Charming Gold BY jazz
MANTRA By Boonraksa TEL/LINE 088-2491102 089-0152093 ผลิตภัณท์เพื่อผ?
10/09/2019
ใบกัญชามีประโยชน์ อย่าไปทิ้ง คุณจะทำอย่างไรกับใบกัญชา
ใบใช้เป็นยาแก้ไข้ผอมเหลือง ไม่มีกำลัง ตัวสั่น เสียงสั่น
นำไปต้ม น้ำจิบชา รู้สึกดีต่อจิตใจ และร่างกาย
ใบกัญชา ใช้เป็นยารักษาโรคหอบหืด ช่วยขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม ด้วยการนำใบสดมาหั่นให้เป็นฝอย แล้วเอาไปตากแห้ง จากนั้นจึงนำมาสูบเป็นยารักษาโรค
นำใบไปคั้น นำไปผสมอาหาร อร่อยนักเล โดยไม่ต้องใส่ผงชูรส
นำไปไปบดละเอียด ใช้โรยบนอาหาร ก็เพิ่มความอร่อยได้
หรือนำใบไปชุบแป้งทอด เป็นอาหารว่าง ได้เลย
ใบกัญชาใช้เป็นอาหารสัตว์ ได้
ประโยชน์นาๆจิปาถะ
กัญชาทั้งต้นนำไปใช้ประโยชน์ หรือแปรรูปได้หลายอย่าง
10/09/2019
นักวิทยาศาสตร์ฮาร์วาร์ดฆ่าเซลล์มะเร็งตับอ่อนด้วยสารประกอบจากกัญชาในงานทดลองใหม่
นักวิทยาศาสตร์ฮาร์วาร์ดฆ่าเซลล์มะเร็งตับอ่อนด้วยสารประกอบจากกัญชาในงานทดลองใหม่
วันที่ 9 กันยายน 2562 - 14:25 น.
"Exclusive"
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาไทยเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2562 โดย Cannhealth
เขียน/แปล: สิริญา มิตรศรัทธา
เรียบเรียง : ณัฐวุฒิ จงจิตร
กัญชามีสารประกอบทางเคมีที่เรียกว่าฟลาโวนอยด์ (flavonoid) เหมือนกับพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งนักวิจัยจากสถาบันมะเร็งดาน่า-ฟาร์เบอร์แห่งฮาร์วาร์ดพบฟลาโวนอยด์กัญชาตัวพิเศษ FBL-03G ที่แสดงถึงความเป็นไปได้ของการรักษามะเร็งตับอ่อน นักวิทยาศาสตร์พบ FBL-03G ที่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเซลล์มะเร็งตับอ่อนทั้งเซลล์มะเร็งเฉพาะจุดหรือที่แพร่กระจายไปแล้ว การใช้ฟลาโวนอยด์ที่มาจากกัญชาชนิดที่มุ่งสู่ก้อนเนื้อร้ายสามารถฆ่าเซลล์เนื้อร้ายได้ อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตจากโรคมะเร็งตับอ่อนอีกด้วย
แต่สาร FBL-03G ฟลาโวนอยด์ที่ได้มาจากกัญชากลับเป็นสารประกอบแค่ 0.14% ในกัญชา นั่นแปลว่านักวิทยาศาสตร์จะต้องใช้ทั้งฟาร์มเพื่อปลูกและสกัดเพื่อให้ได้ปริมาณที่เพียงพอ แต่สิ่งนี้ได้เปลี่ยนไปได้เพราะนักวิทยาศาสตร์พบวิธีพันธุวิศวกรรมเพื่อตัดแต่งพันธุกรรมของฟลาโวนอยด์ตัวเฉพาะนี้เพื่อให้ได้ในปริมาณที่พอจะนำไปใช้ศึกษาประโยชน์ของมัน
นอกจาก FBL-03G จะสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งตับอ่อนได้แล้ว มันก็สามารถต่อต้านเซลล์มะเร็งอื่นๆ ได้อีกด้วย มันยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งในส่วนอื่นๆ ของร่างกายซึ่งเป็นสัญญาณของการแพร่กระจายเซลล์มะเร็ง หากการทดลองนี้สำเร็จในด้านการทดลองทางคลินิก เราจะมีวิธีการรักษาที่มีผลกระทบต่อชีวิตผู้คนอย่างมาก ณ ตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ดกำลังพยายามทำการทดลองก่อนการทดลองทางคลินิก (pre-clinic) ซึ่งน่าจะเสร็จช่วงปลายปี 2020
อ้างอิง: https://ca.news.yahoo.com/study-on-cannabis-chemical-as-a-treatment-for-pancreatic-cancer-may-have-major-impact-harvard-researcher-says-165116708.html
21/08/2019
กัญชา&โรคอ้วน
นักวิจัยเตรียมพร้อมศึกษา..กัญชามีผลต่อโรคอ้วนอย่างไร
นักวิจัยเตรียมพร้อมศึกษา..กัญชามีผลต่อโรคอ้วนอย่างไร
"Exclusive"
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาไทยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 โดย Cannhealth
เขียน/แปล: วันดี กุศลธรรมรัตน์/ Wandee K.
เรียบเรียง : อภินันท์ อุ่นทินกร: /Apinan Untinkorn
การศึกษาใหม่ของนักวิทยาศาสตร์จาก UC Riverside (เป็น 1ใน 10 วิทยาเขตของ University of California) โดยจะตรวจสอบการเชื่อมโยงระหว่างระบบเอนโดแคนนาบินอยด์ (endocannabinoid system) ในร่างกายและการรับประทานที่มากเกินไป (overeating)
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียริเวอร์ไซด์ได้รับอนุมัติทุนสนับสนุนจำนวน 1.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 52 ล้านบาท) เพื่อศึกษาโมเลกุลที่เหมือนกัญชาในร่างกาย ที่จะช่วยควบคุมพฤติกรรมการกินอาหาร (feeding behaviors) โดยทีมนักวิจัยหวังว่าจะได้พบกับส่วนประกอบเฉพาะในอาหารตะวันตกหรืออเมริกันแบบมาตรฐาน ซึ่งประกอบไปด้วยน้ำตาลและไขมันในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อสัญญาณในสมอง อีกทั้งทางเดินอาหารและโรคอ้วนที่เกิดจากอาหาร
Nicholas DiPatrizio ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านชีวการแพทย์ (biomedical sciences) เป็นผู้นำการศึกษานี้
“งานของเราจะทำในรูปแบบของหนูทดลอง โดยสนับสนุนการค้นพบและพัฒนากลยุทธ์การรักษาแบบใหม่เพื่อการรักษาโรคอ้วนและความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารที่เกี่ยวข้องอย่างปลอดภัย” DiPatrizio ได้กล่าวไว้ในข่าวแจกประชาสัมพันธ์ (press release) โดยอุปสรรคสำคัญในปัจจุบันต่อการรักษาโรคอ้วนที่มีประสิทธิภาพคือ การขาดทางเลือกทางการรักษาที่เชื่อถือได้
เอนโดแคนนาบินอยด์ (Endocannabinoids) เป็นโมเลกุลเหมือนกัญชาที่ผลิตโดยธรรมชาติเพื่อช่วยในการควบคุมกระบวนการทางสรีรวิทยาที่หลากหลาย ด้วยวิธีการศึกษาอื่นๆ เกี่ยวกับหนู DiPatrizio และทีมของเขาพบว่าระบบเอนโดแคนนาบินอยด์ (endocannabinoid (ECS) ในลำไส้มีบทบาทสำคัญในเส้นทางการส่งสัญญาณระหว่างสมองและลำไส้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรู้สึกอิ่มมาก หรืออิ่มธรรมดา ด้วยการให้อาหารที่ทำให้หนูกลายเป็นโรคอ้วน ระบบเอนโดแคนนาบินอยด์จะเกิดข้อบกพร่อง
DiPatrizio กล่าวว่า “เราคิดว่าระบบเอนโดแคนนาบินอยด์ (endocannabinoid) จะได้รับการปรับรูปแบบใหม่หลังจากได้รับสารอาหารพลังงานสูง และมีส่วนช่วยในการรับประทานมากเกินไปในโรคอ้วนที่เกิดจากอาหาร โดยผลลัพธ์เบื้องต้นของเรารองรับสมมติฐานนี้”
สมมติฐานของ DiPatrizio สอดคล้องกับการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบของระบบเอนโดนแคนนาบินอยด์ ( ECS) ที่มีต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 นักวิจัยการศึกษานี้พบหลักฐานว่าการบริโภคพลังงานที่ไม่สมดุลก่อให้เกิดการตอบสนองในระบบเอนโดแคนนาบินอยด์ (ECS) ซึ่งทำให้มันกลายเป็นใช้งานมากเกินไป การตอบสนองนี้อาจมีส่วนทำให้เกิดการสะสมไขมันและในที่สุดอาจนำไปสู่โรคอ้วน
การศึกษาซึ่งกำลังเกิดขึ้นจะได้รับทุนผ่านสถาบันโรคเบาหวานและทางเดินอาหารแห่งชาติกับสถาบันสุขภาพโรคไตแห่งชาติ และเมื่อเดือนที่ผ่านมาทาง DiPatrizio ได้รับทุน 744,000 เหรียญสหรัฐฯ (ราว 22 ล้านบาท) จากโครงการวิจัยโรคที่เกี่ยวข้องกับยาสูบเพื่อตรวจสอบผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับกัญชาในระยะยาวต่อโรคทางเมตาบอลิก เช่นโรคเบาหวานชนิดที่ 2
การใช้กัญชากับโรคอ้วน, โรคเบาหวาน
จากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้เปิดเผยความเชื่อมโยงระหว่างการใช้กัญชากับอัตราโรคอ้วนที่ลดลง จากการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติด้านระบาดวิทยา (the International Journal of Epidemiology) แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้กัญชามีแนวโน้มที่จะเพิ่มน้ำหนักน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้
โดยการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเวชศาสตร์กายจิต (Psychosomatic Medicine) ชี้ให้เห็นว่าผู้ชายที่ใช้กัญชามีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ต่ำกว่าผู้ชายที่ไม่ได้ใช้กัญชา ซึ่งค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ที่ลดลงหรือการวัดไขมันในร่างกายมีความสัมพันธ์กับอัตราความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจที่ลดลง
ในปี 2017 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยด้านวิทยาศาสตร์และสุขภาพของออริกอน (Oregon’s Health and Science University) ตีพิมพ์ผลการศึกษาที่พบว่าการใช้กัญชาเป็นประจำมีส่วนเกี่ยวข้องกับกับเปอร์เซ็นต์การลดไขมันในร่างกาย ซึ่งจากการศึกษาพบว่าผู้ที่บริโภคกัญชามากกว่า 5 ครั้งต่อเดือนมีอัตราไขมันในร่างกายโดยเฉลี่ยต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ได้ใช้กัญชา
การค้นพบก่อนหน้านี้ชี้แนะให้เห็นว่าอิทธิพลของกัญชาในระบบเอนโดแคนนาบินอยด์ (ECS) อาจส่งผลต่อความสมดุลของพลังงาน และมีบทบาทเกี่ยวกับการรักษาที่มีศักยภาพในโรคอ้วน
ที่มา: MEDICAL MA*****NA, INC. NEWS / July 19, 2019 By: E.I. Hillin
https://news.medicalmarijuanainc.com/researchers-prep-for-study-on-how-cannabis-like-molecules-may-influence-obesity/
เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
'กัญชาสมุนไพร…ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของฉัน' Olivia Newton-John
Aug 09, 2019
การศึกษาค้นพบ...การใช้กัญชาของเยาวชนไม่เชื่อมโยงกับโครงสร้างสมองของผู้ใหญ่
Aug 09, 2019
พยาบาลกัญชาสหรัฐฯ กับคำแนะนำช่วยเหลือเพื่อผู้ป่วย
Aug 16, 2019
ติดต่อเรา :
สถาบันแคนน์เฮลธ์
168/74 ถนนนาคนิวาส แขวงลาดพร้าว
เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร
10230
CANNHEALTH INSTITUTE
168/74 Nakniwas Road,
Ladprao, Bangkok 10230
THAILAND
www.cannhealth.org
: [email protected]
LINE it!
MENU
Home
About
Contacts
(C) All rights reserved. CANNHEALTH INSTITUTE
ผู้เข้าชมทั้งหมด284,720
24/07/2019
กัญชา กัญชง คือ ยาแก้อักเสบเซลล์สมองที่ทรงอานุภาพ
การอักเสบเรื้อรัง ที่ร่างกายไม่สามารถหยุดยั้งได้ นำไปสู่โรคต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะโรคเพียงเล็กน้อย เช่น โรคหอบหืด จนไปถึงโรคมะเร็งในสมอง เป็นต้น
โดยการอักเสบอาจเกิดจากการกระตุ้นของปัจจัยภายนอก หรือ ปัจจัยภายในก็ได้ ซึ่งก็นำไปสู่การเกิดโรคต่างๆขึ้นมาได้หมด
โดยเฉพาะกระบวนการอักเสบเรื้อรัง ที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตนเอง ที่หันมาเล่นงาน เซลล์ปกติ ทั้งๆที่มันควรจะปกป้องและดูแล
โรคภูมิคุ้มกันที่หันมาเล่นงานเซลล์ตัวเอง มีหลากหลายอาการเจ็บป่วยมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ โรคปลอกประสาทเสื่อม หรือ ที่เรียกว่า Multiple Sclerosis หรือ เรียกย่อๆว่า MS
ซึ่งเป็นโรคที่มีการอักเสบของปลอกประสาท ของระบบประสาทส่วนกลาง ระบบไขสันหลัง และ เส้นประสาทตา ทำให้เกิดความผิดปกติต่างๆเกิดขึ้นตามมา
ปัจจุบันเราค้นพบ การทำงานของระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ที่ทำงานควบคุมและเกี่ยวข้องกับการที่ร่างกายจะเกิดการอักเสบเกิดขึ้นในระบบประสาทดังกล่าว
ซึ่งพบว่า สารเอ็นโดแคนนาบินอยด์ สามารถจัดการการอักเสบผ่านตัวรับหรือกลไกต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตามภาพประกอบ เราจะเห็นตัวรับของกัญชา กัญชง กระจายอยู่ทั่วบริเวณเซลล์ประสาท
รูปที่เหมือนขดลวดพาดไปมา นั่นละ คือตัวรับของกัญชา เช่น ตัวรับ CB1 CB2 GPR55 และ TRPV1 รวมทั้ง PPAR
ซึ่งตัวรับทั้งหมดนี้ล้วนทำให้กระบวนการอักเสบ ที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกัน ไม่สามารถเข้าโจมตีเซลล์ระบบประสาทส่วนกลางได้ จึงช่วยชะลอ ป้องกัน และรักษา โรค MS ได้
และสารไฟโตแคนนาบินอยด์ จากกัญชา หรือ กัญชง จึงมีความเหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ร่วมกับการรักษาในปัจจุบัน
เพราะยาเคมีก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหา หรือ รักษาโรคนี้ได้อย่างมีประสทธิภาพ
นอกจากนี้ โรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ซึ่งจะว่าไป ก็เกือบทุกโรคที่มีกระบวนการอักเสบเข้ามาเกี่ยวข้อง ล้วนจะได้ประโยชน์จากสารไฟโตแคนนาบินอยด์จากกัญชา หรือ กัญชง ถ้าใช้ประโยชน์เป็นและเข้าใจแบบจริงๆ
กัญชา กัญชง จึงเป็นยาบำรุงสมองได้อย่างดี ถ้ามีคนใช้พวกมันเป็นอย่างเหมาะสม
อ้างอิงบางส่วนจาก
Endocannabinoids control spasticity in a multiple sclerosis model. FASEB J. 15,
300–305
Cannabinoid signaling and neuroinflammatory diseases: a melting pot for the regulation of brain immune responses. J. Neuroimmune Pharmacol. 10, 268–280
Cannabinoids inhibit neurodegeneration in models of multiple sclerosis. Brain 126, 2191–2202.
More Science Less Marketing
ภก.พงษ์ศักดิ์ สง่าศรี
24/07/2019
#กัญชากับโรคเกาต์
สารสกัดกัญชา CBD ช่วยรักษาโรคเกาต์
ด้วย 5 สุดยอดสายพันธุ์กัญชา
โดย ดร.สุชาติ มั่นคงพิทักษ์กุล
โรคเกาต์ (Gout) เป็นโรคปวดข้อเรื้อรังชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยโรคหนึ่ง (พบได้ประมาณ 2-4 คน ใน 1,000 คน) จัดเป็นโรคของผู้ใหญ่ในวัยตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยอายุ 40-60 ปี จะพบโรคนี้ได้ประมาณ 2% และอายุ 60 ปีขึ้นไป จะพบได้ประมาณ 4% สังเกตได้ว่ายิ่งอายุมากขึ้นโอกาสที่จะเป็นโรคนี้ก็มากขึ้นตามไปด้วย มักพบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 9-10 เท่า ส่วนในผู้หญิงจะพบได้น้อย หรือถ้าพบก็มักจะเป็นผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว (มักเริ่มเป็นเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป) โดยทั่วไปมักเกิดกับข้อเพียงข้อเดียว ในบางครั้งอาจเกิดกับหลายข้อได้พร้อม ๆ กันก็ได้ แต่ข้อที่พบได้บ่อยมากที่สุดคือ นิ้วหัวแม่เท้า
สาเหตุของโรคเกาต์ โรคเกาต์เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายมีกรดยูริกในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจนเกิดการตกผลึกของยูเรตตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น ข้อ (ทำให้เกิดข้ออักเสบ) ไต (ทำให้เกิดนิ่วในไตและไตวาย) ส่วนสาเหตุที่ทำให้กรดยูริกในเลือดสูงก็เนื่องมาจาก ร่างกายสร้างกรดยูริกมากกว่าปริมาณที่ขับออก (นอกจากกรดยูริกในเลือดสูงจะเป็นผลมาจากการที่ร่างกายขาดยีนในการสลายกรดยูริกแล้ว
ยังพบว่าอาจเป็นผลมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป โดยเฉพาะอาหารที่มีสารพิวรีนสูง และจากขบวนการสลายสารพิวรีนในร่างกาย โดยการสลายโปรตีนและได้สารพิวรีนออกมา ซึ่งกรดยูริกในร่างกายส่วนใหญ่จะเกิดจากกระบวนการนี้) หรือเกิดจากการที่ร่างกายสร้างกรดยูริกเป็นปกติแต่ปริมาณที่ขับออกจากร่างกายมีน้อยกว่า (กรดยูริกที่สร้างขึ้นจะมีการขับออกจากร่างกายได้ 2 ทางหลัก คือ ขับออกทางระบบทางเดินอาหาร ซึ่งจะขับออกได้ประมาณ 1 ใน 3 และส่วนที่เหลือจะขับออกทางไตได้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณกรดยูริกที่ร่างกายสร้างได้ในแต่ละวัน ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณ 90% จะมีความผิดปกติในการขับกรดยูริกออกทางไต)
ปี 2008 จากการศึกษาในหนูที่เป็นโรค Rheumatoid Arthritis (RA) แสดงให้เห็นว่า เมื่อหนูได้รับสารแคนนาบินอยด์ CBD ทำให้ลดการอักเสบไปได้ถึง 50% นอกจากนี้มีการศึกษาถึงการประมินสารสกัดกัญชาที่ไปช่วยเรื่องข้อต่ออักเสบ ความปวด มีประสิทธิผลได้แค่ไหนในคน นักวิจัยได้ค้นพบว่าสารแคนนาบินอยด์สามารถช่วยควบคุมความปวดโดยการส่งสัญญาณไปที่สมองจากข้อต่อที่อักเสบและปวดได้อย่างมีประสิทธิผล
จากการศึกษา ของ โรงพยาบาล Royal National Hospital เกี่ยวกับโรครูมาตอยด์ ( Rheumatic Diseases study ) โดยใช้กัญชารักษา ช่วยทำให้เพิ่มคุณภาพในการหลับ การเคลื่อนไหว ได้เป็นอย่างดี ทำให้ลดการปวดเมื่อพักอยู่กับที่ (Pain at rest )
สายพันธุ์กัญชาที่มีสารสกัด CBD สูง ๆ มีประโยชน์ในการรักษาอาการปวดและอักเสบจากโรคเกาต์ เนื่องจาก CBD ไปช่วยลดจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ในร่างกาย เม็ดเลือดขาวเป็นสาเหตุของการนำไปสู่การอักเสบ
สายพันธุ์กัญชา 5 สายพันธุ์ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคเกาต์ มีสายพันธุ์ดังนี้
1. สายพันธ์กัญชา Girl Scout Cookies (Indica-dominant) เป็นสายพันธุ์ที่ช่วยรักษาอาการปวด เพิ่มศักยภาพในการบำบัดบรรเทาอาการปวดได้ทั่วทั้งร่างกาย
2. สายพันธุ์กัญชา ACDC (Sativa-dominant): เป็นสายพันธุ์ที่ให้สาร CBD สูง และ THC ต่ำ ๆ ทำให้ผู้ป่วยได้ลดอาการปวดได้ดี โดยไม่มึนเมา
3. สายพันธุ์กัญชา Cannatonic (Hybrid) ช่วยรักษาการอักเสบและอาการปวดได้ดีมาก มี THC ต่ำ ๆ แต่ CBD สูง
4. สายพันธุ์กัญชา Canna Tsu (Hybrid) เป็นสายพันธุ์ที่ให้สาร CBD สูง และ THC ต่ำ ๆ เช่นกัน ทำให้หายกังวลไปเลยกับความปวดที่เกิดจากโรคเกาต์
5. สายพันธุ์กัญชา Harlequin (Sativa-dominant) เป็นสายพันธุ์ที่พอจะหลีกเลี่ยง กับ High ได้บ้างทำงานได้ทั้งวัน สายพันธุ์กัญชาชนิดนี้มีสัดส่วน 5:2 CBD:THC ช่วยในการรักษาข้อปวดได้อย่างยอดเยี่ยม
ดร.สุชาติ มั่นคงพิทักษ์กุล
ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยกัญชาทางการแพทย์ หาดใหญ่
เอกสารอ้างอิง
1. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โรคเกาต์ (Gout)”. (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). หน้า 823-826.
2. ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. “โรคเกาต์”. (ผศ.นพ.สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : www.si.mahidol.ac.th. [22มี.ค. 2016].
3. https://www.rheumatology.org/…/Pat…/Diseases-Conditions/Gout
4. https://www.arthritis.org/about-arthrit…/…/gout/symptoms.php
5. https://www.mayoclinic.org/…/prob…/side-effects/drg-20065625
6. https://academic.oup.com/rheumatology/article/…/1/50/1788693
16/07/2019
สรรพคุณของกัญชา
1.ตำรายาไทยจะใช้เมล็ดกินเป็นยาชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร แต่ถ้ากินมากจะมีอาการหวาดกลัวและหมดสติ
2.ยอดอ่อนเมื่อนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ จะได้สารที่เรียกว่า "ทิงเจอร์แคนเนบิสอินดิคา" ซึ่งเป็นน้ำยาสีเขียว เมื่อกินเข้าไปประมาณ 5-15 หยด จะมีสรรพคุณเป็นยาช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เป็นยาสงบเส้นประสาท ทำให้นอนหลับ เคลิ้มฝัน แก้โรคสมองพิการ เป็นยาระงับปวด และเป็นยาแก้อักเสบ
3.ดอกใช้เป็นยาแก้โรคเส้นประสาท เช่น นอนไม่หลับ คิดมาก หรือใช้กับผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร โดยนำมาปรุงเป็นอาหารให้กิน
4.ใบใช้เป็นยาแก้ไข้ผอมเหลือง ไม่มีกำลัง ตัวสั่น เสียงสั่น
5.ใบกัญชา ใช้เป็นยารักษาโรคหอบหืด ช่วยขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม ด้วยการนำใบสดมาหั่นให้เป็นฝอย แล้วเอาไปตากแห้ง จากนั้นจึงนำมาสูบเป็นยารักษาโรค
6.ใช้ดอกผสมกับยาฉุนพญามือเหล็ก นำมาหั่นแล้วสูบเป็นยาช่วยกัดเสมหะในลำคอ
7.เมล็ดใช้เป็นยาแก้กระหายน้ำ
8.น้ำยาสีเขียวที่สกัดได้จากยอดอ่อนด้วยแอลกอฮอล์ มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคบิด แก้ปวดท้อง และโรคท้องร่วง ส่วนเมล็ดก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้บิดเช่นเดียวกับยอด
9.เมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาแก้ท้องผูก ใช้เป็นยาแก้ท้องผูกในคนสูงอายุได้ดี ด้วยการใช้เมล็ดซึ่งมีน้ำมัน 30% ให้ใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา
10.ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เมล็ดกัญชาจำนวน 3 เมล็ด นำมาผสมกับพริกไทย 3 ผล บดให้เป็นผง ใช้ผสมกับน้ำกินทุกคืนเป็นยาคุมกำเนิดสำหรับสตรี
11.ช่วยแก้ประจำเดือนไม่ปกติของสตรี
12.ทั้งต้นใช้ภายนอกเป็นยาแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน
13.ใช้เป็นยาแก้กล้ามเนื้อกระตุก
14.ช่วยลดอาการเจ็บปวดจากโรคไขข้ออักเสบ
15.นอกจากสรรพคุณที่กล่าว ในทางการแพทย์ยังใช้ประโยชน์จากกัญชาในการรักษาโรคและบรรเทาอาการอย่างหลากหลาย เช่น ใช้แก้ปวดหัวไมเกรน แก้อาการสั่นเพ้อ แก้อาการไอ อ่อนล้า ปวดประจำเดือนของสตรี โรคข้อ หรือกระทั่งโรคมะเร็งบางชนิด
ขนาดและวิธีใช้ : ใช้ต้มรับประทาน โดยต้นแห้งให้ใช้ครั้งละ 10-20 กรัม หรือใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา ส่วนเมล็ดให้ใช้ครั้งละ 10-15 กรัม
ข้อควรระวัง : ในกรณีที่รับประทานมากเกินไป จะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน มีอาการชัก ตาลาย หรือกลายเป็นเสพติด ในผู้ชายหากรับประทานมากเกินไปจะทำให้น้ำกามเคลื่อน ส่วนสตรีที่รับประทานมากเกินไปจะทำให้เกิดอาการตกขาว
15/07/2019
ต้นกัญชาที่ดี เริ่มต้นจากรากที่แข็งแรง
ถ้าน้ำคือส่วนสำคัญที่ช่วยให้ต้นกัญชาแข็งแรง ระบบรากที่แข็งแรงก็คงเป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะรากคืออวัยวะที่ใช้รับน้ำและสารอาหาร รวมถึงออกซิเจน สำหรับขึ้นไปหล่อเลี้ยงต้นกัญชาให้สามารถสังเคราะห์แสง และเติบโตต่อไป
กระบวนการสังเคราะห์แสงนี้เอง จะทำให้ต้นพืชผลิตน้ำตาลที่เป็นพลังงานสำคัญ เนื่องจากต้นพืชต้องการพลังงานในการหยิบใช้สารอาหารเพื่อไปหล่อเลี้ยงครบทุกส่วน
ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับต้นกัญชาตั้งแต่ยังมีอายุน้อย เพื่อให้รากแข็งแรงตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว
แล้วอะไรบ้าง ที่จำเป็นต่อรากและกระบวนการสังเคราะห์แสง
1. ออกซิเจน
- การไหลเวียนของออกซิเจน ช่วยให้รากมีสุขภาพดี
- และออกซิเจน ยังเป็นตัวช่วยผลิตพลังงานของต้นพืชอีกด้วย
- ดังนั้น เราจึงรดน้ำ เมื่อดินกลับมาแห้งอีกครั้ง
- เพราะดินจะดูดซึมเอาออกซิเจนจากช่องว่างของดินเข้าไปด้วย
- ใช้กระถางที่มีรูระบาย เพื่อให้ออกซิเจนซึมเข้าดินได้ง่าย
- วัสดุอย่าง เพอร์ไลท์ เวอร์มิคูไลท์และพีทมอสเป็นตัวช่วยที่ดี
- เพราะเป็นตัวที่ทำให้ดินฟูและมีพื้นที่สำหรับออกซิเจนมากขึ้น
- หากปลูก Outdoorก็ควรหมั่นพรวนดิน ไม่ให้ดินบีบอัดเกินไป
- และในระบบ Hydroponic แค่เพียงให้รากจมอยู่ในน้ำเสมอ
- พร้อมใช้เครื่องวัดออกซิเจนร่วมด้วย เพื่อความแน่ใจ
2. อุณหภูมิ
- ระบบรากจะเริ่มทำงานในช่วงกลางคืน ที่อุณหภูมิ 24 องศา
- ซึ่งหากใครปลูกแบบ Indoor เราก็สามารถควบคุมได้ไม่ยาก
- แต่หากปลูกแบบ Outdoor เราแนะนำให้ใช้พืชคลุมดินช่วย
- เพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิและหน้าดิน
- แต่การใช้พืชคลุมดินนั้น ไม่ควรมีรัศมีเกิน 6 นิ้วจากต้นพืช
- เพราะความชื้นที่มากเกินไป ก็อาจทำให้รากเน่าได้เหมือนกัน
3. ปริมาณน้ำที่เหมาะสม
- น้ำคือสิ่งที่ต้นพืชต้องการอย่างมาก
- เทคนิคการรดน้ำให้พอดีกับขนาดของต้นพืชอย่างหนึ่ง
- คือรดน้ำให้มีรัศมีความกว้างเท่ากับก้านที่ยื่นออกมาจากต้น
- ถึงจะต้องการน้ำมาก แต่ถ้าให้มากเกินไป รากก็เน่าก็เน่าได้
- ย้อนกลับไปที่ข้อแรกอีกครั้ง หน้าดินต้องกลับมาแห้งก่อนรดน้ำ
- วิธีการตรวจสอบหน้าดินว่าแห้งหรือไม่ ให้ลองใช้นิ้วจุ่มดิน
- ใช้นิ้วจุ่มลงไปลึก 2-3 นิ้ว ถ้าดินแห้งถึงจุดนั้น ก็รดได้เลย
4. พื้นที่ในภาชนะ
- รากต้องการพื้นที่ในการเติบโต และเข้าถึงสารอาหาร
- ดังนั้นควรปรับใช้ภาชนะให้เหมาะสม จนถึงช่วงเก็บเกี่ยว
- วิธีการสังเกต หากต้นพืชอาจกำลังอึดอัดกับภาชนะ
- หากรากโผล่ออกมาที่รูกระถาง นั่นแหละถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว
- ควรตรวจสอบให้มั่นใจในช่วงการทำใบช่วงสุดท้าย
- ว่าภาชนะนั้นจะเพียงพอต่อต้นพืชไปจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว
- เพราะในช่วงออกดอก ต้นพืชไม่ควรถูกเปลี่ยนภาชนะแล้ว
หากใครกำลังเริ่มต้นปลูก หันกลับมาตรวจสอบการดูแลดินและรากตอนนี้ก็ยังไม่สายนะครับ เพื่อต้นที่แข็งแรงและดอกที่สวยงามครับ
13/07/2019
เมื่อกัญชาทำให้จำนวนอสุจิ..
เพิ่มมากถึง 63 ล้านตัวต่อCC
เมื่อก่อนเราจะเคยได้ยินว่า กัญชาทำให้ตัวอสุจิลดน้อยลงและอ่อนแอ ทำให้มีลูกยาก แต่ปัจจุบันข้อมูลที่เรารับรู้มานั้น ถูกหักล้างด้วยข้อมูลการศึกษาวิจัยใหม่ๆ เช่น
ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด มหาวิทยาลัยการแพทย์ชั้นนำของโลก ได้ทำการศึกษาวิจัยในคนที่สูบกัญชา เก็บข้อมูลนานกว่า 17 ปี และพึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ที่ชื่อว่า Human Reproduction ชื่อการศึกษา Ma*****na smoking and markers of testicular function among men from a fertility centre
เมื่อเดือนมกราคม 2019 ที่ผ่านมา พบว่า คนที่สูบกัญชาเป็นประจำ มีจำนวนอสุจิเพิ่มขึ้น มากกว่า คนที่ไม่ได้สูบ กล่าวคือ คนสูบมีจำนวนอสุจิ มากกว่า 63 ล้านตัวต่อซีซี ในขณะที่คนไม่ได้สูบมีจำนวนอสุจิอยู่แค่ในระดับ 48 ล้านตัวต่อซีซี ปกติผู้ชายจะหลั่งอสุจิต่อครั้ง ประมาณ 3-5 ซีซี และปริมาณตัวอสุจิมาตรฐาน คือ จำนวน 15 ล้านตัวต่อซีซีเท่านั้น ซึ่งในการวิจัยและรายงานการศึกษาอื่นๆ อธิบายเชื่อมถึงกลไกที่กัญชาไปออกฤทธิ์ต่อระบบเอ็นโดแคนนาบินอยด์ที่อยู่ในอัณฑะผู้ชาย และยังเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นตัวรับของกัญชา ในการสร้างหรือเพิ่มจำนวนฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญของผู้ชาย ในอนาคต กัญชาน่าจะถูกนำมาใช้ในการแก้ปัญหาชายไทยที่มีปัญหามีลูกยาก เพราะจำนวนอสุจิมีจำนวนน้อย และใช้ในการแก้ไขปัญหาผู้ชายที่เข้าสู่อายุที่มากขึ้น เหมือนกับผู้หญิงที่มีปัญหา เมื่อเข้าสู่วัยทอง นั่นเอง ฉะนั้น ตามรายงานและการศึกษาใหม่ๆที่ทยอยออกมา กัญชาจึงไม่ได้ทำให้จำนวนอสุจิน้อยลง หรือ อ่อนแอ แบบที่เข้าใจผิดๆมาตลอด ปล. การสูบกัญชายังมีรายงานวิจัยว่า ทำให้คุณภาพการมีเพศสัมพันธ์ุดีขึ้นด้วยนะครับ
11/07/2019
🎯🧙♀️กัญชาอาจช่วยปรับปรุงความจำในลูกไข้โรคอัลไซเมอร์โดยการกำจัดโปรตีนที่อุดตันออกจากสมอง🔮
🎯🧙♀️สารประกอบที่พบในกัญชาสามารถช่วยรักษาโรค Alzhemer ได้.
สารเหล่านี้จะกำจัดพิษจากโปรตีนในสมอง ซึ่งนักวิจัยพบว่าสาร tetrahydrocannabinol หรือ (THC) เป็นสารประกอบหลักในกัญชาสามารถกำจัดคราบจุลินทรีย์โปรตีนเอมิรอยด์ เบต้าที่เป็นพิษในสมองได้.
โปรตีนที่เป็นพิษเหล่านี้ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ และทำให้โรคดำเนินมากขึ้น เพื่อที่จะทดสอบ นักวิจัยได้ทดลองใช้ THC ขยายเซลล์ประสาทของมนุษย์ในห้องปฏิบัติการ และให้พวกเขาสะสมคราบโปรตีน
เมื่อเซลล์ประสาทที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้อยู่ภายใต้ปริมาณ THC ซึ่งได้นำไปสู่การลดระดับโปรตีน amyloid เบต้า ลดการตอบสนองต่อการอักเสบในเซลล์สมองที่เกิดจากโปรตีนชนิดนี้
ซึ่งช่วยให้เซลล์ประสาทสามารถอยู่รอดและป้องกันการตายของเซลล์ เซลล์ประสาทในสมองของเรามีตัวรับพิเศษ ที่เปิดใช้งานโดยโมเลกุลไขมันที่เรียกว่า endocannabinoid 🧙♀️
โมเลกุลเหล่านี้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยสร้างขึ้นจากเซลล์ประสาทของเรา และการศึกษาก่อนหน้านี้ได้แสดงให้เห็นว่าโมเลกุล endocannabinoid มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำจัดการสะสมโปรตีนที่เป็นพิษและการอักเสบ
สารสกัด THCพบในกัญชา คล้ายกับ endocannabinoids ที่ผลิตตามธรรมชาติ และกระตุ้นการทำงานของผู้รับตัวเดียวกันในสมอง ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของ neuroprotective ต่อต้านอาการ Alzhemer's
🧙♀️นักวิจัยได้ทดสอบ THC กับเซลล์ประสาทของมนุษย์ในห้องปฏิบัติการเท่านั้น
ในขั้นตอนการวิจัยนั้น นักวิจัยจะสังเกตความสัมพันธ์ระหว่าง THC และการลดอาการอักเสบและคราบโปรตีน amyloid, ในทางคลินิก โปรตีน Amyloid beta รวมกันจากแผ่นในสมอง และเมื่อแผ่นเหล่านี้สะสมรวมตัวกันมากขึ้น สามารถที่จะทำลายการส่งข้อความของเซลล์ประสาท และทำให้เกิดหลายๆอาการที่เกี่ยวข้องกับโรค Alzhemer.
การที่มีโปรตีน amyloid เบต้าในจำนวนที่สูงยังกระตุ้นให้เกิดการอักเสบภายในสมอง ทำให้อัตราการตายของเซลล์ประสาทสูงขึ้น และการอักเสบทำให้เซลล์ประสาทสื่อสารกับคนอื่นได้ยากขึ้นด้วย
สิ่งนี้นี่เองที่ก่อให้เกิดความเสียหายในสมอง นำไปสู่โรค Alzhemer ซึ่งมีความสัมพันธุ์กับที่สมองโดนทำลายนั่นเอง
11/07/2019
รัฐบาลสหรัฐยืนยัน "กัญชารักษามะเร็ง"
ในที่สุดรัฐบาลสหรัฐก็ออกมายอมรับว่ากัญชานั้นสามารถ ฆ่าเซลล์มะเร็งได้ หลังจากที่ปฎิเสธมานานว่ากัญชานั้นไม่มีคุณสมบัติทางยา
งานวิจัยของ National Institute on Drug Abuse (NIDA) สถาบันยาเสพติดแห่งชาติของอเมริกา ซึ่งได้รับการสนับสนุนงานวิจัยจากรัฐบาลกลางสหรัฐ เปิดเผยการทดลองใช้สารสกัดจากกัญชาในสัตว์ว่าสามารถ ฆ่าเซลล์มะเร็ง และลดขนาดของเนื้องอกได้
ผลจากการทดลองใช้น้ำมันกัญชาในหนูพบว่า สาร Cannabinoids ในกัญชา เช่น THC และ CBD สามารถฆ่าเซลล์มะเร็ง ช่วยลดขนาดของเนื้องอกในสมองชนิดรุนแรง และยังช่วยเพิ่มอานุภาพในการฆ่าเซลล์มะเร็ง รวมถึงการลดผลข้างเคียงของการให้คีโม และการฉายแสงที่เป็นการรักษาในปัจจุบันอีกด้วย
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งในวงการ แต่ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเท่าใหร่เพราะงานวิจัยว่ากัญชาสามารถรักษามะเร็ง ที่มาจากหลายสถาบันทางการศึกษาและการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ มีมานานนับ 10 ปีแล้ว เพียงแค่ไม่ได้รับการรับรองจากสถาบันที่เกี่ยวข้างกับยาเสพติดหลักเช่น NIDA หรือ FDA(อย.) เท่านั้น
งานนี้ผมเชื่อว่าเป็นการลดความกดดันของรัฐบาลเองด้วย เพราะล่าสุดรัฐบาลสหรัฐพึ่งถูกแฉโดยสารคดีของ CNN ว่าไปแอบจดสิทธิบัตรตั่งแต่ปี 1999 ว่าด้วยกัญชาสามารถรักษาโรคได้ ในขณะที่ตัวเองปฎิเสธมาตลอดว่ากัญชาไม่มีคุณสมบัติทางยา
ยิ่งมองผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลในธุรกิจมะเร็งทั่วโลก ที่มีสูงถึง $1,500,000,000,000 (ไปคิดเป็นเงินไทยเองนะครับ) ยิ่งทำให้อดสงสัยไม่ได้ครับว่าเบื้องลึกเบื้องหลังเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่
ข้อมูล
ข่าว: http://www.newseveryday.com/…/marijuana-fight-both-cancer-b…
สิทธิบัตร US ว่าด้วยกัญชารักษาโรค: http://www.google.com/patents/US6630507
#กัญชาชน
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok