Phuthai Massage & Spa

Phuthai Massage & Spa

แชร์

การนวดแบบต้นตำหรับและการันตีฝีมือ ราคาเป็นกันเอง สนใจติดต่อ0987379001

Photos from Phuthai Massage & Spa's post 25/05/2017

เราพร้อมแล้วที่จะให้บริการท่านอีกครั้ง....
Phu Thai. Massage&spa.Club House Phuket ราคาเป็นกันเอง....สนใจติดต่อ0987379001น่ะค่ะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา10.00am-10.00pm ค่ะทุกวัน

Photos from Phuthai Massage & Spa's post 25/03/2017

มันลึกซึ้งมากกว่านวดค่ะ

Photos from Phuthai Massage & Spa's post 24/03/2017

Thank you.คุณRobertและคุณElina5ปีแล้วน่ะค่ะที่คุณให้ความรักและไว้ใจการนวดของแพมและPhuthai Massage&Spa💝💝💝💝

Photos from Phuthai Massage & Spa's post 02/10/2016

โรคมดลูกเคลื่อน แบ่งเป็น 3 ชนิด คือ มดลูกตะแคง มดลูกต่ำ และมดลูกลอย
** มดลูกเคลื่อน เกิดได้ทั้งผู้หญิงที่แต่งงานและไม่แต่งงาน มีอาการ คือ ปวดบริเวณท้องน้อยบริเวณตำแหน่งมดลูกมาก เย็นปลายมือปลายเท้า มีตกขาว ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่คันช่องคลอด
สาเหตุ
1.อุบัติเหตุ
2.การยกของหนักในระหว่างมีประจำเดือน
3.ความผิดปกติของความดันบริเวณท้องน้อย
4.การอักเสบของเส้นสิกขิณี

** มดลูกต่ำ อาการ คือ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่โดยไม่มีการอักเสบของทางเดินปัสสาวะเมื่อมีการเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง
สาเหตุ
1.ความเสื่อมของร่างกาย
2.โรคอ้วน
3.คลอดบุตรมาก
4.กลั้นปัสสาวะบ่อย
5.ทำงานเกินกำลัง
6.อุบัติเหตุ

** มดลูกลอย อาการ คือ มีการผายลมทางช่องคลอด ปวดหลังร้าวมาบริเวณท้องน้อย และไม่ทนร้อนทนหนาว
สาเหตุ
1.ผู้หญิงหลังคลอด ไม่ได้อยู่ไฟ
2.สาเหตุคล้ายกับมดลูกตะแคงและมดลูกต่ำ

- โรคดานเลือด
ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ได้แก่ 1.ผู้หญิงโสด
2.ประจำเดือนมาเร็ว ก่อนอายุ 12 ปี
3.ประจำเดือนมาผิดปกติ
4.ประจำเดือนไม่สามารถออกมานอกร่างกายได้
5.มีบุตรยาก
6.มีประวัติคนในครอบครัว

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ได้แก่
1.ปวดท้องน้อยเป็นประจำ
2.ปวดท้องประจำเดือนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน
3.มีบุตรยาก แท้งบ่อย ตั้งครรภ์นอกมดลูก
4.มีอาการของลำไส้แปรปรวน
5.ปวดเวลามีเพศสัมพันธ์ หรือหลังจากมีเพศสัมพันธ์
6.ปวดหลัง
7.ปวดร้าวลงขา
8.ปวดเวลาถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ
9.ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด
สาเหตุ เกิดจาก กินของเย็นจัด ความเครียด หรือรับประทานยาบางชนิด อุบัติเหตุ ประจำเดือนตกค้าง เข้าสู่ช่วงวัยทอง มารดามีก้อนเลือดหรือน้ำคาวปลาตกค้างหลังคลอดบุตรและไม่ได้อยู่ไฟ

-โรคพรายเลือด-พรายย้ำ พบในผู้สูงอายุที่หลอดเลือดเปราะ และผู้หญิงก่อนมีประจำเดือน จัดอยู่ในโรคตระกูลลมปลายปัตคาต

-โรคพรายเลือด
อาการ คือ ผิวหนังมีลักษณะเป็นผื่นแดง เป็นจ้ำแดงหรือเขียว มีอาการปวดแสบปวดร้อนร่วมด้วย

อาการ คือ ผิวหนังเป็นผื่นแดง เป็นจ้ำแดงเข้มหรือม่วง มีอาการปวดแสบปวร้อนร่วมกับมีอาการคัน

- ปวดประจำเดือน แบ่งอาการปวด ได้เป็น 2 ชนิด คือ ปฐมภูมิ (ไม่ทราบสาเหตุ) และทุติยภูมิ (มีสาเหตุ)

สาเหตุ ได้แก่ กินของเย็นจัดขณะมีประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนมากผิดปกติ มีความผิดปกติของมดลูกหรือรังไข่ มีอารมณ์อ่อนไหวง่ายหรือมีความเครียด...

Photos from Phuthai Massage & Spa's post 25/09/2016

ระบบกล้ามเนื้อ หมอนวดต้องรู้..กล้ามเนื้อ เป็นตัวที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวโดยทำงานร่วมกับระบบกระดูก กล้ามเนื้อแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ

1. กล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อชนิดนี้ มีลักษณะสำคัญ คือ เส้นใยมีลายตามขวาง มัดกล้ามเนื้อ ยึดเกาะอยู่กับกระดูก การทำงาน อยู่ภายใต้การควบคุมของจิตใจ เช่น กล้ามเนื้อที่แขน ขา หน้า และลำคอ เป็นเยื่อหุ้มเอพิไมเซียมที่อยู่ปลายมัดกล้ามเนื้อเป็นเอ็นที่เรียกว่า “เทนดอน” ทำหน้าที่ ยึดกล้ามเนื้อให้ติดกับกระดูกเพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหวได้ เอ็นบางตำแหน่งจะแบนเป็นแผ่น เรียกว่าพังผืดที่เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ ระดับต่างๆนี้จะเป็นทางผ่านของเส้นเลือดและเส้นประสาทที่มาเลี้ยงกล้ามเนื้อ การทำงานของกล้ามเนื้อ โดยขณะที่หดตัวจะเกิดแรงดึงที่ปลายมัดกล้ามเนื้อทำให้อวัยวะที่อยู่ปลายมัดกล้ามเนื้อเคลื่อนไหวตามได้ จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ การเคลื่อนไหวต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อเป็นคู่ ๆ และจะทำงานตรงกันข้าม คือกล้ามเนื้อมัดหนึ่งหดตัว กล้ามเนื้ออีกมัดหนึ่งจะคลายตัว กล้ามเนื้อที่กดตัวและทำให้ส่วนของร่างกายงอเข้าด้านใน เรียกว่า กล้ามเนื้อเฟกเซอร์ ทำให้มีข้อมืองอเข้าด้านใน กล้ามเนื้ออีกชนิดหนึ่งคือกล้ามเนื้อเอกเทนเซอร์เมื่อหดตัวแล้ว ทำให้ส่วนของร่างกายเหยียดออกไปทั้งกล้ามเนื้อเฟลกเชอร์และกล้ามเนื้อเอกเทนเซอร์จะทำงานร่วมกันเสมอ และการทำงานจะเป็นลักษณะตรงกันข้าม ซึ่งเรียกการทำงานแบบนี้ว่าแอนทาโกนิซึม

2. กล้ามเนื้อเรียบ เป็นกล้ามเนื้อที่ไม่มีลายตามขวางเซลล์กล้ามเนื้อมีรูปร่างเป็นรูปกระสวย กล้ามเนื้อเรียบทำงานอยู่นอกอำนาจจิตใจ ถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ

3. กล้ามเนื้อหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจมีลายคล้ายกล้ามเนื้อลาย การทำงานอยู่นอกอำนาจจิตใจ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานหนักสุด เนื่องจากต้องทำงานไปตลอดชีวิตของเจ้าของ ไม่มีการหยุดเลย
อนาโตมีทั้งหมดต้องค้นคว้าดูบ่อย ๆ ดูเป็นร้อยเป็นพันรอบ ดูแล้วพิจารณาว่า เรารักษาคนหาย เพราะอะไร ตรงไหน มีเหตุผลอะไร ดูไปดูมาพิจารณาอย่างรอบคอบ การรักษาของเราจะแม้นยำมากขึ้น ไวขึ้น ใช้เวลาสั้น ถูกใจมหาชน การรู้อนาโตมีจะทำให้เราอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจ และเกิดศรัทธาเชื่อมั่นในวิธีการรักษา ผู้ป่วยจะให้ความร่วมมือในการบำบัดรักษา...

Photos 15/09/2016

รู้ไว้ใช่ว่า

Photos from Phuthai Massage & Spa's post 12/09/2016

น่ารักจุง Miss P*E P*E. & BOOM. BOOM. ขอบคุณค่ะ

Photos 31/08/2016

** ทบทวนความเป็นมา..จากกระดูก 300 ชิ้น ทำไมเหลือ 206 ชิ้น คือเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ จริงๆ แล้วกระดูก 94 ชิ้นที่เราคิดว่าหายไป มันไม่ได้หายไปไหนหรอกเพียงแต่มันรวมตัวกันกับกระดูกชิ้นที่อยู่ใกล้กัน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงในแต่ละส่วนเพื่อรองรับร่างกายและน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น..ซึ่งได้ถูกกำหนดมาด้วยความชาญฉลาดจากธรรมชาติและวิวัฒนาการที่ยาวนาน...

** ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากการรวมตัวกันของกระดูกระหว่างการเจริญเติบโต เช่น ส่วนกระเบนเหน็บ ซึ่งเดิมมี 8 ชิ้น แต่จะเชื่อมรวมกันเป็นชิ้นเดียว และจะต่อกับกระดูกเชิงกราน (ซึ่งได้ชื่อนี้เนื่องจากอยู่ตรงบริเวณที่เหน็บชายกระเบนเวลานุ่งโจงกระเบนของคนในโบราณ) และส่วนก้นกบของกระดูกสันหลัง นอกจากนี้ในทารกแรกเกิดยังมีโครงสร้างของกระดูกอ่อนอยู่มาก เพื่อให้มีการสร้างโครงสร้างของกระดูกระหว่างการเจริญเติบโต และจะมีการพัฒนาไปเป็นกระดูกทั้งหมดโดยสมบูรณ์เมื่อคนเราอายุประมาณ 20-25 ปี คือสิ้นสุดช่วงของวัยรุ่นนั่นเอง ทำให้มีกระดูกเหลืออยู่ทั้งหมด 206 ชิ้น เป็นกระดูกที่แข็งและอยู่อย่างถาวร แต่ก็ไม่แน่เสมอไป เพราะผู้ใหญ่บางคนอาจมีกระดูกสันหลังเกินมาหนึ่งชิ้น หรือกระดูกซี่โครงเกินมาหนึ่งคู่ก็เป็นได้ครับ

** การรวมตัวกันของกระดูก คือ การประกอบเข้าด้วยกันเป็นโครงกระดูกด้วยเอ็นและกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นในกระดูกโคนลิ้น (Hyoid bone) ซึ่งเป็นกระดูกที่ไม่ติดต่อกับกระดูกชิ้นอื่นๆโดยตรง แต่จะยึดไว้ในบริเวณส่วนบนของคอหอยด้วยเอ็นและกล้ามเนื้อ

** กระดูกคนมี 206 ชิ้น ทำหน้าที่เป็นแกนค้ำจุนให้ร่างกายอยู่ในตำแหน่งและลักษณะที่เหมาะสม ช่วยในการเคลื่อนที่โดยเป็นที่ยึดของกล้ามเนื้อลาย ช่วยป้องกันอวัยวะภายในที่สำคัญ เพื่อไม่ให้ได้รับอันตราย ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงและเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมของร่างกาย กระดูกสันหลังเป็นกระดูกที่มีรูปร่างไม่เหมือนกับกระดูกอื่นๆ ประกอบด้วยกระดูกชิ้นเล็กๆ เชื่อมต่อกัน กระดูกแต่ละข้อเชื่อมต่อกันด้วยกล้ามเนื้อและเอ็น ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อที่เชื่อมต่อกัน จะมีแผ่นกระดูกอ่อนซึ่งเรียกว่าหมอนรองกระดูกรองรับอยู่ ช่วยเชื่อมให้กระดูกสันหลังแต่ละข้อติดกันและช่วยป้องกันการเสียดสีขณะกระดูกสันหลังเคลื่อนไหว กระดูกซี่โครงทั้ง12 คู่จะเชื่อม อยู่กระดูกสันหลังตอนอกและกระดูกหน้าอกโดยมีกระดูกอ่อนเป็นตัวเชื่อม กระดูกซี่โครงคู่ที่ 11 และ 12 เป็นกระดูกซี่โครงซี่สั้นๆ ไม่เชื่อมอยู่กับกระดูกอกและไม่มีกระดูกอ่อนเรียกว่า กระดูกซี่โครงลอย ที่กระดูกซี่โครงมีกล้ามเนื้อ 2 ชุด คือ กล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงด้านนอก และกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงด้านใน เมื่อกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงด้านนอกหดตัวจะยกกระดูกซี่โครงขึ้นทำให้ช่องอกกว้างขึ้นเกิดการหายใจเข้าและเมื่อกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงด้านนอกคลายตัวและกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงด้านในหดตัวก็ทำให้ช่องอกแคบเข้าเกิดการหายใจออก

จำนวนของกระดูกทั้งหมดในร่างกาย หมายถึง กระดูกในผู้ใหญ่ที่เจริญเต็มที่แล้ว มีทั้งสิ้น 206 ชิ้น โดยแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้

1. กระดูกแกนกลาง มีทั้งหมด 80 ชิ้น ประกอบด้วย

คือ
1.1 กระดูกกะโหลกศีรษะ มี 29 ชิ้น
(1) กระดูกท้ายทอย 1 ชิ้น
(2) กระดูกข้างศีรษะ 2 ชิ้น
(3) กระดูกหน้าผาก 1 ชิ้น
(4) กระดูกขมับ 2 ชิ้น
(5) กระดูกรูปผีเสื้อ 1 ชิ้น
(6) กระดูกใต้สันจมูก 1 ชิ้น
(7) กระดูกหน้า 14 ชิ้น
(8) กระดูกหู 6 ชิ้น
(9) กระดูกโคนลิ้น 1 ชิ้น

1.2 กระดูกท่อนสันหลัง มี 51 ชิ้น
(1) กระดูกคอ 7 ชิ้น
(2) กระดูกสันหลังตอนอก 12 ชิ้น
(3) กระดูกสันหลังตอนเอว 5 ชิ้น
(4) กระดูกก้นกบ 1 ชิ้น
(5) กระดูกปลายก้นกบ 1 ชิ้น

กระดูกสันหลัง 26 ชิ้นคือกระดูกคอ C1-C7 กระดูกหลัง T1-T12 กระดูกเอวL1-L5กระดูกสะโพก 1 และกระดูกก้นกบอีก 1

กระดูกสันหลังทำหน้าที่ ช่วยค้ำจุน และรองรับน้ำหนักของร่างกาย ประกอบด้วย กระดูกที่มีลักษณะเป็นข้อ ๆ ต่อกัน ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีแผ่นกระดูกอ่อน (cartiage) หรือที่เรียกกันว่า หมอนรองกระดูก ทำหน้าที่รองและเชื่อมกระดูกนี้เสื่อมจะไม่สามารถเอี้ยว หรือบิดตัวได้ กระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีช่องให้ไขสันหลังสอดผ่าน และมีส่วนของจงอยยื่นออกมาเป็นที่เกาะของกล้ามเนื้อและเอ็น กระดูกสันหลังช่วงงอกจะมีกระดูกซี่โครงมาเชื่อมต่อ

(6) กระดูกซี่โครง 2 ข้าง 24 ชิ้น
(7) กระดูกอก 1 ชิ้น

กระดูกซี่โครงมีทั้งหมด 12 คู่ กระดูกซี่โครงทุก ๆ ซี่จะไปต่อกับด้านข้างของกระดูกสันหลังบริเวณทรวงอก โดยปลายอีกด้านหนึ่งเชื่อมกับกระดูกหน้าอก ยกเว้นกระดูกซี่โครงคู่ที่ 11 และ 12 จะเป็นซี่สั้น ๆ ไม่เชื่อมต่อกับกระดูกหน้าอก เรียกว่า “ซี่โครงลอย”

2. กระดูกรยางค์ มีทั้งหมด 126 ชิ้น ประกอบด้วย

2.1 กระดูกสะบัก ข้างละ 2 ชิ้น รวม 4 ชิ้น

2.2 กระดูกเชิงกราน ข้างละ 1 ชิ้น รวม 2 ชิ้น
2.3 กระดูกแขน ข้างละ 30 ชิ้น รวม 60 ชิ้น (1) กระดูกต้นแขน 2 ชิ้น(2) กระดูกปลายแขนอันใน 2 ชิ้น
(3) กระดูกปลายแขนอันนอก 2 ชิ้น
(4) กระดูกข้อมือ 16 ชิ้น
(5) กระดูกฝ่ามือ 17 ชิ้น
(6) กระดูกนิ้วมือ 18 ชิ้น

2.4 กระดูกขา มีข้างละ 30 ชิ้น รวม 60 ชิ้น

(1) กระดูกต้นขา 2 ชิ้น
(2) กระดูกสะบ้า 2 ชิ้น (3) กระดูกหน้าแข้ง 2 ชิ้น
(4) กระดูกน่อง 2 ชิ้น
(5) กระดูกข้อเท้า 14 ชิ้น
(6) กระดูกนิ้วเท้า 28 ชิ้น

** หน้าที่ของกระดูก

1. ช่วยรองรับอวัยวะต่างๆ ให้ทรงและตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ควรอยู่ (Organ of support)
2. เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนไหว เช่น พาร่างกายย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง (Instrument of locomotion)
3. เป็นโครงของส่วนแข็ง (Framework of hard material)
4. เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อต่างๆ และ Ligament เพื่อทำหน้าที่เป็นคานให้กล้ามเนื้อทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว
5. ช่วยป้องกันอวัยวะสำคัญไม่ให้ได้รับอันตราย เช่น สมอง ปอด และหัวใจ เป็นต้น
6. ทำให้ร่างกายคงรูปได้ (Shape to whole body)
7. ภายในกระดูกมีไขกระดูก (Bone marrow) ที่ทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือด (Blood cell)
8. เป็นที่เก็บแร่ธาตุ Calcium ในร่างกาย
9. ป้องกันเส้นประสาทและหลอดเลือดที่ทอดอยู่ตามแนวของกระดูกนั้น

** ข้อต่อและกระดูก

กระดูกแต่ละท่อนต่อเชื่อมกันด้วยเอ็นซึ่งต่อกันได้หลายแบบแล้วแต่การเคลื่อนที่ การที่กระดูกประกอบด้วยชิ้นเล็กชิ้นน้อยมาต่อ ๆ กัน ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างนิ่มนวลราบรื่นมากขึ้น

กระดูกที่เคลื่อนที่ไม่ได้ เช่น กะโหลกศีรษะ
กระดูกเคลื่อนที่ได้เล็กน้อย เช่น กระดูกบริเวณก้นกบ
กระดูกแบบบานพับ เช่น กระดูกต้นแขน ข้อต่อบริเวณหัวเข่า
กระดูกแบบหัวกลม เช่น กระดูกกะโหลกศีรษะ กระดูกต้นคอ กระดูกต้นขา กระดูกสะบัก เป็นต้น

** การเคลื่อนไหวของข้อต่อ

เคลื่อน ได้ระนาบเดียวกัน (แบบบานพับ) เช่น ข้อศอก ข้อเข่า
เคลื่อนได้ 2 ระนาบ เช่น ข้อมือ กระดกขึ้น-ลง
เคลื่อนได้ 3 ระนาบ เช่น ข้อไหล่ ข้อสะโพก
อาหารและยาที่เรากิน หรือฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จะซึมผ่านกล้ามเนื้อไป การฉีดเข้าข้อต่อโดยตรงอาจเกิดอันตรายได้ เพราะยาบางชนิดสามารถทำลายกระดูกอ่อนได้ การนวดมีส่วนทำให้อาการและยาซึมผ่านข้อต่อได้เร็วขึ้นและมักไม่มีผลเสียใดๆ

** อาหารบำรุงกระดูก

อาหารช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก เช่นอาหารพวกที่มี แคลเซียมสูง ได้แก่ นมสด ไข่แดง ผักใบเขียว ผลไม้ และอาหารที่มีวิตามินดี เช่น น้ำมันตับปลา ผักสด การออกกำลังกายเป็นประจำเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยพัฒนากระดูกให้เจริญอย่างเต็มที่และแข็งแรง ระวังอย่าให้น้ำหนักตัวมากเกินไปเพราะอาจทำให้ข้อต่อชำรุดเสื่อมสภาพเร็ว...

Photos 25/08/2016

ทบทวน..กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของเส้นประธานสิบ..
- เส้น หมายถึง หลอดเลือด เอ็น กล้ามเนื้อ เยื่อหุ้มกระดูก พลังประสาท และพลังเลือดลม เส้นเอ็นทั่วร่างกายประมาณ 72,000 เส้น และมีเอ็น 10 เส้น เป็นประธาน
- เส้นเอ็นประธาน 10 เส้นในร่างกายมนุษย์ที่มีต้นกำเนิดบริเวณรอบสะดือแล้วไปยังจุดสุดท้ายที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ
1. เส้นอิทา
** แนวเส้นของพลังหรือผลการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตและระบบประสาท ที่มาเลี้ยงบริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย อวัยวะเพศและบริเวณขา ลมประจำเส้นคือ สมจันทรกะลา
** จุดเริ่มต้นอยู่ห่างจากสะดือ ไปทางซ้ายมือประมาณ 2 นิ้วมือ แล่นลงไปที่หัวหน่าว และต้นขาเบื้องซ้ายด้านหน้า จนถึงเหนือหัวเข่า แล้วอ้อมไปทางซ้าย จดกึ่งกลางต้นขาด้านหลัง แล่นขึ้นบนผ่านกึ่งกลางแก้มก้นไปข้างกระดูกสันหลัง ขึ้นไปข้างกระดูกสันคอกระหวัดขึ้นไปบนศีรษะที่หน้าผาก ไปข้างสันจมูก มาประจำอยู่ที่ข้างจมูกซ้าย
** อาการผิดปกติ ทำให้ปวดศีรษะอย่างมาก ตามืดมัว ปากเบี้ยว เจ็บสันหลัง บางครั้งมีกำเดาและลมระคน มีอาการเรียกลมปะกัง บางครั้งท้องมีอาการเรียกว่า ลมพะหิ โทษของเส้นอิทา เรียกว่า ลมจันทร์
2. เส้นปิงคลา
** เป็นเส้นที่มีความคล้ายคลึงกับเส้นอิทา แต่อยู่คนละข้างของลำตัว หากเส้นอิทาและปิงคลาผิดปกติอาจเกิดอัมพาต ปากเบี้ยว ปวดศีรษะรุนแรง ลมประจำเส้น คือ ลมสูญทะกะลา
3. เส้นสุมนา (สุมะนา)
** เป็นเส้นอยู่กลางลำตัว มีความสำคัญมากต่อบริเวณหัวใจ การทำงานของสมอง ระบบประสาทที่เป็นไขสันหลัง หลอดเลือดแดงใหญ่ กลุ่มประสาทที่อยู่กลางตัว ลมประจำเส้น คือ ลมชิวหาสดมภ์
** จุดเริ่มอยู่เหนือสะดือประมาณ 3 นิ้ว อยู่กึ่งกลางระหว่างสะดือกับใต้บริเวณกระดูกอก แล่นขึ้นไปใต้กระดูกอก แล่นผ่านลำคอไปจรดโคนลิ้น
** อาการผิดปกติ เกิดอาการทางจิต จิตคลุ้มคลั่ง ละเมอ นอนไม่หลับ ลิ้นไม่รู้รส มีผลทำให้เกิดอาการพูดไม่ออก (ลมชิวหาสดมภ์) เกิดอาการจุกอก เกิดเอ็นเป็นลำ (ลมดาลตะคุณ) เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ เส้นสุมนานี้สำคัญมาก โดยเฉพาะถ้าเกิดในวันอาทิตย์มีอันตรายถึงตาย
4. เส้นกาลทารี (กาละธารี, กาละทารี)
** เป็นเส้นเกี่ยวกับระบบไหลเวียนโลหิตและระบบประสาทที่ไปเลี้ยงบริเวณแขน ขา ท้อง ใช้รักษาอาการปวดที่ไหล่ แขนขา เอว
** จุดเริ่มต้นที่กึ่งกลางท้อง แตกเป็น 4 เส้น สองเส้นบนเหนือสะดือ แล่นผ่านราวนมทั้งสองข้าง ถึงข้อมือทั้งสองข้าว แล้วไปที่นิ้วมือทั้งสิบ สองเส้นล่างใต้สะดือ 1 นิ้ว แล่นไปขาทั้งสองถึงข้อเท้าทั้งสองข้าง แล้วเลยไปที่นิ้วเท้าทั้งสิบ
** อาการผิดปกติ มีอาการเย็นชาทั้งตัว ให้จับเย็น หนาวสะท้าน เกิดจากอาหารผิดสำแดง บางครั้งเกิดลมเรียกว่า ลมสหัสรังสี คือหมดสติไม่รู้ตัว
5. เส้นสหัสรังสี
** เป็นเส้นเกี่ยวกับตาข้างซ้าย และจุดที่อยู่ใบหน้าและคอ เรียกว่า เส้นรากตาซ้าย
** จุดเริ่มต้นอยู่ต่ำกว่าสะดือ 2 นิ้วมือ แล่นลงไปต้นขาด้านใน ไปตามหน้าแข้งด้านในจดปลายเท้าซ้ายด้านใน และกระหวัดมาทางหน้าแข้งด้านนอก ไปต้นขา และกระหวัดกลับทางต้นขาใกล้สะโพก ขึ้นไปตามชายโครงด้านหน้า ผ่านหัวนมไปใต้คางซ้าย ขึ้นไปยังนัยน์ตาข้างซ้าย
** อาการผิดปกติ ลมจักขุนิวาตและอัคคะนิวารคุณ ทำให้เจ็บกระบอกตา วิงเวียน ลืมตาไม่ขึ้น สาเหตุอาจเกิดจากการกินของมัน หวานเกินไป มักเกิดในวันศุกร์
6. เส้นทวารี (ทุวารี)
** เป็นเส้นเหมือนเส้นสหัสรังสี แต่เกี่ยวข้องกับตาข้างขวา รวมถึงคอและใบหน้า เรียกว่า เส้นรากตาขวา
** อาการผิดปกติ ตาลืมไม่ขึ้น วิงเวียน ปวดตามาก ถ้ากำเริบ ปวดตาทั้งสองข้าง บางครั้งทำให้ตาพร่าไม่เห็น ถ้าเกิดบ่อย ๆ จะเกิดโรคปัตคาด เกิดจากรับประทานน้ำมันมะพร้าวอันมันหวานจัดบ่อย ๆ และมักเกิดในวันอังคาร
7. เส้นจันทภูสัง (เส้นลาวุสัง)
** เป็นเส้นเกี่ยวข้องกับหู ส่วนใหญ่อยู่บริเวณคอ ประสาทและหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหู หลังหู ใต้หู ต่อมน้ำลาย มีผลต่อการเบื่อและเจริญอาหาร การนอน เรียกว่า เส้นรากหูซ้าย
** จุดเริ่มต้นอยู่ข้างซ้ายของสะดือประมาณ 3 นิ้ว ลึกลงไปประมาณ 2 นิ้ว แล่นไปราวนมซ้าย ขึ้นผ่านก้านคอ แนบชิดก้านคอ ไปหลังหูเข้าไปในหูข้างซ้าย
** อาการผิดปกติ หูตึง ลมออกหู เกิดลมชื่อ ลมคะพาหุ ทำให้มีอาการหูตึง มักเกิดโรคในวันพุธ เกิดจากการอาบน้ำมากเกินไป
8. เส้นรุชำ (รุทัง)
** เป็นเส้นเหมือนเส้นจันทภูสัง แต่อยู่แนวด้านขวา เรียกว่า เส้นรากหูขวา
** อาการผิดปกติ หูตึง ลมออกหู ปวดหู เกิดจากการชอบกินน้ำมะพร้าว
9. เส้นสุขุมัง (เส้นนันทะกะหวัด)
** เป็นเส้นที่เกี่ยวกับระบบขับถ่ายอุจจาระเป็นส่วนใหญ่ เป็นเส้นบริเวณ ทวารหนัก ฝีเย็บ กระตุ้นประสาทวากัสที่เป็นประสาทสมองคู่ที่ 10 ที่ควบคุมการอาเจียน สะอึก สะอื้น การทำงานของกระบังลม หอบเหนื่อย อาการบวที่เกี่ยวกับไต และหัวใจ
** จุดเริ่มต้นที่กึ่งกลางท้องใต้สะดือ 3 นิ้ว เยื้องไปซ้ายเล็กน้อย แล่นไปที่ทวารหนัก
** อาการผิดปกติ ตึงบริเวณทวาร รับประทานอาหารเล็กน้อยรู้สึกอึดอัดแน่นท้อง มักเกิดวันอาทิตย์ เป็นผู้ที่กินอาหารมันจัด
10. เส้นสิกขินี (เส้นสิขินี เส้นคิชฌะ)
** เป็นเส้นที่เกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะที่ประกอบด้วยไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ จุดสำคัญที่อยู่บริเวณท้อง ท้องน้อย
** จุดเริ่มต้นที่กึ่งกลางท้องใต้สะดือ 3 นิ้ว เยื้องไปขวาเล็กน้อย แล่นไปที่ทวารเบา
** อาการผิดปกติ คือ ขัดเบา ปัสสาวะขุ่น เจ็บหัวหน่าว เกิดลมเรียกว่า ลมราทยักษ์ เกิดจากเอ็นขององคชาตร้าวหม่นหมอง เกิดเพราะน้ำกามถูกั้นไม่ตกออกเวลากำหนัด หรือหนองใน สำหรับสตรีเกิดจากปัญหาของโลหิตเกี่ยวกับมดลูก เจ็บท้องน้อย เจ็บสีข้างและเอว..

Photos from Phuthai Massage & Spa's post 22/08/2016

** ทบทวนเบสิคและเทคนิควิธีการนวดแผนไทย-ท่านวดกดจุดขา **
*** ประโยชน์ของการนวดขา
-ช่วยทำให้ข้อต่อสะโพกหมุนคล่องขึ้น
-ช่วยบรรเทาอาการปวดขาและข้อต่อ
-ช่วยทำให้สะโพกกระชับได้สัดส่วน
-ช่วยทำให้เส้นทุกเส้นมีความยืดหยุ่นดีขึ้น
-ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
-บรรเทาอาการสะโพกเคล็ดขัดยอก
-บรรเทาอาการปวดเข่า และอาการปวดหลัง

1. เทคนิควิธีการนวดเท้าและขาด้านใน
- ผู้รับการนวดนอนหงายกับพื้น ทิ้งน้ำหนักลงบนแผ่นหลัง เหยียดขาตรง แยกขาจากกันพอประมาณ
เทคนิควิธีการนวดเท้าและขาด้านใน เทคนิควิธีการนวดเท้าและขาด้านใน
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงปลายเท้าของผู้รับการนวด หันหน้าไปทางศีรษะของผู้รับการนวด
- ใช้ฝ่ามือบีบนวดบริเวณฝ่าเท้าและข้อเท้าด้านใน โดยทิ้งน้ำหนักตัวไปทางด้านขวาพร้อมกับการบีบนวด หลังจากนั้นโยกตัวมาด้านซ้ายทิ้งน้ำหนักตัวไปทางด้านซ้ายพร้อมกับการบีบนวด ทำสลับไปมา
- ค่อยๆ บีบนวดไล่ไปจนถึงขาหนีบ จากนั้นบีบนวดกลับมาที่เดิม
เทคนิควิธีการนวดเท้าและขาด้านใน เทคนิควิธีการนวดเท้าและขาด้านใน
- คลึงบริเวณหัวเข่าเบา ๆ
- ทำตามขั้นตอนนี้ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง

2. เทคนิควิธีการนวดขาด้านใน
- ผู้รับการนวดนอนหงายตามสบาย ขาเหยียดตรง ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงหว่างขา หันหน้าไปทางขาขวา
เทคนิควิธีการนวดขาด้านใน เทคนิควิธีการนวดขาด้านใน
- บีบนวดบริเวณใต้หัวเข่าและเหนือเข่าด้วยฝ่ามือทั้งสองข้าง
- นวดขึ้นนวดลงสลับกันหลาย ๆ รอบ จนกว่าจะจับครบทุกเส้น
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

3. เทคนิควิธีการนวดขาด้านนอก
- ผู้รับการนวดนอนหงายในท่าผ่อนคลาย ขาเหยียดตรงตามสบาย ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง
- ผู้นวดนั่งข้างขวา หันหน้าเข้าหาผู้รับการนวด
เทคนิควิธีการนวดขาด้านนอกเทคนิควิธีการนวดขาด้านนอก
- บีบนวดบริเวณหัวเข่าและใต้หัวเข่าด้วยมือทั้งสองข้าง
- นวดขึ้นนวดลงสลับกันหลาย ๆ รอบ จนกว่าจะนวดครบทุกเส้น
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

4. เทคนิควิธีการนวดพับขา
ท่าที่ 1
- ผู้รับการนวดนอนหงายในท่าพับขาขวา
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงปลายเท้า หันหน้าเข้าหาผู้รับการนวด
- ผู้นวดยกเท้าขวาไปวางบนต้นขาขวาของผู้รับการนวด กดฝ่าเท้าลงไปตามความโค้งของต้นขา
เทคนิควิธีการนวดพับขา ท่าที่ 1เทคนิควิธีการนวดพับขา ท่าที่ 1
- มือขวาจับที่สะโพก มือซ้ายจับที่เข่าขวา เพื่อพยุงและรองรับน้ำหนักตัว
- ทิ้งน้ำหนักลงที่ปลายนิ้วและส้นเท้า กดค้างไว้สักครู่และคลาย ไล่ขึ้นลงให้ทั่วทั้งต้นขาและน่องหลาย ๆ รอบ
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

ท่าที่ 2
- ผู้รับการนวดนอนหงาย ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงปลายเท้า หันหน้าเข้าหาผู้รับการนวด พับขาขวา
- พับขาขวาของผู้รับการนวดขึ้นมาเป็นรูปสามเหลี่ยม จนเท้าแนบกับขาซ้าย
เทคนิควิธีการนวดพับขา ท่าที่ 2
- พยุงสะโพกซ้ายด้วยมือขวา
- ใช้มือซ้ายนวดต้นขาและน่องไปมา โดยจะต้องจับให้ถูกเส้นอย่างสม่ำเสมอ
เทคนิควิธีการนวดพับขา ท่าที่ 2
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

ท่าที่ 3
- ผู้รับการนวดนอนหงายในท่าพับขาขวา
เทคนิควิธีการนวดพับขา ท่าที่ 3เทคนิควิธีการนวดพับขา ท่าที่ 3
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงปลายเท้า หันหน้าเข้าหาผู้รับการนวด
(รูป 41)
- วางข้อมือบรรจบกันแล้วนวดไปที่ต้นขาขวา นวดขึ้นนวดลงให้ถูกเส้นอย่างสม่ำเสมอ
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

ท่าที่ 4
- ผู้รับการนวดนอนหงายในท่าพับขาขวา
เทคนิควิธีการนวดพับขา ท่าที่ 4
- ผู้นวดนั่งเหยียดขาหันหน้าไปทางศีรษะของผู้รับการนวด
เทคนิควิธีการนวดพับขา ท่าที่ 4
- ใช้ฝ่าเท้าซ้ายดันต้นขาขวาด้านใน มือซ้ายจับปลายเท้าขวา มือขวาจับปลายเท้าซ้าย
- นวดต้นขาขวาด้วยฝ่าเท้า ในขณะที่มือทั้งสองข้างดึงขาไว้
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

ท่าที่ 5
- ผู้รับการนวดนอนหงายในท่าพับขาขวา ผู้นวดนั่งเหยียดขาหันหน้าไปทางศีรษะของผู้รับการนวด
เทคนิควิธีการนวดพับขา ท่าที่ 5เทคนิควิธีการนวดพับขา ท่าที่ 5
- ใช้เท้าซ้ายดันข้อพับของขาขวา เท้าขวาดันต้นขาขวาด้านใน
- มือซ้ายจับส้นเท้าขวาของผู้รับการนวดขึ้นมาวางบนเข่าขวาผู้นวด มือขวาจับข้อเท้าซ้าย
- ใช้เท้าขวานวดไปมาบริเวณต้นขาด้านในหลาย ๆ รอบ
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

5. เทคนิควิธีการนวดยกขาและดันขา
- ผู้รับการนวดนอนหงายกับพื้น ปล่อยแขนข้างลำตัวตามสบาย
เทคนิควิธีการนวดยกขาและดันขา
- ผู้นวดนั่งคุกเข่า หันหน้าไปทางศีรษะของผู้รับการนวด พร้อมกับยกขาขวาของผู้รับการนวดขึ้นพาดไหล่ซ้าย
- เข่าขวากดต้นขาซ้ายของผู้รับการนวดเอาไว้ มือขวาจับข้อเท้าขวา มือซ้ายจับเข่าขวา
เทคนิควิธีการนวดยกขาและดันขา
- จากนั้นให้ดันขาออกไปจนตั้งตรง พร้อมกับยืดลำตัวขึ้นของผู้นวด
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

6. เทคนิควิธีการนวดยกขาตรง
- ผู้รับการนวดนอนหงายในท่าผ่อนคลาย ขาเหยียดตรงตามสบาย ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง แขนวางข้างลำตัวตามสบาย
เทคนิควิธีการนวดยกขาตรง
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าข้างสะโพกด้านขวาของผู้รับการนวด มือขวาจับที่ต้นขา มือซ้ายจับที่ข้อเท้า
เทคนิควิธีการนวดยกขาตรง
- จากนั้นยกขาขวาของผู้รับการนวดขึ้น พร้อมกับกดนวดต้นขาด้านในให้ทั่วด้วยน้ำหนักที่แรงพอสมควร
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

7. เทคนิควิธีการนวดแกว่งขา
- ผู้รับการนวดนอนหงายกับพื้น แยกขาออกจากกันเล็กน้อย
เทคนิควิธีการนวดแกว่งขา
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงหว่างขาของผู้รับการนวด หันหน้าไปทางศีรษะของผู้รับการนวด
- มือขวาพยุงต้นขาขวาของผู้รับการนวดเอาไว้ มือซ้ายจับที่ข้อเท้าขวา
เทคนิควิธีการนวดแกว่งขา
- ยกขาของผู้รับการนวดขึ้น แล้วดันออกไปด้านข้างให้มากที่สุด ค้างไว้ 3-5 วินาที แล้วดึงกลับมา ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

8. เทคนิควิธีการนวดพับขาดอกบัวครึ่งดอก
- ผู้รับการนวดนอนหงายกับพื้น พับขาขวาโดยให้ข้อเท้าพาดอยู่บนเข่าซ้ายของผู้รับการนวด
เทคนิควิธีการนวดพับขาดอกบัวครึ่งดอก
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงท่อนขาขวาที่พับอยู่ของผู้รับการนวด หันหน้าไปทางศีรษะ โดยใช้เข่าดันขาขวาของผู้รับการนวดเอาไว้
- จากนั้นใช้มือทั้งสองข้างจับต้นขาแต่ละข้างของผู้รับการนวด แล้วบีบนวดตลอดต้นขาให้ถูกเส้นอย่างสม่ำเสมอ
เทคนิควิธีการนวดพับขาดอกบัวครึ่งดอก
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

9. เทคนิควิธีการนวดยกสะโพก
- ผู้รับการนวดนอนหงายกับพื้น ขาซ้ายเหยียดตึง ขาขวาตั้งขึ้นพาดขาซ้าย โดยให้เท้าขวาวางแนบเข่าซ้าย ทึ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง
เทคนิควิธีการนวดยกสะโพก
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงปลายเท้าของผู้รับการนวด แล้วยกขาขวาตั้งยันพื้นในลักษณะคร่อมขาซ้ายของผู้รับการนวด
- มือซ้ายจับที่สะโพกด้านขวาของผู้รับการนวด มือขวาจับที่เข่าขวา
เทคนิควิธีการนวดยกสะโพก
- ค่อย ๆ ดันเข่าขวาไปทางซ้ายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นผ่อนแรงเล็กน้อยแล้วดันอีกประมาณ 5-6 ครั้ง
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

10. เทคนิควิธีการนวดเท้าและขาด้านใน
- ผู้รับการนวดนอนหงายกับพื้น เหยียดขาแยกออกจากกันพอประมาณ
เทคนิควิธีการนวดเท้าและขาด้านใน เทคนิควิธีการนวดเท้าและขาด้านใน
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงปลายเท้าของผู้รับการนวด หันหน้าไปทางศีรษะของผู้รับการนวด
- ใช้ฝ่ามือบีบนวดบริเวณฝ่าเท้าและข้อเท้าด้านใน เท้าขวาของผู้รับการนวด
เทคนิควิธีการนวดเท้าและขาด้านใน เทคนิควิธีการนวดเท้าและขาด้านใน
- ค่อย ๆ นวดเลื่อนขึ้นไปจนถึงขาหนีบและบีบนวดกลับลงมาที่เดิม
- คลึงหัวเข่าเบา ๆ หากคลึงแรง ๆ จะเป็นอันตราย ทำซ้ำ 4-5 ครั้ง
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

11. เทคนิควิธีการนวดยันสะโพกด้วยเท้า
- ผู้รับการนวดนอนหงายกับพื้น เหยียดขาแยกออกจากกันพอประมาณ ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง
เทคนิควิธีการนวดยันสะโพกด้วยเท้า
- ผู้นวดนั่งเหยียดขาตรงข้างลำตัวด้านขวาของผู้รับการนวด หันหน้าไปทางศีรษะของผู้รับการนวด
เทคนิควิธีการนวดยันสะโพกด้วยเท้า
- ใช้มือขวาจับส้นเท้าขวาของผู้รับการนวด ในขณะที่มือซ้ายจับที่ปลายเท้า ยกขาขวาขึ้นพอให้น่องขนานกับพื้น
เทคนิควิธีการนวดยันสะโพกด้วยเท้า
- ยกเท้าซ้ายขึ้นมายันสะโพกด้านขวาของผู้รับการนวด
- ดึงขาขวาของผู้รับการนวดเข้าหาตัว จนรู้สึกว่าขาของผู้นวดเหยียดตึง ผ่อนแล้วทำซ้ำอีก 3-5 ครั้ง
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับสะโพกด้านซ้าย

12. เทคนิควิธีการนวดพับขาแนบสะโพก
เทคนิควิธีการนวดพับขาแนบสะโพก
- ผู้รับการนวดนอนหงาย เหยียดขาแยกออกจากกันพอประมาณ ขาขวาตั้งขึ้น ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง
เทคนิควิธีการนวดพับขาแนบสะโพก
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าข้างขาขวาของผู้รับการนวด มือขวาจับต้นขา มือซ้ายจับหัวเข่า แล้วพับขาให้ส้นเท้าแตะสะโพก ทำค้างไว้สักครู่ ทำซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง
เทคนิควิธีการนวดพับขาแนบสะโพก
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย
13. เทคนิควิธีการนวดต้นขาด้วยเข่า
- ผู้รับการนวดนอนหงาย เท้าแยกออกจากกันพอประมาณ ขาซ้ายเหยียดตึง ขาขวาตั้งขึ้น ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง
เทคนิควิธีการนวดต้นขาด้วยเข่า
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงปลายเท้าข้างขวาของผู้รับการนวด
เทคนิควิธีการนวดต้นขาด้วยเข่า
- มือขวาจับส้นเท้าข้างขวาของผู้รับการนวด มือซ้ายจับหัวเข่าขวา จากนั้นยกขึ้นสูงพร้อมกับยกเข่าซ้ายของผู้นวด ดันต้นขาพร้อมกับดึงขาของผู้รับการนวดเข้าหาตัวผู้นวด ทำประมาณ 5 ครั้ง (ดึงแล้วคลายสลับไปมา)
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

14. เทคนิควิธีการนวดหมุนสะโพก
- ผู้รับการนวดนอนหงาย เท้าแยกออกจากกันพอประมาณ ขาซ้ายเหยียดตึง ขาขวาตั้งขึ้น ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง
เทคนิควิธีการนวดหมุนสะโพก
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงปลายเท้าข้างขวาของผู้รับการนวด
เทคนิควิธีการนวดหมุนสะโพก
- มือขวาจับส้นเท้าข้างขวาของผู้รับการนวด มือซ้ายจับหัวเข่าขวา แล้วยกขึ้นหมุนตามเข็มนาฬิกา ทำประมาณ 5 ครั้ง
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

15. เทคนิควิธีการนวดแยกขา
- ผู้รับการนวดนอนหงาย แยกขาออกจากกันให้มากที่สุด ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง มือทั้งสองข้างประสานกันวางบนหน้าท้อง
เทคนิควิธีการนวดแยกขา
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงหว่างขาของผู้รับการนวด หันหน้าไปทางขาขวาของผู้รับการนวด ตั้งขาซ้ายขึ้น
เทคนิควิธีการนวดแยกขา
- ใช้เท้าทั้งสองข้างของผู้นวดล็อกเท้าทั้งสองข้างของผู้รับการนวดเอาไว้
- ประสานมือทั้งสองข้างของผู้นวดบนต้นขาขวาของผู้รับการนวด กดไล่ไปตามแนวขา โดยให้นวดสัมผัสเส้นทุก ๆ เส้นของขาด้านใน ทำซ้ำหลาย ๆ รอบ
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

16. เทคนิควิธีการนวดยกขานวด
- ผู้รับการนวดนอนหงาย เท้าแยกออกจากกันพอประมาณ ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง วางแขนตามสบาย
เทคนิควิธีการนวดยกขานวด
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงหว่างขาของผู้รับการนวด หันหน้าไปทางศีรษะของผู้รับการนวด ขาขวาตั้งขึ้น
- ยกขาซ้ายของผู้รับการนวดขึ้นพาดบนไหล่ พร้อมกับใช้มือขวากดโคนขา มือซ้ายนวดตามเส้นตั้งแต่ข้อเท้า หัวเข่า จนถึงสะโพก ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

17. เทคนิควิธีการนวดดันเข่า
- ผู้รับการนวดนอนหงาย เท้าแยกออกจากกันพอประมาณ ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง วางแขนตามสบาย
เทคนิควิธีการนวดดันเข่า
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงหว่างขาของผู้รับการนวด หันหน้าไปทางศีรษะของผู้รับการนวด ขาขวาตั้งขึ้น
เทคนิควิธีการนวดดันเข่า
- ใช้มือซ้ายจับหัวเข่าซ้ายของผู้รับการนวด ใช้มือขวาจับข้อเท้า แล้วออกแรงกดพับเข่าเข้าหาตัวของผู้รับการนวด ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างขวา

18. เทคนิควิธีการนวดยกสะโพก
- ผู้รับการนวดนอนหงาย เท้าแยกออกจากกันพอประมาณ ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง วางแขนตามสบาย
เทคนิควิธีการนวดยกสะโพก
- ผู้นวดยืนตรงปลายเท้าของผู้รับการนวด หันหน้าไปทางศีรษะของผู้รับการนวด ให้ผู้รับการนวดไขว้ขาขวาพาดไปที่เข่าซ้าย
เทคนิควิธีการนวดยกสะโพก
- ใช้มือขวาจับข้อเท้าซ้ายของผู้รับการนวดเอาไว้แล้วยกขึ้น มือซ้ายช้อนใต้สะโพกเอาไว้
- ออกแรงโยกขาไปทางศีรษะของผู้รับการนวดให้มากที่สุด โดยยกสะโพกของผู้รับการนวดให้ลอยสูงขึ้น ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

19. เทคนิควิธีการนวดต้นขาด้านนอกด้วยสันข้อมือ
- ผู้รับการนวดนอนหงาย ขาขวาตั้งขึ้นขาซ้ายเหยียดตรง ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง วางแขนตามสบาย
เทคนิควิธีการนวดต้นขาด้านนอกด้วยสันข้อมือ เทคนิควิธีการนวดต้นขาด้านนอกด้วยสันข้อมือ
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงปลายเท้าข้างขวาของผู้รับการนวด
- ประสานมือไว้บนต้นขาขวาบริเวณเหนือเข่าเล็กน้อย
- ออกแรงกดด้วยสันข้อมือแรง ๆ ตลอดต้นขา ทำซ้ำหลาย ๆ รอบ
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับต้นขาข้างซ้าย

20. เทคนิควิธีการนวดดึงน่อง
- ผู้รับการนวดนอนหงาย ขาขวาตั้งขึ้นขาซ้ายเหยียดตรง ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง วางแขนตามสบาย
เทคนิควิธีการนวดดึงน่อง เทคนิควิธีการนวดดึงน่อง
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงปลายเท้าข้างขวาของผู้รับการนวด หนีบเท้าข้างขวาด้วยเข่าทั้งสองของผู้นวด
- จับน่องของผู้รับการนวดด้วยฝ่ามือทั้งสองข้าง จากนั้นให้ดึงเข้าหาตัวพร้อมกับเอนตัวไปด้านหลังของผู้นวด
- เลื่อนมือไปจับบริเวณเหนือข้อเท้า ดึงเข้าหาตัวพร้อมกับเอนตัวไปด้านหลังของผู้นวด
- ทำซ้ำหลาย ๆ รอบ
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับน่องขาข้างซ้าย

21. เทคนิควิธีการนวดต้นขาด้านหลัง
- ผู้รับการนวดนอนหงาย ขาขวาตั้งขึ้น ขาซ้ายเหยียดตรง ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง วางแขนตามสบาย
เทคนิควิธีการนวดต้นขาด้านหลัง เทคนิควิธีการนวดต้นขาด้านหลัง
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าตรงปลายเท้าข้างขวาของผู้รับการนวด ขาซ้ายของผู้นวดตั้งยันพื้นไว้
- จับขาขวาของผู้รับการนวดแล้วยกขึ้น เอาเท้าดันอกของผู้นวดไว้
- มือขวาจับเข่า มือซ้ายจับต้นขา
- นวดต้นขาด้วยมือซ้ายหนัก ๆ ให้ทั่วหลาย ๆ รอบ พร้อมกับโยกตัวเข้าหาผู้รับการนวด
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

22. เทคนิควิธีการนวดดึงขา
- ผู้รับการนวดนอนหงาย ขาขวาตั้งขึ้น ขาซ้ายเหยียดตรง ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง วางแขนตามสบาย
เทคนิควิธีการนวดดึงขา
- ผู้นวดนั่งเหยียดขาตรงข้างลำตัวด้านขวาของผู้รับการนวด หันปลายเท้าไปทางศีรษะของผู้รับการนวด
- ใช้มือขวาจับเท้าขวาของผู้รับการนวด ในขณะที่มือซ้ายจับที่ปลายเท้า ยกขาขึ้นมาให้น่องขนานกับพื้น
เทคนิควิธีการนวดดึงขา เทคนิควิธีการนวดดึงขา
- ยกเท้าขวาของผู้นวดขึ้น ดันต้นขาด้านในของผู้รับการนวดเอาไว้
- ดึงขาเข้าหาตัวผู้นวด ในขณะที่เท้าขวาดันต้นขาขวาของผู้รับการนวด ทำซ้ำหลาย ๆ ครั้ง
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย

23. เทคนิควิธีการนวดล็อกขาด้วยท่อนแขน
- ผู้รับการนวดนอนหงาย ขาขวาตั้งขึ้น ขาซ้ายเหยียดตรง ทิ้งน้ำหนักตัวลงบนแผ่นหลัง วางแขนตามสบาย
เทคนิควิธีการนวดล็อกขาด้วยท่อนแขน
- ผู้นวดนั่งคุกเข่าข้างขาขวาของผู้รับการนวด
- ใช้มือขวาจับข้อเท้าขวาของผู้รับการนวด แขนซ้ายสอดไว้ใต้เข่าขวาพร้อมกับยกขึ้นเข้าหาตัวของผู้รับการนวดเล็กน้อย
เทคนิควิธีการนวดล็อกขาด้วยท่อนแขน
- พร้อมกับใช้มือขวากดปลายเท้าขวาของผู้รับการนวด ค้างไว้ 3-5 วินาที แล้วคลาย ทำซ้ำประมาณ 5 ครั้ง
- ทำตามขั้นตอนเดียวกัน กับขาข้างซ้าย.......

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ ธุรกิจ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ร้านเสริมสวย ใน Phuket?
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Phuket
83000