Fit&Healthy by Miss M
ความมีสุขภาพดีสร้างได้ ไม่ยากอย่างที่คิด
06/09/2021
ห่ามนิดๆ ฝาดหน่อยๆ กินดีมีประโยชน์นะ..!!
รสฝาดมันเกิดจากยางกล้วยนะ ยางกล้วยมันดีและมีประโยชน์ เป็นยาวิเศษอย่างหนึ่งรักษาโรคได้ เพราะมัน มีส่วนผสมของเพคติน ช่วยรักษาแผลในปาก ช่วยเคลือบกระเพาะป้องกันการเกิดโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน โรคทางเดินอาหาร ใครชอบกินเผ็ด กินอาหารรสจัด กินไม่ตรงเวลา กล้วยห่ามๆ ฝาดๆ ช่วยคุณได้นะ..!!!
#กล้วยน้ำว้า
07/07/2021
ธรรมชาติสร้างจุดต่างๆ มากกว่า 833 จุดทั่วร่างกายมนุษย์ เพื่อให้ใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ นับเป็นเวลานานหลายพันปีมาแล้ว ชาวจีนใช้เข็มแทงกระตุ้นจุดเหล่านี้ เพื่อรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ให้หายได้อย่างน่ามหัศจรรย์ เรียกจุดเหล่านี้ว่าจุดแทงเข็มหรือฝังเข็ม (Acupuncture Points) ต่อมาพบว่าการกดที่จุดดังกล่าว ให้ผลในการรักษาเหมือนกันกับการแทงด้วยเข็ม ปกติแล้วใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือส่วนที่อยู่ใต้เล็บกด และเรียกจุดเหล่านี้ว่า จุดกด ( Acupressure Points) ซึ่งเป็นจุดเดียวกันกับจุดฝังเข็มนั่นเอง ต่างจากการฝังเข็มการกดจุดไม่มี
อันตรายใดๆ ทั้งสิ้น การฝังเข็มต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญ มิฉนั้นอาจเกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยได้ ข้อดีอย่างยิ่งของการกดจุดมีดังนี้คือ
1.ไม่มีอันตรายใดๆ ผู้ป่วยสามารถกดจุดรักษาตัวเองได้อย่างง่ายดาย และไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ตัวอย่างเช่น ในการกดจุดรักษาโรคความดันโลหิตสูง เมื่อกดจุดรักษาความดันโลหิตลดลงจนถึงระดับที่เหมาะสม และจะหยุดลดลงอีก แม้ว่ายังมีการกดจุดต่อไปอีก มิใช่ว่าความดันโลหิตจะลดลงไปเรื่อยๆ จนความดันต่ำกว่าปกติ เป็นต้น
2. ส่วนใหญ่แล้วการกดจุดรู้ผลในการรักษาทันที ตัวอย่างเช่น
ในกรณีของนิ้วแข็ง( นิ้วล็อค ) งอไม่ได้ เพียงกดที่จุดๆ หนึ่งที่โคนนิ้วนั้น เพียงพริบตาเดียว อาการนิ้วล็อคจะหายไป สามารถงอได้เป็นปกติ สิ่งนี้ต่างจากการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งใช้การผ่าตัดเล็กๆ ที่ใต้โคนนิ้ว
อาการปวดศีรษะหลายรูปแบบ เช่น ปวดบริเวณขมับ ปวดบริเวณท้ายทอย ปวดบริเวณหน้าผาก ปวดร้าวทั่วศีรษะ เป็นต้น สามารถกดจุดรักษาให้หายได้ภายในพริบตา นอกจากนี้การปวดศีรษะแบบไมเกรนก็สามารถรักษาได้ด้วยการกดจุดเช่นกัน
3.ในการกดจุดรักษาโรคใดโรคหนึ่งโดยใช้จุดกดชุดหนึ่ง ถ้าโรคยังไม่หาย มิได้หมายความว่าการกดจุดไม่สามารถรักษาโรคนั้นได้ ควรใช้ตำรากดจุดชุดอื่นๆ โดยครูบาอาจารย์ท่านอื่นลองกดรักษาดู
การวัดระยะ : ในการหาตำแหน่งของจุดกด ( Acupressure Point ) ใช้ ‘ ซุ่น ‘ เป็นหน่วยสำหรับวัดระยะ ซุ่นมีค่าความยาวต่างกันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
1. การวัดระยะบนแขนหรือขา 1 ซุ่นมีความยาวเท่ากับความยาวของข้อกลางของนิ้วกลางของผู้ป่วย หรือเท่ากับความกว้างของนิ้วหัวแม่มือของผู้ป่วย
โดยทั่วไปเริ่มต้นอาจใช้ค่านี้ของซุ่นเป็นค่าประมาณสำหรับวัดระยะต่างๆทั่วร่างกาย หลังจากนั้นค่อยๆ ขยับเล็กน้อย เพื่อปรับแก้ให้ตรงจุดที่ต้องการ
กดจุด 1
การวัดระยะบนศีรษะในแนวจากด้านหน้า ส่วนบนและด้านหลังของศีรษะ ความยาว 1 ซุ่น แตกต่างจากข้อ1. พอสรุปได้ดังต่อไปนี้คือ
ในแนวของเส้นกึ่งกลางศีรษะ ซึ่งแบ่งศีรษะออกเป็นด้านซ้ายและด้านขวาเท่าๆ กัน จากตีนผมด้านหน้าถึงตีนผมด้านหลัง ความยาวเท่ากับ 12 ซุ่น สำหรับผู้ป่วยที่ศีรษะล้านให้วัดจากจุดกึ่งกลางระหว่างหัวคิ้วถึงตีนผมด้านหลัง ระยะทางที่ได้คือ 15 ซุ่น ซึ่งหมายความว่าหน้าผากกว้าง 3 ซุ่นนั่นเอง
กดจุด 2
ระยะทางจากตีนผมด้านหน้าถึงรอยต่อระหว่างกระดูกสันหลังคอข้อที่ 7 ( C7 )กับกระดูกสันหลังส่วนอกข้อที่ 1 ( T1 ) เท่ากับ 15 ซุ่น
รอยต่อระหว่าง C7 กับ T1 หาได้ดังนี้ เมื่อก้มศีรษะลง ตรงโคนคอด้านหลังจะมีกระดูกนูนขึ้นมา วัดจากตีนผมตรงท้ายทอยลงมา 3 ซุ่นตามนิยามในข้อ 1) ซึ่งอยู่ตรงกลางในแนวดิ่งของกระดูกที่นูนชึ้นมา เป็นรอยต่อระหว่าง C7 กับ T1 ที่ต้องการ
ดังนั้นระยะทางจากตีนผมด้านหลังถึงรอยต่อระหว่าง C7 กับ T1 เท่ากับ 3 ซุ่น ในกรณีที่ตีนผมด้านหลังไม่เรียบร้อย เช่น แหว่งๆ เว้าๆ เป็นต้น ให้วัดระยะจากตีนผมด้านหน้าถึงปลายขอบล่างของกระโหลกศีรษะด้านหลัง เป็นระยะทางเท่ากับ 11 ซุ่น
การวัดระยะในแนวขวางบนใบหน้าและศีรษะ ให้ใช้หน่วย ‘ ซุ่น ‘ ซึ่งแสดงไว้บนศีรษะดังปรากฏ
1.การวัดระยะบนอกส่วนบน ถือว่ากระดูกซี่โครงแต่ละซี่อยู่ห่างกัน 1.6 ซุ่น
2.การวัดระยะตามลำตัวในแนวขวาง ให้ใช้นิยามของซุ่นดังนี้คือ ระยะห่างระหว่างหัวนมซ้ายกับหัวนมขวามีค่าเท่ากับ 8 ซุ่น ดูรูปที่ 2
3.การวัดระยะบริเวณหน้าท้อง ให้ใช้นิยามของซุ่นดังต่อไปนี้ (ดูภาพประกอบ)
(ก) ระยะจากส่วนล่างสุดของลิ้นปี่ถึงจุดกึ่งกลางของสะดือเท่ากับ 8 ซุ่น
(ข) ระยะจากจุดกึ่งกลางของสะดือถึงขอบบนของกระดูกหัวหน่าว( P***c bone) เท่ากับ 5 ซุ่น
4.การวัดระยะเกี่ยวกับกระดูกสันหลัง ใช้วิธีนับช่องว่างระหว่างกระดูกสันหลังโดยการแบ่งกระดูกสันหลังออกเป็น 5 ส่วนด้วยกัน ดังตารางข้างล่าง
ส่วนของกระดูกสันหลัง จำนวนข้อ
1.กระดูกสันหลังส่วนคอ( Cervical Vertebrae ) 7 ข้อ
2.กระดูกสันหลังส่วนอก( Thoracic Vertebrae ) 12 ข้อ
3.กระดูกสันหลังส่วนเอว( Lumbar Vertebrae ) 5 ข้อ
4.กระดูกสันหลังส่วนเชิงกราน( Sacral Vertebrae ) 5 ข้อ บางส่วนติดกัน
5.Coccyx แบ่งออกเป็น 4 ส่วน( Segments)
1) การวัดระยะบนหลังในแนวขวาง( ตั้งฉากกับแนวดิ่ง )
ใช้นิยามของซุ่นดังนี้คือ เมื่อต้นแขนทั้งสองอยู่แนบข้างลำตัว ระยะห่างระหว่างสะบักเท่ากับ 6 ซุ่น ยกเว้นกรณีของข้อ 2ด้านล่างนี้
2.สำหรับการวัดระยะห่างจากแนวกึ่งกลางของกระดูกสันหลังของจุดต่างๆ บนเส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ ( Bladder Meridian )
ให้หาด้วยวิธีดังต่อไปนี้ ให้ใช้ปลายเล็บมือเคลื่อนที่ไปตามแนวขวางของแผ่นหลัง เริ่มจากจุดบนแนวกึ่งกลางของกระดูกสันหลัง ไปตามผิวหนังของแผ่นหลัง แอ่งกล้ามเนื้อแรกที่พบ อยู่ห่างจากแนวกึ่งกลางของกระดูกสันหลังเท่ากับ 1.5 ซุ่น แอ่งกล้ามเนื้อที่สองซึ่งพบถัดไป อยู่ห่าง 3 ซุ่น ตามลำดับ
ตัวอย่าง ระยะห่างระหว่างรอยพับข้อมือกับรอยพับที่ข้อศอกของชายคนหนึ่งเท่ากับ 23 เซ็นติเมตร อยากทราบว่าความยาว 1 ซุ่นบนแขนของชายผู้นี้ยาวกี่เซ็นติเมตร
จากรูปที่ 2 ระยะห่างระหว่างรอยพับข้อมือกับรอยพับที่ข้อศอกมีค่าเท่ากับ 12 ซุ่น ดังนั้นความยาว 1 ซุ่นคิดเป็นเซ็นติเมตรได้เท่ากับ 23/12 = 1.9 เซ็นติเมตร เมื่อวัดความยาวของข้อกลางของนิ้วกลางของชายผู้นี้ หรือวัดความกว้างของนิ้วหัวแม่มือได้ 1.9 เซ็นติเมตรเท่ากัน แสดงให้เห็นว่า โดยประมาณเราสามารถใช้ความยาวของข้อกลางของนิ้วกลาง หรือความกว้างของนิ้วหัวแม่มือแทนความยาว 1 ซุ่นได้เลยโดยไม่ต้องคำนวณให้ยุ่งยาก นอกจากนี้เราสามารถใช้ซุ่นตามนิยามในข้อ 1) ยกเว้นในกรณีของข้อ 2) เป็นค่าประมาณในการวัดระยะหาตำแหน่งของจุดกด โดยปรับตำแหน่งสุดท้ายเล็กน้อย
แรงที่ใช้ในการกดจุด
ยกเว้นในกรณีที่จุดที่อยู่ลึกลงไปจากผิวหนังมากๆ แรงที่ใช้ในการกดจุดไม่จำเป็นต้องมาก ออกแรงกดเพียงแค่ให้ผู้ป่วย รู้สึกว่ามีลมปราณเดินเท่านั้น ผู้ป่วยมี 2 ประเภทตือ
1. ผู้ป่วยที่มีความรู้สึกไว เมื่อถูกกดตรงจุดกดพอดี จะมีความรู้สึกว่ามีอาการชาหรือตื้อๆ วิ่งออกไปจากจุดกด เรียกอาการนี้ว่า ‘ ลมปราณ ‘
2. ผู้ป่วยที่มีความรู้สึกไม่ไว เมื่อถูกกดตรงจุดกดพอดี จะรู้สึกเจ็บหรือปวดตื้อๆ มากกว่าจุดอื่นๆ โดยรอบที่มิใช่จุดกด ดังนั้นในกรณีนี้เราเลือกจุดที่กดแล้วเจ็บที่สุด
เคล็ดในการกดจุด
1. เพื่อให้ได้ผลดีในการกด ณ จุดใดจุดหนึ่ง ถ้าทำได้( ดูข้อยกเว้นในข้อ (2) ) ต้องยืดกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นตรงบริเวณจุดนั้นให้ตึงก่อนเสมอ ตัวอย่างเช่น
(1)จุดชิฉือ( BL-11 )ซึ่งอยู่ใกล้ปลายนอกของรอยพับข้อศอกด้านหน้าแขน เมื่อต้องการกดจุดชิฉือ ควรเหยียดแขนออกไปให้ตรงก่อน
(2)จุดหวนเที่ยว( GB-30 )ซึ่งอยู่บริเวณสะโพก กล้ามเนื้อบริเวณจุดนี้ทำให้ตึงได้ด้วยการชันเข่าขึ้นมาให้หัวเข่าอยู่ใกล้หน้าท้องมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นต้น
2. ในการกดจุดเน่ยกวาน( PC-6 )ซึ่งอยู่ด้านฝ่ามือ เหนือรอยพับข้อมือไปทางข้อศอก 2 ซุ่น ใต้เอ็น 2 เส้น ถ้ายืดกล้ามเนื้อบริเวณนี้ให้ตึง เอ็นทั้ง 2 เส้นนี้จะกั้นมิให้นิ้วที่ใช้กดจุดลงไปถึงจุดเน่ยกวานได้ ดังนั้นในกรณีนี้จึงจำเป็นที่จะต้องให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นหย่อน
#เส้นลมปราณ( Meridians )
เส้นลมปราณหลักทีทั้งหมด 14 เส้น เส้นลมปราณ CV และ GVแต่ละเส้นมีเพียง 1 เส้น คือ ตรงกลาง
ลำตัวด้านหน้าและกลางลำตัวด้านหลัง ตามลำดับ เส้นลมปราณที่เหลืออีก 12 เส้น แต่ละเส้นประกอบด้วยเส้นซ้ายมือ 1 เส้นและขวามือ 1 เส้น จุดกด( Acupressure Points )ซึ่งเป็นจุดเดียวกันกับจุดฝังเข็ม( Acupuncture Points ) อยู่บนเส้นลมปราณทั้ง 14 เส้นนี้ นอกจากนี้ยังมีจุดอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งที่ไม่อยู่บนเล้นลมปราณดังกล่าว เรียกว่าจุดพิเศษ( Extra Points )
(1) BL = Bladder Meridian = เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ
(2) CV = Conception Vessel Meridian = เส้นกลางตัวด้านหน้า( เริ่นม่าย )
(3) GB = Gall Bladder Meridian = เส้นลมปราณถุงน้ำดี
(4) GV = Govern Vessel Meridian= เส้นกลางตัวด้านหลัง( ตูม่าย )
(5) HT = Heart Meridian = เส้นลมปราณหัวใจ
(6) KI = Kidney Meridian = เส้นลมปราณไต
(7) LI = Large Intestine Meridian = เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่
(8) LV = Liver Meridian = เส้นลมปราณตับ
(9) LU = Lung Meridian = เส้นลมปราณปอด
(10) PC = Pericardium Meridian = เส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ
(11) SI = Small Intestine Meridian = เส้นลมปราณลำไส้เล็ก
(12) SP = Spleen Meridian = เส้นลมปราณม้าม
(13) ST = Stomach Meridian = เส้นลมปราณกระเพาะอาหาร
(14) TW = Triple Warmer Meridian = เส้นลมปราณซานเจียว
05/07/2021
โรคกรดไหลย้อน ในแพทย์แผนไทย เรียกว่า กษัยทัน เป็นภาวะลมตีขึ้นเบื้องบน เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกาย ตามคัมภีร์กษัย กล่าวไว้ว่า
เมื่อท้องว่างอยู่และยังไม่ได้บริโภคอาหารก็สงบลงเป็นปกติ ครั้นบริโภคอาหารเข้าไป มากก็ดี น้อยก็ดี
จึงกระทำให้ทันขึ้นมายอดอก บางทีให้อาเจียน บางทีให้แน่นอกและชายโครงให้หายใจไม่คล่องท้อง และกระทำให้แน่นขึ้นมาแต่ท้องน้อยชักเอากระเพาะข้าวแขวนขึ้น
แปลความได้ว่า เมื่อกินอาหารเข้าไปมากหรือน้อยก็ตาม จะเกิดอาการทันขึ้นยอดอก นั่นคือ บริเวณหลอดอาหารส่วนต้น แสดงว่าลิ้นเปิดปิดที่อยู่ระหว่างกระเพาะอาหารและหลอดอาหารส่วนล่างมันเสีย ซึ่งถูกน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร หรืออาหารรสจัดๆ กัดจนเซลล์ได้รับบาดเจ็บจนเสียหน้าที่ไป ไม่สามารถป้องกันอาหารหรือน้ำย่อยไม่ให้ทันย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหารได้ เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายนั่นเอง
สาเหตุ เป็นกลุ่มอาการโรคที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหารเสื่อมหรือหย่อนสมรรถภาพ แพทย์แผนไทย เรียกว่า "กษัย" (กษัย แปลว่า เสื่อม)
มีอาการลมตีขึ้นเบื้องบน ซึ่งมีสาเหตุเกิดความเสื่อมที่ ตับ ซึ่งมีหน้าที่ผลิตน้ำย่อยทำงานลดประสิทธิภาพลง ทำให้ธาตุไฟสำหรับย่อยอาหารหย่อนลงไปด้วย ไฟย่อยอาหาร คือ ไฟปริณามัคคี หย่อน หมายถึงมีน้อย)ไม่สามารถย่อยได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้มีอาหารเหล่อตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้ แล้วเกิดการบูดเน่า ทำให้เกิดแก็สในช่องท้อง เกิดลมดันขึ้นเบื้องบน
จึงมีอาการเรอมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ซึ่งหากลมพาน้ำย่อยในกระเพาะอาหารดันขึ้นไปด้วย และดันขึ้นไปทะลุหูรูดหลอดอาหาร น้ำย่อยก็จะไปกัดทำลายทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบ
หลักในการรักษา ผสมผสานทั้งอายุรกรรมเวช หัตถเวชและสมุนไพรควบคู่
*********************************
โรคกรดไหลย้อน ในศาสตร์การแพทย์แผนจีน เรียกว่า Tunsuan (ทันสวน) มีสาเหตุจาก ไฟตับลุกโชน
และรุนแรง ทำให้เกิดการเสียสมดุลระหว่างตับและกระเพาะอาหาร และสาเหตุจาก ภาวะเย็นพร่องของม้ามและกระเพาะอาหาร ทั้งสองสาเหตุ นำไปสู่การล้มเหลวของการขนส่งอาหารและน้ำ ทำให้เกิดการไหลย้อนขึ้นของชี่ที่ไม่สะอาด
วินิจฉัยแยกกลุ่มโรค
ไฟตับลุกโชน : มีภาวะกรดไหลย้อน อาเจียนเป็นน้ำกรดในกระเพาะอาหาร มีอาการแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ อาการร่วม ทีมกระวนกระวาย ปากแห้ง ขมในปาก มีกลิ่นปาก ปลายลิ้นสีแดง ชีพจร ตึงหรือเร็ว (XianMai or ShuMai) รักษาโดยการ ดับไฟตับ
เย็นพร่องของม้ามและกระเพาะอาหาร : มีภาวะกรดไหลย้อน อาเจียนเป็นน้ำกรดในกระเพาะอาหาร อึดอัดแน่นบริเวณลิ้นปี่ มีอาการเรอ อาเจียน ดีขึ้นได้ด้วยอาการกดนวด ลิ้นซีดขาว ฝ้าเหลือง บาง ชีพจร ตึง เล็ก(Xian-XiMai) รักษาโดยการ อบอุ่นม้าม บำรุงกระเพาะ
หลักในการรักษา ใช้วิธีผสมผสานทั้งภาคอายรกรรมจีนและหัตถการ ในภาคยาจีนใช้ตำหรับสมุนไพรเพื่อเสริมสร้าง ซ่อมแซมระบบการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย เลือดลม ขจัดไฟตับ ขับไล่ความชื้นและช่วยอุ่นบำรุงอวัยวะที่เกี่ยวข้อง
*************************
โรคกรดไหลย้อน แบ่งได้ 3 ระดับ
ระยะที่ 1 : ท้องอืด ท้องเฟ้อ กระเพาะอาหารอ่อนแรง
(โรคกระเพาะอาหาร) อาการคือ
1.โรคกระเพาะอาหาร เราดีๆนี่เอง มักจะมีลมดันขึ้น
ทานอาหารแล้วจุกแน่นท้อง ท้องอืดเฟ้อ ท้องแข็ง
สาเหตุจากการย่อยอาหารไม่มีประสิทธิภาพ มีลมและแก็สในกระเพาะและในลำไส้ จากอาหารที่ตกค้างย่อยไม่หมดอยู่เยอะ
เพราะพฤติกรรม เช่น การทานอาหารไม่ตรงเวลา ทำให้กระเพาะอาหารไม่สมารถหลั่งน้ำย่อยตามเวลาที่เหมาะสมได้ เมื่อทานอาหารแล้วไม่มีน้ำย่อย แต่ไปมีน้ำย่อยตอนไม่มีอาหาร การย่อยอาหารจึงไม่สมบูรณ์
ไม่ทานอาหารเช้า ชอบดื่มกาแฟแทนอาหารเช้า
นอกจากจะทำให้ร่ายกายไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอ
สำหรับใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรมประจำวันแล้ว คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยเมื่อดื่มกาแฟแต่ไม่ทานอาหารเช้า น้ำย่อยที่หลั่งออกมาจะย่อนอะไรถ้าไม่ใช่เยื่อบุกระเพาะอาหารของเราเอง
และการหลั่งน้ำย่อยออกมามากเกินไป ทำให้อาหารในมื้ออื่นๆ ไม่สามารถย่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดื่มน้ำมากหรือทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็นเกินไปในเวลาทานอาหาร ทำให้น้ำย่อยเจือจาง การย่อยจึงไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร
*********************************
ระยะที่ 2 : มีขยะตกค้างและจุลินทรีย์ที่ไม่ดีอยู่ในลำไส้มาก มีอาการ
1.อาหารที่ทานเข้าไปย่อยไม่ได้ เกิดการหมักหมมในลำไส้ สร้างแก็สมากจนท้องอืดเฟ้อ
2. หายใจไม่สุด เหนื่อยง่าย เพราะลำไส้เริ่มโป๋งพองจนเบียดกับกระบังลม ทำให้ปอดขยายตัวได้ไม่เต็มที่
3.เมื่อมีลมมากเกินไป จนดันขึ้นที่ส่วนบนของร่างกาย
อาจนำพาเอาละอองกรด(น้ำย่อย)ขึ้นมาด้วย จนมีอาการแสบร้อนหน้าอก แสบคอได้
4.การถ่ายอุจจาระเริ่มไม่ปกติ ท้องผูก ผายลมเหม็น
หรืออาจมีลำไส้แปรปรวน ท้องผูกสลับท้องเสีย
เนื่องจากจุลินทรีย์ที่ดีลดลง จุลินทรีย์ก่อโรค ขยายจำนวนเพิ่มขึ้น
5.ปวดตึงคอ บ่า ไหล่ เป็นประจำ เพราะเมื่อลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ไม่สะอาด เกิดขยะและแก็สสะสมเยอะ
เส้นลมปราณลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ที่พาดผ่านบ่าและไหล่ ก็จะเกิดการติดขัด ลมปราณไหลเวียนไม่สะดวก
6.มีกลิ่นปากและกลิ่นตัวง่าย สาเหตุเกิดจากการมีอุจจาระตกค้างในลำไส้มากเนื่องจากอาหารไม่ย่อย
หรือย่อยไม่ดี และไม่ได้รับการแก้ไขจุลินทรีย์ที่ไม่ดี
ซึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้แพร่จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่จุลินทรีย์ดีซึ่งทำหน้าที่ช่วยย่อยลดจำนวนลง
เรื่อยๆ
**********************************
ระยะที่ 3 : สารอาหารในเลือดน้อย เซลล์ขาดสารอาหาร (ขั้นรุนแรง)
เป็นระยะที่คนเป็นกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากทานยารักษาอาการที่ปลายเหตุมาเป็นระยะเวลานาน แต่อาการไม่ดีขึ้น และเริ่มมีผลกระทบหลายเรื่อง เช่น
อ่อนเพลีย ไม่มีแรง หัวใจเต้นเร็ว นอนหลับยาก และเริ่มเครียดกับปัญหาสุขภาพ อาการคือ
1.จุกแน่นบริเวณท้อง จนถึงหน้าอก เพราะมีลมมาก
ในลำไส้และกระเพาะอาหาร
2.หายใจไม่สุด เหนื่อยง่าย เพราะลำไส้พองเบียดกระบังลม ทำให้ปอดขยายตัวไม่เต็มที่
3.บางครั้งมีอาการจุกแน่น แสบหน้าอก อยากอาเจียน
เพราะลมพาเอาละอองน้ำย่อยออกมา
4.อาการถ่ายอุจจาระไม่เป็นปกติ ไม่เป็นก้อน ถ่ายไม่หมด
5.หน้าตาและผิวพรรณทรุดโทรม ไม่ผ่องใส ริมฝีปากซีด เล็บเป็นคำลื่น ฉีกขาดง่าย
6.ปวดบริเวณขมับ ศรีษะด้านข้าง หรือท้ายทอยบ่อยๆ
เพราะเลือดไปเลี้ยงศรีษะได้น้อยลง
7.นอนหลับไม่สนิท เนื่องจากหายใจได้เพียงสั้นไป ทำให้ออกซิเจนในเลือดและสมองน้อยลงเรื่อยๆ
8.หิวบ่อย อยากทานอาหารที่ได้พลังงานเร็วๆ เช่นแป้งของหวาน เพราะสารอาหารในเลือดไม่เพียงพอ
9.บางกรณีที่สารอาหารในเลือดน้อยมาก จนไม่เพียงพอหล่อเลี้ยงส่วนปลายของร่างกาย อาจมีอาการชาปลายมือ ปลายเท้า มึนศรีษะ ไม่ค่อยมีแรง หน้ามืด ไมเกรนร่วมด้วย
10 ประจำเดือนมีเลือดมาน้อย หรือไม่ตรงเวลา
เมื่อเป็นโรคกรดไหลย้อนเป็นเวลานาน ระบบย่อยอาหารเริ่มแย่ลงเรื่อยไป ทำให้การดูดซึมสารอาหารแย่ลงตามไปด้วย จนถึงขั้นที่สารอาหารในเลือดเริ่มน้อยลง ไม่สามารถถูกส่งไปหล่อเลี้ยงเซ์ในร่างกายได้เพียงพอ อวัยวะในร่างกายล้วนต้องใช้เลือด เมื่อเลือดมีสารอาหารไม่พอ อวัยวะต่างไป เช่น กระเพาะอาหาร ม้าม ตับ จะปรับตัวทำงานลดลง ร่างกายเริ่มโหยหาดูดซึมแป้งและน้ำตาลไปใช้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะ ง่วงนอน อ่อนเพลีย มึนศรีษะ น้ำในหูไม่เท่ากันบ้านหมุนได้ง่าย
วิธีการรักษาทางหัตถเวช
นวดฝ่าเท้า
1.จุดกระเพาะอาหาร กระตุ้นการย่อยอาหาร
2.จุดลำไส้เล็ก กระตุ้นธาตุไฟในการย่อย
3.จุดลำไส้ใหญ่ กระตุ้นการขับถ่าย ขับลมในไส้
4.จุดตับ กระตุ้นการหลั่งน้ำย่อย และเอ็นไซม์
นวดตามแนวเส้นลมปราณ
1.แนวเส้นลมปราณกระเพาะอาหาร และกดจุดจูซานหลี่ กระตุ้นการทำงานของกระเพาะอาหาร
2.แนวเส้นลมปราณถุงน้ำดี
3.แนวเส้นลมปราณตับ
4.กดนวดรอบสะดือไล่ลม
5.นวดหลังคลายระบบประสาท
02/07/2021
การขับพิษรักษาอากาาทางเท้า (Foot Detox)
เป็นวิธีการขับพิษทางเท้าผ่านรูเหงื่อ ซึ่งมีประมาณ 4,000 รู ในเท้าทั้ง 2 ข้าง โดยอาศัยการทำปฏิกิริยา น้ำเกลือ กระแสไฟ 12 โวลล์ (น้ำร้อน) และสรรพคุณของสมุนไพร เพื่อปรับสมดุลในร่างกาย แก้อาการ รักษาความเจ็บป่วย
ตำหรับสมุนไพรขับพิษ รักษาอาการ ที่ใช้ในการแช่เท้า
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า สมุนไพรที่นำมาใช้แช่เท้านั้นขึ้นอยู่กับแต่ละสูตรว่าจะนำสมุนไพรชนิดไหน
มีประโยชน์ด้านใด มาผสมรวมกันแล้วนำมาใช้งานบ้าง
สมุนไพรแต่ละชนิดมีสรรพคุณหลากหลาย สามารถนำมาเลือกใช้ได้ทันที โดยยกสมุนไพรที่เหมาะกับโรคภัยและอาการของตนเป็นหลัก สมุนไพรแต่ละชนิด ล้วนแต่มีคุณประโยชน์ในตัวเองทั้งสิ้น
สูตรที่1 : ผู้มีอาการปวดประจำเดือนที่เกิดจาก ลมปราณติดขัดนั้น เป็นสาเหตุทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี สังเกตจากสีประจำเดือนมีสีแดงเข้ม มีลิ่มเลือดปน ปวดท้องน้อย อารมณ์ฉุนเฉียว
หงุดหงิด แนะนำให้ใช้สมุนไพร ที่มีฤทธิ์ซึมซาบเข้าสู่เส้นลมปราณตับ เช่น กัญชาเทศ ดอกคำฝอย ดอกกุหลาบ
สูตรที่2 : ผู้มีอาการปวดประจำเดือน จากภาวะหยางพร่อง ความเย็นสะสม จะมีอาการปวดท้องน้อย เมื่อประคบร้อนแล้วรู้สึกดีขึ้น ถ้ามีอาการมือเท้าเย็นต้องใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ซึมซาบเข้าสู่เส้นลมปราณไต
เช่น อบเชย กานพลู เมล็ดยี่หร่า ตังกุย ขิงแห้ง เพื่อเพิ่มความอบอุ่น ขจัดความเย็น เนื่องจากแพทย์จีน
กล่าวว่า ไตเป็นตัวควบคุมพลังหยางทั้งร่างกาย
สูตรที่3 : ขับพิษ บำรุงธาตุ เสริมหยาง ปรับขี่ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ลดการเมื่อยล้า ขับลมชื้น ทะลวงเส้นลมปราณ สร้างเลือด สร้างภูมิคุ้มกัน
ขิงแก่ ตังกุย กุยกี้ ดอกฉางหง หญ้าอี้หมู่ โกยห้วยติ้ง
ชวนอู ชังจือ หวงฉี หกเหล็ง พริกไทย เฮา
สูตรที่4 : บำรุงเลือด ปรับระบบไหลเวียนเลือด ขับความเย็นออกจากเลือด เพิ่มปริมาณเลือด
ตังกุย ดอกคำฝอย เซียงเจียง ซวงเกียง โกยห่วยติ้ง
ตัวยาช่วยคลายเส้นเอ็น คลายเลือดและชี่ติดขัด
ซิงกิงเช่า นีกวย ชวงงู่ฉิก เน้นทะลวงลมปราณ ขับความเย็น ทำให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก
โรคที่เหมาะกับสูตรนี้ นิ้วล็อค ปวดตามไขข้อ ข้อมือ ข้อเท้า ตะคริว เหน็บชา โรคผิวหนัง นอนไม่หลับ
ความดันโลหิตสูง รองช้ำ ภูมิแพ้
สูตรที่5 : อบอุ่นเส้นลมปราณ ขจัดความชื้น เลือดและลมปราณไหลเวียนราบรื่น กระจายความเย็น ลดอาการปวดตามจุดต่างๆ พยุงพลังหยาง ป้องกันอวัยวะภายในหย่อน สลายก้อนขับอาการคั่งค้าง
บำรุงร่างกาย สร้างภูมิคุ้มกัน
โก๋วจี๋ อ้ายเฉ่า ตั่งเซิง เหนียน ฮงฮวา เหล่าเจียง อี้หมู่เฉ่า ตังกุย ตันเซิน ซังเซิน ตู๋หัว ขู่เชิน กุ้ยจือ ชางจือ
จีเสว่ยเถิง
ผู้ที่เหมาะ ปวดหัว วิงเวียน ปวดเส้นตึง ยึด เหน็บชา นิ้วล็อค ปวดตามไขข้อ ข้อมือ ข้อเท้า ตะคริว เหน็บชา ผิวหนัง รองช้ำ ภูมิแพ้ อ่อนเพลีย
สูตรที่6 : อาการชามือชาเท้าจากโรคเบาหวาน
สมุนไพรที่ใช้ ตะไคร้ มะกรูด ไพล เปลือกมังคุด หัวร้อยรู เกลือและการบูน
สูตรที่7 : คลายกล้ามเนื้อ คลายเส้นประสาทเท้า เส้นเอ็นตึง ลดกลิ่นอับ เท้าแตก
ไพล ขมิ้น ว่านนางคำ ขิง เถาเอ็นอ่อน ตะไคร้ มะกรูด
สารส้มสะตุ เกลือ พิมเสน การบรู
สูตรที่8 : ผ่อนคลาย นอนหลับง่าย ช่วยระบบย่อยอาหาร กระตุ้นภูมิต้านทาน ลดการอักเสบของจมูก
และลำคอ เพิ่มการไหลเวียนโลหิต ใบส้มป่อยหรือใบมะขาม ตะไคร้ การบูร เกลือ ดินสอพอง ใบบัวบก
01/07/2021
ร่างกายมีธรรมชาติของการระบายพลังงานที่เป็น
พิษจำนวนมากออกทางมือเท้า แพทย์โบราณหลายประเทศมีการกดจุด ขูดระบายพิษจากมือและเท้า
เมื่อเราใช้มือและเท้าในการทำกิจวัตรประจำวัน เส้นกล้ามเนื้อเอ็นที่มือและเท้า จะเกิดสภาพแข็งเกร็งค้าง
ทำให้ขวางการระบายพิษจากร่างกาย
การแช่น้ำอุ่น จะทำให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นที่แข็งเกร็งค้างคลายตัว พลังงานที่เป็นพิษจะระบายออกได้ดี
ทำให้สุขภาพดีขึ้น
แพทย์แผนจีนให้ความเห็นว่า อวัยวะภายในร่างกาย
ล้วนมีความเกี่ยวพันกับเท้า การแช่เท้าในน้ำร้อน มีผลทำให้เร่งเลือดลมเดินคล่อง เส้นเอ็นแผ่ขยายจึงช่วยบำรุงอวัยวะภายใน ทำให้หยินและหยางในร่างกายสมดุลกัน จึงสามารถขจัดโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้สุขภาพสมบูรณ์ได้
แพทย์แผนปัจจุบันให้ความเห็นว่า ฝ่าเท้าคนเรามีเส้นโลหิตกระจายกันมากมาย การแช่เท้าในน้ำร้อนจะทำให้เส้นโลหิตผ่อนคลายขยายตัว กระตุ้นให้โลหิตหมุนเวียนเร็วขึ้น สนองสิ่งบำรุงให้แก่เท้ามากขึ้น ทำให้ขบวนการรู้เก่ารับใหม่ของส่วนขาพัฒนาขึ้น
คลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อขา ขจัดความเมื่อยล้าได้
การแช่เท้าในน้ำอุ่น เป็นการดูแลเท้าในเบื้องต้น หลังจากนั้นควรกดจุดฝ่าเท้าตนเองเป็นประจำ เพื่อปรับสภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆของร่างกายและกระตุ้นระดับฮอร์โมนเพศให้สมดุล
เท้าคือส่วนหนึ่งของร่างกาย เท้าคือส่วนที่สัมพันธ์กับเส้นลมปราณ ที่เชื่อมโยงกับขาด้านในเข้าสู่อวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน ช่องท้องหน้าอก ลำคอ ศรีษะ
เรียกว่า เท้าเชื่อมกับส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทุกส่วนรวมถึงอวัยวะภายใน และเท้ายังเป็นทางผ่านของเส้นลมปราณอย่างน้อย 6 เส้นอีกด้วย
ถ้าพิจารณาแต่ตัวเท้า ยังถือว่าเท้ามีส่วนที่สะท้อนและสัมพันธ์กับอวัยวะภายใน มีตำแหน่งต่าง ๆ ที่สามารถมีอิทธิพลกับร่างกายส่วนต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน
ฝ่าเท้า คือ พื้นที่สะท้อนกลับของอวัยวะนั้นๆ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนด้วยกัน
ส่วนที่1 บริเวณนิ้วหัวแม่เท้า เป็นพื้นที่สะท้อนกลับศรีษะ
ส่วนที่2 กลางฝ่าเท้า เป็นพื้นที่สะท้อนกลับของทรวงอกและช่องท้อง
ส่วนที่3 ส้นเท้า เป็นพื้นที่สะท้อนกลับของอวัยวะใต้ท้องน้อยและเชิงกราน
แพทย์แผนจีนมีคำกล่าวว่า....
"ศรีษะร้อนเท้าเย็น ชีวิตไม่ยืนยาว"
"ศรีษะเย็นเท้าร้อน ยมบาลหมดปัญญาจะเอาไป'
เป็นประโยคหนึ่งที่แพทย์จีน บันทึกไว้สมัย
ราชวงศ์ชิง เจิง กัว ผ่าน แม่ทัพนามกระฉ่อน ที่ปราบปรามกบฏไท่ผิง เขาจะดูแลสุขภาพตนเองทุกคืนก่อนนอน ด้วยการแช่เท้าในน้ำร้อน ส่งผลให้เขามีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงมาก
และการกดจุดเพิ่มในขณะแช่เท้าควรควบคู่กันไป อย่างเช่น #จุดหย่งเฉวียน ( #จุดเส้นไต) ด้วยการงอนิ้วเท้าทั้งห้าเข้าหาอุ้งเท้า ที่อุ้งเท้าจะปรากฏรอยบุ๋ม จุดหย่งเฉียนจะอยู่ตรงกลางรอยบุ๋มนี้
การแพทย์จีน อธิบายว่า เป็นจุดบนเส้นขาเส้ายินไต ซึ่งเป็นเส้นที่ทอดจากปลายนิ้วก้อยด้านฝ่าเท้า ผ่านจุดหย่งเฉวียนขึ้นไปตามขาด้านใน ผ่านท่อปัสสาวะไปยังไต แล้วผ่านไปยังปอด ขึ้นไปที่คอด้านหน้าและโคนลิ้น เป็นเส้นที่เชื่อมโยงไตและกระเพาะปัสสาวะ
การทำให้ศรีษะเย็นเท่าร้อน นั้นทางการแพทย์จีน
พบว่า ผู้ป่วยจำนวนมากที่มีปัญหาเท้าเย็น แต่ส่วนบนของลำตัว ศรีษะร้อน
บางรายมือเท้าเย็น ซึ่งล้วนแต่มีปัญหาซึ่งเกิดจากการเสียสมดุลของหยินหยาง และเป็นพื้นฐานของระบบภูมิต้านทานร่างกายต่ำ
บางรายศรีษะส่วนบนร้อนมาก เนื่องจากภาวะหยางในร่างกายขึ้นสู้เบื้องบน ก็จะเกิดความดันสูง เวียนหัว แสบตา หลอดเลือดสมองแตก ร้อน หงุดหงิด นอนไม่หลับ หูมีเสียง
ปลายเท้าที่เย็น ทางการแพทย์จีนถือว่า ไตพร่องไม่มีแรง ผลระยะยาวทำให้เมื่อยเอว เข่าไม่มีแรง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ แก่เร็ว ขี้หนาว การทำงานของร่างกายลดลง
คนมีสุขภาพดีเท้าต้องอุ่น หนักแน่นมีกำลัง ศรีษะไม่ร้อน ไม่หงุดหงิด ไม่หนัก ตาต้องไม่แดงก่ำ
การแช่เท้าในน้ำร้อน คือการแก้อาการข้างต้นที่กล่าวมา
***********************************
การแช่เท้ารักษาโรค ในภาษาจีน เรียกว่า จู่อวี้ ในสมัยโบราณหมอจีนมีการจำแนกชัดเจน ว่าอวัยวะภายในเชื่อมโยงมีความสัมพันธ์และจะมาปรากฎที่ฝ่าเท้า เมื่อเราป่วยที่อวัยวะใด เราก็จะเจ็บบริเวณจุดนั้นๆของฝ่าเท้า
ฝ่าเท้านั้นสำคัญมากเพราะสัมพันธ์กับอวัยวะกลวงตัน ได้แก่ ต่อมหมวกไต ท่อไต เป็นร่างแหประสาทที่ซับซ้อน ยังมีกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ เป็นต้น
การแช่เท้า จะกระตุ้นการทำงานของวัยวะภายในเหล่านี้ให้ทำงานได้ดีขึ้น เช่นการขับสารพิษ เสริมภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้
หมอจีนโบราณมีคัมภีร์ทฤษฎีเส้นลมปราณสิบสองเส้น เส้นที่เดินไปยังเท้ามีด้วยกัน 6 เส้น
1.เส้นลมปราณม้าม
2.เส้นลมปราณกระเพาะอาหาร
3.เส้นลมปราณไต
4.เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ
5.เส้นลมปราณตับ
6.เส้นลมปราณถุงน้ำดี
ควรกดจุดรีดเส้นควบคู่ไปกับการแช่เท้าด้วยดีนักแล
01/07/2021
#เถาดาน คือ อาการที่มีอุจจาระแข็งเป็นลำในท้อง และท้องผูก แม้จะขับถ่ายเป็นประจำทุกเช้า แต่ขับถ่ายออกไม่หมด ไม่สบายท้อง ไม่โล่ง หรือรู้สึกถ่ายไม่สุด เพราะมันยังมีของเสียที่ถ่ายไม่หมดตกค้าง ทำให้เกิดลมและแก๊สสะสม จนเกิดอาการปวดหลัง ปวดเอว อึดอัดแน่นท้อง
#พรรดึก คือ ก้อนอุจจาระ (คูถ)ที่แข็งกลม
#เถาดานพันดึก คือ อุจจาระที่แห้งกรังติดผนังลำไส้จนถ่ายยาก ไม่ถ่ายนานหลายวัน ถ่ายออกมาเป็น
ก้อนแข็ง เป็นกระสุน เหมือนขี้แพะ ขี้กระต่าย
เกิดได้หลายสาเหตุ เช่น ดื่มน้ำไม่พอ ระบบดูดซึมเสื่อม ทำให้ไม่ดูดซึมน้ำเข้าเซลล์ น้ำที่ดื่มเข้าไปผ่านช่องท้องไปเป็นปัสสาวะเลย การทานอาหารที่มีธาตุร้อนเกินไป ของเผ็ด ของมัน พืชผักบางชนิด เช่นหน่อไม้ หรือแม้แต่คนที่มีพฤติกรรมชอบทานอาหารขยะ อาหารมันสูง ไม่ชอบทานผักผลไม้ ไม่ชอบเคลื่อนไหวร่างกาย หรือในหมู่ผู้มีอาการ ลำไส้อุดตัน
ปัจจัยเสี่ยงที่มักถูกมองข้ามเสมอ เมื่อเรามีอากาาปวดหลัง เส้นตึงแน่นทั่วร่าง เส้นท้องตึง ปวดร้าวแขนขา เคยคิดมั้ยว่า ระบบขับถ่ายเรามีปัญหา ถ่ายดีใช่ว่าจะถ่ายหมด
สาเหตุเพราะ กล้ามเนื้อแน่นตึงจากธาตุลม (แก็ส)ที่มาจากการสะสมของของเสียเป็นเวลานาน
ทำให้ลมภายในร่างกายไม่มีทางออกจึงแทรกเข้าทางเส้นต่างๆในร่างกาย เกิดภาวะตึงแน่นทั่วร่าง ไม่เรอ ไม่ตด
ขับถ่ายยาก จึงเป็นที่มาของอาการปวดเมื่อยนั่นเอง
เรอขับแก็สออกจากกระเพาะออกทางช่องปาก
ตดขับแก็สออกจากลำไส้ออกทางทวารหนัก
เรอมาก ตดถี่ ดูสีอุจจาระปัสสาวะเดาสภาวะร่างกายผิดปกติได้เหมือนกันนะ
#อาการ32 #คูถ #วาโยธาตุ #กษัย #นหารู #กะริสัง
#อันตัง #ประสะเจตพังคี #ธรณีสัณฑะฆาต
#อรรถมัสเยนทราสนะ ( )
#ธนูราสนะ ( )
#มุทราอาสนะ ( )
28/06/2021
คนรักในสุขภาพ คงเคยได้ยินคำว่า #กษัยเส้น ผ่านหูมาบ้าง แต่รู้และเข้าใจมั้ยว่า กษัยเส้น คืออะไร มีอาการอย่างไร และมีอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่
แพทย์แผนไทย ให้ความหมายของอาการเจ็บป่วย
ที่เกิดขึ้นจากความเสื่อมโทรมของ “เส้น” ต่างๆในร่างกาย เช่น เอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นยึดกระดูก เอ็นยึดข้อเท้า และแนวมัดกล้ามเนื้อที่มีกระจายอยู่ทั่วไปในร่างกาย
เมื่อเส้นเหล่านี้เกิดความเสื่อมสภาพขึ้น ก็จะก่อให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆขึ้นภายในร่างกาย
กษัยเส้น จึงถือว่าเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากความเสื่อมของร่างกาย โดยไม่ได้เกิดขึ้นจากเชื้อโรคเหมือนกับโรคทั่วไป
ซึ่งโรคกษัยเส้น แบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ
1. #อาการของโรคกษัยเส้นโอปาติกะ จะมีอาการทำให้ไม่อยากอาหาร นอนหลับไม่สนิท อ่อนเพลีย ง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา รู้สึกคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องน้อย ปวดเมื่อนตามตัว ร่างกายซูบผอมมากกว่าปกติ มีอาการเหงื่อออกตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า สมองมึนงง เมื่ออากาศเย็น หรือชื้น มักจะทำให้รู้สึกอยากปัสสาวะบ่อยๆ นอกจากนี้ยังมีอาการจุกเสียด แน่น ปวดท้อง น่อง อีกด้วย
2. #อาการของโรคกษัยเส้นกร่อน มักทำให้เกิดอาการเส้นท้องตึง เจ็บเอว มือเท้ามีอาการชา ตาฝ้าฝาง หู้อื้อ ท้องอืด ไม่อยากอาหาร รวมไปถึงอาการปวดเสียด เป็นต้น
เมื่อเกิดอาการ กษัยเส้น ขึ้น จะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติต่างๆขึ้น ซึ่งส่งผลเป็นอย่างมากในการใช้ชีวิตประจำวัน คือ
1.อาการอักเสบของเส้น ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด ชา ปวดแสบ ร้อน ตามเส้นต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณแขน หรือขา เป็นต้น
2.อาการปวดหลัง โดยรู้สึกเจ็บปวดที่บริเวณเส้นเอ็น กล้ามเนื้อหลัง บั้นเอว รวมไปถึงอาการปวดเส้นเอ็นลงไปที่ขา หรือเท้า
3.อาการเส้นเอ็นตึง เส้นตึง หรือเส้นยึด ที่บริเวณแขน ขา หน้าท้อง คอด้านหลัง ในบางครั้งอาจทำให้ไม่สามารถยกแขนขึ้น ไม่สามารถนั่งยองๆ หรือนั่งพับเพียบได้อย่างสะดวก ในบางครั้งเมื่อนั่งแล้วอาจจะทำให้ลุกขึ้นยาก กลับตัวไม่สะดวก รวมไปถึงเมื่อตื่นนอนแล้วไม่สามารถลุกขึ้นจากที่นอนได้ในทันที
4.อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย เช่น บริเวณแขน ขา และบ่า เป็นต้น
5.อาการปวดเส้นเอ็นฝ่าเท้า อาการอักเสบที่ฝ่าเท้า หรือส้นเท้า ส่งผลทำให้เดินได้ลำบาก
6.อาการปวดหัวเข่า หรือหัวเข่าบวม (โดยได้รับการวินิจฉัยว่าข้อเข่าเสื่อม แต่ส่วนใหญ่มีอาการตึงของเส้นบริเวณหัวเข่า) บางคนมีเข่าบวมน้ำ บางท่านอาจมีเส้นขดเป็นก้อนอยู่หลังเข่า)
7.ตึงหัวเข่าแต่ไม่เจ็บ
9.เส้นเอ็นตึงหลังเข่า ปวดใต้พับเข่า
10.เส้นเอ็นแข็ง เส้นเอ็นตึง ปวดเมื่อย บางคนไปนวด อาการเส้นเอ็นตึงก็ดีขึ้น แต่ดีขึ้น 1-2 วัน หรือไม่กี่ชั่วโมง ก็กลับมาตึงหรือปวดใหม่
ซึ่งเส้นยึด เส้นตึง เกิดจากความเสื่อม
ของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น โดยมีพฤติกรรม
อาหารการรับประทานมาเกี่ยวข้อง
หนึ่งในกษัย แปด จำพวก นั่นคือธาตุเสื่อมนั่นเอง
ภาพ #เถาวัลย์เปรียง
28/06/2021
#เส้นลมปราณพิเศษ8เส้น แตกต่างจากเส้นปราณอื่นตรงที่มันไม่ได้ติดต่อกับอวัยวะภายในเลย ประกอบด้วย
1 ตูม่าย (เส้นกลางตัวด้านหลัง)
ทางผ่าน : เริ่มจากปลายกระดูกก้นกบตรงจุดฉางเฉียง (Du 1) ขึ้นไปตามกระดูกสันหลังถึงกึ่งกลางกระหม่อม แล้วลงมาตามดั้งจมูก สิ้นสุดที่ริมฝีปากบนตรงจุดอินเจียว (Du 28) เป็นเส้นที่บรรจบกับเส้นหยางทั้งหมด
คำว่า “ตู” แปลว่า “ปกครอง” เชื่อกันว่าเส้นตูมีหน้าที่ปกครองเส้นหยางทั้งหมด
2 เส้นเริ่นม่าย (เส้นกลางลำตัวด้านหน้า)
ทางผ่าน : เริ่มจากใต้อวัยวะสืบพันธ์ ออกไปที่ท้องน้อย ไปตามเส้นกลางตัวด้านหน้าถึงขากรรไกรล่าง วนรอบริมฝีปากแล้วกลับมาเชื่อมกันที่ขากรรไกรล่างตรงจุดเฉิงเจี้ยง (Ren 24)
คำว่า “เริ่น” แปลว่าความรับผิดชอบ เป็นเส้นที่มีอิทธิพลเหนือเส้นอินทั้งหมด
3 เส้นชงม่าย (เส้นชีวิต)
ทางผ่าน : เริ่มต้นในบริเวณกระดูกเชิงกราน วิ่งลงแยกมาเป็น 2 สาย , สายหนึ่งวิ่งออกมาที่บริเวณขาหนีบ, อีกเส้นวิ่งเข้าไปที่กระดูกสันหลัง สำหรับเส้นที่วิ่งออกมาภายนอกจะแยกออกเป็น 2เส้นและทับกันสนิทที่เส้นไต วิ่งไปตาม 2 ข้างลำตัว ถึงคอแล้ววนรอบริมฝีปาก
ชงม่ายทำหน้าที่ควบคุมเลือดและชี่ (พลังชีวิตทั่วร่างกาย)
4 เส้นต้ายม่าย (เส้นเข็มขัด)
ทางผ่าน : เริ่มต้นบริเวณใต้ชายโครง วิ่งเฉียงลงไปผ่านสามจุดของเส้นถุงน้ำดี คือจุดต้ายม่าย (GB 26), อู่ซู (GB 27), เหวยต้า (GB 28), แล้ววิ่งวนรอบเอวคล้ายเข็มขัด
5 เส้นหยางเชียวม่าย (เส้นเคลื่อนไหวของหยาง)
ทางผ่าน : เริ่มต้นที่บริเวณเท้าด้านนอก (จุดเซินม่าย UB 62, จุดปี่เซิน UB 61) ขึ้นไปที่ตาตุ่มด้านนอกแล้วผ่านขอบหลังของกระดูกน่องึ้นไปด้านข้างสะโพก ถึงบริเวณชายโครงแล้วขึ้นไปเรื่อยๆผ่านไหล่และคอ ถึงมุมปากแล้วเข้าไปตรงมุมด้านตาข้างใน (จุดจิงหมิง UB1) เพื่อติดต่อกับเส้นอินเชียว, แล้ววิ่งไปอีกตามเส้นกระเพาะปัสสาวะของเท้า-ไท่หยางไปที่ท้ายทอยและพบกับเส้นถุงน้ำดีของเท้า-ซ่าวหยางที่จุดเฟิงฉือ (GB20)
6 เส้นอินเชียวม่าย (เส้นเคลื่อนไหวของหยิน)
ทางผ่าน : เริ่มต้นจากบริเวณใต้ตาตุ่ม (จุดจ้าวห่าย K6) ขึ้นไปเหนือตาตุ่ม (จุดเจียวสิ้น K8) แล้ววิ่งตรงขึ้นไปผ่านท้องน้อยถึงทรวงอก ขึ้นไปเรื่อยๆผ่านคอ แก้ม ไปสิ้นสุดที่มุมตาด้านใน (จุดจิงหมิง UB1) และติดต่อกับเส้นหยางเชียว
7 เส้นหยางเหวยม่าย (เส้นควบคุมหยาง)
ทางผ่าน : เริ่มต้นบริเวณเส้นเท้า (จุดจินเหมิน UB63) ขึ้นผ่านตาตุ่มด้านนอกแล้ววิ่งขึ้นไปตามทางผ่านของเส้นถุงน้ำดี ผ่านสะโพกและบริเวณชายโครงขึ้นไปถึงไหล่ ที่ไหล่จะวิ่งผ่านคอไปที่ขมับ แล้ววิ่งกลับไปที่ต้นคอติดต่อกับเส้นตู
8 เส้นอินเหวยม่าย (เส้นควบคุมของหยิน)
ทางผ่าน : เริ่มต้นที่ด้านในขา (จุดจู๋ปิน K9) ขึ้นไปตามด้านในขาถึงท้อง ติดต่อกับเส้นม้ามของเท้าไท่อิน จากท้องวิ่งไปผ่านทรวงอกถึงคอ ซึ่งติดต่อกับเส้นเริ่นที่นี้
27/06/2021
เส้นลมปราณหลัก 12 เส้น ของแพทย์แผนจีน เพื่อนำไปเทียบกับเส้นประธานสิบของไทย..
1. #เส้นลมปราณปอด :
หน้าที่ของปอด แบ่งเป็น
1. หน้าที่เกี่ยวกับการหายใจ คือ แลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์
2. หน้าที่อื่น ๆ นอกจากการหายใจ คือ การควบคุมและขับสารต่าง ๆ เช่น ยา, แอลกอฮอล์ ออก จากระบบเลือด การกรองลิ่มเลือดเล็ก ๆ ที่ตกตะกอนออกจากเส้นเลือดดำ การปกป้องและรับแรงกระแทกที่จะทำอันตรายต่อหัวใจ ซึ่งอยู่ตรงกลางช่องทรวงอก
เส้นลมปราณปอด เริ่มต้นจากกลางท้อง ลงมาสัมพันธ์กับลำไส้ใหญ่ ย้อนไปโอบล้อมกระเพาะอาหาร ทะลุผ่านกระบังลม ไปสังกัดอยู่กับปอด ผ่านเฉียงจากแอ่งเหนือกระดูกสันอก มาอยู่ชั้นตื้นที่บริเวณหัวไหล่ ทอดลงมาตามด้านหน้าของแขน มาสิ้นสุดที่ปลายนิ้วหัวแม่มือ มีแขนงแยกไปตรงบริเวณข้อมือ ไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วชี้ การหายใจ สัมพันธ์กับจมูก พลังปอดมีทิศทางลงสู่เบื้องล่าง มีไต เป็นตัวรับพลังจากปอดลำเลียงของเหลวในร่างกาย การลำเลียงเลือดมีหัวใจเป็นตัวสูบฉีด โดยอาศัยพลังปอดช่วยเหลือของเหลวอื่นที่เข้าสู่ร่างกาย ม้ามเป็นตัวลำเลียง โดยอาศัยพลังปอดช่วยกระจายไปทั่วร่างกาย การขับถ่ายออกทางลำไส้เล็ก ไต กระเพาะปัสสาวะ หรือแม้กระทั่งทางผิวหนัง ล้วนแต่ต้องสัมพันธ์กับปอดทั้งสิ้น
หากเส้นพลังงานนี้ผิดปกติ
อาการทางจิต : จิตใจซึมเศร้า กระวานกระวาย อ่อนไหว ขาดมนุษย์สัมพันธ์ ดื้อ ไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลง ขจัดสิ่งกวนใจได้ยาก
อาการทางกาย : จะส่งผลเจ็บในคอ คันคอ ไอเป็นเลือด “อาการไอ ไม่ว่าจะมีเสมหะหรือไม่ เป็นอาการของปอด แต่เสมหะเกิดจากม้าม” เหนื่อยง่าย เป็นหวัดบ่อย คัดจมูก น้ำมูกไหล เลือดกำเดาไหล อุณหภูมิผิดปกติ เป็นลม ข้อศอกตึง ปวดอุ้งมือ แก้มตอบ ผิวแห้งและย่น ผื่นคัน ลมพิษหรือภูมิแพ้ นิ้วโป้งไม่มีแรง แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก เหนื่อยง่าย หอบหืด เสียงแหบแห้ง หน้า หนังตา แขน ขา บวม ปวดหัวไหล่และหลัง ปวดตามทางเดินของเส้น
ข้อสังเกตความผิดปกติของเส้นนี้คือ ปวดท้อง ท้องมีเสียงดังโครกคราก ท้องเดิน ท้องผูก บิด เจ็บคอ ปวดฟัน น้ำมูกไหล เลือดกำเดาไหล ปวดบวมร้อนหรือเย็น บริเวณที่เส้นลมปราณผ่าน
2. #เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ : ยาว 80 ซ.ม ทำหน้าที่
1.ช่วยย่อยอาหารเพียงเล็กน้อย
2.ถ่ายระบายกากอาหารออกจากร่างกาย
3.ดูดซึมอาหารและอิเลคโตลัย จากอาหารที่ถูกย่อย
แล้ว เช่น โซเดียม และเกลือแร่อื่นๆ ที่เหลืออยู่ในกากอาหาร รวมทั้งวิตามินบางอย่าง ที่สร้างจากแบคทีเรีย
ซึ่งอาศัยอยู่ในลำไส้ใหญ่ เช่น วิตามินบีรวม วิตามินเค
เหตุนี้จึงเป็นหนทางสำหรับให้น้ำ อาหารและยาแก่ผู้รับบริการทางทวารหนักได้
4.ทำหน้าที่เก็บอุจจาระไว้จนกว่าจะถึงเวลาถ่ายออกนอกร่างกาย
เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ เริ่มต้นที่ปลายนิ้วชี้ ย้อนขึ้นมาตามแขนด้านนอกถึงหัวไหล่ ข้ามไหล่ไปตามกระดูกสันหลังคอ แทงทะละมาทางด้านหน้า โผล่ที่แอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า ผ่านลงไปยังปอด ทะลุกระบังลม ไปสังกัดอยู่ที่ลำไส้ใหญ่ มีแขนงแยกออกจากแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้าขึ้นไปตามลำคอ จนถึงมุมปาก มีแขนงแทงลึกไปถึงเหงือกล่าง ส่วนที่เหลือผ่านเหนือริมฝีปาก ข้ามไปสิ้นสุดที่ปีกจมูกด้านตรงกันข้าม
หากเส้นพลังงานนี้ผิดปกติ
อาการทางจิต : จิตใจไม่ยึดแน่น ไม่กล้าตัดสินใจ ข่มขู่ผู้อื่น ไม่พอใจ ผิดหวังบ่อย ไม่พึ่งตัวเอง ก้าวร้าว สะเพร่า อาฆาต
อาการทางกาย คัดจมูก ปวดหน้าผาก ขี้หูมาก กินจุ
นอนไม่หลับ กรน ไวต่ออุณหภูมิที่เปลี่ยน ผิวเหลือง
ตัวซีด ปวดท้อง จุกเสียด ท้องมีเสียงดังโครมกคราก
ท้องผูก บิด เจ็บคอ ปวดฟัน เลือดกำเดาไหล ตาเหลือง ก้นเหลว ริมฝีปากล่างบวม ปวดสะบักหลัง
ปวดบวมร้อนหรือเย็น บริเวณที่เส้นลมปราณผ่าน
3. #เส้นลมปราณกระเพาะอาหาร
กระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ รับและย่อยอาหารจนได้เป็นสารจำเป็น สัมพันธ์กับม้าม ซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงสารจำเป็น และของเหลวไปยังปอด มีการย่อยเชิงกล
โดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหาร และมีการย่อยทางเคมีโดยเอนไซร์เพปซิน ซึ่งจะทำงานได้ดีในสภาพเป็นกรด โดยชั้นในสุดของกระเพาะจะมีต่อมสร้างน้ำย่อย ซึ่งมีเอนไซร์เพปซินและกรดไฮโดรคลอริก เป็นส่วนประกอบ เอนไซน์เพปซิน จะย่อยโปรตีนให้เป็นเปบไทด์ ในกระเพาะอาหารนี้จะมีเพปไทด์อีกชนิด ชื่อ เรนนิน ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนในน้ำนม ในขณะที่ไม่มีอาหาร กระเพาะอาหารมีขนาด 50 ซ.ม ถ้ามีอาหารจะขยายตัว 10-40 เท่า
เส้นลมปราณกระเพาะอาหาร เริ่มจากปีกจมูก ขึ้นไปตามสันจมูก ไปยังมุมตาใน วงลงมาขอบตาล่าง แล้วดิ่งตรงลงมาถึงระดับปีกจมูก วกไปผ่านเหงือกบน โค้งรอบมุมปากมายังจุดกึ่งกลางใต้ริมฝีปากล่าง ไปตามขอบขากรรไกรล่าง ขึ้นไปตามชายผมจนถึงหน้าผาก
มีแขนงแยกลงมาตามลำคอ มายังแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า มีอีกแขนงหนึ่งผ่านลงมายังหัวนม ลงมาตรงผนังหน้าท้อง ลงไปตามขา ผ่านขอบนอกของกระดูกสะบ้าไปสิ้นสุดปลายนิ้วชี้เท้า ใต้กระดูกสะบ้าเล็กน้อยมีแขนงแยกลงมาตามขา มาสิ้นสุดที่ปลายนิ้วกลางซ้าย ที่บริเวณหลังมีแขนงแยกไปสิ้นสุดที่ปลายด้านในนิ้วหัวแม่มือเท้า
หากเส้นพลังงานนี้ผิดปกติ
อาการทางจิต : ชอบตำหนิผู้อื่น เย้ยหยัน ระแวง คิดมาก กังวลเกินเหตุ อารมณ์เสียบ่อย จิตใจเปลี่ยนแปลงเร็ว หัวคิดอนุรักษ์
อาการทางกาย : ท้องมีเสียงดังโครกคราก แน่นท้อง บวมน้ำ ปวดกระเพาะอาหาร คลื่นไส้อาเจียน อาหารไม่ย่อย หิวบ่อย กินไม่เป็นเวลา กินไม่ค่อยได้ มีเม็ดที่ริมฝีปาก ท้องอืดเฟ้อ จุกเสียด ปวดท้อง อาเจียน สะอึก ปวดหน้าอก ประสาทเครียด ประจำเดือนมาไม่ปกติ มีปัญหาสายตา ตาต้อ โลหิตจาง ผิวแห้ง มีไข้ เลือดออกมาก บวม ปวดเข่า หายใจเสียงดัง ชาหรืออัมพาตบริเวณใบหน้า คอแห้ง เจ็บคอ เลือดกำเดาไหลออก และบริเวณที่เส้นลมปราณผ่าน ปวดแสบปวดร้อน
4. #เส้นลมปราณม้าม
ม้ามทำหน้าที่ ลำเลียงน้ำ ลำเลียงสารจำเป็น ที่ได้จากการย่อยอาหารของกระเพาะอาหารสู่ปอด ควบคุมการไหลเวียนของเลือด
ม้ามทำหน้าที่ลำเลียง และกระจายสารจำเป็น และของเหลวไปยังปอดก่อน เพื่อหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย
และยังทำหน้าที่ในการดึงเอาธาตุเหล็กจากฮีโมล
โกบินของเซลล์เม็ดเลือดแดง นำมาใช้ในร่างกาย และยังทำหน้าที่ขับถ่ายเอาของเสียออกจากกระแสเลือด
ในรูปของน้ำปัสสาวะเช่นเดียวกับตับ
ม้ามสร้างแอนตี้บอดี้ ในต้านต่อต้านเชื้อโรค และยังผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ขึ้นมาใหม่ได้ด้วย
ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด (ยกเว้นมนุษย์) ม้ามจะทำหน้าที่เก็บเซลล์เม็ดเลือดแดง ในกรณีที่เสียเลือดมาก
ในทารกที่ยังไม่คลอด ม้ามมีหน้าที่หลักในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และหลังจากคลอดหน้าที่นี้จะเป็นของไขกระดูกแทน ถ้าไขกระดูกทำงานน้อยลงเนื่องจากโรคบางอย่าง ม้ามจะทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงอีกครั้ง
ม้ามเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับเลือด จึงมีเส้นเลือดอยู่ภายในมาก ทำให้มีลักษณะสีแดง บางและเปราะมาก
หากมีอุบัติเหตุกระทบม้าม (ทางด้านหลัง)ม้ามอาจแตกได้ เมื่อม้ามแตกจะทำให้เชือดตกใน (เลือดออกในช่องท้อง) มาก อาจทำให้เสียชีวิตได้
เส้นนี้ผ่านทางตาตุ่มด้านใน ยาวขึ้นมาด้านในของขาและต้นขา เมื่อผ่านมาขาหนีบ จะเข้าสู่ท้องไปสังกัดต่อม้าม และสัมพันธ์กับกระเพาะอาหารด้วย
ผ่านผนังกระบังลมขึ้นมา ขนาบสองข้างของหลอดอาหารไปสิ้นสุดที่ลิ้น มีแขนงแยกจากบริเวณกระเพาะอาหาร ผ่านกระบัวลมมาสิ้นสุดที่หัวใจ
ม้ามผิดปกติ ทำให้การสร้างเม็ดเลือดมีปัญหา ติดเชื้อง่าย
อาการทางจิต : สมเพชตัวเอง เย็นชากับผู้อื่น กระวนกระวาย วิตกกังวล ชอบอยู่คนเดียว หยุมหยิม
ไม่พอใจง่าย
อาการทางกาย : รับประทานอาหารคลื่นไส้ง่าย ท้องอืด ท้องเดิน เรอ ปวดเกร็งโคนลิ้นด้านใน ลิ้นแข็งพูดไม่ชัด กระหายน้ำ โลหิตจาง มีกรดในกระเพาะ หิวไม่เป็นเวลา สะโพกบวม เข่า ขาบวม เย็น ไม่มีแรงแข็ง หอบ ขมับสีคล้ำ ผิวหยาบ ส้นเท้าบวมแตก ปวดลิ้น ปวดกระเพาะ ท้องอืด อาเจียน ดีซ่าน อ่อนเพลีย ปวดและบวมตามทางเดินของเส้น
5. #เส้นลมปราณหัวใจ
หัวใจเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ สูบฉีดเลือดตลอดเวลาไม่มีการหยุด เพื่อให้กระแสเลือดหมุนเวียนทั่วร่างกายต่อเนื่องกัน
หัวใจมนุษย์ แบ่งออกเป็น 4 ช่อง คือ บนซ้าย ล่างซ้าย บนขวา และ ล่างขวา เลือดที่อยู่ในสองช่องซ้ายจะเป็นเลือดดีที่มาจากปอด เรียกว่าเลือดแดง
ส่วนเลือดในสองช่องขวาจะเป็นเลือดที่รับมาจากร่างกายเป็นเลือดที่ใช้ ออกซิเจนไปจนหมดแล้ว เรียกว่า เลือดดำ
หัวใจช่องล่างจะมีผนังหนาและแข็งแรง และมีขนาดใหญ่กว่าหัวใจช่องบน ระหว่างหัวใจช่องบน และล่างจะมีลิ้นหัวใจเปิดทางเดียวเพื่อให้เลือดจากช่องบน ไหลลงช่องล่างได้ แต่ไหลย้อนกลับไม่ได้
กล้ามเนื้อหัวใจจะประกอบด้วยเซลล์เฉพาะ ในขณะที่กล้ามเนื้อหดตัว จะบีบเลือดในหัวใจออกจากช่องล่างโดยเลือดแดง จะกระจายไปยังอวัยวะทั่วร่างกาย
แต่เลือดดำจะไหลไปยังปอด ในช่วงคลายตัวหัวใจจะขยายโตขึ้น และ ดูดเลือดเข้ามาโดยผ่านทางช่องบน และลงมาช่องล่าง สองช่องซ้ายจะรับเลือดแดงจากปอด ในขณะที่สองช่องขวารับเลือดดำจากเซลล์ทั่วร่างกาย และถูกสูบฉีดออกไปเป็นวัฏจักรเรื่อยๆ โดยเลือดดำที่ออกจากช่องล่างขวาของหัวใจไปปอดจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และรับ ออกซิเจนจากอากาศในปอดกลับกลายเป็นเลือดแดงไหลกลับเข้าสู่หัวใจด้านซ้าย เพื่อถูกสูบฉีดไปทั่วร่างกายต่อไป
การบีบตัวของหัวใจทำให้แรงดันในหลอดเลือดสูงขึ้นและเมื่อคลายตัวแรงดันจะต่ำ ลง แรงดันนี้สามารถทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัวและหดตัวสลับกัน ทำให้สัมผัสได้ในลักษณะ การเต้นของชีพจร ซึ่งใช้เป็นการวัดความถี่ในการเต้นของหัวใจ
ส่วนแรงดันที่เกิดขึ้นก็สามารถใช้เครื่องมือวัดได้ เช่นกัน เรียกว่า ความดันโลหิต โดยค่าที่ใช้ตัดสินความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตที่โรงพยาบาล คือ 140/90 มม.ปรอท และ ความดันโลหิตที่บ้านคือ 135/85 มม.ปรอท
เส้นมปราณหัวใจ เริ่มต้นออกจาก ใจกลางของหัวใจ ผ่านกระบังลม มาสัมพันธ์กับลำไส้เล็ก มีแขนงออกจากหัวใจ ขึ้นมาตามคอหอย ไปจนถึงตา
มีอีกแขนงหนึ่งออกจากหัวใจ โค้งผ่านปอด มาทะลุที่รักแร้ แล้วผ่านลงมาตามด้านในของแขน ไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วก้อย
หัวใจควบคุมการไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย ชีพจรของมนุษย์เต้น และสูบฉีดโลหิต โดยอาศัยพลังแห่งหัวใจ และเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจ กำหนดความคิด เลือดดีสมองแจ่มใส เลือดพร่องสมองอ่อนเพลีย สัมพันธ์กับลำไส้เล็ก โดยมีเส้นลมปราณเชื่อมถึงกัน หากเลือด หรือพลังแห่งหัวใจมีปัญหา ย่อมส่งผลกระทบถึงลำไส้เล็ก
ลักษณะอาการที่ผิดปกติ
อาการทางจิต : เครียด ใจหวิว ไม่เข้าสังคม ตื่นเต้น เปลี่ยนใจง่าย เก็บกดนอนไม่หลับ ฝันมาก ตกใจง่ายขี้หลงขี้ลืมหรืออาจกระวนกระวายหลับไม่สนิท
อาการทางกาย : คอบวม อกแฟบ แขนตึง ตาเหลือง สีหน้าซีดขาวเหงื่อออกที่อุ้งมือ และ ฝ่าเท้า ชีพจรเต้นเบา ไม่สม่ำเสมอ หรือใจสั่นหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ปวดไหล่เวลายกไหล่ ปวดสะบักหลัง โคนลิ้นขาว ไวต่ออุณหภูมิ หน้าแดง คอแห้ง ปวดบริเวณหน้าอก และ ลิ้นปี่ ฝ่ามือร้อน ปวดตามทางเดินของเส้น
6. #เส้นลมปราณลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็ก เป็นส่วนที่ยาวที่สุดของทางเดินอาหาร มีความยาวประมาณ 7-8 เมตร ลำไส้เล็กเป็นอวัยวะหนึ่งในระบบทางเดินอาหาร เป็นท่อขนาดเล็ก อยู่ต่อจากกระเพาะอาหารและอยู่ก่อนลำไส้ใหญ่ เป็นส่วนที่มีขนาดยาวมากและทำหน้าที่ที่สำคัญมากในระบบการย่อยอาหาร กล่าวคือเป็นอวัยวะส่วนที่ย่อยทั้งแป้ง โปรตีนและไขมัน ลำไส้เล็กทำหน้าที่ รับอาหารที่ผ่านการย่อยจากกระเพาะอาหาร แล้วดูดซึมส่วนที่ใสส่งต่อไปยังม้าม ลำไส้เล็กทำหน้าที่สำคัญมากในระบบทางเดินอาหาร กล่าวคือทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมอาหารที่ย่อยจนกลายเป็นสารอาหารโมเลกุลเดี่ยว แล้ว เช่นกลูโคส กรดอะมิโน กรดไขมันและกลีเซอรอล เข้าสู่กระแสเลือด เพื่อให้ร่างการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
เส้นลมปราณลำไส้เล็ก เริ่มต้นจากปลายนิ้วก้อย ผ่านขึ้นไปตามหลังมือ แขน จนถึงไหล่ วกลงมาที่กระดูกสะบัก แล้วพาดข้ามไหล่มายังแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า ทางด้านหน้า
จากแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า ทอดแทงลึกลงมาสัมพันธ์กับหัวใจ วนผ่านหลอดอาหาร ผ่านกระบังลม ผ่านกระเพาะ จนมาสังกัดอยู่ที่ลำไส้เล็ก
มีแขนงแยกขึ้นมาตามลำคอ ผ่านขากรรไกรล่าง ไปจนถึงมุมตานอก แล้ววกลงมาเข้าไปสิ้นสุดในหู
ที่บริเวณขากรรไกรล่าง มีแขนงหนึ่งแยก ผ่านโหนกแก้มไปสิ้นสุดที่มุมตาใน
อาการทางจิต : อดทนสูง เก็บตัว คิดมาก เก็บกดความเศร้า โมโหและโกรธง่าย ไวต่อความรู้สึก สนใจในรายละเอียดมาก แบ่งสมาธิยาก เปลี่ยนใจง่าย ทำงานหนัก
อาการทางกาย : ปวดกระดูก กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง ปวดสะโพก ท้องป่อง ระดูผิดปกติ กระดูกเชิงกรานตึงไม่ขยาย ริมฝีปากบวมซีด ปวดท้องน้อย ปวดเอร้าวลงถุงอัณฑะปัสสาวะไหลไม่รู้ตัว หูหนวก ดีซ่าน หน้าบวม เจ็บคอ ปวดตามทางเดินของเส้น หูตึง ตาเหลือง คางทูม เจ็บคอ ปวดไหล่และขอบหลังของด้านนอกแขน
7. #เส้นลมปราณกระเพาะปัสสาวะ
กระเพาะปัสสาวะมีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นที่พักของปัสสาวะ แบะช่วยขับปัสสาวะให้สมบูรณ์ โดยมีสมองควบคุมอีกที่หนึ่ง ทำให้คนถ่ายปัสสาวะได้ด้วยความเหมาะสมทั้งสถานที่และเวลา ขณะกำลังถ่ายปัสสาวะ
กระเพาะปัสสาวะจะบีบตัวเพิ่มความดันภายใน และดันเอาปัสสาวะออกทางท่อปัสสาวะ
เส้นลมปราณปัสสาวะ เริ่มต้นจากมุมตาใน ขึ้นไปที่หน้าผาก แล้วพาดข้ามยอดกระหม่อม มีแขนงแยกออกมาทางด้านหลังหู ตรงยอดกระหม่อมมีแขนงย่อย
แทงลึกลงไปติดต่อกับสมอง เส้นลมปราณผ่านต่อไปยังท้ายทอย แล้วทอดดิ่งลงมาขนาบข้างกับกระดูกสันหลังลงไปจนถึงเอว มีแขนงแยกไปสัมพันธ์กับไต ผ่านจากไตไปสังกัดอยู่กับกระเพาะปัสสาวะ เส้นลมปราณผ่านกระดูกก้นกบ ต่อไปยังสะโพกด้านหลังต้นขา
จนถึงข้อพับเข่า
จากท้ายทอยมีเส้นแขนงอีกเส้น ทอดขนานมาตามแนวดิ่งชิบจอบในกระดูกสะบัก ผ่านสะโพกด้านหลังต้นขา มาบรรจบกับเส้นลมปราณเดิมที่ข้อพับเข่า
จากข้อพับเข่ารวมเป็นเส้นเดียว ทอดลงมาผ่านน่องหักเฉไปทางด้านนอกของขา ไปจนถึงส้นเท้าแล้วทอดไปตามขอบนอกฝ่าเท้า ไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วเท้าที่ห้า
หากเส้นนี้ผิดปกติ
อาการทางจิต : ตกใจง่าย ประสาทหวาดระแวง ขาดสมาธิ ไม่กล้าเสี่ยง รู้สึกไม่ปลอดภัย กระวนกระวาย ขี้บ่น อารมณ์ปรวนแปร สนใจเรื่องหยุมหยิม
อาการทางกาย : ปัสสาวะขัด ปัสสาวะรอที่นอน ปัสสาวะไหลไม่รู้ตัว ร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ เข่าตึง
กระเพาะปัสสาวะและมดลูกบวม ลมบ้าหมู ตาแฉะ
ปวดจากนิ้วเท้าถึงส้นเท้า คอแข็ง ปวดท้ายทอย
เลือดกำเดาไหล ปวดหัว โรคตา ปวดเอว ปวดขา
ปวดตามทางเดินของเส้น
8. #เส้นลมปราณไต
ไตมีความสำคัญในการเก็บสารจำเป็นของชีวิต ซึ่งมีผลต่อการเจ็บสารจำเป็นของอวัยวะอื่น ระบบการเจริญเติบโตและสืบพันธ์ุ พละกำลังของร่างกาย
สมอง หู กำหนดน้ำ สร้างน้ำปัสสาวะ ช่วยในการขับถ่ายปัสสาวะ ช่วยม้ามในการลำเลียงของเหลวในร่างกาย
เส้นลมปราณไต เริ่มต้นที่ปลายนิ้วที่ห้าพาดข้ามฝ่าเท้ามาวนเป็นวงอยู่หลังตาตุ่มใน แทงเข้าไปในส้นเท้า ขึ้นมาตามด้านในของขา เข่า ต้นขา และผ่านเข้าไปในกระดูกสันหลังไปสังกัดอยู่กับไต มีเส้ไปสัมพันธ์กับกระเพาะปัสสาวะ มีเส้นลมปราณออกจากไต ขึ้นมาผ่านตับ กระบังลม ปอด คอหอย สิ้นสุดโคนลิ้น ในระหว่างที่ผ่านปอด มีเส้นแขนงที่แยกออกไปสัมพันธ์ไปติดต่อกับเส้นหัวใจ
หากเส้นนี้ผิดปกติ
อาการทางจิต : หวาดกลัว รู้สึกไม่ปลอดภัย หงุดหงิด มองโลกในแง่ร้าย ลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ ขี้บ่น ไม่มีจุดยืน
อาการทางกาย : ไตซ้ายมีปัญหาจะขี้ร้อน ไตขวามีปัญหาจะขี้หนาว ไม่อยากอาหาร กามตายด้าน หน้าดำ มีถุงใต้ตา ขอบตาสีคล้ำ ลิ้นแข็ง คอบวม คอแห้ง
มีปัญหาอวัยวะสืบพันธ์ุ ไม่มีแรง ไอเป็นเลือด หายใจขัด ลิ้นแห้ง เจ็บคอ ปวดเอว ปอดบวม ท้องผูก ท้องเสีย ฝ่าเท้าร้อน ปวดตามทางเดินของเส้น จะให้ดีนวดคลายจะดีมาก
9. #เส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ
การแพทย์ตะวันออกกล่าวว่า อวัยวะที่คุมเรื่องไขมันในเลือด คือ เยื่อหุ้มหัวใจ เมื่อเยื่อหุ้มหายใจได้รับโซเดัยมเพียงพอ ก็จะทำงานปกติ ควบคุมไขมันร่างกายให้อยู่ในระดับปกติได้ หากรับโซเดียมในร่างกายไม่สมดุบกับโปรแทสเซียม (โปรแตสเซียมมากไป)เยื่อหุ้มหัวใจจะผิดปกติ ควบคุมการผลิตไขมันไม่ได้
เส้นลมปราณเยื่อหุ้มหัวใจ เริ่มต้นออกจากเยื่อหุ้ทหัวใจกลางอก ผ่านกระบังลมลงมาสัมพันธ์ติดต่อกับ
เส้นปราณซานเจียว มีแขนงแยกออกมาผ่านทรวงอก
ทะลุบริเวณข้างลำตัว ใต้รักแร้ ทอดผ่านลงมาในแนวกลางด้านในของแขน ฝ่ามือ ไผสิ้นสุดที่ปลายนิ้วกลาง
จากบริเวณใจกลางฝ่ามือ มีแขนงแยกย่อยไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วนาง
หากเส้นนี้ผิดปกติ
อาการทางจิต : ปกป้องตนเอง กลัวที่สูง ขี้แย ไม่กล้าแสดงออก ใจลอย ตึงเครียดเมื่ออยู่ในฝูงชน ไวต่อความรู้สึก
อาการทางกาย : ปวดหน้าผาก เป็นตะคริว หรือชาตามแขนและข้อศอก นอนไม่หลับ ต่อมน้ำลายอักเสบ
ความดันผิดปกติ ปวดตึง หรือเหน็บชาตามข้อนิ้ว
นิ้วล็อค ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี ลำไส้อักเสบ คลื่นไส้อาเจียน ลิ้นหัวใจตีบ แน่นหน้าอก ท้องผูก บิด ปวดฟัน เจ็บคอ เลือดกำเดาไหล ปวดตามทางเดินของเส้น
10. #เส้นลมปราณซานเจียว : เป็นทางผ่านของเหลว
ทางผ่านของความร้อนบริเวณชั้นผิวหนังด้านนอก
เส้นซานเจียวเขื่อมโยงกับอวัยวะสำคัญคือ กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก มดลูก ถ้าเราตอกหรือกดเส้นผ่อนคลายแนวแขน ตอกหรือกดเส้นคอบ่าไหล่ เราจะได้การผ่อนคลายและรักษา กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมาก มดลูกร่วมด้วย
เส้นลมปราณซานเจียว เริ่มต้นจากปลายนิ้วนาง ผ่านขึ้นมาตามหลังฝ่ามือ แขน หัวไหล่ พาดข้ามไหล่มายังแอ่งกระดูกไหปลาร้า ผ่านทรวงอกไปสัมพันธ์อยู่กับเยื่อหุ้มปอด แล้วทอดผ่านกระบังลมไปยังกลางท้อง
จากกลางทรวงอก มีแขนงย้อนกลับมาที่แอ่งกระดูกไหปลาร้า วกไปยังต้นคอด้านหลัง แล้วทอดขึ้นมาที่หลังใบหู แล้วขึ้นต่อไปยังชายผมใกล้หน้าผาก จากใบหูมีแขนงผ่านไปยังใบหู แล้วไปโผล่ที่ด้านหน้ารูหู ไปสิ้นสุดที่หางคิ้ว
จากปลายที่ชายผมใกล้หน้าผาก มีแขนงย่อยมาสิ้นสุดที่มุมตาอีกที
หากเส้นนี้ผิดปกติ
อาการทางจิต : จัดระบบความคิดไม่ถูก ใจลอย ระแวง กระวนกระวาย เอาแต่ใจตนเอง แน่นหน้าอก
ใจสั่น โรคจิตอาละวาด
อาการทางกาย : ตื่นเช้าแล้วไม่อยากลุก เพลีย ความดันผิดปกติ ตาโปน มดลูกบวม พูดไม่ได้ ขั้วหลอดลมบวม เป็นหวัดบ่อย ปวดในรูหู ปวดไหล่และข้อพับ
ระบบน้ำเหลืองผิดปกติ เหงื่ออกมาก ท้องอืด รักแร้บวม ร้อนตรงกลางฝ่ามือ ไวต่อความรู้สึกปวดบริเวณหัวใจ ปัสสาวะไหลไม่รู้ตัว หูอื้อ เจ็บคอ หน้าบวม ปวดไหล่ แขนและข้อศอก ปวดตามทางเดินของเส้น
11. #เส้นลมปราณถุงน้ำดี
ทำหน้าที่เก็บน้ำดี ทำหน้าที่ร่วมกับตับในการหลั่งน้ำดี กำหนดการตัดสินใจ หมายถึงความสามารถของจิตใต้สำนึกในการตัดสินใจ อาการที่บอกว่าเป็นโรคถุงน้ำดี คือ ดีซ่าน ผิวเหลือง ตาเหลือง การรับรสในปากเลวลง ปวดสีข้าง อาเจียนเป็นน้ำดี หลับไม่สนิท โกรธง่าย
ถ้าตอกหรือกดเส้นแนวขาด้านข้าง เราจะได้ฟื้นฟูระบบน้ำดี น้ำดีนี่แหละเป็นตัวควบคุมระบบการย่อยอาหาร และอีกหลายส่วนในร่างกาย
เส้นลมปราณถุงน้ำดี เริ่มต้นจากมุมตานอก ทอดเฉียงลงมาที่หน้าใบหู วกกลับขึ้นไปตามชายผม แล้วโค้งไปยังหลังหู วกกลับมายังหน้าผากเหนือคิ้ว แล้ววกย้อนกลับไปยังท้ายทอยและต้นคอ พาดข้ามไหล่มายังแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า
จากหลังใบหูมีแขนงเข้าไปในหู มาทะลุด้านหน้าต่อรูหูแล้วลงมาสิ้นสุดที่ปลายล่างของใบหู
จากมุมตานอก มีแขนงทอดมายังขากรรไกรล่าง วกขึ้นไปที่โหนกแก้ม แล้วย้อนกลับมาที่ขากรรไกรล่าง
ทอดต่อลงไปรวมที่แอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า
จากแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า มีแขนงทอดลึกลงไป
ในทรวงอก ผ่านกระบังลมไปสัมพันธ์ติดต่อกับตับ ไปสังกัดอยู่กับถุงน้ำดี แล้วทอดลงไปตามชายโครง
จากแอ่งเหนือกระดูกไหปลาร้า มีแขนงอีกเส้นทอดออกมาผ่านใต้รักแร้ ลงไปตามสีข้าง จนถึงบริเวณสะโพก แล้ววกไปตามกระเบนเหน็บ วกกับมารวมกับแขนง ที่บริเวณด้านข้างสะโพก เป็นเส้นเดียวกัน
จากด้านข้างสะโพก ทอดมาตามด้านล่างของขา หลังเท้า ไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วเท้าที่ 4
บริเวณหลังเท้ามีแขนงย่อย ทอดข้ามไปสิ้นสุดที่ปลายนิ้วหัวแม่เท้า
หากน้ำดีผิดปกติ
อาการทางจิต ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่อดทน รีบร้อน ตื่นเต้นง่าย ตั้งใจแรงกล้า เฉื่อยชา เหนื่อยหลังจากแสดงอารมณ์ ชอบความรุนแรง ต้องการเรื่องตื่นเต้น ชอบทะเลาะวิวาท กล่าวคำหยาบ ต้องการแก้แค้น ไม่อดทน ยิ้มยาก เสียงดัง ขี้เบื่อ ไม่กล้าตัดสินใจ
อาการทางกาย : กินน้อยแต่น้ำหนักไม่ลด เหนื่อยง่าย ระบบย่อยอาหารไม่ดี ข้อต่อแข็ง เป็นไข้ ปวดคอ ปวดศรีษะ วิงเวียน ปวดหางตา ปากขม สันไหล่บวม
บวมใต้รักแร้ ปวดบวมตามไหปลาร้า ต่อมน้ำเกลืองที่คอและรักแร้บวม ไมเกรน ภูมิแพ้ เจ็บคอ เป็นนิ่ว น้ำมูกมาก มีเสลด นอนไม่หลับ ปวดขากรรไกรบน
ปากบวม ปวดหัวตาด้านนอก ปวดตามทางเดินของเส้น ปวดหน้าอก สีข้าง สะโพก ขาและเท้าด้านนอก
ร้อน
12. #เส้นลมปราณตับ
ตับทำหน้าที่สะสมสารอาหารและปรับปริมาณเลือด
กระตุ้นการย่อย และการลำเลียงสัมพันธ์กับถุงน้ำดี
เส้นลมปราณตับ เริ่มต้นจากนิ้วหัวแม่เท้าทอดผ่านขึ้นมาทางด้านในของขา จนถึงขาหนีบ วกกลับมารอวัยวะสืบพันธ์แล้วแทงเข้าท้องน้อย ผ่านขึ้นไปยังกระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี แล้วเข้าไปสังกัดอยู่กับตับ
ออกจากตับผ่านกระบังลมขึ้นมาตามชายโครง ไปอยู่ทางด้านหลังของหลอดอาหาร คอหอยทอดผ่านเข้าสู่ใบหน้า ผ่านตาขึ้นสู่กระหม่อม
จากตามีแขนงทอดลงมาล้อมรอบริมฝีปาก มีแขนงออกจากตับ ผ่านกระบังลม เข้าไปในปอดและวกลงมาสิ้นสุดที่กระเพาะอาหาร
หากเส้นนี้ผิดปกติ
อาการทางจิต : โกรธง่าย ชอบความรุนแรง ต้องการเรื่องตื่นเต้น ชอบทะเลาะวิวาท กล่าวคำหยาบ
อารมณ์แปรปรวน ขี้เบื่อ ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่อดทน เสียงดัง
อาการทางกาย : ปวดฝ่าเท้า กินจุ ข้อต่อไม่แข็งแรง
คลื่นไส้อาเจียน ปวดเสียว แน่นสีข้าง หรือท้องน้อย
ช่องท้องป่องและปวด เหนื่อยง่าย ตาแห้ง ตาลาย
ตาบอดกลางคืน มองไม่ชัด ตาบวมแดง ตาสู้แสงไม่ได้
หน้ามืด วิงเวียน ลิ้นสั้น แขนขาชา กล้ามเนื้อกระตุก ตะคริว
ปวดหน้าอก จุกแน่นใต้ลิ้นปี่จนเรอ เดินตัวแข็ง ไม่มีแรงขับทางเพศ ทรงตัวไม่อยู่ ปวดเอว ปวดหลัง แน่นหน้าอก ปัสสาวะไม่รู้ตัว ปวดท้องน้อย อวัยวะสืบพันธ์บวม ปวดตามทางเดินของเส้น
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
Nonthaburi
11000