HD Clinic

HD Clinic

แชร์

ตาสองชั้น เสริมจมูก เสริมคาง แก้ไขหูกาง เสริมหน้าอก ดูดไขมัน ตัดหน้าท้อง โดยหมอฮัด ศัลยแพทย์ตกแต่ง Cosmetics and Beauty Surgery

01/06/2026

เพดานโหว่ (Cleft Palate) คือความผิดปกติแต่กำเนิดที่ทำให้เกิดช่องเชื่อมระหว่างช่องปากและช่องจมูก พบประมาณ 1 ใน 700 ของเด็กแรกเกิด ส่งผลต่อการกินอาหาร การพูด การได้ยิน และพัฒนาการทางสังคม

การรักษาหลักคือการผ่าตัดเย็บปิดเพดาน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการคืนคุณภาพชีวิตให้กับเด็ก

แต่...

[ความจริงที่หลายคนยังไม่รู้]

การผ่าตัดสำเร็จในห้องผ่าตัด = แค่ 50% ของความสำเร็จ
การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด = อีก 50% ที่หลายคนมองข้าม

--- ทำไมการดูแลหลังผ่าตัดถึงสำคัญ? ---

แผลในเพดานปากไม่ใช่แผลธรรมดา

- ต้องสัมผัสกับอาหารและน้ำลายตลอดเวลา
- มีการเคลื่อนไหวของลิ้น เพดานแข็ง เพดานอ้อน และกล้ามเนื้อเกี่ยวการกลืน
- มีแรงดันจากการพูด การไอ การจาม และการกลืน

ถ้าดูแลไม่ดี ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นคือ

- แผลแยก (Wound dehiscence)
- รูทะลุระหว่างปากกับจมูก (Oronasal fistula)
- อาจต้องผ่าตัดซ้ำ

--- ความท้าทายเฉพาะตัวของเด็ก 5-12 ปี ---

กลุ่มอายุนี้คือกลุ่มที่ "ยาก" ที่สุดในการดูแลหลังผ่าตัด เพราะ

1. เด็กมีความเป็นตัวของตัวเอง ยากต่อการควบคุมเหมือนทารก
2. เริ่มเข้าสังคม อยากกินขนม อยากเล่นเหมือนเพื่อน
3. รับประทานอาหารแข็งและหลากหลายเป็นปกติแล้ว การเปลี่ยนเป็นอาหารอ่อน 6 สัปดาห์เป็นเรื่องท้าทาย
4. แอบกินของต้องห้ามได้ง่าย โดยที่พ่อแม่ไม่ทันสังเกต
5. มี dental flora มากกว่าเด็กเล็ก เสี่ยงต่อการติดเชื้อสูงกว่า

--- หัวใจของความสำเร็จ ---

การรักษาเพดานโหว่ ไม่ใช่งานของหมอคนเดียว แต่เป็นงานของ "ทีม"

แพทย์ ทำหน้าที่ผ่าตัดและให้คำแนะนำ
ผู้ปกครอง ทำหน้าที่ดูแลและกำกับ
ตัวเด็กเอง ทำหน้าที่อดทนและให้ความร่วมมือ

เมื่อทั้งสามฝ่ายเป็นทีมเดียวกัน ผลลัพธ์การรักษาจะดีอย่างที่ทุกคนต้องการ

[สิ่งที่ผู้ปกครองทำได้]

- เข้าใจและอดทนกับลูก แม้ในช่วงที่เด็กงอแง
- แจ้งคุณครูที่โรงเรียน เพื่อช่วยกำกับช่วงพักกลางวัน
- เตรียมอาหารตามระยะที่แพทย์แนะนำ
- พาลูกมาตรวจตามนัดทุกครั้ง แม้จะดูปกติดี

[สิ่งที่ตัวเด็กทำได้]

- เข้าใจว่าทำไมต้องอดทนช่วงนี้
- ไม่แลกอาหารกับเพื่อน
- บ้วนปากด้วยน้ำเกลือหลังกินอาหารทุกครั้ง
- บอกพ่อแม่ทันทีถ้ารู้สึกผิดปกติ

หมอฮัดขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวที่กำลังดูแลบุตรหลานอยู่นะครับ

คำว่า "สำเร็จ" ในงานของหมอผ่าตัดเพดานโหว่
ไม่ได้วัดที่วันที่ออกจากห้องผ่าตัด
แต่วัดที่วันที่เด็กกลับมาพูดชัด กินอร่อย ได้ยินปกติ และเข้าสู่สังคมได้อย่างมั่นใจครับ

#เพดานโหว่ #ปากแหว่งเพดานโหว่ #ศัลยกรรมตกแต่ง #หมอฮัด

31/05/2026

แต่ละวันของหมอฮัด …แต่กล้ามในรูปคือ ความฝัน นะครับ😅🤣

24/05/2026

“แผลผ่าตัดไทรอยด์…ทำไมบางคนแทบมองไม่เห็น แต่บางคนกลับนูนแดง คัน และโตขึ้นเรื่อยๆ?”

นี่เป็นคำถามที่หมอฮัดถูกถามบ่อยมากครับ
แม้ว่าปัจจุบันเทคนิคการผ่าตัดจะพัฒนาไปมาก แต่ “แผลเป็นยกนูนหลังผ่าตัดไทรอยด์” ก็ยังพบได้อยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะบริเวณลำคอ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทั้งการพูด กลืน เงยหน้า หรือหันคอ ทำให้แผลได้รับ “แรงดึง” ซ้ำๆ ตลอดช่วงที่แผลกำลังสมานตัว

เมื่อแผลได้รับแรงดึงมากเกินไป ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างพังผืดและคอลลาเจนมากขึ้น จนเกิดเป็นแผลนูน แดง แข็ง หรือคันได้ครับ

ภาพนี้เป็นผู้ป่วยที่เคยได้รับการฉีดยา Triamcinolone intralesional 40 mg เพื่อรักษาแผลนูนมาก่อน อาการดีขึ้นเพียงเล็กน้อย สุดท้ายจึงตัดสินใจผ่าตัดแก้ไขแผลเป็นใหม่

สิ่งที่น่าสนใจคือ…
“การป้องกัน” สำคัญพอๆ กับ “การรักษา”

ปัจจุบันมีทั้งงานวิจัยและเทคนิคใหม่ๆ จำนวนมากที่พยายามลดโอกาสการเกิดแผลนูน เช่น

• การใช้ silicone gel / silicone sheet
• การฉีด steroid เข้าแผล
• การใช้เลเซอร์ลดรอยแดง
• การฉีด Botox เพื่อลดแรงดึงของกล้ามเนื้อบริเวณแผล ซึ่งเริ่มมีงานวิจัยสนับสนุนมากขึ้นในช่วงหลัง
• รวมถึงการผ่าตัดแก้ไขแผลเป็นในรายที่เป็นมาก

หนึ่งในเทคนิคที่หมอฮัดให้ความสำคัญมาก คือ
“การเย็บชั้น superficial fascia หรือ platysma fascia เพื่อรับแรงดึงแทนผิวหนัง”

เพราะถ้าปล่อยให้แรงทั้งหมดไปตกที่ผิวหนังโดยตรง โอกาสเกิดแผลนูนจะสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะบริเวณลำคอ

นอกจากนี้ เทคนิคระหว่างผ่าตัดก็สำคัญเช่นกันครับ
แม้แต่ “การจี้ไฟฟ้าห้ามเลือด” ถ้าใช้พลังงานสูงเกินไป อาจทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บจากความร้อนมากขึ้น และส่งผลต่อคุณภาพของแผลเป็นในระยะยาวได้

ปกติหมอฮัดจะเลือกใช้พลังงานต่ำที่สุดที่ยังสามารถห้ามเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมักใช้ประมาณ 12 watt เพื่อลด thermal injury ต่อเนื้อเยื่อรอบแผล

และสุดท้าย…หลังผ่าตัด คนไข้เองก็มีบทบาทสำคัญมากครับ

การดูแลแผลอย่างเหมาะสม เช่น
• ลดการดึงรั้งแผลช่วงแรก
• หลีกเลี่ยงการยกคอหรือเงยคอบ่อย
• ใช้ silicone gel ตามคำแนะนำ
• ป้องกันแดด
• มาติดตามอาการต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้ช่วยลดโอกาสการเกิดซ้ำของแผลนูนได้จริง

จากประสบการณ์ของหมอฮัด ที่ได้ผ่าตัดเปิดและเย็บแผลไทรอยด์ให้ญาติของตัวเอง 2 ราย พบว่าแผลหายได้ดีมาก และไม่มีลักษณะของแผลเป็นยกนูนครับ

เพราะ “แผลสวย” ไม่ได้เกิดจากโชคอย่างเดียว
แต่เกิดจากรายละเอียดเล็กๆ ตั้งแต่ในห้องผ่าตัด…จนถึงการดูแลหลังผ่าตัดครับ

#หมอฮัด

#แผลเป็นไทรอยด์

16/05/2026

มะเร็งริมฝีปากบนหลังผ่าตัดและเสริมสร้างมานานกว่า 5 ปี
วันนี้มาด้วยมีไฝดำขึ้นที่แก้มขวา หมอฮัดจึงนัดมาผ่าตัดส่งตวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติม
แต่จากรูปร่าง (features) ดูไม่เหมือน …อีก2 สัปดาห์ มาลุ้นกันครับ

13/05/2026

“หูด” บนหนังศีรษะ ที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก…จริง ๆ อาจไม่ใช่หูด

ผู้ป่วย 2 รายนี้มาด้วยก้อนนูนขรุขระบนหนังศีรษะ ลักษณะคล้ายหูด คล้ายปานนูนและทั้งสองคนพูดเหมือนกันว่า “เป็นมาตั้งแต่เด็กครับ”

สิ่งที่น่าสนใจคือ บริเวณนี้ “ไม่มีผมขึ้น” มาตลอดชีวิต

บางคนคิดว่าเป็นแค่ปานธรรมดา บางคนปล่อยไว้เป็นสิบปี
แต่เมื่อโตขึ้น รอยโรคเริ่มหนา นูน และขรุขระมากขึ้นเรื่อย ๆ

สุดท้ายผลชิ้นเนื้อออกว่าเป็น

“Nevus Sebaceous” หรือ “ปานต่อมไขมัน”

เป็นโรคผิวหนังแต่กำเนิดชนิดหนึ่ง
ที่พบบ่อยบริเวณหนังศีรษะและใบหน้า

ในวัยเด็ก รอยโรคมักแบนเรียบ
แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ฮอร์โมนจะกระตุ้นให้รอยโรคค่อย ๆ หนา นูน และกลายเป็นผิวขรุขระคล้ายหูดแบบในภาพ

หลายคนไม่รู้ว่า รอยโรคชนิดนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องความสวยงาม

เพราะในบางราย อาจเกิดเนื้องอกผิวหนังแทรกซ้อนภายในรอยโรคได้ในอนาคต จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยหลายรายจึงเลือกผ่าตัดออก

แต่สิ่งที่ท้าทายจริง ๆ ของการผ่าตัด “หนังศีรษะ” คือ หนังศีรษะมีความตึงสูง และยืดหยุ่นได้น้อยกว่าผิวหนังส่วนอื่นของร่างกายมาก

หากแผลมีแรงดึงมากเกินไป นอกจากแผลจะกว้างขึ้นแล้ว
ยังอาจทำให้เกิด “scar alopecia” หรือบริเวณแผลไม่มีเส้นผมขึ้นถาวรได้

อีกประเด็นสำคัญคือ ระหว่างการผ่าตัด หากมีการบาดเจ็บต่อรากผม หรือมีแรงดึงต่อเนื้อเยื่อมากเกินไป ก็อาจส่งผลให้เส้นผมบริเวณรอบแผลขึ้นได้น้อยลงเช่นกัน

ดังนั้นการผ่าตัดหนังศีรษะ จึงไม่ได้เป็นเพียงการ “ตัดก้อนออก”

แต่ต้องวางแผนเรื่อง
• แนวแผล
• แรงดึงของแผล
• การเลาะชั้นเนื้อเยื่อ
• การรักษารากผม
• และผลลัพธ์ด้านความสวยงามระยะยาว

ในผู้ป่วยทั้ง 2 รายนี้ หมอฮัดใช้เทคนิค “Subgaleal dissection”

เพื่อช่วยเพิ่มความเคลื่อนไหวของหนังศีรษะก่อนเย็บปิดแผล ลดแรงตึง และช่วยลดโอกาสเกิดแผลกว้างหรือผมไม่ขึ้นหลังผ่าตัด

แม้จะดูเป็น “ก้อนเล็ก ๆ บนหนังศีรษะ” แต่เบื้องหลังมีทั้งเรื่องพยาธิสภาพ เทคนิคผ่าตัด และการวางแผน reconstruction ซ่อนอยู่เสมอครับ

#หมอฮัด
#ศัลยกรรมตกแต่ง #ก้อนหนังศีรษะ

11/05/2026

เสริมหน้าอกมา 16 ปี…
วันหนึ่งเต้านมก็บวมขึ้นมา
แล้วหลังจากนั้น ผู้ป่วยกลับหายไป
หลังจากโพสต์ก่อน มีหลายคนถามหมอฮัดว่า
“สุดท้ายผู้ป่วยเป็นอะไร?”
ตอนนี้…หมอก็ยังตอบไม่ได้ครับ
เพราะผู้ป่วยยังไม่ได้เข้ารับการตรวจเพิ่มเติม
ตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา
หมอฮัดค่อนข้างกังวลกับเคสนี้มาก
จากอาการ:
— เต้านมบวมข้างเดียว
— มีก้อนที่รักแร้
— อ่อนเพลีย
— ทานอาหารได้น้อย
— และใส่ถุงผิวหยาบมานานถึง 16 ปี
ทั้งหมดนี้ ทำให้หมอไม่สามารถตัดเรื่อง BIA-ALCL ออกไปได้
ล่าสุดหมอให้พยาบาลโทรติดตามอาการ
ผู้ป่วยแจ้งว่า
“ตอนนี้ร่างกายยังไม่ค่อยพร้อม ถ้าดีขึ้นจะกลับมาตรวจอีกครั้ง”
ในฐานะแพทย์…
นี่เป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่อึดอัดที่สุด
เพราะเราเข้าใจผู้ป่วยนะครับ
เวลาอ่อนเพลีย เครียด กลัวการผ่าตัด
หลายคนอยากพักก่อน อยากรอให้ร่างกายพร้อม
แต่ในอีกมุมหนึ่ง
ถ้าโรคนี้เป็น BIA-ALCL จริง
“เวลา” อาจสำคัญมาก
เพราะโรคระยะแรก
ที่ยังอยู่เฉพาะรอบถุงซิลิโคน
มีโอกาสรักษาหายได้สูงมากด้วยการผ่าตัด
แต่ถ้าปล่อยให้ลุกลามไปต่อมน้ำเหลือง ซึ่งตอนนี้อาจจะลุกลามไแล้ว
แนวทางรักษาอาจเปลี่ยนไปทั้งหมด
บางครั้ง…
สิ่งที่ยากที่สุดของการเป็นหมอ
ไม่ใช่การผ่าตัดยาก
แต่คือการนั่งรอ
ทั้งที่รู้ว่า “อาจมีบางอย่างกำลังเกิดขึ้น”
ถ้าเป็นคุณ…
คุณคิดว่าหมอฮัดควรทำอย่างไรต่อ?

1. โทรติดตามต่อเนื่องและพยายามนัดมาตรวจเร็วที่สุด
2. เคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย
รอจนกว่าผู้ป่วยพร้อม
3. มีแนวทางอื่นที่เหมาะสมกว่านี้
หมออยากฟังมุมมองจากทุกคนครับ
ทั้งในมุมคนไข้ คนในครอบครัว และบุคลากรทางการแพทย์
เพราะบางครั้ง “การตัดสินใจ”
ยากไม่แพ้ “การรักษา”
#ศัลยกรรมตกแต่ง #หมอฮัด

02/05/2026

เสริมหน้าอกมา 16 ปี…แล้ววันหนึ่ง เต้านมก็บวมขึ้นมาเฉย ๆ
ถ้าเป็นคุณ จะคิดว่า "ไม่เป็นไร" หรือ "ต้องไปหาหมอ"?
เมื่อไม่กี่วันก่อน มีผู้ป่วยหญิงอายุ 42 ปี มาพบหมอฮัด
เธอเสริมเต้านมมา 16 ปี ด้วยถุงซิลิโคนชนิดผิวหยาบ (Textured implant)
ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย
จนเมื่อ 3 วันก่อน เต้านมข้างขวาเริ่มปวดและบวมขึ้นผิดปกติ
เธอคลำได้ก้อนที่รักแร้ข้างขวา
รู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ แต่ไม่มีไข้
ไปตรวจที่โรงพยาบาลอื่น ทำอัลตราซาวด์
แพทย์แจ้งว่า "ซิลิโคนแตก"
แต่พอหมอฮัดตรวจอย่างละเอียด กลับพบว่า
เคสนี้อาจไม่ใช่แค่ซิลิโคนแตก
เพราะอาการทั้งหมด — บวมเฉียบพลันข้างเดียว, ก้อนรักแร้, อ่อนเพลีย — เป็นอาการที่ตรงกับโรคที่คนเสริมหน้าอกควรรู้จักมากที่สุด แต่กลับรู้จักน้อยที่สุด
โรคนั้นชื่อว่า BIA-ALCL
(Breast Implant-Associated Anaplastic Large Cell Lymphoma)
BIA-ALCL คืออะไร?
คือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อรอบถุงซิลิโคน
ไม่ใช่มะเร็งเต้านม แต่เป็นมะเร็งที่เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายต่อผิวของถุงซิลิโคน
โดยเฉพาะถุงชนิดผิวหยาบ (Textured)
ข้อมูลสำคัญที่ควรรู้:
— พบมากในคนที่ใส่ถุงผิวทรายมานานเกิน 10 ปี
— ความเสี่ยงสะสมเพิ่มขึ้นหลัง 14 ปี
— เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่ไม่ได้หายาก จนไม่ต้องสนใจ
— ถ้าตรวจพบเร็ว รักษาหายได้ด้วยการผ่าตัดอย่างเดียว
สิ่งที่น่ากังวลในเคสนี้คือ "ก้อนที่รักแร้"
ถ้าเป็นแค่ซิลิโคนแตก ซิลิโคนอาจไหลไปสะสมที่ต่อมน้ำเหลืองรักแร้ได้ ซึ่งอธิบายก้อนนั้นได้
แต่ถ้าเป็น BIA-ALCL ก้อนที่รักแร้อาจหมายถึงมะเร็งที่เริ่มลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลือง
สองสาเหตุ — อาการเหมือนกัน แต่ความรุนแรงต่างกันมาก
ดังนั้นการตรวจเพิ่มเติมก่อนผ่าตัดจึงสำคัญมาก
เพราะถ้าเป็น BIA-ALCL จริง วิธีผ่าตัดจะต่างจากการเอาซิลิโคนออกธรรมดาอย่างสิ้นเชิง
แล้วทำไมถึงไม่รอ ไม่ดูก่อน?
เพราะ BIA-ALCL ระยะแรก (ยังอยู่รอบถุง) รักษาหายได้ด้วยการผ่าตัดอย่างเดียว
อัตราการหายขาด สูงมาก
แต่ถ้าปล่อยจนลุกลาม:
→ ก้อนโตขึ้น แพร่ไปต่อมน้ำเหลือง
→ อาจต้องให้เคมีบำบัดเพิ่มเติม
→ ผลการรักษาระยะยาวแย่ลงอย่างชัดเจน
ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งมีทางเลือก
ยิ่งรู้ช้า ทางเลือกยิ่งน้อยลง
อาการที่คนเสริมหน้าอกควรสังเกต
1. เต้านมข้างใดข้างหนึ่งบวมขึ้นผิดปกติ โดยเฉพาะหลังใส่ซิลิโคนมานานหลายปี
2. คลำได้ก้อนที่เต้านมหรือรักแร้
3. ปวดหรือตึงผิดปกติที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
4. อ่อนเพลียผิดปกติ โดยไม่ทราบสาเหตุ
ถ้ามีอาการเหล่านี้ ไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง
แต่แปลว่าควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจ
คำแนะนำจากหมอฮัด สำหรับคนที่เสริมหน้าอก
1. รู้จักถุงที่ตัวเองใส่
— ถุงผิวเรียบ (Smooth) หรือ ผิวหยาบ (Textured)?
— ยี่ห้ออะไร? ใส่มากี่ปี?
ถ้าไม่แน่ใจ ลองขอข้อมูลจากแพทย์ที่ทำให้
2. ตรวจติดตามตามนัด
— อัลตราซาวด์หรือ MRI ตามที่แพทย์แนะนำ
— ไม่ต้องกลัว แต่ต้องรู้สภาพของถุงตัวเอง
3. อย่าชะล่าใจกับอาการผิดปกติ
— "บวมนิดหน่อย คงไม่เป็นไร" อาจทำให้พลาดจังหวะที่ดีที่สุดในการรักษา
4. ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง
— ไม่ใช่ทุกแพทย์จะคุ้นเคยกับ BIA-ALCL
— ควรพบศัลยแพทย์ตกแต่งหรือแพทย์ที่มีประสบการณ์เรื่องนี้
สำหรับเคสนี้ หมอฮัดกำลังวางแผนการตรวจเพิ่มเติมและเตรียมผ่าตัดอย่างรอบคอบ
เพราะไม่ว่าจะเป็นซิลิโคนแตกหรือ BIA-ALCL
ผู้ป่วยสมควรได้รับการดูแลที่ดีที่สุดตั้งแต่ก้าวแรก
ถ้าคุณหรือคนที่คุณรู้จักเสริมหน้าอก
โดยเฉพาะด้วยถุงผิวหยาบ และใส่มานานเกิน 10 ปี
ลองนึกทบทวนว่าครั้งสุดท้ายที่ตรวจเช็คคือเมื่อไหร่
การตรวจเช็คไม่ได้หมายความว่ามีปัญหา
แต่การไม่ตรวจเช็คเลย ต่างหากที่เป็นความเสี่ยง
BIA-ALCL รักษาได้ ถ้ารู้ทัน
#เสริมหน้าอก #ศัลยกรรมตกแต่ง #หมอฮัด #มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

Photos from HD Clinic's post 12/04/2026

มะเร็ง…ไม่รักษา = "ไม่เจ็บ"?
ความจริงมักไม่เป็นแบบนั้นครับ
วันนี้หมอฮัดได้ผ่าตัดฉุกเฉินเคสหนึ่ง
ซึ่งสะท้อนเรื่องนี้ชัดเจนมาก
ผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมชนิดรุนแรง (triple negative)
ช่วงแรกเลือก "ไม่รักษาตามมาตรฐาน"
ด้วยเหตุผลที่เราเข้าใจได้ — กลัวการผ่าตัด กลัวผลข้างเคียง และอยากใช้ชีวิตปกติให้นานที่สุด
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก้อนมะเร็งโตขึ้นจนขนาดประมาณ 15 ซม.
→ เกิดเนื้อตายภายในก้อน
→ ผิวหนังบวม ตึง แดง
→ ติดเชื้อแบคทีเรีย
→ ลุกลามจนเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือด
ผลเลือดพบการอักเสบรุนแรง
และมีภาวะซีดโดยไม่มีเลือดออกชัดเจน
(ภาพ CT ที่แนบแสดงก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ที่มีลักษณะภายในไม่สม่ำเสมอ สอดคล้องกับการเกิดเนื้อตายตรงกลางก้อน — ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการติดเชื้อที่ตามมา)
วันนี้ผู้ป่วยมาถึงจุดที่ ไม่ใช่แค่ "รักษามะเร็ง" แต่เป็น "ต้องรักษาชีวิต" อย่างเร่งด่วน
หมอฮัดจำเป็นต้องผ่าตัดเอาเนื้อตายและเนื้อติดเชื้อออก
ในสภาพที่ร่างกายผู้ป่วยอ่อนแอ และมีภาวะขาดสารอาหารร่วมด้วย
การตัดเนื้อออกในปริมาณมากเช่นนั้น ทำให้เกิดแผลกว้าง ซึ่งต้องปิดด้วยการปลูกถ่ายผิวหนัง (skin graft) จากส่วนอื่นของร่างกาย
เป้าหมายของการผ่าตัดครั้งนี้คือ "ควบคุมการติดเชื้อและช่วยให้รอดชีวิต"
ไม่ใช่การรักษามะเร็งแบบเต็มรูปแบบ และต้องพูดตรง ๆ ว่า ผลลัพธ์ระยะยาวของโรคในจุดนี้ด้อยกว่าการเริ่มรักษาตั้งแต่ต้นอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่เคสนี้สอนเรา
การ "ไม่รักษา" ไม่ได้ทำให้โรคหยุดนิ่ง แต่มักดำเนินไปแบบนี้:
ก้อนโตขึ้น → เนื้อตาย → ติดเชื้อ → ติดเชื้อในกระแสเลือด → ภาวะวิกฤต
เมื่อถึงจุดนี้การรักษาจะยากขึ้น เสี่ยงมากขึ้น
และโอกาสได้ผลดีในระยะยาวจะลดลงอย่างชัดเจน
สำหรับผู้ป่วย — ควรตัดสินใจอย่างไร?
1. เข้าใจโรคของตัวเองให้ชัด จากแพทย์โดยตรง
มะเร็งแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน บางชนิด เช่น triple negative มีพฤติกรรมก้าวร้าว ต้องวางแผนเร็ว
ข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตหรือคนรู้จัก ไม่สามารถแทนการพูดคุยกับทีมแพทย์ที่ดูแลคุณได้
2. อย่ามองแค่ "วันนี้"
การเลี่ยงการรักษาในระยะสั้น
อาจทำให้ตัวเลือกในอนาคต "น้อยลงและยากขึ้น"
3. ถามให้ครบทุกทางเลือก
การรักษามาตรฐาน — เพื่อควบคุมโรคและยืดชีวิต
การปรับแผนให้เหมาะกับร่างกายและบริบทชีวิตของคุณ
การดูแลแบบประคับประคอง (palliative care)
การดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่การยอมแพ้
แต่คือการรักษาคุณภาพชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในทุกระยะของโรค
คุณมีสิทธิ์เลือก แต่ควรเลือกบนพื้นฐานของ "ข้อมูลจริง" ไม่ใช่ความกลัว
4. ตัดสินใจร่วมกันกับแพทย์และครอบครัว ข้อมูลที่ครบถ้วนจากแหล่งที่เชื่อถือได้ = ความกลัวที่น้อยลง และการตัดสินใจที่ดีขึ้น
คุณไม่จำเป็นต้องรีบรักษาแบบฝืนใจ แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้โรคดำเนินไปจนถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้
เพราะเมื่อถึงจุดนั้น ตัวเลือกจะน้อยลง
และทุกอย่างจะยากขึ้นในทุกด้าน
การรักษามะเร็ง ไม่ใช่แค่การยืดชีวิต
แต่คือการรักษาสิทธิ์ในการ "มีทางเลือก"
ถ้าคุณกำลังลังเล ลองเปิดใจคุยกับแพทย์อีกครั้ง
ในเวลาที่คุณ ยังมีทางเลือก

Photos from HD Clinic's post 09/04/2026

“ชายคนหนึ่งปฏิเสธการตัดขา แม้ทุก guideline บอกว่านั่นคือทางเดียวที่จะรอด”
สัปดาห์ที่ผ่านมา หมอฮัดได้มีโอกาสไปนำเสนอเคสนี้ที่ NCCN Annual Conference 2026 ที่ Orlando, Florida ซึ่งเป็นงานประชุม oncology ระดับ North America ที่มี poster กว่า 300 เรื่องจากทั่วโลก โดย case report ได้รับเลือกเพียง 25 เรื่อง
ผู้ชายอายุ 64 ปี
นอนติดเตียงมา 8 เดือนจาก myxofibrosarcoma ขนาด 32 × 22.5 × 24 cm มี sepsis จากการติดเชื้อในก้อนเนื้องอกที่มีเนื้อตาย และเส้นประสาท sciatic ถูก tumor โอบล้อมทั้งหมด
ตาม NCCN guidelines — คำตอบคือ “ตัดขา” แต่ผู้ป่วยปฏิเสธทั้งการตัดขาและเคมีบำบัด ตลอด 3 ปีหลังจากทราบผลการผ่าตัดครั้งแรก
ก่อนผ่าตัด ฮัดถามผู้ป่วยตรงๆ ว่าทำไมถึงเลือกแบบนี้ ผู้ป่วยบอกว่าเชื่อเรื่องการเกิดใหม่ และอยากจากไปพร้อมร่างกายที่ครบถ้วน
นี่ไม่ใช่เหตุผลที่ “ผิด” แต่มันคือคุณค่าของชีวิตที่ผู้ป่วยให้ความหมาย
เมื่อประเมินก่อนผ่าตัด พบว่าหน้าที่ของเส้นประสาท sciatic nerve function ยังปกติทั้งการทำงานของกล้ามเนื้อ และ การรับรู้ความรู้สึก จึงตัดสินใจเลือกแนวทางที่ไม่ตรงตามมาตราฐานการรักษา ภายใต้ความเสี่ยงทั้งผู้ป่วยและแพทย์ผู้ผ่าตัดที่ชัดเจน
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของความกล้า แต่เป็นการชั่งน้ำหนักร่วมกันระหว่าง oncologic risk กับคุณภาพชีวิตที่ผู้ป่วยให้ความสำคัญ หากไม่ผ่าตัดผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดที่มีแหล่งกำเนิดจากก้อนมะเร็งที่ติดเชื้อได้
เทคนิคการผ่าตัด: R1 dissect เส้นประสาทออกจาก pseudocapsule ทีละชั้นใน bloodless field ด้วย harmonic scalpel ใช้ semimembranosus + semitendinosus ปกคลุมเพื่อปกป้อง vasa nervorum และตามด้วย IMRT
ผลลัพธ์หน้าที่และมะเร็งที่ 24 เดือน
• MSTS 83.3%
• TESS 91.3%
• เดินได้เอง >1 km (รวมถึงสามารถยืนขาเดียวได้)
• ไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน
• MRI ไม่พบการกลับเป็นซ้ำที่ต้นขาซ้าย หรือบริเวณที่ผ่าตัด
เดือนที่ 27: ตรวจพบ pulmonary metastasis แทนที่ปอดซ้ายเกือบทั้งหมด ไม่สามารถผ่าตัดออกได้เนื่องจากก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่มาก
ภายหลังการประเมินโดยอายุรแพทย์มะเร็ง ผู้ป่วยได้รับเคมีบำบัดสูตร doxorubicin + ifosfamide
วันที่ 3 หลังได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อน คือ ifosfamide encephalopathy + RSV pneumonitis เสียชีวิตภายใน 72 ชั่วโมงหลังได้รับยาเคมีบำบัด
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากเคสนี้ แม้ตัวโรคเฉพาะที่จะถูกควบคุมได้ด้วยการผ่าตัด R1 combined IMRT แต่การดำเนินของโรคหรือการแพร่กระจายของโรค และ ภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ยังอยู่นอกการควบคุมและมีความเสี่ยงสูง
ในสังคมที่มีความเชื่อและค่านิยมหลากหลาย การรักษาที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่การรักษาที่ “ตรงแนวทางการรักษาที่เป็นมาตราฐานมากที่สุด” แต่คือการรักษาที่ตอบทั้ง อาการที่ตรวจพบและความหมายของชีวิตของผู้ป่วย
“Limb salvage in advanced sarcoma may sometimes be a quality-of-life decision, not an oncologic one.”
มีผู้สนใจแวะมาอ่าน สอบถาม และถ่ายรูปราว 8–10 คน — ดีใจและตื่นเต้นครับ 😍
ผลงานนี้ได้รับการตีพิมพ์ใน JNCCN ซึ่งเป็นวารสารทางวิชาการของ NCCN และเป็นส่วนหนึ่งของระบบองค์ความรู้ที่สนับสนุนการพัฒนาแนวทางการรักษามะเร็งในระดับสากลครับ: https://jnccn.org/view/journals/jnccn/24/3.5/article-CRE26-051.xml

17/03/2026

# สงสัยซิลิโคนเสริมหน้าอกแตก ทำอย่างไรดี? วันนี้หมอฮัดจะมาเล่าให้ฟัง

สวัสดีครับ หมอฮัดมีเคสจริงมาเล่าให้ฟังวันนี้ เป็นเรื่องที่หมอฮัดคิดว่าสำคัญมากสำหรับผู้หญิงที่เสริมหน้าอกทุกคน รวมถึงแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ครับ

-----

# # เริ่มต้นเรื่อง

คนไข้ผู้หญิงอายุ 48 ปี เสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนชนิดผิวหยาบ (Texture Surface) มา 14 ปี ไม่เคยมีปัญหาอะไรเลย จนกระทั่งไปตรวจอัลตราซาวนด์และแมมโมแกรมเต้านมประจำปี

ผลออกมาว่า **สงสัยซิลิโคนข้างขวาแตก** และพบก้อนเล็กๆ ขนาด 0.4 มม. ที่เต้านมขวา (ซึ่งเล็กลงจากปีก่อนที่เคยเจอ 0.6 มม.)

-----

# # “หมอฮัดผ่าตัด เอาซิลิโคนออกแล้วใส่ใหม่ได้เลยไหมคะ?”

คนไข้มาปรึกษาหมอฮัด บอกว่าอยากเอาซิลิโคนข้างขวาออกแล้วใส่ลูกใหม่เลย ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่ายใช่ไหมครับ? ซิลิโคนแตกก็เอาออก ใส่ใหม่ จบ

**แต่หมอฮัดปฏิเสธครับ**

ทำไมน่ะหรือครับ? เพราะคำว่า “สงสัยแตก” จากอัลตราซาวนด์กับแมมโมแกรม ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย การตรวจ 2 อย่างนี้มีข้อจำกัดในการดูซิลิโคน ต้องทำ MRI เต้านม ซึ่งเป็นการตรวจที่ดีที่สุดในการประเมินซิลิโคนเสริมหน้าอก

หมอฮัดจึงส่งคนไข้ไปทำ MRI เต้านมก่อนครับ

-----

# # ผล MRI — ไม่ได้แตก แต่สิ่งที่พบกลับน่ากังวลกว่า

ผล MRI ออกมา:

**ซิลิโคนไม่ได้แตกครับ** ทั้ง 2 ข้าง intact ดี

แต่สิ่งที่พบคือ:

- เต้านมข้างขวามี **น้ำสะสมรอบซิลิโคนผิดปกติ** (late periprosthetic fluid) ความลึก 1.5 ซม.
- เยื่อหุ้มซิลิโคน (capsule) มี **การเสริมสีผิดปกติ** (capsular enhancement) หลังฉีดสารทึบรังสี
- แพทย์รังสีวินิจฉัยอ่านผลเป็น **BI-RADS 4 = สงสัยมะเร็ง**

BI-RADS 4 หมายความว่าอะไรครับ? หมายความว่ามีโอกาสเป็นมะเร็ง 2-95% และมาตรฐานสากลกำหนดว่า **ต้องตัดชิ้นเนื้อตรวจ ห้ามรอดู** ครับ

-----

# # BIA-ALCL คืออะไร?

สิ่งที่หมอฮัดกังวลคือโรคที่ชื่อว่า **BIA-ALCL** (Breast Implant-Associated Anaplastic Large Cell Lymphoma) หรือ **มะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่สัมพันธ์กับถุงเสริมหน้าอก**

ฟังดูน่ากลัว แต่เรามาทำความรู้จักกันครับ:

- เป็น **โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง** ไม่ใช่มะเร็งเต้านม
- องค์การอนามัยโลก (WHO) รับรองเป็นโรคอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2016
- เกิดเฉพาะกับ **ซิลิโคนชนิดผิวหยาบ (textured surface)** เท่านั้น
- ทั่วโลกพบ 1,380 ราย เสียชีวิต 64 ราย (ข้อมูล FDA มิถุนายน 2024)
- มักเกิดหลังเสริมหน้าอกไปแล้ว **เฉลี่ย 9 ปี** (ตั้งแต่ 1-22 ปี)
- **ข่าวดีคือ** ถ้าพบเร็วและรักษาด้วยการผ่าตัดเอาซิลิโคนและเยื่อหุ้มออกทั้งหมด อัตราหายขาดสูงกว่า 95%

-----

# # ทำไมจะ “เอาออก ใส่ใหม่” ไม่ได้?

กลับมาที่คำถามแรก ถ้าหมอฮัดทำตามที่คนไข้ขอ คือเอาซิลิโคนออกแล้วใส่ลูกใหม่เลย จะเกิดอะไรขึ้นครับ?

1. **ไม่ได้ส่งเยื่อหุ้มซิลิโคน (capsule) ตรวจ** — เพราะการใส่ซิลิโคนใหม่มักไม่ได้ลอกเยื่อหุ้มออก
1. **ไม่ได้ตรวจน้ำรอบซิลิโคน** — เพราะไม่รู้ว่าต้องส่งตรวจ
1. **ถ้าเป็น BIA-ALCL จริง** → ใส่ซิลิโคนใหม่ทับมะเร็งกลับเข้าไป
1. **พลาดโอกาสวินิจฉัยโรค** ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

**นี่คือเหตุผลที่หมอฮัดปฏิเสธครับ** — ไม่ใช่ไม่อยากทำ แต่ต้องทำ MRI ก่อนเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ข้างในนั้น

-----

# # การผ่าตัด

หลังจากได้ผล MRI ที่เป็น BI-RADS 4 หมอฮัดอธิบายให้คนไข้ฟังอย่างละเอียดว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง และแนะนำ **ผ่าตัดเอาซิลิโคนและเยื่อหุ้มซิลิโคนออกทั้งหมดทั้ง 2 ข้าง** (bilateral total capsulectomy) ตามแนวทาง NCCN ซึ่งเป็นมาตรฐานการรักษามะเร็งของสหรัฐอเมริกา

ทำไมต้อง 2 ข้างครับ? เพราะซิลิโคนทั้ง 2 ข้างเป็นชนิดผิวหยาบเหมือนกัน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของ BIA-ALCL และมีรายงานว่า BIA-ALCL สามารถเกิดที่เต้านมอีกข้างในภายหลังได้

สิ่งที่ทำระหว่างผ่าตัด:

- เก็บน้ำรอบซิลิโคนส่งตรวจเซลล์มะเร็ง (cytology)
- เก็บน้ำส่งตรวจ flow cytometry (ตรวจหาเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลือง)
- เก็บน้ำส่งเพาะเชื้อ (ตัด infection ออก)
- เอาเยื่อหุ้มซิลิโคนออกทั้งหมดแบบ en bloc (ออกเป็นชิ้นเดียว ไม่ฉีกขาด) ส่งตรวจชิ้นเนื้อ

ทั้งหมดนี้ต้องวางแผนล่วงหน้า เตรียมภาชนะ เตรียมหลอดเก็บตัวอย่าง เตรียมแบบฟอร์มส่งตรวจ ไม่ใช่แค่ “เอาออก” ครับ

-----

# # ความท้าทายของการตรวจในต่างจังหวัด

เรื่องที่หมอฮัดอยากแชร์อีกเรื่องคือ **ความท้าทายของการตรวจ BIA-ALCL เมื่อผ่าตัดในเชียงใหม่**

การตรวจ flow cytometry ซึ่งเป็นการตรวจหาเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอย่างละเอียด ไม่มีให้บริการในเชียงใหม่ ต้องส่งตัวอย่างไปที่ห้องปฏิบัติการรามาธิบดี กรุงเทพ ระยะทางกว่า 700 กิโลเมตร

มาตรฐานกำหนดว่าตัวอย่างต้องส่งถึง lab ภายใน 4 ชั่วโมง ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยากเมื่อผ่าตัดในต่างจังหวัด นี่คือความจริงของระบบสาธารณสุขที่ต้องยอมรับและหาทางจัดการให้ดีที่สุดครับ

-----

# # ผลตรวจ — ข่าวดีครับ!

หลังรอผลตรวจประมาณ 2 สัปดาห์ ผลออกมาทั้งหมดดังนี้:

✅ **ตรวจเซลล์ในน้ำรอบซิลิโคน (cytology)** → ไม่พบเซลล์มะเร็ง เป็นการอักเสบเรื้อรังธรรมดา

✅ **เพาะเชื้อ (bacterial culture)** → ไม่พบเชื้อ ไม่ใช่การติดเชื้อ

✅ **ตรวจ flow cytometry** → ไม่พบเซลล์มะเร็งต่อมน้ำเหลืองผิดปกติ

✅ **ตรวจชิ้นเนื้อเยื่อหุ้มซิลิโคน (capsular pathology)** → พบการอักเสบเรื้อรัง พบเซลล์บางตัวที่ผิดปกติเล็กน้อย → ส่งย้อมพิเศษ

✅ **ย้อม CD30 (ตัวบ่งชี้มะเร็ง BIA-ALCL)** → **ผลลบทั้ง 2 ข้าง** = **ยืนยันว่าไม่ใช่ BIA-ALCL**

**สรุป: คนไข้ไม่ได้เป็นมะเร็งครับ** สิ่งที่เห็นใน MRI เกิดจากร่างกายตอบสนองต่อซิลิโคนผิวหยาบเป็นเวลา 14 ปี ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังและน้ำสะสม ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ BIA-ALCL ใน MRI

-----

# # บทเรียนจากเคสนี้

**สำหรับผู้ที่เสริมหน้าอก:**

1. **ตรวจเต้านมเป็นประจำทุกปี** — อัลตราซาวนด์ + แมมโมแกรม คนไข้รายนี้โชคดีมากที่ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ
1. **ถ้าหมอบอกว่า “สงสัยซิลิโคนแตก” อย่าเพิ่งตกใจ** — ต้องทำ MRI ยืนยันก่อน อัลตราซาวนด์อย่างเดียวอาจบอกได้ไม่แม่นยำ
1. **อย่ารีบ “เอาออก ใส่ใหม่”** โดยไม่ตรวจเพิ่มเติม — อาจพลาดสิ่งที่สำคัญกว่า
1. **ถ้าซิลิโคนเป็นชนิดผิวหยาบ (textured)** ควรรู้ว่ามีความเสี่ยง BIA-ALCL แม้จะต่ำมาก

**สำหรับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์:**

1. **อย่า assume ว่า “สงสัย rupture” = rupture เสมอ** ต้อง MRI ก่อนตัดสินใจ
1. **Late periprosthetic fluid + textured implant = ต้องนึกถึง BIA-ALCL** แม้จะพบได้น้อย
1. **BI-RADS 4 = biopsy mandatory** ไม่มีทางเลือก “รอดู”
1. **BIA-ALCL workup ต้องวางแผนล่วงหน้า** — เตรียมภาชนะ, ประสานงาน lab, ไม่ใช่แค่ผ่าตัดธรรมดาและส่งชิ้นเนื้อ
1. **Capsular enhancement ใน MRI** ไม่ได้จำเพาะกับ BIA-ALCL เสมอไป สามารถเกิดจาก chronic foreign body reaction ได้เช่นกัน — อย่าวินิจฉัยจาก MRI อย่างเดียว

-----

# # ทิ้งท้าย

ถ้าคนไข้รายนี้ไม่ตรวจเต้านมประจำปี → ไม่มีทางรู้ว่ามีน้ำสะสมผิดปกติ

ถ้าหมอฮัดทำตามที่คนไข้ขอ → เอาซิลิโคนออกออก แล้วใส่ใหม่ โดยไม่ได้ส่งตรวจอะไรเลยจะเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครรู้ได้?

ถ้าไม่ส่ง MRI ก่อน → ไม่ทราบว่ามีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง BI-RADS 4 ทำให้ไม่ได้ workup สงสัยมะเร็ง BIA-ALCL

ทุกขั้นตอนมีความหมายครับ

คนไข้รายนี้โชคดีที่ผลออกมาไม่เป็นมะเร็ง แต่ “ไม่เป็น” ไม่ได้แปลว่า “ไม่ต้องตรวจ” ถ้าเราไม่ตรวจ เราไม่มีทางรู้ครับ

หมอฮัดหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์นะครับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Chiang Mai?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Chiang Mai
50210

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 22:00
อังคาร 09:00 - 22:00
พุธ 09:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 22:00
อาทิตย์ 09:00 - 21:00