Napaporn0994250966
ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Napaporn0994250966, สุขภาพ/ความงาม, สถาบันโรคทรวงอก 74 ม. 9, Nonthaburi.
17/05/2017
" วันนี้อ่าน ไทยรัฐออนไลน์แล้วหรือยังคะ "
รีบอ่านรีบทักไลน์ ด่วนๆๆๆ
http://line.me/ti/p/~napaporn95668
รีบด่วนเลยคะ รีบซื้อ มาสก์หน้าเด้ง มาหลายๆๆๆๆๆๆหลอดเลยคร้า เพราะว่า เหตุผลข้างล่างนี้เลยคะ
✔1. ช่วยผ่อนคลายความเครียด
การมาส์กหน้าไม่เพียงแต่ทำให้ผิวดูดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยบำบัดให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ และยังเติมพลังให้กับผิวที่อ่อนล้าอีกด้วย
✔2. ช่วยทำความสะอาดผิวอย่างลึกล้ำ
แน่นอนว่าการทำความสะอาดผิวหน้าจะช่วยกำจัดน้ำมันส่วนเกิน เครื่องสำอาง รวมทั้งสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เราต้องเผชิญในแต่ละวัน แต่การล้างหน้าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การมาส์กหน้าจะช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันรูขุมขนได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นไปอีกขั้น
✔3. ช่วยทำให้รูขุมขนไม่อุดตัน
โดยปกติแล้วถ้าเราทำความสะอาดผิวหน้าไม่ดีพอ สิ่งสกปรกที่ตกค้างบนใบหน้าจะเข้าไปอุดตันในรูขุมขนและถูกดันลึกลงไป ส่งผลให้แบคทีเรียเจริญเติบโต ไม่ช้าก็เร็วผิวหน้าของเราจะเริ่มมีจุดด่างดำ สิวอุดตัน หรือแม้กระทั่งสิวอักเสบเม็ดโต ทำให้เราเสียเซลฟ์ไปหลายวันทีเดียว แนะนำให้คุณลองมาส์กหน้าถ้าไม่อยากให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับผิวของคุณ
✔4. ช่วยทำให้ผิวเนียนเปล่งปลั่ง
มาส์กหน์าสามารถช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตได้ดี อีกทั้งในระหว่างที่มาส์กบนหน้าของเราเริ่มแห้งแข็งตัว จะส่งผลให้มีการขยายตัวของหลอดเลือดบนใบหน้าของเรา ซึ่งเราจะสัมผัสได้ถึงผิวที่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ผิวหน้าของเราจะกระจ่างใสเนียนนุ่ม ดูสุขภาพดี หรือที่เรียกว่าผิวเปล่งประกาย “ออร่า” นั่นเอง
✔5. ช่วยส่งเสริมการทำงานของสกินแคร์ตัวอื่นๆ
---------------------------------
สนใจติดต่อ นภาพร (ฟ้าใส) โทร 0994250966
👇👇👇👇
http://line.me/ti/p/~napaporn95668
26/04/2017
#ฟันดี
#มีเงินมีทองเหลือกินเหลือใช้
24/04/2017
!!!คุณเป็นคนหนึ่งที่กังวลปัญหาเรื่องผิวหน้าบ้างไหม เช่น รูขุมขนกว้าง หน้ามัน มีริ้วรอยตีนกา มีถุงใต้ตา อยากให้ส่วนไหนดีมากขึ้นกว่าเดิมไหมคะ หรืออยากมีใบหน้าดูเด็กลง ใช่หรือไม่ค่ะ
💥มีสินค้าที่สามารถทำให้หน้าเด็ก ลงได้ 5-10 ปี
👇👇👇👇👇👇
"ชุดโปรโมชั่น ชุดบำรุงผิวหน้า 4 รายการ ด้วยราคาเพียงแค่ 7,864 บาท ชุดเดียวจบเอาอยู่"
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทรหาฟ้าใสนะคะ 0994250966
https://line.me/R/ti/p/~napaporn95668
23/04/2017
ค่ะ
✔เบิร์นไขมัมออกไปแล้ว5กก.กล้ามเนื้อเพิ่ม1กก.
✔ยกต่อไปทำไขมันให้เป็นกลามเนื้อ
💋💋💋ZENFIT ได้มากกล่าการลดน้ำหนัก💋💋💋
สนใจติดต่อฟ้าใสนะคะ
โทรเลย 0994250966 หรือ inboxมานะคะ
29/03/2017
#ก่อนไปฟิตเนสเย็นนี้
28/03/2017
อย่าทำงานเก็บเงินไปใช้ในห้อง ICU
มนุษย์เงินเดือนควรรู้ก่อนจะป่วย
ทำงานหนักไปเพื่ออะไร เตือนมนุษย์เงินเดือนที่โหมงานไม่ลืมหูลืมตาให้รู้ไว้ อย่าทำงานเก็บเงินไปใช้ในห้อง ICU !
ปฏิเสธไม่ลง ปลงก็คงได้ไม่นาน เพราะทุกวันนี้ที่เรายังต้องตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันงก ๆ ก็เพราะการแข่งขันในสังคมที่สูง สภาพเศรษฐกิจที่ผลักดันให้เราต้องดิ้นรนเพื่อหาเงินเข้าบัญชีเยอะ ๆ ไว้ก่อน เพราะในอนาคตก็คงไม่มีใครตอบได้ว่าชีวิตจะเป็นยังไง
ทว่าหากมุ่งทำแต่งานจนลืมหาเวลามาดูแลสุขภาพของตัวเอง ลองถามใจดูอีกทีนะว่านี่เราทำงานหนักเพื่อเก็บเงินไปใช้ในห้อง ICU อยู่หรือเปล่า ไม่ก็ลองนึกถึงวัยเกษียณ วันที่สุขภาพเริ่มทรุดโทรม ตอนนั้นเงินที่เก็บไว้ก็คงไม่พ้นต้องเอามารักษาโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นอยู่แน่ ๆ
ทำงานหนักเกินไป ก่อโรคภัยอะไรได้บ้างนะ ?
คนที่ทำงานหนักมากไป ลองหันกลับมาถามร่างกายดูบ้างก็ได้นะคะว่าเหนื่อยไหม ไหวหรือเปล่า เพราะอาการแรก ๆ ที่คนทำงานหนักได้พบเจอกันบ่อย ๆ นั่นก็คือความอ่อนเพลีย เมื่อยล้า ซึ่งแปลได้ว่าร่างกายกำลังอ่อนแอลง และพร้อมจะรับเชื้อโรคที่ลอยล่องอยู่ตามสภาพแวดล้อมในที่ทำงานได้ง่ายขึ้น จนเสี่ยงต่อโรคและอาการเจ็บป่วยต่อไปนี้
1. โรคตึกเป็นพิษ
โรคนี้มีอยู่จริง ๆ ค่ะ และเป็นโรคที่เกิดขึ้นภายในที่ทำงาน โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมที่ทำงานที่ไม่ถูกสุขอนามัย มีฝุ่นหนา ไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ดี หรือเป็นสถานที่ทำงานที่ต้องเจอกับสารเคมี กลิ่นไม่พึงประสงค์บ่อย ๆ อาจทำให้เกิดอาการของโรคตึกเป็นพิษ ซึ่งได้แก่ อาการอ่อนล้า ปวดหัว เวียนศีรษะ คลื่นไส้ คัดจมูก ไอ จาม เกิดผดผื่นคัน ระคายเคืองดวงตา หรือมีความผิดปกติที่ประสาทรับกลิ่น เป็นต้น
ทั้งนี้หากไม่ใส่ใจ และปล่อยปละละเลยเอาไว้นาน อาการของโรคตึกเป็นพิษอาจทวีความรุนแรงเอาได้นะคะ
2. โรคเครียด
ยอมรับไหมล่ะว่าการทำงานหนักทำให้รู้สึกเครียดได้จริง ๆ ยิ่งหากเจองานที่มีความกดดันสูง หรือบางทีเราก็กดดันตัวเองให้ต้องทำงานเยอะ ๆ ปัจจัยเหล่านี้แหละจะทำให้คุณมีระดับความเครียดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งความเครียดเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกาย เช่น ปวดหัว อ่อนล้า คลื่นไส้ และอารมณ์เกรี้ยวกราด นอกจากนี้ความเครียดยังทำให้ประสิทธิภาพของงานลดลงอีกด้วย ไม่เชื่อมาดูนี่สิ
- ผลกระทบสุดแย่ ที่เกิดเพราะแค่คุณเครียด
- สัญญาณเตือนความเครียด
3. อ้วนขึ้น
จากการศึกษาในออสเตรเลียพบว่า การนั่งเป็นเวลานานติดต่อกันวันละหลายชั่วโมง มีผลกระทบต่อระบบการเผาผลาญอาหาร เพราะการเผาผลาญจะน้อยลงเมื่อเรานั่ง และเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อ้วนและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมาอีกมากมาย เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด แถมยังมีการวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่นั่งทำงานมากกว่าวันละ 6 ชั่วโมงต่อวัน อาจมีอัตราเสี่ยงในการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ที่นั่งทำงานเพียง 3 ชั่วโมงต่อวันถึง 40% เลยทีเดียว
4. ออฟฟิศซินโดรมคืบคลานมาหา
นั่งนาน ๆ หรือยืนนาน ๆ อาการปวดก็มักจะถามหา โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวัน ไม่แน่ว่าบางทีลักษณะการนั่งทำงานของคุณอาจผิดท่า หรือไม่ถูกหลักสุขภาพที่ดีจนอาจเสี่ยงต่อโรคออฟฟิศซินโดรมก็ได้ หรือเบาะ ๆ อาจมีอาการปวดตามส่วนต่าง ๆ หนักมาก หรือปวดเรื้อรัง เป็นต้น
งั้นเอาเป็นว่ามาลองเช็กเลยดีกว่าว่าเรามีอาการปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดข้อมือ ตาแห้ง เห็นภาพเบลอ เมื่อจ้องคอมพิวเตอร์นาน ๆ หรือเปล่า ถ้ามีอาการตามนี้ก็ต้องปรับพฤติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงอาการเจ็บป่วยดังกล่าวแล้วล่ะ
5. สายตาพัง
การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไปอาจทำให้เกิดโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ซึ่งจะทำให้ดวงตามีปัญหาเรื่องการมองเห็น โดยอาการจะเริ่มจากการตาแห้ง ปวดหัว คอ และไหล่ และอาจจะทำให้มองเห็นเป็นภาพเบลอ วิธีป้องกันโรคนี้ก็คือการละสายตาจากคอมพิวเตอร์แล้วหันไปมองต้นไม้ใบหญ้าสีเขียว ๆ เพื่อเป็นการผ่อนคลายสายตาทุก ๆ 20 นาที
6. ความสัมพันธ์แย่
มีการศึกษาค้นพบว่าผู้หญิงกว่า 61% ที่ทำงานภายใต้ความเครียดและความกดดันนั้นจะส่งผลลบต่อความสัมพันธ์นอกออฟฟิศ ในขณะที่ฝ่ายชายนั้นมีอัตราที่ความเครียดจะทำลายความสัมพันธ์นอกออฟฟิศสูงถึง 79% เลยเชียว !
7. โรคคาโรชิ
ชื่อบอกยี่ห้อมาก ๆ ว่าได้รับการตั้งชื่อโรคมาจากแดนปลาดิบ แต่ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษจะหมายถึง Death from Overwork หรือ การเสียชีวิตจากการทำงานหนัก พูดง่าย ๆ ก็คือ ทำงานหนักจนตาย หรือบ้างานจนตายนั่นเอง และในญี่ปุ่นแล้ว อัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ค่อนข้างสูงมาก ดูได้จากข่าวพนักงานชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ที่เคยเกิดขึ้นบ่อย ๆ โดยบางคนนั่งรถไฟกลับบ้านอยู่ดี ๆ ก็เสียชีวิตเอาดื้อ ๆ ทางการแพทย์จึงฟันธงว่า สาเหตุการเสียชีวิตน่าจะมาจากโรคคาโรชินี่แหละ ที่เกิดจากการทำงานหนักมาก ๆ จนร่างกายทนต่อไปไม่ได้
นอกจากนี้ คนบ้างานหลาย ๆ คนก็อาจยังไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคคาโรชิแล้วด้วยนะคะ ที่สำคัญเมื่อทำงานหนัก เครียดจากงานก็ไปดื่มแอลกอฮอล์ หรือกินไม่ยั้งเพื่อคลายเครียด ทำให้อาจพักผ่อนไม่เพียงพอ เสี่ยงโรคไขมันอุดตัน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง แม้กระทั่งอัมพาต จนอาจโบกมือลาโลกใบนี้ไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวในที่สุด
ฉะนั้นคนที่ทำงานหนักแบบหามรุ่งหามค่ำ เราอยากให้ทำความรู้จักกับโรคคาโรชิ ไว้สักหน่อย ก่อนพลาดป่วยด้วยโรคนี้ไป
เห็นไหมว่าการโหมทำงานอย่างหนักไม่ได้ช่วยให้ชีวิตดีขึ้นอย่างที่คาดฝันไว้เสมอไป แต่อาจนำพาสุขภาพพัง ๆ มาถึงเราได้ และหากรู้ตัวว่าบ้างานหนักมาก ก็มาลองเช็กอาการด้วยว่าเรามีความเสี่ยงจะป่วยด้วยโรคต่าง ๆ มากน้อยแค่ไหน โดยเช็กได้จากนี่เลย
สัญญาณนี้แหละใช่ ทำงานหนักเกินไปแล้วชัวร์ ๆ
- ปวดเมื่อยตามตัว โดยเฉพาะบริเวณหลัง ไหล่ ท้ายทอย สายตา ปวดศีรษะ และข้อมือ
- มีอาการตาพร่ามัว มองเห็นภาพเบลอ โดยเฉพาะหลังจากนั่งทำงานไปแล้วสักพักใหญ่ ๆ
- แค่ขยับก็รู้สึกเจ็บ เพราะเกิดอาการเอ็น ข้อ ยึด จากการนั่งติดเก้าอี้เป็นเวลานาน ๆ
- หมดพลัง เหมือนไร้เรี่ยวแรงจะลุกไปไหน
- ให้ความสนใจแต่เรื่องงาน คิดอะไรก็เป็นเรื่องงานไปซะหมด
- บ้างานซะจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว คนใกล้ตัว หรือแม้แต่ตัวเอง
- มักจะหอบงานกลับมาทำที่บ้านด้วยเสมอ ๆ
- ทำงานจนดึก และมักจะอดนอนเป็นประจำ
- อยู่ว่าง ๆ ก็เช็กอีเมลเรื่องงานเป็นประจำ ไม่เว้นแม้แต่ตอนพักผ่อนอยู่ที่บ้าน
- พกมือถือของบริษัทติดตัวตลอด หรือมักจะคอยฟังเสียงโทรศัพท์เพราะคิดว่าอาจมีคนติดต่อเรื่องงานเข้ามา
- คอยสอดส่องข่าวสารเกี่ยวกับหน้าที่การงาน และมักจะเป็นคนแรก ๆ ที่ได้ข่าวสารเรื่องงานก่อนใคร ๆ
- ยอมใช้สมาร์ทโฟนเพื่อจะได้ติดต่อเรื่องงานอย่างสะดวกมากขึ้น นอกจากนั้นก็แทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากแอพพลิเคชั่นอื่น ๆ เลย
- สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น
- มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง ซึ่งอาจเป็นอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเบื้องต้น เช่น อาการปวดศีรษะ ปวดตา หรือเป็นหวัดไม่หายสักที
- มีแนวโน้มดื่มกาแฟมากขึ้นทุกวัน ๆ
- บางคนก็เกิดอารมณ์ฉุนเฉียวใส่เพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะกับคนที่เราคิดว่าเขาทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอย่างที่เราคาดหวังไว้
- หงุดหงิดง่ายขึ้น มองอะไรก็ไม่สบอารมณ์ ทุกอย่างดูขวางหูขวางตาไปหมด เพราะเครียดกับงานมากเกินไป
หากเช็กสัญญาณแล้วพบว่าตัวเองมีอาการบ้างานมากเกินไปอยู่หลายข้อ แนะนำว่าให้รีบปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองเสียใหม่ จะได้ไม่เป็นการโหมทำงานหนักเกินไปเพื่อเก็บเงินเอาไว้ใช้ในห้อง ICU หรือหากยังไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงยังไงดี ลองมาดูวิธีเหล่านี้ก่อนเลย
ทำงานอย่างนี้สิดี ไม่เอาเงินที่มีไปจ่ายค่าหมอ
ทำงานเก็บเงินงก ๆ สุดท้ายต้องเอาเงินที่ออมไว้ไปใช้รักษาตัวซะหมด วิถีชีวิตอย่างนี้ไม่ถูกต้องอย่างแรงค่ะ งั้นเอาเป็นว่าเรามาทำงานแบบพอดี ๆ เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นตามนี้ดีกว่า
1. จัดลำดับความสำคัญของงาน สิ่งไหนควรทำก่อน-หลัง และอย่าคิดไปเองว่าทุกอย่างสำคัญเท่ากันหมด
2. ยืดเส้นยืดสายบ้าง เมื่อรู้สึกตัวว่านั่งทำงานติดต่อกันเกิน 1 ชั่วโมง ให้ลุกไปเดินเล่นหรือเข้าห้องน้ำสักหน่อย ทว่าหากไม่คุ้นกับการพักเบรก ลองตั้งนาฬิกาปลุกไว้เตือนให้ลุกเลย
3. พยายามละสายตาจากหน้าจอคอมพ์ ให้ได้ทุก 20 นาที เพื่อพักสมองและพักสายตาไปในตัว
4. เที่ยงปุ๊บลุกปั๊บ ปิดคอมฯ เก็บงาน แล้วไปพักเบรกข้างนอก
5. เลิกงานตรงเวลา อย่าแคร์ว่าใครจะหาว่าเรารีบกลับบ้าน และบอกบอสไปว่าแค่เลิกงานตรงเวลา สุขภาพก็ดีขึ้นทันตาอย่างเห็นได้ชัด !
6. พยายามอย่าเอางานกลับไปทำที่บ้าน
7. แบ่งเวลาชีวิตให้เหมาะสม เวลางานคืองาน เวลาพักต้องพัก และหาเวลาไปผ่อนคลายบ้าง
8. ไปเที่ยวบ้าง อย่าลืมว่ามีสิทธิ์ลาพักร้อน พาตัวเองออกห่างจากงานสักพักอย่างน้อยปีละครั้งก็ยังดี
9. ปฏิเสธเสียบ้าง อย่าหอบเอางานมาไว้บนบ่ามากเกินไป หากงานเต็มไม้เต็มมืออยู่แล้ว คุณก็มีสิทธิ์เซย์โนกับงานชิ้นใหม่นะ
10. ตั้งเป้าหมายงานในแต่ละสัปดาห์ เคลียร์ให้เสร็จเป็นอย่าง ๆ ลดภาระงานในแต่ละวันได้บ้างก็ยังดี
11. หาวิธีคลายเครียดเมื่อรู้สึกเครียด อย่าง 40 วิธีคลายเครียด สลัดทิ้งให้เกลี้ยง แค่ 5 นาทีก็เอาอยู่ อย่างนี้เป็นต้น
12. ยืดหยุ่นซะบ้าง หากทำเต็มที่แล้วจริง ๆ งานไหนที่นอกเหนือความสามารถในการจัดการบ้างก็ไม่เห็นจะเป็นไร อย่ากดดันตัวเองมากไป
13. หาเวลาไปออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
14. พักผ่อนให้เพียงพอ เลิกกันทีกับการทำงานจนดึกดื่นแทบทุกวัน
15. หาเวลาว่างเคลียร์ตัวเองสักหน่อย ทั้งจัดโต๊ะทำงานใหม่ เคลียร์อีเมลเก่า ๆ หรือเอกสารที่รกรุงรังเต็มไปหมด แค่นี้ก็จะช่วยให้งานดูเบาลงเยอะแล้ว
แม้ว่างานคือเงิน ต่อยอดชีวิตของเราให้มีต้นทุนในการจับจ่ายใช้สอย ทว่าอย่าให้เงินเป็นงานซะหมดดีกว่า เพราะอย่างที่บอกล่ะค่ะ หากมุ่งทำงานเก็บเงินจนลืมดูแลสุขภาพของตัวเอง คงไม่พ้นต้องนำเงินที่หามาได้ไปรักษาตัวเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยแน่ ๆ ฉะนั้นมีชีวิตเดียวก็ควรต้องใช้ให้คุ้มทุก ๆ ด้านจริงไหม ?
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
goodhousekeeping
27/03/2017
#เบิร์นไขมันกันหน่อย
@ถึงจะเป็นวันนั้นของเดือนอย่าทำตัวอ่อนแอ
💪💪💪💪💪💪
✌✌✌✌✌✌
24/03/2017
"สัญญาณร้ายจะมาเยือน เมื่อเรานอนไม่พอเป็นประจำ"
'นอนไม่เพียงพอ' คือการนอนน้อยจากการนอนไม่หลับ, การที่ต้องทำงาน หรืออ่านหนังสือสอบจนดึก และการใช้ชีวิตแบบคนสมัยใหม่ ที่ต้องมีปาร์ตี้ยามค่ำคืนเกือบทุกวัน เมื่อสะสมนานวันเข้าก็จะก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ไม่ว่าจะตื่นสาย, กลิ่นตัวแรง, มีอาการเครียด, หงุดหงิดง่าย และสุดท้ายก็คืออาการนอนไม่หลับเรื้อรัง เพราะร่างกายและสมองชินต่อการนอนดึก จนทำให้พ่วงปัญหาสุขภาพด้านอื่นตามมาอีกมากมายครับ เช่น
1. โรคมะเร็งลำไส้ โรคยอดฮิตของคนที่ใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่ ที่นอนดึกแต่ต้องตื่นเช้าไปทำงานหรือไปเรียน ทานอาหารเช้าไม่ทัน และทานแต่อาหารไม่มีประโยชน์ ไม่เคยออกกำลังกาย จนทำให้เกิดความเสื่อมของระบบภายใน โดยเฉพาะลำไส้ จนกลายเป็นลำไส้อักเสบและลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งลำไส้ไปในทึ่สุด ซึ่งเห็นได้ชัดว่าจุดเริ่มต้นของโรคนี้คือการนอนดึก ได้มีการศึกษาและวิจัยว่าในคน 1,240 คน มีคนที่นอนน้อยกว่า 6 ชม. ถึง 47% จะมีอาการของมะเร็งลำไส้ มากกว่าคนที่นอนหลับอย่างน้อย 7 ชม.ขึ้นไป
2. โรคหลอดเลือดหัวใจ ร่างกายเรามีการสร้างฮอร์โมน และซ่อมแซมส่วนที่สึกหลอในขณะหลับ แต่ถ้าเราไม่นอน หรือนอนดึก ร่างกายเราจะซ่อมแซมตัวเองได้น้อยลง นานวันเข้าหลอดเลือดก็เสียหาย แข็ง แตก ไม่ยืดหยุ่น และ มีไขมันเข้าไปเกาะที่หลอดเลือด จนทำให้เกิดการอุดตัน ได้มีการวิจัยในกลุ่มคนที่ทดลองไม่ได้นอนเป็นเวลา 88 ชม. ผลออกมาว่าพวกเค้า มีความดันเลือดที่สูงมากผิดปกติ และในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 60 ปี มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจถึง 2 เท่า
3. โรคเบาหวาน เมื่อคนเป็นเบาหวานพักผ่อนไม่เพียงพอ จะทำให้ระดับกลูโคสในเลือด เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 23% รวมทั้งระดับอินซูลินในเลือด ก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 48 % ในการวิจัยบางส่วนพบว่า คนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว จะเกิดภาวะร่างกายดื้ออินซูลินจากการนอนไม่พออีกด้วย
4.ระบบร่างกายรวน ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการท้องอืด, ท้องเฟ้อ, อาหารย่อยไม่ดี และการถ่ายอุจจาระไม่เป็นปกติ บางครั้งท้องเสียแต่บางครั้งก็อาจท้องผูกขึ้นมากระทัน เพราะกระเพาะอาหารเกิดการล้า จึงทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดีเท่าที่ควร
5.โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง ในบางคนอาจต้องใช้เวลาเกินกว่า 30 นาที ถึงจะสามารถหลับได้ หรืออาจจะหลับ ๆ ตื่น ๆ ทั้งคืน จนทำให้ตื่นกลางดึก แล้วก็ไม่สามารถหลับอีกเลย และโรคนอนไม่หลับ ยังส่งผลต่อการเข้าห้องน้ำบ่อยทั้งคืน เพราะร่างกายต้องการดูดซับน้ำมากกว่าคนปกติ ซึ่งจะต้องมีอาการแบบนี้เกิน 1 เดือน ถึงจะเรียกว่าการนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง
6. สมรรถภาพทางเพศเสื่อมลง เพราะการนอนไม่หลับจะทำให้ฮอร์โมน “เทสโทสเทอโรน” ต่ำลง ซึ่งทำให้ความต้องการทางเพศลดต่ำลงไปด้วย จากการตรวจของแพทย์ จะเห็นได้ว่าผู้ที่เสื่อมสรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่ มักจะมีสาเหตุมาจากการพักผ่อนน้อย หรือนอนไม่หลับเลยทั้งคืน
7.อารมณ์แปรปรวนง่าย เมื่อนอนไม่ค่อยหลับ ตื่นเช้ามาจึงมีอาการอ่อนเพลีย ไม่กระปรี้กระเปร่า จนทำให้รู้สึกหงุดหงิด, อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ และยังทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปด้วย เนื่องจากสมองที่ไม่ค่อยได้พักจึงทำงานได้ไม่เต็มที่ และเมื่อเกิดความเครียด ก็จะตามมาด้วยกลิ่นตัวตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายที่จะแรงขึ้นอีกด้วย
(ขอบคุณที่มา : www.thailovehealth.com
โรคร้ายที่มากับการนอน ทั้งนอนไม่พอ และนอนมากเกินไป)
เรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่เล็กนะครับจากการนอนไม่พอ..หรือหลับไม่เต็มก็สามารถทำให้เราป่วยได้ ถ้ารู้แบบนี้แล้วเราควรพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ก็ทำให้ร่างกายเราสมดุล และแข็งแรงขึ้นได้พร้อมสู้กับปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นมากมายนะคะ
24/03/2017
#น้ำตาลคือยาพิษ
Dr.Raymond Francis ในฐานะนักชีวเคมี เคยเกือบเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยตอนอายุ 48 ปี หลังจากนั้นเขาได้ใช้ความรู้ในทางชีวเคมีเพื่อเปลี่ยนชีวิตเขา
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 26 ปี เขาป่วยเป็นหวัดเพียงแค่ครั้งเดียว สุขภาพแข็งแรง ความคิดความอ่านปลอดโปร่ง ไม่มีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บเหมือนผู้สูงวัยคนอื่นๆ ปัจจุบันเขามีอายุประมาณ 80 ปี (คลิปนี้เขาพูดในปี 2012)
เพียงแค่เปลี่ยน Life style
เปลี่ยนเรื่องอาหารการกิน Diet
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ Regular exercise
นั่งสมาธิเป็นประจำ meditate on a regular basis
กินอาหารเสริมคุณภาพสูง very high quality supplements
ประการสำคัญที่นักข่าวถามก็คือถ้าจะให้ทำเรื่องเดียวเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี เขาแนะนำว่าขอให้หยุดกินน้ำตาล
น้ำตาลเป็นยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดของมนุษย์
deadly metabolic poison
หลังจากที่เรากินน้ำตาลเข้าไป 2 ชั่วโมง ภูมิต้านทานภายในร่างกายจะลดลงถึง 50%
แค่น้ำตาล 1-2 ช้อนโต๊ะ ทำให้ระบบเคมีในร่างกายปั่นป่วนไปถึง 6-8 ชั่วโมง แล้วเรารับประทานน้ำตาลเข้าไปทุกๆมื้อ นั่นหมายถึงร่างกายเราสูญเสียความสมดุล biochemical chaos ไปตลอด 24 ชั่วโมง
Dr.Raymond บอกว่าน้ำตาลอันตรายยิ่งกว่าบุหรี่หรือแอลกอฮอล์เสียอีก
น้ำตาลเป็นต้นเหตุของโรคร้ายต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน หรือแม้กระทั่ง ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะใส่ใจเรื่องสุขภาพกันอย่างจริงจัง ....????
https://youtu.be/nCgkM7u5BJ8
Dr.Raymond Francis ในฐานะนักชีวเคมี เคยเกือบเสียชีวิตจากการเจ็บป่วยตอนอายุ 48 ปี หลังจากนั้นเขาได้ใช้ความรู้ในทางชีวเคมีเพื่อเปลี่ยนชีวิตเขา
ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา 26 ปี เขาป่วยเป็นหวัดเพียงแค่ครั้งเดียว สุขภาพแข็งแรง ความคิดความอ่านปลอดโปร่ง ไม่มีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บเหมือนผู้สูงวัยคนอื่นๆ ปัจจุบันเขามีอายุประมาณ 80 ปี (คลิปนี้เขาพูดในปี 2012)
เพียงแค่เปลี่ยน Life style
เปลี่ยนเรื่องอาหารการกิน Diet
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ Regular exercise
นั่งสมาธิเป็นประจำ meditate on a regular basis
กินอาหารเสริมคุณภาพสูง very high quality supplements
ประการสำคัญที่นักข่าวถามก็คือถ้าจะให้ทำเรื่องเดียวเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี เขาแนะนำว่าขอให้หยุดกินน้ำตาล
น้ำตาลเป็นยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดของมนุษย์
deadly metabolic poison
หลังจากที่เรากินน้ำตาลเข้าไป 2 ชั่วโมง ภูมิต้านทานภายในร่างกายจะลดลงถึง 50%
แค่น้ำตาล 1-2 ช้อนโต๊ะ ทำให้ระบบเคมีในร่างกายปั่นป่วนไปถึง 6-8 ชั่วโมง แล้วเรารับประทานน้ำตาลเข้าไปทุกๆมื้อ นั่นหมายถึงร่างกายเราสูญเสียความสมดุล biochemical chaos ไปตลอด 24 ชั่วโมง
Dr.Raymond บอกว่าน้ำตาลอันตรายยิ่งกว่าบุหรี่หรือแอลกอฮอล์เสียอีก
น้ำตาลเป็นต้นเหตุของโรคร้ายต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอัลไซเมอร์ มะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน หรือแม้กระทั่ง ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะใส่ใจเรื่องสุขภาพกันอย่างจริงจัง ....????
https://youtu.be/nCgkM7u5BJ8
24/03/2017
#มีความแค่อยากชิม
#ทุกอย่าง
😁😁😁😁😁😁
24/03/2017
"คนเรานี้ก็แปลก แต่มันคือเรื่องจริง"
หมดเงิน 5 แสนไปกับการซื้อรถ เป็นเรื่องปกติ
หมดเงิน 5 หมื่นไปกับการซื้อมอเตอร์ไซค์ เป็นเรื่องปกติ
หมดเงิน 1-2 หมื่นไปกับการซื้อโทรศัพท์ เป็นเรื่องปกติ
หมดเงิน 1 พันไปกับการซื้อเสื้อผ้า เป็นเรื่องปกติ
แต่หากต้องหมดเงินสักพันสองพัน
ไปการทำชีวิตให้ตัวเองดีขึ้น
เรากลับส่ายหัวและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
“แพงไป!”
“ไม่มีเงินหรอก!”
“เสียดายเงิน!”
"เอาไว้ก่อน" ซื้อของฟุ่มเฟือยก่อน
เวลาจากไป คนไปงานศพ
ไม่เห็นมีใครถามว่า
คนตายใส่เสื้อยี่ห้ออะไร
ใช้โทรศัพท์ รุ่นไหน
ชีวิตของเรา มีค่าน้อยกว่า รถยนต์
มอเตอร์ไซค์หรือโทรศัพท์หรืออย่างไร???
หากไม่รีบทำอะไรสักอย่างค่าของเงินอยู่ตรงไหน???
ไม่ว่าข้อความบทนี้
จะให้ความสุขหรือให้ความทุกข์แก่คุณ
แต่ขอให้จดจำไว้ มีเรื่องราวอีกมากมายที่สำคัญกว่าเงินทอง!
==============================
#ถ้าหากบทความนี้เป็นประโยชน์
กด Like&Share ไปให้เพื่อนของคุณได้รับรู้...
==============================
http://line.me/ti/p/napaporn95668
23/03/2017
กินตามกรุ๊ปเลือด
กินตามกรุ๊ปเลือด กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมของ Dr.Perer J.D'Adammo ซึ่งได้รับรางวัลแพทย์ธรรมชาติบำบัดยอดเยี่ยมจากอเมริกา ปี 1990 เขาใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 30 ปี จนได้ข้อสรุป และเขียนเป็นหนังสือ Eat Right for your Type เขาอธิบายว่า เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดต่างกัน แต่จะมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนซึ่งเป็นอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติเหนียว และจับเกาะติดเลือดเรียกว่า "เล็คติน" ถ้าการกินอาหารที่มีเล็คตินไม่เหมาะสมกับเลือดเรา เล็คตินเหล่านั้นยังเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร การสร้างอินซูลิน การเผาผลาญอาหาร และความสมดุลของฮอร์โมน
คุณสุวิมล สุธีโสภณ ต้นตำรับอาหารแนว blood type cuisine ในชื่อ The Third Floor อาคารวีรสุ ถนนวิทยุ เป็นผู้ที่ศึกษา และทดลองกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดมานานกว่า 3 ปี เธอบอกว่ากินแบบนี้ไม่ทรมานตัวเองจนเกินไป ขณะที่กินอาหารแนวอื่น อาจจะทำให้เรารู้สึกเครียดเพราะความอยากกิน แต่วิธีนี้เพียงแต่เรากินของที่ห้ามให้น้อยลง และกินของมีประโยชน์ให้มากขึ้น ซึ่งผลพลอยได้คือน้ำหนักลด โรคปวดตามข้อค่อย ๆ หายไป
หลายคนที่เอาหลักการนี้ไปแล้วลองทำกับข้าวกินเองชมว่า เขาน้ำหนักลดลง ไปกินอาหารนอกบ้านก็ไม่ลำบาก เพราะเราสามารถเอาหลักการกินตามกรุ๊ปเลือดไปปรับใช้ได้
กรุ๊ป A นักมังสวิรัติดี ๆ นี่เอง
คนเลือดกรุ๊ปนี้ส่วนใหญ่จะมีกรดในกระเพาะต่ำ ทำให้ระบบการย่อยไม่ค่อยดี ระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่ดี มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็ง กรุ๊ปเอจึงถูกจัดเป็นมังสวิรัติ
อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด
กินปลาอาทิตย์ละ 3-4 ครั้งเพื่อเสริมโปรตีน หลีกเลี่ยงปลาเนื้อขาว เช่น ปลาตาเดียว หรือปลาจะละเม็ด เพราะมีเล็คตินรบกวนระบบการย่อย หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ต่าง ๆ อาจกินได้นิดหน่อย เลือกดื่มนมถั่วเหลือง นมแพะ หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำ แทนนมวัว กินไข่ได้บ้างเป็นครั้งคราว บรรดาตระกูลถั่วต่าง ๆ อาทิ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสงที่มีเยื่อหุ้มบาง ๆ และถั่วเหลือง เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปนี้ สามารถกินข้าวกล้องหรือซีเรียลได้วันละ 1-2 ครั้ง ผักทั้งสด และสุกกินแล้วดีโดยเฉพาะหอมหัวใหญ่ และบร็อคโคลี มีสารแอนติออกซิแดนท์สูง แครอท ฟักทอง ผักโขม และกระเทียม ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน
กินผลไม้แทบทุกชนิด ยกเว้นแตงโม แคนตาลูป มะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม เพราะย่อยยาก พวกชาสมุนไพรจะไปเพิ่มกรดในกระเพาะ ไวน์แดงดื่มได้ แต่ควรเลี่ยงเบียร์ และน้ำอัดลม
กรุ๊ป B อ้วนง่าย
คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้ ส่วนใหญ่มีปัญหากับไวรัส และภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระบบประสาทไม่ค่อยดี ชอบปวดตามข้อ ซึ่งไม่ใช่อาการของเกาต์หรือรูมาตอยด์ มีโอกาสเกิดโรคแผลในสมอง (sclerosis) หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง
อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด
เนื้อกระต่าย กวาง แกะ ไก่งวง ควรกินปลาน้ำลึก เช่น ปลาหิมะ และปลาเนื้อขาว อย่างปลาจะละเม็ด ปลาตาเดียว หลีกเลี่ยง เนื้อหมู ไก่ หอยเชลล์ กุ้ง ปู หอยแครง เพราะจะรบกวนระบบในร่างกาย สามารถกินนม เนย ไข่ ในปริมาณที่เหมาะสมได้ ข้าวโอ๊ต และข้าวกล้องดีต่อคนเลือดกรุ๊ปนี้ขณะที่แป้งสาลี ถั่วลิสง และโฮลวีท ไม่ดีต่อระบบเผาผลาญของร่างกายทำให้อ้วนและไม่ดีต่อเลือด อาจเป็นสาเหตุของโรคเส้นโลหิตแตกควรลองแป้งสเปลท์ (spelt) ซึ่งเป็นแป้งที่มีคุณค่าทางสารอาหาร และมีไฟเบอร์สูง ผักใบเขียวทุกชนิดกินดีหมด เพราะมีแมกนีเซียมช่วยป้องกันอาการผื่นคัน แต่ถ้าอยู่ระหว่างไดเอ็ทควรหลีกเลี่ยงมะเขือเทศ และข้าวโพด เพราะมีผลต่อการสร้างอินซูลิน และระบบเผาผลาญ
กินผลไม้ได้แทบทุกชนิด ยกเว้น ลูกพลับ ทับทิม และลูกแพร์ ชาสมุนไพรที่ให้ประโยชน์คือ ขิง เปปเปอร์มิ้นต์ โสม ชาเขียว
กรุ๊ป O High Protein
ปัญหาของคนเลือดกรุ๊ปนี้คือ กระเพาะมีความเป็นกรดสูง สามารถย่อยอาหารจำพวกเนื้อได้ดีกว่าเลือดกรุ๊ปอื่น แต่ระบบการเผาผลาญไม่ค่อยดี ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ไม่ค่อยคงที่ จึงทำให้อ้วนง่าย ตามติดมาด้วยปัญหาเลือดแข็งตัวช้า
อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด
เลือกกินเนื้อได้ตามใจชอบ กินอาหารทะเลได้เป็นประจำ เพื่อป้องกันโรคเลือดไม่แข็งตัว และไทรอยด์ แต่ระวังเรื่องไขมันและโคเรสเตอรอลด้วย กินนม เนย ไข่ในปริมาณที่พอเหมาะ ถ้าอยากผอมต้องเลี่ยงแป้งสาลี ข้าวโอ๊ต และบรรดาถั่วต่าง ๆ ผัก กินได้แทบทุกชนิด โดยเฉพาะบร็อคโคลี ผักโขม มีวิตามินเคสูง ช่วยให้เลือดแข็งตัว ส่วนผักตระกูลกะหล่ำควรหลีกเลี่ยงเพราะมีผลต่อไทรอยด์ เห็ดหอมและมะกอกดองทำให้เกิดอาการแพ้ มะเขือยาว และมันฝรั่งทำให้ปวดข้อ
ผลไม้กินได้แทบทุกชนิดโดยเฉพาะตระกูลเกรปฟรุต ตระกูลเบอร์รี่ (ยกเว้นแบล็คเบอร์รี่) ช่วยลดน้ำหนัก ควรเลี่ยงแคนตาลูป มะพร้าว ส้ม และสตรอเบอร์รี่ เพราะมีกรดสูงเกินไป ชา สมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ อาทิเปปเปอร์มินท์ Licorice Tea Parsley ฯลฯ ไม่ควรดื่มเบียร์ ชา กาแฟ เพราะจะเพิ่มกรดในกระเพาะให้หนักเข้าไปอีก
กรุ๊ป AB มังสวิรัติ และคาร์โบไฮเดรต
กรุ๊ปนี้เป็นการผสมผสานระหว่างกรุ๊ปเลือด A กับ B ดังนั้นวิธีการกินที่เหมาะสมกับคนกรุ๊ปนี้เป็นการผสมผสานการกินมังสวิรัติหน่อย ๆ กับการกินแบบกรุ๊ปบี นิด ๆ คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้มีจุดอ่อนเรื่องสุขภาพอยู่ที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และกรดในกระเพาะต่ำ
อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด
ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง และเต้าหู้ สามารถกินเนื้อแกะ กวาง กระต่าย และไก่งวงได้นิดหน่อย ไม่ควรกินปลาเนื้อขาว และแซลมอนรมควัน เพราะย่อยยากและเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร สามารถกิน นม เนย ไข่ และโยเกิร์ตไขมันต่ำได้ จำพวกข้าว ข้าวโอ๊ต ข้าวไรย์มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรงดเว้นการกินถั่วแดง งา เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ข้าวโพด เพราะจะชะลอการทำงานของอินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดลดลงเฉียบพลัน ผักสดกินได้แทบทุกชนิด ช่วยป้องกันมะเร็ง และโรคหัวใจ
ผลไม้กินได้ดีเป็นบางอย่าง อาทิ องุ่น พลัม ตระกูลเบอร์รี่ สับปะรด ส้มโอ ฯลฯ เพราะช่วยสร้างความสมดุลของกรดในเนื้อเยื่อ ไม่ควรกินกล้วย มะม่วง ฝรั่ง ส้ม
..ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติสภากาชาดไทย...
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ประเภท
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
สถาบันโรคทรวงอก 74 ม. 9
Nonthaburi
11000