนการพิจารณาเป็นขั้นๆ โดยอาศัยหน่วยงานต่างๆ ของเมืองหรือท้องถิ่นเป็นหลักในการพิจารณา ในการขอรับรองระดับความต้องการการบริบาล ผู้สมัครต้องยื่นคำขอไปยัง สำนักงานเขตเมือง หรือ ศูนย์ช่วยเหลือผู้สูงอายุในท้องถิ่น หลังจากยื่นคำขอแล้ว เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจะไปเยี่ยมบ้านหรือสถานที่พักรักษาตัวของผู้สมัครเพื่อตรวจสอบสภาพร่างกายและสภาพความเป็นอยู่ การตรวจสอบนี้เรียกว่า “การตรวจสอบรอบแรก” (一次調査) ซึ่งใช้ 74 รายการ เป็นเกณฑ์ในการประเมิน

การตรวจสอบจะพิจารณาในประเด็นต่อไปนี้:
✅ ความสามารถทางกายภาพ (การเดิน, การลุกขึ้น, การพลิกตัว ฯลฯ)
✅ ความสามารถด้านการรับรู้ (ความจำ, การตัดสินใจ ฯลฯ)
✅ กิจวัตรประจำวัน (การรับประทานอาหาร, การขับถ่าย, การแต่งตัว ฯลฯ)
✅ ระดับความต้องการการบริบาล (ต้องการการเฝ้าบริบาล หรือสามารถช่วยเหลือตัวเองได้)
ผลการตรวจสอบจะถูกป้อนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะประมวลผลและจัดระดับความต้องการการบริบาลออกเป็น 8 ระดับ ได้แก่:
ไม่อยู่ในข่ายรับประกันการบริบาล (非該当)
ต้องการการสนับสนุนระดับ 1 และ 2 (要支援1 - 2) → ต้องการความช่วยเหลือเล็กน้อย
ต้องการการบริบาลระดับ 1 ถึง 5 (要介護1 - 5) → ตัวเลขยิ่งสูง ยิ่งต้องการการบริบาลมากขึ้น
ระดับการบริบาลนี้ถูกคำนวณจากเวลาที่ต้องใช้ในการบริบาลรายวัน เช่น

การบริบาลระดับ 1 要介護1 ต้องการการบริบาลประมาณ 32 นาทีต่อวัน
การบริบาลระดับ 5 要介護5 ต้องการการบริบาลมากกว่า 110 นาทีต่อวัน

ความสำคัญของการตรวจสอบรอบที่สอง (二次審査)
หลังจากที่ได้รับผลการตรวจสอบรอบแรกแล้ว จะมีการตรวจสอบรอบที่สองโดย คณะกรรมการพิจารณาการบริบาล ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานท้องถิ่น โดยพิจารณาจาก:
🔹 ความเห็นของแพทย์ประจำตัว (ประวัติการรักษา, ยา, การวินิจฉัย ฯลฯ)
🔹 ข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ (สภาพแวดล้อมของบ้าน, ภาระของครอบครัว ฯลฯ)
หากมีข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจส่งผลต่อระดับความต้องการการบริบาล ระบบจะพิจารณาปรับเปลี่ยนระดับใหม่ เช่น
หากผู้สูงอายุมีอาการสมองเสื่อมรุนแรงและต้องการการบริบาลในเวลากลางคืน อาจได้รับการปรับเพิ่มระดับการบริบาล
หากได้รับการพิจารณาในโรงพยาบาลว่าเป็นผู้ป่วยหนัก แต่เมื่อกลับมาใช้ชีวิตที่บ้านแล้วสามารถบริบาลตัวเองได้ดีขึ้น อาจถูกลดระดับลงได้

ระดับความต้องการการบริบาลกับบริการที่สามารถใช้ได้
เมื่อระดับความต้องการการบริบาลถูกกำหนดแล้ว จะสามารถใช้บริการการบริบาลและวงเงินค่าบริการตามระดับดังต่อไปนี้:
ระดับการบริบาล วงเงินค่าบริการสูงสุดต่อเดือน (โดยประมาณ)
การสนับสนุนระดับ 1 要支援1 ประมาณ 50,000 เยน
การสนับสนุนระดับ 2 要支援2 ประมาณ 100,000 เยน
การบริบาลระดับ 1 要介護1 ประมาณ 160,000 เยน
การบริบาลระดับ 2 要介護2 ประมาณ 190,000 เยน
การบริบาลระดับ 3 要介護3 ประมาณ 270,000 เยน
การบริบาลระดับ 4 要介護4 ประมาณ 310,000 เยน
การบริบาลระดับ 5 要介護5 ประมาณ 360,000 เยน
ผู้ใช้บริการสามารถเลือกใช้บริการการบริบาลที่แตกต่างกันได้ เช่น การบริบาลที่บ้าน (訪問介護), ศูนย์บริบาลรายวัน (デイサービス), หรือ การเข้าพักชั่วคราว (ショートステイ) ภายใต้วงเงินที่กำหนดนี้
นอกจากนี้ เงื่อนไขการเข้าพักใน บ้านพักผู้สูงอายุพิเศษ (特別養護老人ホーム, 特養) ก็ขึ้นอยู่กับระดับการบริบาล เช่น
โดยทั่วไป ต้องมีระดับ 要介護 3 ขึ้นไป จึงจะสามารถเข้าพักได้ แต่อย่างไรก็ตาม บางสถานที่อาจยอมรับผู้ที่มีระดับ 要介護 1 หรือ 2

ข้อควรระวังในการขอรับรองการบริบาล
🔹 อย่าประเมินตัวเองสูงเกินไป → หากผู้สมัครพยายามแสดงให้เห็นว่าตนเองสามารถช่วยเหลือตัวเองได้มากเกินไป อาจส่งผลให้ไม่ได้รับบริการการบริบาลที่จำเป็น ควรแจ้งข้อมูลตามความเป็นจริง
🔹 กรณีที่ตรวจสอบในโรงพยาบาล → ระดับการบริบาลอาจถูกประเมินจากสภาพร่างกายในช่วงที่เข้ารักษาตัว ซึ่งอาจแตกต่างจากชีวิตจริงเมื่อกลับบ้าน ดังนั้น การยื่นคำขอ ตรวจสอบใหม่ (区分変更申請) อาจช่วยให้ได้รับบริการที่เหมาะสมมากขึ้น

การเลือกบริการบริบาลที่เหมาะสม
การได้รับการรับรองระดับความต้องการการบริบาลเป็นขั้นตอนสำคัญในการเลือกบริการบริบาลที่เหมาะสม การทำความเข้าใจระบบและแจ้งข้อมูลอย่างถูกต้องจะช่วยให้สามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น
เนื่องจากระดับการบริบาลมีผลต่อบริการและงบประมาณที่สามารถใช้ได้ จึงควรหารือกับครอบครัวเพื่อวางแผนการบริบาลที่ดีที่สุด หากมีการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพ สามารถยื่นคำขอ เปลี่ยนแปลงระดับ (区分変更) เพื่อให้แน่ใจว่าผู้สูงอายุได้รับการบริบาลที่เหมาะสม
ในการเลือกบริการบริบาล จึงจำเป็นต้องเข้าไปปรึกษากับหน่วยงานท้องถิ่น, ศูนย์สนับสนุนผู้สูงอายุ, หรือผู้จัดการแผนบริบาล (ケアマネジャー) เพื่อขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญต่อไป

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

【介護選び】要介護度の決まり方 – Well Aging Center 【介護選び】要介護度の決まり方 2025 2/12 Podcast ウエルエイジング・アワー 介護選び (末尾に中国語、タイ語、英語の翻訳文を挿入しております)文末附有中文、泰文和英文翻译ส่วนท้ายมีการแปลเป็น...

16/02/2025

ไม่มีการสร้างสถานสงเคราะห์อีกต่อไป
การย้อนกลับไปมองแนวคิดการให้บริการผู้สูงอายุของญี่ปุ่นที่ว่า “ต่อไปนี้ จะไม่มีการสร้างสถานสงเคราะห์อีกต่อไป” ซึ่งถูกนำเสนอโดยประธานมูลนิธิสวัสดิการสังคมในปี 2000
แนวคิดนี้ไม่ใช่แค่คำขวัญเท่านั้น แต่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แนวทางการดูแลผู้สูงอายุในญี่ปุ่นเปลี่ยนไปอย่างมาก

■ การเริ่มต้นของระบบประกันการดูแล และแนวคิด “จะไม่มีการสร้างสถานสงเคราะห์อีกต่อไป”
ในปี 2000 ญี่ปุ่นได้เริ่มใช้ ระบบประกันการดูแลผู้สูงอายุ ได้มีการสรุปแนวคิดเกี่ยวกับ “บ้านพักคนชราพิเศษแบบยูนิต (Unit-type special nursing home)” และ “บ้านสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม (Dementia group home)” ซึ่งเป็นแนวทางการดูแลแบบใหม่ในขณะนั้น
คำขวัญที่เราตั้งไว้ก็คือ “จะไม่มีการสร้างสถานสงเคราะห์อีกต่อไป” ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิดใหม่ที่แตกต่างจาก “สถานสงเคราะห์แบบดั้งเดิม” และเน้นให้ความสำคัญกับ “ความเป็นบ้าน” ที่ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี

■ การเกิดขึ้นของบ้านพักคนชราแบบยูนิต
ในอดีต บ้านพักคนชราส่วนใหญ่เป็นห้องรวม ที่มี 4 เตียงต่อห้อง มีห้องอาหารขนาดใหญ่ที่ผู้สูงอายุทุกคนต้องใช้ร่วมกัน ระบบแบบนี้ถือเป็นมาตรฐานของ “สถานสงเคราะห์”
แต่ผู้สูงอายุหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม รู้สึกไม่สงบและขาดความเป็นส่วนตัว ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนต้องละทิ้งชีวิตของตัวเอง
ดังนั้น แนวคิด “บ้านพักคนชราพิเศษแบบยูนิต (Unit-type special nursing home)” จึงถูกนำมาใช้ โดยมีหลักการสำคัญดังนี้
✅ ลดขนาดหน่วยการใช้ชีวิต ให้เป็นกลุ่มเล็กๆ
✅ ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว โดยใช้ห้องเดี่ยว
✅ ไม่ใช่ “สถานสงเคราะห์” แต่เป็น “บ้าน” ที่ให้ผู้สูงอายุอาศัยอยู่ได้จริง

จากแนวคิดนี้ เราได้เริ่มโครงการทดลองสร้าง บ้านพักคนชราแบบยูนิตแห่งแรก ขึ้นมา ซึ่งตอนนั้นประธานมูลนิธิกล่าวว่า “เราไม่ได้สร้างสถานสงเคราะห์ แต่เรากำลังสร้างบ้าน” นี่จึงกลายเป็นแนวคิดสำคัญของหนังสือ “จะไม่มีการสร้างสถานสงเคราะห์อีกต่อไป”

■ การวิจัยและหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ นำไปสู่การรับรองระบบบ้านพักแบบยูนิต
เมื่อแนวทางใหม่ถูกนำมาใช้ ก็จำเป็นต้องมี การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ มาพิสูจน์แนวคิดนี้
ทีมวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเกียวโต (Kyoto University) ได้ศึกษาประเด็นต่อไปนี้
🔹 เปรียบเทียบคุณภาพการนอนหลับระหว่างห้องรวม 4 เตียง และห้องเดี่ยว
🔹 เส้นทางการเดินของเจ้าหน้าที่ และภาระงานที่เปลี่ยนไป
🔹 คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุหลังย้ายไปอยู่ในระบบใหม่
ผลการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุที่อยู่ในห้องเดี่ยวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และภาระของเจ้าหน้าที่ดูแลลดลง
จากผลการวิจัยนี้ ทำให้รัฐบาลรับรองระบบ บ้านพักคนชราพิเศษแบบยูนิต (Unit-type special nursing home) ในปี 2003 ซึ่งเป็นการทำให้ “จะไม่มีการสร้างสถานสงเคราะห์อีกต่อไป” กลายเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับ

■ จากแนวคิดของญี่ปุ่นสู่ระดับโลก
แนวคิด “ไม่ใช่สถานสงเคราะห์ แต่เป็นบ้าน” ปัจจุบันไม่ได้รับความสนใจแค่ในญี่ปุ่น แต่ยัง ถูกจับตามองจากประเทศในเอเชีย
ในประเทศ เดนมาร์ก เคยมีการเปลี่ยนแปลงระบบจาก “Pléjehjem” (เพล-เย-เย็ม สถานสงเคราะห์) ไปสู่ “PlejeBolig” (เพล-เย-โบลิ ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ) ซึ่งแนวทางนี้ก็เริ่มเกิดขึ้นในญี่ปุ่นเช่นกัน
ปัจจุบัน จีนและไทย รวมถึงประเทศในเอเชียอื่นๆ กำลังมองหาแนวทางนี้เพื่อนำมาปรับใช้ในระบบการดูแลผู้สูงอายุของตนเอง

■ อนาคตของการดูแลผู้สูงอายุ – เริ่มต้นจากจุดนี้
คำว่า “จะไม่มีการสร้างสถานสงเคราะห์อีกต่อไป” ไม่ได้หมายถึงแค่การหยุดสร้างอาคารสถานสงเคราะห์ แต่มันคือแนวคิดที่ต้องการให้ผู้สูงอายุ มีชีวิตที่มีคุณค่าในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิต
จากนี้ไป สิ่งที่สำคัญคือ จะรวม “ที่อยู่อาศัย” และ “ชุมชน” เข้าด้วยกันอย่างไร
🏡 ระบบที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในชุมชนที่คุ้นเคยได้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
🤝 การประสานงานระหว่างครอบครัว ชุมชน และบริการดูแล
🏠 แนวทางใหม่ของการดูแล ไม่ใช่ “สถานสงเคราะห์” แต่เป็น “บ้าน” ที่แท้จริง
เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา เราควรนำแนวคิด “บ้านพักที่แท้จริง” ไปขยายผล ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่น แต่ยังรวมถึง ประเทศต่างๆ ในเอเชีย

16/02/2025

การดูแลผู้ป่วยอาการสมองเสื่อม ตอน "ความรู้สึกอยากกลับบ้าน"

คุณเคยลองตั้งคำถามกับตัวเองแบบนี้ดูบ้างไหม
คุณเคยรู้สึกอยากกลับบ้านไหม?
สถานที่ที่คุณอยากกลับไปคือที่ไหน?
ช่วงเวลาที่คุณอยากกลับไปคือเมื่อไหร่?

สิ่งที่มองเห็นจากความต้องการกลับบ้านของผู้ป่วยสมองเสื่อม
เมื่อผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมพูดว่า “ฉันอยากกลับบ้าน” คำพูดนี้มักไม่ได้หมายความตามตัวอักษรเสมอไป เบื้องหลังคำพูดนี้อาจซ่อนความกังวล ความสับสน และการสูญเสียความรู้สึกของการมีที่อยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เพิ่งย้ายเข้าไปอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมอาจเป็นความเครียดอย่างมาก ทำให้พวกเขารู้สึกว่า “ที่นี่ไม่ใช่ที่ของฉัน ฉันอยากกลับไปที่ที่ฉันรู้สึกปลอดภัยกว่า” และแสดงออกในรูปแบบของความต้องการกลับบ้าน

ความต้องการกลับบ้านเป็นปัญหาสำหรับผู้ดูแล
ในขณะที่การดูแลที่บ้านมักไม่ค่อยพบปัญหานี้ การดูแลในสถานดูแลผู้สูงอายุกลับต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ ผู้ดูแลมักต้องเผชิญกับคำถามว่า “ควรรับมือกับคำพูดว่า ‘ฉันอยากกลับบ้าน’ อย่างไร?” ขณะที่ครอบครัวเองก็รู้สึกกังวลใจเมื่อได้ยินคำพูดนี้บ่อยครั้ง
ในสถานดูแล การรับมือกับความต้องการกลับบ้านจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ “การไม่บังคับให้เชื่อฟัง” และ “การเคารพความรู้สึกของผู้ป่วย” แต่ในความเป็นจริง การหาวิธีรับมือที่เหมาะสมจำเป็นต้องมีการลองผิดลองถูกอยู่เสมอ

ทำไมผู้สูงอายุจึงอยากกลับบ้าน?
สาเหตุของความต้องการกลับบ้านแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่โดยทั่วไปแล้ว มีปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้
การรับรู้สถานที่อยู่ตอนนี้มีความสับสน
เมื่อภาวะสมองเสื่อมรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจไม่สามารถจดจำสถานที่ที่ตนเองอยู่ได้ สิ่งนี้ทำให้เกิดความกังวลใจและกระตุ้นให้เกิดความต้องการกลับไปยังสถานที่ที่คุ้นเคย
การสูญเสียบทบาทในสังคม
ในอดีต ผู้ป่วยอาจเคยมีบทบาทสำคัญในครอบครัวหรือที่ทำงาน แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในสถานดูแล พวกเขาอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่มีบทบาทที่ชัดเจน ความรู้สึกว่าต้อง “ทำอะไรบางอย่าง” อาจเป็นสาเหตุให้พวกเขารู้สึกว่า “ฉันต้องกลับบ้านเพื่อทำสิ่งที่ควรทำ”
ความแตกต่างระหว่างความทรงจำกับความเป็นจริง
บางคนยังคงมีชีวิตอยู่ในความทรงจำของช่วงเวลาที่พวกเขายังทำงานอยู่ เช่น รู้สึกว่า “ฉันต้องกลับบ้านหลังเลิกงาน” หรือ “ถึงเวลาต้องกลับบ้านแล้ว”
การเปลี่ยนแปลงของการรับรู้เวลา
เมื่อถึงช่วงเย็น ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมบางรายจะรู้สึกว่า “ถึงเวลาต้องกลับบ้าน” นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “อาการพระอาทิตย์ตก (Sundown Syndrome)” ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากความเคยชินที่ฝังลึกในจิตใต้สำนึก

ผู้ดูแลสามารถทำอะไรได้บ้าง?
เข้าใจและเห็นอกเห็นใจ
แทนที่จะบอกพวกเขาตรงๆ ว่า “ที่นี่คือบ้านของคุณ” ควรรับฟังและเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาแทน ลองถามว่า “บ้านของคุณเป็นอย่างไร?” หรือ “ถ้ากลับบ้าน คุณอยากทำอะไรเป็นอย่างแรก?” การพูดคุยเช่นนี้อาจช่วยให้พวกเขารู้สึกสงบลง
สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
การจัดห้องให้คล้ายกับบ้านเดิมของพวกเขา อาจช่วยลดความต้องการกลับบ้านได้ การวางรูปภาพหรือเฟอร์นิเจอร์ที่คุ้นเคยในห้องพัก อาจทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจขึ้น
ให้ผู้สูงอายุมีบทบาทหน้าที่
มอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกเขาทำ เช่น “ช่วยฉันจัดโต๊ะอาหารได้ไหม?” สิ่งนี้จะช่วยให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเองยังมีความสำคัญและมีที่อยู่ในสังคม
พิจารณาการใช้ยาในบางกรณี
หากผู้ป่วยมีความวิตกกังวลอย่างรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน การใช้ยาอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยาไม่ควรเป็นทางออกเดียว ควรใช้ร่วมกับการปรับสภาพแวดล้อมและการดูแลทางอารมณ์เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด

ความต้องการกลับบ้านคือกุญแจสู่การเข้าใจผู้ป่วย
สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ดูแล คือการพยายามทำความเข้าใจว่า “ทำไมพวกเขาถึงอยากกลับบ้าน?” ความต้องการกลับบ้านไม่ได้เป็นเพียงอาการของโรค แต่เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงชีวิตและอดีตของพวกเขา
ตัวอย่างเช่น มีผู้ป่วยรายหนึ่งที่เข้าใจผิดว่าสถานดูแลที่เขาอยู่เป็นโรงเรียน เนื่องจากบรรยากาศคล้ายกัน เขาจึงคิดว่าผู้ดูแลเป็นครู และเมื่อถึงเวลาเย็น เขาจะพูดว่า “ขอบคุณครับ/ค่ะ วันนี้ผม/ฉันขอตัวกลับก่อน” การทำความเข้าใจมุมมองของพวกเขาจะช่วยให้เราปรับการสื่อสารและการดูแลให้เหมาะสมมากขึ้น

การดูแลภาวะสมองเสื่อมเป็นการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง
ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องสำหรับการรับมือกับความต้องการกลับบ้าน ในสถานดูแล เราต้องอาศัยการลองผิดลองถูก เพื่อหาวิธีที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ประสบการณ์ที่สั่งสมจะช่วยพัฒนาคุณภาพของการดูแลภาวะสมองเสื่อม
เราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายจากคำพูดและพฤติกรรมของผู้ป่วย หากเราสามารถเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาได้ เราจะสามารถทำให้การดูแลเป็นมากกว่าการให้บริการ แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นและมีความหมาย

ลองกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองแบบนี้ดูอีกครั้ง
คุณเคยรู้สึกอยากกลับบ้านไหม?
สถานที่ที่คุณอยากกลับไปคือที่ไหน?
ช่วงเวลาที่คุณอยากกลับไปคือเมื่อไหร่?

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Bangkok?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bridge Integration
Bangkok