Sapiens 3000
Sapiens 3000 พื้นที่ทดลองเพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ของเซเปียนส์ ที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้เผ่าพันธ์ุนี้อยู่รอดถึงปี ค.ศ. 3000
21/12/2025
“รสในราก รากในรส”
ได้มีโอกาส ไปจัดกิจกรรมกับ อ.ต้น Tone Anusorn Tipayanon และพี่โจน ที่งาน “ วงศาพาสนิท FEST ”
เมื่อ 2 คนนี้มารวมกัน กิจกรรมที่จะจัดคงจะหนีไม่พ้นเรื่องอาหาร
เนื่องจากวันแรกของงาน เป็นวันที่มีตีมของเรื่อง “ราก”
“รสในราก รากในรส” จึงกลายเป็นชื่อของกิจกรรมที่เราจัดในครั้งนี้
พืชหัวมากมายทั้งหลาย ซึ่งอยู่ใต้ดิน ที่เคยเป็นอาหารของบรรพบุรุษของพวกเรามาช้านาน ผ่านมายุคปัจจุบัน เหลือเพียงแค่แครอท หัวไชเท้า มันฝรั่ง และอีกไม่กี่ชนิดที่ผู้คนคุ้นเคย ส่วนที่เหลือถูกหลงลืมไปตามกาลเวลา
อ.ต้นและพี่โจนจึงนำพืชหัวมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการทำอาหารครั้งนี้ เป็นตัวแทนของ ”ราก” ที่เราเคยมีแต่ถูกตัดขาดไปจากวิถีชีวิตสมัยใหม่
อ.ต้นบอกว่า พืชตระกูลหัวที่เรามองว่ามันเป็นราก เรียกอีกชื่อว่า”ไรโซม” (ถ้ามองในมุมวิทยาศาตร์ เขาก็จะบอกว่ามันคือรากเทียมหรือความจริงแล้วเป็นลำต้นที่ปรับตัวให้อยู่ใต้ดินเป็นลักษณะเฉพาะของพืชตระกูลหัว) ไรโซมทุกชนิดมีพลังชีวิตของมันเองที่น่าอัศจรรย์ เพียงโยนรากเหล่านั้นลงผืนดิน เมื่อมันอยู่ในที่ที่เหมาะสม มันจะทะลุดินขึ้นมา เพื่อเติบใหญ่ได้ด้วยตัวของมันเอง
การทำอาหารให้กับผู้มาร่วมงานกว่า 160 คน คล้าย ๆ กับวิถีชีวิตแต่ก่อน ที่เวลามีงานบุญ หรืองานไม่บุญ ก็จะมีผู้คนมารวมตัวกัน กิจกรรมหนึ่งในงานแบบนี้ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องนัดหมายก็คือ การที่มีกลุ่มคนมาช่วยกันทำอาหารเพื่อเลี้ยงผู้คนในงาน สิ่งเหล่านี้ได้หายไปแทบจะ 100% ในสังคมเมือง และกำลังค่อย ๆ ทยอยหายไปในต่างจังหวัด
ขลุกขลักบ้าง ตามประสาของการทำอาหารมื้อใหญ่ โดยกลุ่มคนที่ไม่มีประสบการณ์ (บางคนแทบไม่เคยทำอาหาร) อาจเป็นภาพสะท้อนอย่างหนึ่ง ของการที่รากบางอย่างได้หายไปจากชีวิตของพวกเรา
แต่ขณะเดียวกันการที่พวกเราได้เห็นครูบาอาจารย์ มิตรสหายกว่า 160 กว่าคนทานอาหารที่พวกเราเป็นส่วนหนึ่งในการทำ ก็คงเป็นความรู้สึกอิ่มเอมภายในบางอย่าง ที่ไม่อาจบรรยายมาเป็นคำพูดได้ สำหรับบางคนสิ่งนั้นอาจสำคัญกว่าบทเรียนใด ๆ ในกิจกรรมด้วยซ้ำไป
เชื่อว่าช่วงเวลา 3 ชั่วโมง ที่ได้ฟัง อ.ต้นกับพี่โจนแบ่งปันประสบการณ์ ผู้เข้าร่วมได้ลงมือจับมีด กระทะ และเครื่องมือต่าง ๆ ในการทำครัว จนกลายมาเป็นเมนู "ต้มข่าไก่" และ "แกงมันมั่นมันมู่หยวกกล้วย" การได้ทำอาหารเลี้ยงคน 160 คน คงจะเป็นประสบการณ์บางอย่างที่เป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยงกับรากที่ได้หายไป
ที่บอกว่างานขลุกขลักบ้าง ความจริงแล้วออกจะขลุกขลักมาก ถ้ามองด้วยเอามาตรฐานโดยทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าจะมองว่าเป็นการเรียนรู้ เป็นการรื้อฟื้น เชื่อมต่อ กับรากที่ขาดหายไป ผมขอคิดเข้าข้างตัวเองนิดหน่อยว่า ไรโซมของเพื่อน ๆ ที่มีอยู่แล้ว แต่ถูกทำให้หลงลืมไป การมาร่วมกิจกรรมนี้ คงทำให้รากถูกเปิดสวิตซ์ไปบ้าง ไม่มากก็น้อย หลังจากถูกปิดมานานด้วยวิถีชีวิตที่กำลังดำเนินไป
เมื่อเดินข้ามโป๊ะของอาศรมวงศ์สนิท กลับไปสู่กระแสของโลกที่ดิ้นรน แก่งแย่ง แข่งขันอีกครั้ง หวังว่าเมื่อกระแสเหล่านั้น ได้พัดพามายังชีวิตของพวกเขาอีกครั้ง รากอ่อน ๆ ที่เขาเหล่านั้นได้กลับไปเชื่อมโยงเอาไว้ จากการมาร่วมกิจกรรม “รสในราก รากในรส” และการได้มาใช้ชีวิตในงานตลอด 3 วัน 2 คืนนี้จะทำงาน ให้พวกเขาไม่ถูกพัดไหลไปตามกระแสนั้นอย่างที่เคยเป็นมา
เพราะไรโซมชีวิตของพวกเขา ได้ลงไปสัมผัสกับดินภายในอันดั้งเดิมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ปล.ขอบคุณพี่อุ๊ พี่ตุ๊ก แม่ ๆ ยาย ๆ ทีมครัวอาศรม ที่ทำให้ความขลุกขลักในกิจกรรมมลายหายไป จนคนทาน 160 กว่าคนไม่มีใครจับสังเกตุได้ 😆
10/12/2025
สุดสัปดาห์นี้พวกเราไปร่วมงานนี้ด้วย ใครยังไม่มีหมุดหมายไปไหนในช่วงวันหยุด มาพักกาย พักใจ กับ วงศาพาสนิท FEST กัน ✨ [แปะรายละเอียดกิจกรรมที่พวกเราไปร่วมจัดใต้คอมเมนต์]
วันนี้จำหน่ายบัตรวันสุดท้ายแล้ว รีบกดจองแล้วมาพบกัน 😌🦋 ดูรายละเอียดที่เพจได้เลย!
07/12/2025
ความฝันและความหวัง
🌞🌱🌈
ชวนเพื่อนๆ ชาวเชียงใหม่ วันนี้มีเปิดงานนิทรรศการ "สุนทรียะแห่งความฝันและความหวัง" ของอาจารย์คามิน 31st Century Museum - office ซึ่งพวกเราได้ไปร่วมกระบวนการตามหาความฝันผ่านกิจกรรม ทวน-ถาม-วาดแผนที่ตามหาฝัน Dream Mapping Workshop โดย Change Lab (เมื่อสิงหาที่ผ่านมา) จนได้ถ่ายทอดออกมาเป็นชิ้นงานศิลปะร่วมกับเพื่อนคนอื่นๆ ด้วย พวกเรารู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ความฝันและความหวังนี้ และขอบคุณอาจารย์คามินที่ซัพพอร์ตพวกเรามาตลอด
แล้ววันนี้ในช่วง 14.00 ยังมีเสวนาในหัวข้อ “Dream Yoga” จากท่านเท็นซิน วังเกียล รินโปเช (เดี๋ยวแปะรายละเอียดใต้คอมเม้นต์) แถมยังได้เจอพี่ๆ FreeDom Bar จากเกาะเต่า ไปรับพลังความชิวและอิสระจากพี่ๆ เขาได้ 😆
ปล.พวกเราไม่ได้อยู่ร่วมงานในวันนี้นะ เดินทางไปกิจธุระต่อ แต่มีฝากชิ้นงานไว้แทน 🙂
โดยจัดแสดงถึง 13 มกราคมปีหน้า
06/12/2025
แวะมาหา the land
•
ระหว่าทางจากตัวเมืองไปสันป่าตอง
มักจะมีความคิดผุดขึ้นมาเต็มไปหมด
ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติในเวอร์ชั่นวิกฤตที่ยังคงงอกงามและมีความหวังต่อไปได้
ดีใจที่ได้เจอต้นไม้ที่ปลูกยังรอด(บางต้น)
ดีใจที่ได้เจอญาติผู้ใหญ่ (วันนี้แวะได้ 7 บ้าน)
ดีใจที่ได้เจอครอบครัวเหยี่ยว ยังคงอิสระพัดปลิวบนท้องฟ้า
ดีใจที่ได้ยินพี่บิ๊กบอกว่าคิดถึงวิถีแบบนี้ มีลมเอื่อยๆ ให้ได้งีบคลาย
ดีใจที่ได้กินน้ำมะพร้าวสดๆ จากพี่วิทสอยมาให้ ได้ข้าวเหนียว แอ๊บปลา แคบควายจากแม่ดวล ได้น้ำดื่ม 1.5 ลิตรจากพี่อู แกบอกว่าจะได้ไม่ต้องไปซื้อน้ำกิน ได้เลม่อนจากสวนอาจารย์เอาไปฝากพี่ๆ เกาะเต่าต่อ ได้ขอมะละกอจากต้นที่เติบโตเองเอาไปแบ่งต่อ และได้ทักทายและบอกลาทั้งผู้คน สัตว์ ต้นไม้ ต่างล้วนหมุนเปลี่ยนกันไป
•
หวังว่าเพื่อนๆ ที่กำลังอ่านข้อความนี้ มีรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าอยู่ 😊 และเดือนสุดท้ายของปี 2025 อย่าลืมหาเวลาพักให้ร่างกายนี้กันด้วยนะ
05/12/2025
ขอบคุณ MMAD สำหรับพื้นที่ที่ให้พวกเราในการสื่อสารโปรเจกต์ Sapiens 3000 ในรูปแบบนิทรรศการ | พบกันต้นปี 2027 (ข้ามปีของปีหน่อย 😆)
ANNOUNCEMENT!
ประกาศรายชื่อผู้ได้รับทุนจัดแสดงในโครงการ MMADness is Calling – กล้าให้สุดหลุดให้เป็น ประจำปี 2569 ที่ MMAD at MunMun Srinakarin
โฉมหน้าศิลปิน คิวเรเตอร์ และนักสร้างสรรค์ จากทั้ง 26 โปรเจกต์ ที่ผ่านการคัดเลือกจาก 279 นิทรรศการ ในโครงการ MMADness is Calling – กล้าให้สุดหลุดให้เป็น ประจำปี 2569 ที่ MMAD at MunMun Srinakarin
รายชื่อและกลุ่มผู้ได้รับคัดเลือก
มีดังต่อไปนี้
• กรกฎ หลอดคำ
• จิตติมน มันทรานนท์
• จุฑามณี ดิลกโศภณ
• Fiwty Whattheyak (ชิษณุพงศ์ เทพนิล)
• TAMSTER (ฐิติพันธุ์ ทองอนันต์)
• ณฐพล ภาคภูมิกมลเลิศ
• If/Then/Else (ธนบูรณ์ โพธิ์บำรุง)
• ธนวัฒน์ ดีสวาท
• ธิติพงษ์ เนื่องพิมพ์
• นัทธมน วิจิตรศรีวัฒน์
• SIDEHOUSE SUNSHINE (บวร ขจรพรรณพงศ์)
• เบญจรัตน์ เอี่ยมรัตน์ และ พีรมณฑ์ ตุลวรรธนะ
• ปริฉัตร ธนาภิวัฒนกูร
• ปวรุตม์ พรหมแก้ว
• เกศรินทร์ ลีละออง, ชัชพนธ์ ประทุมมาณ, ผดุงเกียรติ ทรัพย์ศรี, วัชรินทร์ เถลิงศักดาเดช, ศตวรรษ คงศรีเจริญ และ อภิชา วรรณกสิณ
• พรภพ สิทธิรักษ์
• T24N (พรหมพร เสรีเรืองโรจน์)
• พิเชษฐ ยังพบ
• วัชรา พิพัฒนาไพบูรณ์
• ศรภัทร ภัทราคร
• Pasteurized Film (จินเจษฎ์ นาวาเศรษฐถาว, ศุภัชฌา เครือสุคนธ์, มุกมินต์ตรา จริยวิทยานนท์, ศักดิพงศ์ จิตตไสยะพันธ์, ปุริม จันทร์เงิน และ ภวิศ แก้วสถิตพรชัย)
• JHANYAR (วัชรวิทย์ จรรยากูล, ปุณยนุช ไทผดุงพานิช และ ศิริวรรณ วัฒนะจินดาวงศ์)
• Sapiens 3000 (ก่อเกียรติ ตรีพัฒนาสุวรรณ และ สาธิตา ธาราทิศ
• สิทธา จันทรวงศ์
• อธิปัตย์ พุกศรีสุข
MMAD ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้ และขอบคุณทุกไอเดียที่ท้าทาย ขอบคุณทุกโปรเจกต์ที่กล้านำเสนอกันเข้ามา
เตรียมพบกับโปรแกรมนิทรรศการใหม่ตลอดทั้งปี พร้อมรายละเอียดเต็ม ๆ ของทั้ง 26 นิทรรศการได้เร็ว ๆ นี้ ทางเฟสบุ๊คเพจและอินสตาแกรม MMAD – MunMun Art Destination
#กล้าให้สุดหลุดให้เป็น
16/11/2025
Day 565
ถ้าสมมติลืมตาขึ้นมาแล้ว…
เริ่มค่อยๆ รู้สึกตัวจากอากาศเย็นที่พัดลอดมุ้งรวดจากหน้าต่างที่เปิดถ่ายเท ขณะที่นอนหลับตาที่รู้สึกตัวแล้ว อยู่ดีๆ ก็จินตนาการว่า ถ้าลืมตาขึ้นมาเป็นบ้านดาวที่ the land ล่ะ เหมือนความทรงจำ 1 ปีที่ผ่านมานั้นยังคงชัดเจนในจิตวิญญาณ ราวกับว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่… ประสบการณ์เหล่านั้นยังคงอยู่ในเนื้อในตัวเสมอ คิดถึงไก่บียอนด์ด้วยนะ คิดถึงเพื่อนผักที่เคยได้กิน ในตอนนี้ก็ปลูกถั่วแปบจากแม่พี่สมยศ(ร้านข้าวที่เคยฝากท้องจนสนิทเหมือนญาติ) เป็นเมล็ดที่ได้เก็บมาจากต้นรุ่นก่อน ดอกเริ่มออกแล้ว มีตั๊กแตนน้อยมาเฝ้าด้วย ก่อนปลูกไม่เคยเห็นเจ้าตัวนี้ น่าแปลกเหมือนกันแฮะ ~ ทุกอย่างยังคงดำเนินเคลื่อนไป ปรับ เปลี่ยน ปรับ ให้เข้ากับจังหวะในแต่ละถิ่นที่อยู่
เมื่อสองสามวันก่อน พี่บิ๊กก็พูดขึ้นมาว่า นี่จะครึ่งปีแล้วหรอเนี่ย ~ อย่างไวอะ แล้วก็มีหลายเหตุการณ์ที่ต้องทำให้พวกเราต้องปรับเปลี่ยนแผนตามเหตุปัจจัย แต่ความตั้งใจที่จะทำสรุปบทเรียน Sapiens ก็ยังเหมือนเดิม ข้อดีคือได้เว้นระยะจากโปรแกรมตัดต่อชั่วคราว จนทำให้รู้สึกว่าถ้าได้กลับไปเปิดใหม่ครั้งนี้ น่าจะเป็นมุมมองผู้เฝ้าดูได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น
🌬️🍃✨🌀
17/10/2025
โลกอีกใบที่กระจกเงา 🪞✨
หลังจากเข้าเรียนหลักสูตร Organizing Learning Space ที่จัดโดย Daybreaker Network กับ ActLab และ มูลนิธิกระจกเงา มาทั้งหมด 9 ครั้ง รู้สึกว่าได้รับความรู้ พลัง และได้รู้จักเพื่อน ๆ ที่ทำงานภาคสังคมมากมาย ต้องขอบคุณทางทีมงานที่จัดกิจกรรมดี ๆ อย่างนี้ ด้วยความตั้งใจมาก ๆ
ครั้งนี้เป็นการเรียนครั้งสุดท้าย ซึ่งถือเป็นไฮไลท์ที่พวกเราตั้งตารอคอยมาตั้งแต่เริ่มเรียน นั่นก็คือ
การมาดูงานที่มูลนิธิกระจกเงา องค์กรที่นิยามตัวเองว่าเป็น “องค์กรนวัตกรรมทางสังคม”
จากมุมมองพวกเรามูลนิธิกระจกเงา เป็นองค์กรที่มีความครบรส ครบเครื่อง ผสมผสานหลากหลายมิติในการทำงาน ทั้งการแก้ปัญหาสังคม ความสร้างสรรค์ การสื่อสาร แรงบันดาลใจ ความสำเร็จ ฯลฯ
หลังจากจบการเยี่ยมชมมูลนิธิกระจกเงา ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็คือ
เกินความคาดหมายไปไกล
เพราะช่วงเวลา 2 วัน ที่เข้ามาอยู่ในมูลนิธิกระจกเงา คล้ายเราหลุดเขาไปอยู่ในโลกอีกใบ
เหมือนพวกเรากำลังเข้าไปอยู่ในโรงงานที่กำลังแก้ปัญหา ปัญหาที่ถูกทอดทิ้ง ทั้งจากภาครัฐและคนในสังคม
ปัญหาที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ ตามข่าว ปัญหาที่เราพบเห็นทั่วไปในชีวิตประจำวัน แล้วก็คิดว่า มันน่าจะมีใครซักคนมาทำสิ่งนี้นะ
แต่คำถามคือ แล้วใครจะเป็นคนนั้นล่ะ ?
มูลนิธิกระจกเงา อาจเป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้นที่โผล่มาในความคิดของใครหลายคน
มีหลายอย่างที่พวกเราประทับใจมาก ๆ เลยอยากถือโอกาสพาเพื่อน ๆ ที่สนใจ เคยได้ยินมูลนิธิกระจกเงา แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไป เดินทางไปด้วยกันผ่านตัวอักษรและภาพถ่ายกันนะครับ
ไปกัน
จากการเดินดูพื้นที่ในพื้นที่หลายจุดของมูลนิธิ พอจะสรุปคร่าว ๆ ได้ว่า
ทุกจุดที่เราเดินไปดู มันคือการแก้ปัญหาอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งถ้าเราเดินไปดูเพียงบางจุด เราก็จะเห็นว่าปัญหานี้ถูกแก้ด้วยสิ่งนี้ ด้วยวิธีการนี้
แต่หลังจากเราเดินครบทุกจุด เราจะเห็นภาพใหญ่ เห็นความเชื่อมโยง ที่เป็นระบบนิเวศของการแก้ปัญหาสังคม ซึ่งสอดประสาน ส่งเสริมกันและกัน โดยที่แทบจะไม่มีอะไรที่สิ้นเปลืองและไร้ประโยชน์ในตลอดเส้นทาง ทุกอย่างถูกคิดมาอย่างดี
อย่างที่พี่หนูหริ่ง สมบัติ บุญงามอนงค์ บอกไว้ในตอนที่เรียนวิชาการจัดการทรัพยากร “ผมเก็บทุกเม็ด”
ตลอดเส้นทางของการเดินทางดูงานในอาณาจักรกระจกเงา ผมเห็นเป็น 3 ส่วนของการทำงาน คือ
1.จุดรับทรัพยากร > 2.จุดจัดการทรัพยากร > 3.จุดส่งต่อทรัพยากร
ซึ่งถูกดำเนินการด้วย คน 3 กลุ่ม คือ
เจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงา > ทีมจ้างวานข้า > อาสาสมัครประจำวัน
ขอเพิ่มข้อมูลสำหรับคนที่ไม่รู้จัก “ทีมจ้างวานข้า”
ทีมนี้เป็นการจ้างงานคนที่บริษัทโดยทั่วไปมองว่าไม่มีศักยภาพหรือไม่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ของระบบ ลำพังตัวของเขาเหล่านั้นก็ไม่มีต้นทุนชีวิตพอให้เลี้ยงตัวเองได้ ซ้ำร้ายยังถูกหลงลืมจากระบบรัฐ ตัวอย่างเช่น คนเร่ร่อน คนจนเมืองที่ไม่มีใครดูแล ส่วนมากเป็นสูงอายุที่อยู่ตัวคนเดียว ผู้พิการและผู้ป่วยจิตเวชที่ได้รับการฟื้นฟูแล้ว แต่ไม่มีทางไปต่อ ซึ่งท้ายที่สุดก็จะถูกส่งไปศูนย์บำบัดฟื้นฟู
หลังจากผ่านการคัดกรอง ว่าใครทำงานได้ และใครเหมาะกับงานอะไร ทางทีมงานก็จะจัดหางาน เพื่อให้คนเหล่านี้ได้มีรายได้ที่แน่นอนและเพียงพอต่อการดำรงชีพอย่างที่สมควรจะเป็น คือวันล่ะ 500 บาท เฉลี่ยแล้วมากกว่ารายได้พวกเราตอนทำโปรเจกต์ที่เชียงใหม่ซะอีก 😆
หลาย ๆ คน พลิกตัวเองจากคนไร้บ้าน กลายมามีบ้านอยู่ก็ด้วยโครงการนี้ ซึ่งทีมจ้างวานข้า จะเป็นกำลังหลักที่จะถูกกระจายไปอยู่ตามโครงการอื่น ๆ ในส่วนต่าง ๆ ของมูลนิธิและมีชื่อเรียกที่ต่างกันไปตามสิ่งที่ทำ แต่ร่มใหญ่คือโครงการจ้างวานข้า
รวม ๆ แล้วทีมจ้างวานข้าจะมีทั้งหมดประมาณ 200 คน
ข้อมูลเบื้องต้นประมาณนี้ งั้นเราไปดูจุดแรกกัน
✧ จุดรับทรัพยากร ✧
ถ้าเรียกภาษาบ้าน ๆ อาจจะบอกว่ามันคือจุดรับบริจาคที่กลายเป็นศูนย์คัดแยกด่านแรกของวงจรทั้งหมด คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยหลากหลายโครงการของกระจกเงา ทำให้เกิดการรับรู้ว่าเราสามารถร่วมสนับสนุนกระจกเงาได้ด้วยการ “บริจาค”
ไม่ว่าจะเป็นของอะไร สภาพไหน ทางกระจกเงายินดีรับหมด ของเก่า ของที่เราไม่ได้ใช้ ของที่พังแล้ว ของที่ไม่มีประโยชน์ของคนหนึ่ง จะถูกแปรสภาพกลายเป็นของที่มีประโยชน์ของใครอีกคนและกลายเป็นการสร้างงานให้กับใครอีกหลายคน
ศูนย์คัดแยกแห่งนี้จะมีรถเข้ามาบริจาคของทุกวันประมาณ 8,000 คันต่อเดือน หรือประมาณ 266 คันต่อวัน อันนี้คือช่วงปกติ แต่ถ้าช่วงปลายปี ที่คนมักจะเคลียร์สิ่งของต่าง ๆ ออกจากบ้าน จะมีคนเข้ามาบริจาคอยู่ที่ 12,000 คันต่อเดือน หรือประมาณ 400 คันต่อวัน !!
ทั้งหมดนี้ถูกดูแลด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิ 9 คน ทีมจ้างวานข้า 8 คน และอาสาสมัคร 20-30 คน
จุดนี้คล้ายเป็นหัวใจหลักที่สร้างรายได้หล่อเลี้ยงองค์กร ทำให้เกิดการจ้างงานของผู้คนมากมาย และต่อยอดเป็นหลากหลายโครงการภายในกระจกเงาในภายหลัง
คุณป้าทีมจ้างวานข้าเล่าถึงกระบวนการทำงานให้พวกเราฟังแบบเขิน ๆ “ถ้าผู้บริจาคมาถึง ก็จะสอบถามว่าอยากถ่ายรูปก่อนมั้ย 😆 ระหว่างรอก็จะให้ไปนั่งรอในห้องแอร์เย็น ๆ ที่ประชาสัมพันธ์ แต่โดยมากจะใช้เวลาไม่นาน อย่างรถที่เราเห็นคนนำของมาบริจาคใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที
เมื่อจัดแบ่งเบื้องต้นเรียบร้อย ของก็จะถูกกระจายไปจัดการต่อไป ในหลายพื้นที่ ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่โดยมากมันจะถูกส่งไปที่
✧ ศูนย์แบ่งต่อ ✧
ตรงจุดนี้จะเป็นอาคารขนาดใหญ่ คล้ายเป็นโรงงานขนาดย่อม ซึ่งคนทำงานหลักคือทีมจ้างวานข้า ที่จะกระจายไปตามจุดต่าง ๆ ส่วนใครจะไปอยู่จุดไหน ก็แล้วแต่ความถนัดของตนเอง เช่น
#ช้าการช่าง
โซนนี้ให้ผู้สูงอายุที่มีทักษะการซ่อมแซมได้มาใช้ความสามารถของตนเอง ในการซ่อมแซมของที่ได้รับบริจาคมา ซึ่งมีทั้งเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ เพื่อนำไปจำหน่ายเพื่อนำรายได้เข้ามูลนิธิ หรือนำไปส่งต่อให้กับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ต่อไป
#ชรารีไซเคิล
ถัดไปไม่ไกล เราจะเจอผู้สูงอายุอีกกลุ่มกำลังนั่งรื้ออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่หมดสภาพแล้ว เพื่อแยกส่วนและนำไปขายเป็นส่วน ๆ ต่อไป เขยิบไปอีกหน่อยจากตึกนึ้ก็จะมีชรารีไซเคิลอีกจุด สำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีแรงยกของ จะถูกมอบหมายงานให้มาที่นี่ เป็นการคัดแยกขยะบรรจุภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ ทั้งขวดแก้ว พลาสติก กระดาษ ฯลฯ ใครอยากช่วยโลกด้วย อยากช่วยเหลือผู้สูงอายุด้วย เอาของไปบริจาคได้เลย
#หนังสือ
แต่ล่ะวันมีหนังสือมากมายที่เข้ามาที่นี่ จำนวนไม่ค่อยแน่ใจ แต่น่าจะหลักพันเล่มต่อวัน ตรงจุดนี้จะมีการคัดแยกหนังสือเบื้องต้น ก่อนถูกแจกจ่ายหรือจำหน่ายต่อไป โดยที่ก็จะมีพ่อค้าหนังสือเก่ามาหยิบจับในช่วงนี้ด้วย เรียกว่าตาดีได้ ตาร้ายก็ไม่เสีย เพราะเล่มนึงตกอยู่ที่ 1 - 2 บาท
#เสื้อผ้า
ทีมจ้างวานข้าจะมาคอยคัดแยกเสื้อผ้า ประเมินความสมบูรณ์ อันไหนมีแบรนด์ ไม่มีแบรนด์ ก่อนจะส่งต่อไปจุดขายในตอนท้าย
เมื่อคัดแยกเสร็จ ของทั้งหมดก็จะถูกกระจายต่อไปตามที่ต่าง ๆ แต่ขอเรียกรวม ๆ ว่า
✧ จุดแบ่งปัน ✧
ตรงนี้จะเป็นเหมือนการกระจายของที่ได้รับออกไป ทั้งการส่งต่อให้กับผู้ขาดแคลนที่ต้องการ ไปจนถึงจำหน่ายเพื่อเป็นรายได้กลับมาหล่อเลี้ยงคนทำงานและองค์กรต่อไป
มีเยอะมาก จนอาจจะมีตกหล่นไปบ้าง แต่ที่จำได้ก็จะมี
โซนนี้ให้นึกถึงสมัยที่เราเรียน มันจะมีห้องสหกรณ์ที่ขายของจิปาถะ สมุด ดินสอ ปากกา ธงชาติ บอร์ด ฯลฯ ทั้งหมดคืออยู่ที่นี่ เยอะและใหญ่มาก ปกติทางมูลนิธิจะนำไปส่งต่อให้กับโรงเรียนตามต่างจังหวัด ให้คุณครู ให้เด็กนักเรียน ได้นำไปใช้ เพื่อลดรายจ่าย
แต่เนื่องจากมีปริมาณที่เยอะมากทางมูลนิธิจึงตั้งใจว่าภายในปีหน้าจะทำให้เป็นเหมือน B2S ให้คนที่ต้องการ ให้คนที่ทำงานภาคสังคม เข้ามาช็อปปิ้ง เอาไปใช้ได้ ที่สำคัญคือ ฟรี !!
#คอมพิวเตอร์เพื่อน้อง
ทางมูลนิธิรับบริจาคคอมพิวเตอร์ หน้าจอ เม้าส์ คีย์บอร์ด สแกนเนอร์ ฯลฯ ทุกสภาพ ถ้าไม่พังก็ดี แต่ถ้าพังก็รับ เพราะที่นี่มีทีมงานคอยซ่อมคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะส่งต่อให้กับโรงเรียนห่างไกลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ แต่ถ้าอันไหนเกินปัญญาที่จะซ่อม ก็จะถูกส่งไปสร้างอาชีพให้กับกลุ่มที่ชรารีไซเคิลนั่นเอง
#ป่วยให้ยืม
โครงการนี้จะอยู่อีกตึก คือจะอยู่ใกล้ ๆ กับจุดรับบริจาค วัตถุประสงค์ก็ตรงตามชื่อ คือที่นี่จะมีอุปกรณ์เกี่ยวกับผู้ป่วย ไล่ตั้งแต่ เตียง วอร์คเกอร์ แพมเพิซ ไปจนถึงเครื่องออกซิเจน เรียกว่าไม่ต่างกับร้านการแพทย์ขนาดไม่เล็กเลยทีเดียว เมื่อมีผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และจำเป็นต้องใช้แจ้งความประสงค์มา มูลนิธิก็จะให้ยืม เป็นการยืมยาว ๆ จนกว่าผู้ป่วยจะไม่ต้องใช้อีกต่อไป
ในส่วนของเครื่องออกซิเจนที่คนไม่ใช้แล้วและนำมาบริจาค มูลนิธิก็จะนำมาซ่อมแซมจนใช้การได้ แถมหัวหน้าทีมช่างที่ซ่อมแซมก็ยังเป็นผู้ลี้ภัยจากประเทศอะไรซักอย่างจำไม่ได้ แต่ดูจากหน้าพี่เขาแล้วน่าจะมีเชื้อสายแขก พี่เขาลี้ภัยมาทั้งครอบครัว พ่อแม่และลูก อีก 2 คน และมีงานหลักเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวคืองานจากกับมูลนิธิ
ยังมีของกินต่าง ๆ มากมาย ที่มีผู้บริจาคมาเป็นจำนวนมาก ทั้งข้าวสารอาหารแห้ง จะนมเด็ก นมผู้ใหญ่ ฯลฯ ทางมูลนิธิจะจัดการโดยการแบ่งตามประเภทและวันหมดอายุ ก่อนจะส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการต่อไป
#อ่านสร้างชาติ
หนังสือที่ถูกคัดว่าเนื้อหายังร่วมสมัย จะถูกส่งกระจายต่อไปยังที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น วัด โรงเรียน ห้องสมุดชุมชน โรงงาน ฯลฯ รวมถึงบางส่วนก็จะถูกนำมาวางขายในราคาถูกมาก ราคาเริ่มที่ลด 50% จากปก ไปจนถึงเล่มละบาท
#ร้านแบ่งต่อเสื้อผ้า
จุดนี้จะเป็นหนึ่งในจุดที่สร้างรายได้หลักคือจะมีเสื้อผ้าจำนวนมากมายมหาศาล ถูกนำมาขาย หลัก ๆ เป็นราคาตัวล่ะ 10 - 30 บาท คนเยอะมาก ที่นี่เน้นตั้งราคาถูก เพื่อให้ของออกไว และคนที่มาซื้อสามารถนำไปบวกกำไรต่อได้
#ร้านแบ่งต่อจิปาถะ
ตรงนี้น่าจะเรียกว่าเป็นจุดพรีเมี่ยม พระเครื่อง กระเป๋าแบรนด์เนม(แท้ไม่แท้แล้วแต่คนที่เอามาบริจาค>
13/10/2025
“เปิดร้าน Seed restaurant and cafe"
60 กิโลเมตรจากบางบัวทอง ไปหนองจอก ให้ความรู้สึกเหมือนกับเรากำลังเดินทางไปอีกจังหวัด (ขอเนียน ๆ ว่าการอยู่บางบัวทองก็ให้ความรู้สึกไม่ได้ต่างกับการอยู่กรุงเทพเท่าไหร่นัก เพราะการเดินทางเข้าเมืองจากที่นี่ ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าไกลอะไรมากนัก)
ที่เราต้องดั้นด้นไปขนาดนั้น เพราะจุดหมายของเราวันนี้คืองานเปิดร้าน “Seed restaurant and cafe” ร้านอาหารของบริษัทเมล็ดพันธุ์สาธารณะ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า ” อาสาชาวนามหานคร ” พื้นที่กว่า 100 ไร่ในกรุงเทพ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงของชีวิตอย่างปัจจัย 4 ใครสนใจลองไปดูข้อมูลต่อได้
ร้านอาหารที่เกิดขึ้นมาเพราะอยากส่งเสริมการเก็บเมล็ดพันธุ์ เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป และการจะเก็บได้จริง ๆ ก็ต้องทำให้คนเก็บเมล็ดพันธุ์ที่เป็นเกษตรกรเลี้ยงตัวเองได้ จึงเป็นเหตุผลที่ร้านนี้เกิดขึ้น คือเพื่อเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค
พวกเราได้ชิมข้าวหยำปลาอินทรีกับแกงไก่คั่วประดู่หางดำ ไก่จากเมืองน่านที่คนเป็นเก๊าท์ก็กินได้เพราะมียูริกต่ำ ใช้พริกแกงกระต่ายจาม
เป็นอาหารอีกมื้อที่เรานิยามกันว่าเป็นความอร่อยแบบใส ๆ เวลาพูดว่าอร่อยแบบใส ๆ หมายถึงอาหารที่เน้นรสชาติจากวัตถุดิบ ไม่ได้เน้นรสชาติมาจากซอสปรุงรส ซึ่งหากินได้ยาก เพราะต้องใช้เวลาและการใส่ใจที่มากกว่า รวมถึงวัตถุดิบที่ผลิตด้วยกระบวนการธรรมชาติ ซึ่งยังคงรสชาติของวัตถุดิบได้มากกว่าวัตถุดิบที่ถูกเร่งให้โตจากสารเคมีในการปลูกผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม
ในยุคสมัยที่ทุกอย่างเร่งรีบและเน้นกำไร การใช้ซอสปรุงรสและวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมใหญ่ย่อมตอบโจทย์ร้านอาหารโดยทั่วไปมากกว่า
แต่ก็นั่นล่ะ ผลก็คือพืชทั้งหลายก็ค่อย ๆ หายหน้าไป จนเหลือผักไม่กี่ชนิด ที่เราคุ้นเคยกันที่แผงตลาด
เข้าใจว่าช่วงนี้ทางร้านจะมี Concept เป็นแบบป๊อปอัพ คือทุกสัปดาห์ จะชวนแม่ครัว หลายคนหลากสไตล์ มาผลัดเปลี่ยนเวียนหมุนทำอาหาร ตามวัตถุดิบที่ได้มาในช่วงเวลานั้น ๆ
นอกจากนั้นยังมีจุดขายวัตถุดิบเล็ก ๆ ให้เราซื้อของกลับไปที่บ้านได้ ซึ่งของเหล่านี้ก็มาจากเครือข่ายทั้งหลายในกลุ่มที่ช่วยกันเก็บเมล็ดพันธุ์
ระหว่างนั่งพัก หลบความวุ่นวายของผู้คน ได้มีโอกาสถามพี่โจน ทำไมถึงได้มาเปิดร้านอาหารไกลสุดขอบ กรุงเทพขนาดนี้
หรือเพราะพี่อยากยึด Concept ผักท้องถิ่นหลาย ๆ ชนิด หาพันธุ์ได้ยากกำลังจะสูญพันธุ์ พี่เลยมาเปิดไกล ๆ ให้ห่างผู้คน เพื่อสื่อว่าผักเหล่านี้กำลังจะหายไป (แต่อันนี้คิดกวน ๆ ในใจ ไม่ได้บอกแกนะ 😆)
พี่โจนตอบว่า “พวกเราไม่ใช่นักธุรกิจ เราแค่อยากเก็บเมล็ดพันธุ์ แล้วเราก็ไม่ได้มีทรัพยากรอะไรมากมาย พอมีโอกาสจากเจ้าของที่เสนอเข้ามา เราก็อยากลอง เผื่อถ้ามันประสบความสำเร็จ มันอาจจะเป็นต้นแบบ ให้คนเห็น อาจมีคนอยากเอาโมเดลแบบนี้ไปทำบ้าง แล้วมาเชื่อมต่อกับพวกเรา มันก็จะกระจายตัว มีร้านที่เชื่อมระว่างเกษตรกรกับผู้บริโภคในเมืองมากขึ้น”
เป็นแบบนี้เสมอ
ทุกครั้งที่เราอยู่กับความเป็นจริง อยู่กับตัวเลข อยู่กับความเป็นไปได้ทางธุรกิจ ความฝัน และอุดมการณ์มันต้องถูกลดให้ต่ำลงเสมอ เมื่อเจอกับความเป็นจริงมากเกินไป การได้เจอพี่โจนมักจะได้กลับมาเติมพลังในอีกด้านอยู่เสมอ
แต่นั่นก็คงไม่ได้หมายความว่าการมีแต่ความฝัน อุดมการณ์ ความปราถนาดีต่อผู้อื่น แล้วมันจะไปได้ดีเสมอไป หลายครั้งเพราะอยู่กับอุดมการณ์มากเกินไป จนละเลยความจริง
การหาจุดสมดุลระหว่างเจตจำนงค์ในภารกิจของชีวิตกับความจริงสมมุติของสังคมในช่วงเวลานั้น ๆ เป็นการบ้านของคนทำงานภาคสังคม ที่ใช้การทำธุรกิจเป็นเครื่องมือ ต้องเรียนรู้หาจุดนั้นให้เจอ
ไปครับ
ใครมีฝันร่วมกันกับพี่โจน
ใครอยากส่งต่อเมล็ดพันธุ์ให้กับลูกหลานของพวกเรารุ่นถัดไป ผ่านการกินของเราในวันนี้
ใครอยากสนับสนุนเกษตรกรที่มีความตั้งใจดี
ใครอยากกินอาหารแล้วสุขภาพดีด้วย
ใครอยากกินอาหารแล้วได้ช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน
ใครอยากเห็นบริษัท ที่ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพราะอยากหาเงิน แต่เพียงแค่ต้องหาเงิน เพื่อให้วงจรทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ตามไปอุดหนุนกันได้ครับ
📍เพจร้าน Seed restaurant and cafe https://maps.app.goo.gl/Fnc71vYYpdQGfwdSA?g_st=ipc
06/10/2025
เสวนา Sapiens ครั้งแรก
ได้โอกาสพี่แจ๊บ พี่จั๊มพ์ ชวนไปเล่าประสบการณ์ 1 ปี ตอนอยู่ the land ที่สวนกลางเมือง แถวยานนาวา
นับเป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสเอาเรื่องราวของ Sapiens 3000 มาแชร์ ลึก ๆ ก็ลุ้น ๆ ว่า จะมีคนสนใจมามั้ยนะ 😆
หลังจากอากาศปลอดโปร่งตลอดอาทิตย์ พอถึงวันเสวนาฝนตกราวกับอัดอั้นที่ไม่ได้ตกมานานนับสัปดาห์
เหมือนธรรมชาติกำลังจะบอกว่า "ชาว Sapiens การคุยวันนี้ไม่ต้องเปิดแอร์นะ" 🍀
เป็นแบบนั้น บรรยากาศของสวนกับความชื้นของสายฝน ทำให้อากาศเย็นสบาย จนไม่ได้รู้สึกว่าอยู่ในกรุงเทพ
การได้มาแบ่งปันประสบการณ์กับเพื่อน ๆ ที่สนใจในเรื่องคล้าย ๆ กัน
บางคนกำลังทำโปรเจกต์อะไรบางอย่างอยู่แล้ว
บางคนกำลังอยู่ในเส้นทางการเดินทางแสวงหา
บางคนอยู่ในช่วงที่ชีวิตพึ่งถึงจุดพลิกผัน
ดีใจที่เรื่องราวของพวกเรามีประโยชน์บางอย่าง ช่วยย่นเวลาให้กับการเดินทางบางเส้นทางของผู้เข้าร่วม
5 เดือนที่ง่วนอยู่กับสารคดี Sapiens3000 จนไม่ค่อยจะได้ทำอะไรอย่างอื่นมากนัก การมาแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ กลับเป็นการเติมพลังใจให้พวกเราไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ขอบคุณผู้เข้าร่วมที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ในวันนี้
ขอบคุณพี่แจ๊บ พี่จั๊มพ์ ที่ชักชวน พร้อมมิตรภาพและสถานที่อันแสบอบอุ่น
ไว้พบกันใหม่ครับ
📸 ขอบคุณภาพบางส่วนจากพี่แจ๊บ & พี่จั๊มพ์ & นมสด
04/10/2025
ค่อยๆ มากันนะ ☔️
ดูจากฝนที่ตกๆ หยุดๆ และเทลงมาหนักเป็นระยะ
เหมาะกับหัวข้อที่จะพูดคุยวันนี้ 😆
26/09/2025
🌀 ปรับวิถีเรา เปลี่ยนวิกฤตโลก และเรื่องเล่าการทดลองของ Sapiens 3000 🌳
ระบบปัจจุบันมอบความหวังอะไรให้แก่คุณบ้าง ? เพื่อให้คุณใช้ชีวิตแบบที่กำลังเป็นอยู่
✧ ความมั่นคงในชีวิต
✧ อิสรภาพทางการเงิน
✧ เงินเลี้ยงตัวเมื่อยามเกษียณ
ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้คล้ายเป็นเส้นชัย ให้เราใช้ชีวิต โดยมีสิ่งเหล่านี้เป็นจุดมุ่งหมาย
แต่ถามจริง คุณคิดว่าเส้นชัยนี้มันถูกออกแบบมาสำหรับทุกคนที่ฝันถึงมันหรือเปล่า ?
เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ เพราะถ้าตอบเราอาจจะไม่มีความหวัง 😅
แต่ขณะที่สมมุติฐานยังไม่ชัดแจ้ง โลกของเราก็กำลังส่งเสียงบอกว่าไม่อาจจะรองรับวิถีที่พวกเรากำลังเป็นอยู่นี้ได้อีกต่อไป
ความมั่นคงส่วนตัวของเราจะมีประโยชน์อะไร
ถ้า …
✧ สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เริ่มหายไป
✧ อากาศเต็มไปด้วย PM.2.5
✧ น้ำเต็มไปด้วยสารพิษ
✧ อาหารที่ปลอดภัยขาดแคลน
ฯลฯ
แล้วจะให้ทำยังไงต่อ ก็ในเมื่ออยู่แบบนี้มาตั้งแต่เกิด อาจเป็นคำถามที่ดังขึ้นในหัวของใครบางคน
Sapiens 3000 โปรเจกต์ทดลองการใช้ชีวิต 1 ปี เพื่อทดลองหารูปแบบความเป็นไปได้อื่น ๆ นอกจากวิถีชีวิตที่กำลังเป็นอยู่ เพราะเชื่อว่าการใช้ชีวิตของเรา ควรจะสอดประสาน ไปในทิศทางเดียวกันกับธรรมชาติ
ภายใต้การทดลองที่ขาดแคลนงบประมาณ กลายเป็นความดิบ สุดโต่ง แบบไม่ได้ตั้งใจ จนใครหลายคนบอกว่าเหมือนกับการกลับไปใช้ชีวิตย้อนยุค
พวกเขาได้เรียนรู้อะไร ใครสนใจ มาฟังกันได้ 🙌
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
กำหนดการกิจกรรม
🗓 วันที่ 4 ตุลาคม 2025
13.00 - 13.30 ลงทะเบียน
13.30 - 15.30 วงคุย “ปรับวิถีเรา เปลี่ยนวิกฤตโลก และเรื่องเล่าการทดลองของ Sapiens 3000”
15.30 - 17.00 สำรวจ และสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนในย่านยานนาวาระหว่างทาง เพื่อไปชมงานด้านสิ่งแวดล้อมที่โกดัง Dhamma + ซอยสาธุประดิษฐ์ 58 แยก 22
📍สถานที่จัด Thai Creo Studio (ซอยสาธุประดิษฐ์ 45)
*พกขวดน้ำดื่ม และรองเท้าคู่ใจให้พร้อม ♡
ลงทะเบียน: https://forms.gle/QkBDBCSLdpWRsXpD7
*รับผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัด 10 คน
✤ แนะนำการเดินทางมายัง Thai Creo Studio ✤
- รถยนต์ส่วนตัวสามารถมาจอดได้ที่ Thai Creo Studio
- ขนส่งสาธารณะ BTS ช่องนนทรี - ต่อ BRT ลงถนนจันทร์ - ปักหมุดเดินหรือเรียกแอฟรถ/พี่วินมอเตอร์ไซค์
- ถ้าใครชอบรถเมล์ มีสาย 35: เคหะธน - บางลำพู และสาย 62 (3-42): ท่าเรือสาธุประดิษฐ์ - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ผ่านในซอยสาธุประดิษฐ์เลย
- ส่วนใครอยู่ใกล้ ปั่นจักรยานมาจอดได้ที่ Thai Creo Studio ได้เลย
🌻 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม มาย 087-4047749
05/09/2025
สรุปวิชา"การสื่อสารและการสร้างแบรนด์ "
วิชาที่ 4 ของหลักสูตร "การสร้างองค์กรเคลื่อนไหวทางสังคม"
จัดโดย Daybreaker Networkและมูลนิธิกระจกเงา
ขอบคุณผู้จัดอีกครั้งครับ
การสื่อสารและการสร้างแบรนด์
การสร้างแบรนด์
-เรื่องการสร้างแบรนด์พี่หนูหริ่งและทีมจึงไม่ได้อิงจากทฤษฎีอะไร แต่แชร์จากประสบการณ์ในการทำงานของมูลนิธิกระจกเงากว่า 30 ปี
-มูลนิธิกระจกเงาไม่ได้คิดเรื่องการสร้างแบรนด์แต่แรกเริ่ม มันเป็นผลที่เกิดขึ้นเอง จากสิ่งต่าง ๆ ที่มูลนิธิทำ (คงคล้ายกับองค์กรเพื่อสังคมทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นมาเพราะประเด็นทางสังคมอะไรบางอย่างที่ตัวเองสนใจ เรื่องกลยุทธ์ทางธุรกิจจึงไม่ใช่สิ่งที่องค์กรเหล่านั้นสนใจ แต่เมื่อถึงจุดนึงที่ทำถึง มันก็เกิดผลไม่ต่างกัน)
-ความเข้าใจผิดของการสร้างแบรนด์ ในมุมของพี่นูหริ่ง
ชื่อองค์กรไม่ใช่แบรนด์ ชื่อเสียงขององค์กรไม่ใช่แบรนด์
เรื่องโลโก้ สี อัตลักษณ์ เป็นเพียงวิธีการ ให้คนจำได้
แต่ความเชื่อมั่นที่คนมีให้ต่อองค์กรเรา นั่นคือแบรนด์
-การที่คนจะเชื่อมั่นเราได้ เขาต้องเห็นการกระทำที่ประสบความสำเร็จ ซ้ำ ๆ จนก่อเกิดเป็นความเชื่อมั่น เป็นเหมือนวงจรที่ต้องทำด้วยความต่อเนื่อง
-ในอีกมุมหนึ่ง เราต้องเป็นอย่างนั้นจริง ๆ คือสื่อสารเพื่อให้คนเห็นว่าเราทำอะไร ไม่ใช่สื่อสารเพื่อสร้างภาพ
-การจะทำให้คนเชื่อมั่นเราได้ ต้องสร้างสภาพแวดล้อม ช่องทาง ให้คนเห็นสิ่งที่เราทำ เห็นความสำเร็จที่เราทำ เพื่อให้คนมั่นใจเรา ด้วยความต่อเนื่อง
-คนจริง ที่ทำดี แต่ไม่สื่อสารเปรียบเหมือน “ดอกไม้งามในป่าลึก” ที่วันนึงอาจจะมีคนไปพบเห็น แล้วนำมาบอกต่อ แต่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก
-งานเพื่อสังคมเป็นงานที่มีสเน่ห์ แต่ติดที่วัฒนธรรมการประชุม สัมนา ทำให้เกิดเป็นการกระทำน้อย หรือบางทีอาจจะเป็นงานที่เราวางแผน แต่ไม่ได้ลงมือทำเอง ทำให้บางทีไม่เกิดความมั่นใจ ดังนั้นเราต้องทำได้ด้วยตัวเองด้วย จึงจะเกิดเป็นความมั่นใจ
------------------------------------------------------------
การสื่อสาร
-องค์ประกอบในการสื่อสาร มี 2 อย่าง
1.ต้นทุนที่เรามี
ความหมายก็คือองค์กรเราทำเรื่องอะไร ประเด็นอะไร สิ่งนี้คือทรัพยากร เป็นวัตถุดิบที่เราใช้ในการสื่อสารกับผู้คน
2.คนสนใจ
การทำให้คนรู้สึกสนใจ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับเนื้อหาที่เราสื่อสาร ซึ่งจะช่วยทำให้คนเหล่านั้นมาช่วยสนับสนุนเรา
-การหาความสมดุลระหว่าง 2 สิ่งนี้ คือหัวใจของการสื่อสาร ซึ่งไม่มีสูตร เป็นเหมือนการทดลองที่เราต้องหาให้เจอด้วยตัวเอง บางครั้งที่เราสื่อสารแล้วมัน“แป้ก” เพราะว่ามันไม่น่าสนใจสำหรับผู้คน เขาไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับสิ่งที่เราสื่อสาร ก็ต้องปรับกันไป
-ตัวกิจกรรมที่สื่อสารต้องน่าสนใจและทำให้คนรู้สึก เช่น กรีนพีซ ที่มักจะมีภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจและมีพลัง อย่างภาพทีมงานเผชิญหน้ากับเรือล่าวาฬกลางทะเล หรือภาพปีนป่ายไปแขวนป้ายเพื่อสื่อสารข้อความในที่ที่คนคาดไม่ถึงอย่างแท่นขุดเจาะน้ำมัน
-ในกรณีกรีนพีซเขาเห็นภาพจบก่อน แล้วค่อยไปถ่าย เพื่อเอาไปสื่อสาร ซึ่งก็อาจจะมาถกกันได้ว่าการทำแบบนี้ มันคือการทำเพื่อเอาหน้าหรือเปล่า ก็เป็นอีกประเด็น ? แต่ถ้าในมุมการสื่อสารมันเพียงพอแล้ว
-ต้องเลิกประชาสัมพันธ์ แต่ให้ใช้การสื่อสารรณรงค์ ความแตกต่างของ 2 อย่างนี้ คือ การประชาสัมพันธ์จะไม่ค่อยคิดถึงผู้รับสาร ให้นึกถึงข่าวประชาสัมพันธ์ของราชการ ที่ดูน่าเบื่อ ยาว ดูเป็นพิธีกรรมและเราไม่รู้สึกเกี่ยวข้อง
-บางทีเรื่องที่โดนมาก ๆ อาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ ตัวอย่างกรณีของมูลนิธิกระจกเงา ใน่ช่วงน้ำท่วม มีตายายคู่หนึ่งที่บ้านเปื้อนโคลน กลับเข้าบ้านไม่ได้ เกรงใจญาติ เลยมาอยู่ที่ศาลาที่นึงนับเดือน เมื่อทีมไปเจอและพูดคุย ก็รู้สึกว่าคู่นี้ควรจะได้กลับไปที่บ้านแล้ว จึงเกิดการระดมกำลังมาทำความสะอาด ซ่อมแซม พร้อมเฟอร์นิเจอร์ ภายในวันเดียวจากบ้านที่เปรอะเต็มไปด้วยโคลน กลายเป็นบ้านที่พร้อมอยู่ เมื่อสื่อสารออกไปมันเลยทรงพลังมาก
-ทีมสื่อสารต้องคุยกับทีมหน้างาน เพื่อช่วยกันให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
อย่างในกรณีนี้เมื่อทีมสื่อสารเห็นศักยภาพในเรื่องราวของ ตายายคู่นี้ในการสื่อสาร ก็ขอประสานกับทีมให้ช่วยกันมาจัดการเคลียร์บ้าน ซึ่งต้องใช้คนนับ 10 คน ทั้งทีมทำความสะอาด ทีมช่าง ทีมขนเฟอร์นิเจอร์ จนสำเร็จได้ภายในวันเดียว การเชื่อใจ ความร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว จึงเป็นสิ่งสำคัญให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้
-การสื่อสารต้องใส่ความรู้สึกลงไป ต้องทำให้สิ่งนี้สื่อสารออกไปให้ได้ สำคัญมาก แต่ต้องหาความพอดี ให้เจอ โดยเฉพาะเรื่องที่มีประเด็นเรื่องความน่าสงสาร ทำยังไงให้การสื่อสารของเราไม่ไปลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขา
-กรณีศึกษายายไฮ ที่มาร้องเรียนเรื่องการสร้างเขื่อน ที่ทำให้ที่นาต้องจมอยู่ในน้ำ ก่อนหน้านี้มีคนเป็นพันคนมาร้องเรียน แต่ไม่เกิดผล แต่ยายไฮ ที่จริงมาก สื่อสารได้ เล่าเป็นฉาก ๆ ในภาษาง่าย ๆ แต่เต็มไปด้วยความรู้สึก มันเลยเกิดผลกระทบมาก มากกว่าคนเป็นพัน ๆ คน
-การออกแบบการโพสต์ ตามสื่อที่เราใช้และพฤติกรรมของคนดู เช่นถ้าโพสต์ในเฟซบุ๊ค จะเลือกใช้ภาพหลักเดียว ถ้ามีภาพอื่น ๆ ก็จะเอาไปโพสต์ในช่องคอมเม้นท์ เพราะถ้าดูในมือถือแล้วโพสต์หลายภาพ มันจะดูไม่รู้เรื่องเพราะภาพมันเล็กเกินไป
-เราต้องหารูปแบบการสื่อสารและมู้ดแอนด์โทนที่เหมาะกับองค์กรเราให้เจอ อย่างมูลนิธิกระจกเงา เน้นเล่าเรื่องที่ทำสำเร็จแล้ว เพื่อให้คนได้เกิดความหวัง เกิดพลัง เป็นพื้นที่ฮีลใจให้กับผู้คนในสังคม
-ศิลปะของการสื่อสารคือการเลือกตัดสิ่งที่ไม่ใช่ออกไป แล้วเรียบเรียง ลำดับ ให้เหมาะสมและพอดี ก่อนที่จะสื่อสาร
-การสื่อสารบางทีไม่ได้เกิดจากการนั่งคิด แต่เกิดจากการไปเฝ้าดู จนเจอวัตถุดิบนั้น คนสื่อสารต้องใช้เซ้นส์ ว่าเรื่องนี้ล่ะ มีศักยภาพในการสื่อสารได้ซึ่งเรารู้ได้จากความรู้สึกของเราที่เกิดในช่วงเวลานั้น
-เทคนิคการตั้งชื่อโครงการของมูลนิธิกระจกเงา
ชื่อไม่ยาว, สื่อสารได้, แอบขำ, มีชีวิตชีวา
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เว็บไซต์
ที่อยู่
สันป่าตอง
Chiang Mai