Quiari healthy
สุขภาพและความเป็นอยู
26/09/2023
การเปลี่ยนแปลงชีวิตในกว่า 100 ประเทศและการนับ
- สุขภาพดี
- ขอให้สนุก
- รับเงินภายใน 5 นาที
โอกาสที่คุณรอคอยมาถึงแล้ว ผลิตภัณฑ์ที่เป็น
กรรมสิทธิ์ของเราเป็นที่ต้องการทั่วโลกเพราะมันทำงาน!
ผู้คนไม่สามารถพอกับซุปเปอร์ฟรุตสารต้านอนุมูลอิสระ
#1 ใหม่ Maqui! PLUS พวกเขากำลังแนะนำทุกคนที่พวก
เขารู้จักกับผลิตภัณฑ์ที่ก้าวหน้าของเรา ร์ และได้รับค่า
คอมมิชชั่นภายในเวลาเพียง 5 นาทีหลังจากการขายทุก
ครั้งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก!
วางวิถีชีวิตในฝันของคุณให้ถึง!
เยี่ยมชม onnitcha.quiari.com วันนี้
26/09/2023
เตรียมส่งสุขภาพดีๆ
18/03/2022
✅ สารพัด “มะเร็ง” ควรตรวจคัดกรองอายุเท่าไร?
“มะเร็ง” เป็นโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยสูงสุดมาตั้งแต่ปี 2542 และยังคงครองอันดับ 1 อย่างเหนียวแน่นมาตลอด 22 ปี จึงถูกมองว่าเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากในแต่ละปี
อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรองมะเร็งเป็นประจำ สามารถลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตลงได้ หากตรวจพบในระยะเริ่มแรกและเข้ารับการรักษากับแพทย์อย่างทันท่วงที
.ยิ่งมีอายุมากขึ้น ก็ยิ่งต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะความเสี่ยงในการพบโรคต่างๆ นั้นถือว่ามากขึ้นกว่าคนหนุ่มสาว แล้วควรจะตรวจมะเร็งแต่ละชนิดเมื่อไร ถึงจะป้องกันความเสี่ยงได้ Tonkit360 รวบรวมข้อมูลมาไว้ที่นี่แล้ว โดยแบ่งตามอันดับของมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย ดังนี้
: มะเร็งตับ
คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของมะเร็งทั้งหมด ซึ่งมักพบในผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปี และไม่แสดงอาการในระยะแรก แพทย์จึงแนะนำให้ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยง เข้ารับการตรวจเพื่อคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในเพศชายอายุ 40 ปีขึ้นไป และเพศหญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป
: มะเร็งเต้านม
ปกติแล้วมะเร็งเต้านมซึ่งพบเป็นอันดับ 1 ในผู้หญิงไทย มักพบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ช่วงอายุเฉลี่ยที่พบได้มีตั้งแต่อายุ 35-55 ปี ดังนั้น ผู้ที่มีอายุ 30-39 ปี ควรตรวจคัดกรองทุก 3 ปี ส่วนผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ควรเข้ารับการตรวจทุกปี และคลำเต้านมแล้วพบความผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที
: มะเร็งปอด
มะเร็งปอดเป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในไทย ซึ่งผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งชนิดนี้สูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยทั่วไป อย่างไรก็ตามการตรวจคัดกรองจะทำในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ได้แก่ ผู้ที่สูบบุหรี่หรือมีประวัติเคยสูบบุหรี่ รวมถึงบุคคลที่ใกล้ชิดกับคนในครอบครัวที่สูบบุหรี่
: มะเร็งปากมดลูก
ส่วนใหญ่ผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งปากมดลูกมักพบมากในเพศหญิงอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป จึงควรตรวจคัดกรองหาความผิดปกติของปากมดลูก ซึ่งมีทั้งการตรวจแพปสเมียร์ และตรวจหาเชื้อ HPV โดยผู้ที่มีความเสี่ยงได้แก่ หญิงที่มีคู่นอนตั้งแต่อายุน้อย ๆ หรือหลายคน, มีบุตรจำนวนมาก, สูบบุหรี่จัด, ร่างกายมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (โรคเอดส์) รวมถึงผู้หญิงที่เคยตรวจภายในเลยด้วย
: มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักพบบ่อยเป็นอันดับ 3 ของคนไทย ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่กว่าจะรู้ว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ ก็มักจะพบโรคในระยะที่เป็นมากแล้ว โดยพบมากในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ก็สามารถเกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ซึ่งอายุเฉลี่ยที่ตรวจพบในคนไทยอยู่ระหว่าง 60-65 ปี แพทย์จึงแนะนำให้ตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 50 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคนี้ เพราะมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป
ปรึกษาปัญหาสุขภาพ👇👇
คลิ๊ก : https://line.me/ti/p/qwnJLnn_Ij
โทร. 093-1639324
ขอขอบคุณ
ข้อมูล : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
07/03/2022
👉 ไหรมยา อโรมาเทอราปีล้านนา รักษาโรคปอดอุดกั้นจากควันเผาป่า
ไหรมยา นวัตกรรมการรักษาพื้นบ้านล้านนา อุปกรณ์การแพทย์ชิ้นนี้คืออะไร ใช้งานอย่างไร
และมีประสิทธิภาพแค่ไหน พท.สหัทยา อินทะวัง หรือหมอนาย แพทย์แผนไทยเจ้าของนวัตกรรมไหรมยา
อธิบายว่า “ไหรมยา” หรือถ้าเป็นสำเนียงทางภาคเหนือ จะออกเสียงว่า “ไหโฮมยา” ดัดแปลงมาจากไหนึ่งข้าวเหนียว ซึ่งใช้อยู่ในชีวิตประจำวันของคนล้านนา แต่ถูกนำมาประยุกต์ให้มีขนาดและรูปทรงพอเหมาะ เพื่อสะดวกในการใช้รักษาคนป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ
ปัจจุบัน ไหรมยาเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์พื้นบ้านล้านนาที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ของโรงพยาบาล ซึ่งมีผู้ป่วยโรคนี้มากถึง 1 ใน 3 ของผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก
“โรงพยาบาลต้องสูญเสียกำลังคนและเงินจำนวนมาก ในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ แม้ว่าจะปรับยาให้เหมาะสมกับระดับความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยส่วนหนึ่งก็ยังมีอาการกำเริบอยู่เป็นระยะ การใช้แพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกคู่ขนานกับแพทย์แผนจีน ทั้งการนวดประคบสมุนไพร และการรมไอน้ำสมุนไพร หรือการโฮมยาสมุนไพร จึงทำให้ผู้ป่วยลมหายใจที่มีความสุข”
เส้นทางสายสุขภาพ
รถโดยสารประจำทางวิ่งออกจากสถานีในตัวเมืองมุ่งหน้าสู่อำเภอเวียงป่าเป้า อำเภอซึ่งเป็นเขตติดต่อระหว่างจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่อย่างไม่เร่งรีบ ระหว่างทางจึงได้มีวลาคิดทบทวนว่า การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ทำให้ผู้คนทุกวันนี้ห่างเหินจากธรรมชาติ เมื่อมีโอกาสเดินทางออกต่างจังหวัด ได้สัมผัส ได้สูดอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอด พร้อมสบตากับท้องนาสีเขียว มีกำแพงภูผาสวยสง่าทอดเป็นแนวยาว จึงเป็นพลังจากธรรมชาติที่ทำให้ร่างกายอันอ่อนล้า จิตใจแสนห่อเหี่ยว กลับกระปรี้กระเปร่าไปตลอดเส้นทางสายนี้
แต่ก็เป็นอย่างที่ได้รับรู้ข่าวสารผ่านสื่อว่า ทันทีที่ฤดูร้อนมาถึง ไฟป่าและหมอกควันพิษจากธรรมชาติและน้ำมือมนุษย์ได้เปลี่ยนอากาศบริสุทธิ์ให้เป็นอากาศพิษ กระทบต่อชีวิต สุขภาพ เศรษฐกิจ และวิถีความเป็นอยู่ของผู้คนแห่งนี้มาหลายปื อำเภอเวียงป่าเป้าเป็นพื้นที่ราบสลับเทือกเขาตลอดทั้งแนว และมีอากาศหนาวเย็น ตลอดทั้ง ประชากรส่วนใหญ่ทำเกษตรกรรม ทำนา และปลูกข้าวโพด มักจะมีการเผาป่า หรือเผาเพื่อปรับพื้นที่ก่อนทำการเกษตรเป็นประจำ จึงทำให้มีกลุ่มผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจส่วนต้น เข้ามารับการรักษาในโรงพยบาลด้วยระบบบริการผู้ป้วยใน (IPD) เป็นอันดับ 1 และอยู่ในอันดับ 8 ของระบบบริการผู้ป่วยนอก (OPD) เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี
ทางโรงพยาบาลและกลุ่มงานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ตระหนักถึงปัญหาสุขภาพในชุมชน จึงนำเอาภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านและสมุนไพรในท้องถิ่น ที่หาได้ง่ายมาปรับใช้บูรณาการเข้ากับการดูแลสุขภาพคนในชุมชน โดยการนำสมุนไพรกลุ่มที่มีรสร้อนและกลุ่มที่มีน้ำมันหอมระเหยมาทำเป็นยาสูตรรมไอน้ำสมุนไพร เพื่อช่วยแก้อาการหืดหอบ ปอดพิการ ขับเสมหะ ลดอาการคัดจมูก หายใจขัดหรือหายใจไม่โล่ง ด้วยวิธีการที่เรียกว่า “การโฮมยาสมุนไพร” และแนะนำให้ผู้ป่วยนำสมุนไพรที่หาได้ง่ายในชุมชนนำกลับไปทำเอง เพื่อดูแลตัวเอง และป้องกันบื้องต้น ช่วยลดการใช้ยาแผนปัจจุบันและความแออัดในโรงพยาบาล
สวนยาของหมอนาย
หมอนายเป็นแพทย์แผนไทยประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเวียงป่าเป้ามาหลายสิบ จึงรับรู้และเข้าใจปัญหาสุขภาพของชุมชนเป็นอย่างดี เธอพาเดินสำรวจสวนสมุนไพรที่เป็นแหล่งเรียนเภสัชวัตถุ โดยเฉพาะพีชวัตถุที่นำมาทำเป็นยารักษาโรคของอาจารย์และนักศึกษาจากสถาบันทางการแพทย์ พร้อมเป็นแหล่งวัตถุดิบยาสมุนไพรให้ชุมชนหลายตำรับ เมื่อ
เดินเข้าไปในสวนยาของหมอนายจึงพบพืชเภสัชกว่าร้อยชนิด ปลูกอย่างผสมผสาน ทั้งสมุนไพรพื้นบ้านและสมุนไพรหายากใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด เช่น ชิงช้าชาลี โปร่งฟ้า
อบเชย มะกล่ำตาหนู และว่านชนิดต่าง ๆ
ชิงช้าชาลี เป็นไม้เถาเลื้อยพันระโยงระยางไปตามลำต้นของไม้ใหญ่ บางเถาห้อยย้อยเป็นสายลงมาอย่างสวยงามเหมือนสายชิงช้าที่แกว่งไปมา จึงได้ชื่อว่าชิงช้าชาลี หรือจุ้งจาลิงตัวแม่ ซึ่งหมอสมุนไพรพื้นบ้านมักจะนำเถามาใช้แทนเถาบอระเพ็ด มีสรรพคุณช่วยบำรุงธาตุ เจริญอาหาร มีฤทธิ์แก้ปวดและลดการอักเสบ
มะกล่ำตาหนู สีแดงสดสะดุดตาของเมล็ดมะกล่ำตาหนู ทำให้ต้องหยุดมองและสอบถามถึงสรรพคุณของพืชชนิดนี้ จึงรู้ว่าเมล็ดมะกล่ำตาหนู มีรสเผ็ด เมา เบื่อ และมีพิษ ต้อง
ใช้อย่างระวัง แต่สามารถนำเมล็ดแห้งมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำมันพืช น้ำ น้ำมันมะพร้าว หรือเกลือ ใช้พอกหรือทาแก้โรคผิวหนัง ฆ่าเชื้อบริเวณผิวหนัง กลากเกลื้อน หิด ฝีมีหนอง
ฆ่าพยาธิผิวหนัง และแก้อาการบวมอักเสบได้ ใบมีรสหวาน ชงเป็นชาจะช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้อการเจ็บคอ แก้หลอดลมอักเสบ แก้ไอ
อบเชย เป็นเครื่องเทศสมุนไพรที่คนไทยรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดีและมีประโยชต่อสุขภาพ ช่วยสมานแผล ป้องกันอาการท้องร่วง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ และลดระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ เปลือกของอบเชยยังนำมาบดเป็นผงผสมในผลิตภัณฑ์ เช่น
ยาสีพัน น้ำยบัวนปาก ส และเครื่องสำอาง ช่วยเพิ่มความสดชื่น ต้านเชื้อแบคทีเรีย
คมนทีสอ ไม้พุ่ม มีดอกเล็กสีม่วงอ่อน ดูอ่อนโยนชนิดนี้ สังเกตที่ใบจะมีใบย่อย 3 ใบ เมื่อเด็ดนำมาขยี้และสูดดมจะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ทุกส่วนของคนทีสอใช้เป็นยาสมุนไพรได้ทั้งหมด ใบนำมาขยี้ดมช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ หรือนำใบและเมล็ดชงกับน้ำร้อนผสมน้ำตาลพอหวานเล็กน้อย ดื่มแก้อการหวัด น้ำมูกไหล เปลือกรักษาอาการไข้และใช้รักษาหญิงที่มี
อาการระดูพิการ
หมอนายบอกว่า เธอใช้เวลาหลายปีปลูกสวนยาที่มีคุณค่าไว้ในชุมชน โดยสมุนไพรที่เติบโตสมบูรณ์หล่นี้จะช่วยดูแลสุขภาพและรักษาภูมิปัญญาพื้นบ้านให้คงอยู่ต่อไป
ขอบคุณ:
เรื่อง กนกกาญจน์ เอี่ยมสะอาด ภาพจาก Pixabay
06/03/2022
✅ 5 กลุ่มโรคควรระวังช่วง “หน้าฝน”
✴️ กลุ่มโรคที่ 1 เป็นโรคติดต่อทางระบบหายใจ
โรคติดต่อทางระบบหายใจ ได้แก่โรคไข้หวัดใหญ่ พบได้ในทุกอายุ พบป่วยมากในเด็กเล็ก ส่วนผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
ส่วนโรคปอดบวม หรือปอดอักเสบ เกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อทางการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายหรือไอจามรดกัน ป้องกันได้ด้วยการรักษาสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้อบอุ่น หมั่นล้างมือ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
✴️กลุ่มที่ 2 มี 5 โรคที่มียุงเป็นพาหะ
โรคที่มียุงเป็นพาหะ ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ มาลาเรีย ไข้ปวดข้อยุงลาย โรคติดเชื้อไวรัสซิกา ทั้งหมดป้องกันได้ด้วยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและป้องกันตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด
✴️กลุ่มที่ 3 โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ
โรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ได้แก่ อหิวาตกโรค เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหาร น้ำดื่ม หรือจากแมลงวันที่เป็นพาหะนำโรค
ส่วนโรคไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อจากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง น้ำลาย เลือดจากผู้ป่วย
ทั้ง 2 โรคป้องกันด้วยการรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ ไม่มีแมลงวันตอม อาหารค้างมื้อควรอุ่นให้ร้อนจัดก่อนรับประทาน หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ ดื่มน้ำสะอาด และฉีดวัคซีนป้องกันโรค
✴️กลุ่มที่ 4 โรคติดต่ออื่นๆ
โรคติดต่ออื่นๆ ได้แก่ โรคมือ เท้า ปาก พบบ่อยในเด็ก ระบาดทุกปีช่วงฤดูฝนหรือเปิดเทอม ติดต่อจากการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของผู้ป่วย ส่วนโรคเลปโตสไปโรซิส เชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก เยื่อบุตา จมูก ปาก หรือไชเข้าผิวหนังที่แช่น้ำนานจนอ่อนนุ่ม
✴️กลุ่มที่ 5 ภัยสุขภาพในฤดูฝน
อันตรายจากการรับประทานเห็ดพิษ ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานเห็ดที่ไม่รู้จัก
อันตรายจากสัตว์มีพิษ ควรจัดบ้านให้สะอาด ไม่ให้เป็นที่หลบซ่อนของสัตว์มีพิษ ระวังเมื่อต้องเข้าไปในที่รก กอหญ้า หรือกองไม้
ส่วนภัยจากฟ้าผ่า เมื่อมีฝนตกฟ้าคะนอง ให้หลบในที่ปลอดภัย เช่น อาคารขนาดใหญ่ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือกลางแจ้งในขณะที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง เนื่องจากจะเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าเข้ามาในโทรศัพท์มือถือได้
ขับรถด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากฝนตกถนนจะลื่นทำให้ระยะการหยุดรถยาวกว่าปกติ และยังลดทัศนวิสัยการมองเห็นในการขับขี่
ขอขอบคุณ
ข้อมูล :กลุ่มภารกิจด้านข่าวและสื่อมวลชนสัมพันธ์ สำนักสารนิเทศ
06/03/2022
👉อาการมะเร็งปอด ไม่ได้เกิดแค่การสูบบุหรี่หรือสูดดมเพียงอย่างเดียว
คุณรู้จักมะเร็งปอดดีแค่ไหน
ถ้าไม่เคยสูบบุหรี่ คุณจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดหรือไม่?
นอกจากการไอ สัญญาณเตือนเบื้องต้นที่บ่งบอกว่าคุณมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปอดมีอะไรบ้าง?
เมื่อถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งปอด โรคนี้สามารถรักษาหายได้หรือไม่?
มะเร็งปอดแบ่งเป็นกี่ระยะ และคีโม คือ ทางรักษาเดียวของโรคนี้หรือไม่?
คนส่วนมากมีความเข้าใจว่า ผู้ที่จะเป็นโรคมะเร็งปอดได้นั้นต้องเป็นผู้สูบบุหรี่หรือผู้สูดดมควันที่เป็นมลพิษมาเป็นระยะเวลายาวนานเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วยังมีอีกหลายสาเหตุที่คุณไม่คาดคิดซึ่งสามารถนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งปอดได้ เช่น การสูดดมควันจากการทำอาหาร ควันที่มาจากธูปหรือเทียน และการเกิดยีนกลายพันธุ์ขึ้นในร่างกาย
หลังจากทำความรู้จักกับสาเหตุของการเป็นโรคมะเร็งปอดแล้ว สิ่งต่อมาที่คุณควรทำ คือ การหมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวเองและคนรอบข้าง การไอถือเป็นสัญญาณเตือนหนึ่งที่คนทั่วไปรับรู้กันดีว่าผู้ที่มีอาการไออาจจะมีปัญหาสุขภาพบางอย่างเกิดขึ้นที่ปอด แต่สำหรับโรคมะเร็งปอดนั้นจำเป็นต้องสังเกตอาการ
อื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตนร่วมด้วยโดยหากคุณมีอาการไอเรื้อรัง ไอปนเลือด น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ เหนื่อยง่าย เสียงแหบ หากคุณมีอาการเหล่านี้แสดงว่า ถึงเวลาแล้วที่คุณต้องไปหาหมอเพื่อตรวจเช็คให้แน่ใจว่ามีเนื้อร้ายอยู่ในปอดของคุณหรือไม่เพื่อทำการรักษาให้ทันท่วงที เนื่องจากโรคมะเร็งปอดเป็นโรคที่ยิ่งรู้ไว รักษาเร็ว คุณจะมีโอกาสหายได้มากขึ้นหากถูกวินิฉัยว่าเป็นเพียงในระยะที่หนึ่งหรือสอง
การวินิฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งปอดหรือไม่ ต้องใช้วิธีการเอกซเรย์ที่ปอด หรือส่องกล้องเข้าไปดูในหลอดลมแล้วพบว่ามีก้อนอยู่ จากนั้นจึงตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจเพื่อดูผลว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ และอีกวิธี คือ การตรวจวินิฉัยด้วยรังสีโดยโรคมะเร็งปอดสามารถแบ่งความรุนแรงของโรคออกเป็น 4 ระยะ ซึ่งแต่ละระยะจะมีการรักษาที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุและความรุนแรงของอาการ
: ระยะที่ 1 นั้นเป็นระยะที่จะพบว่ามีก้อนบางอย่างอยู่ในปอดซึ่งในระยะนี้ โรคมะเร็งปอดมักจะไม่มีการแสดงอาการความผิดปกติของร่างกายออกมา
: ระยะที่ 2 นั้นเป็นระยะที่มะเร็งมีการแพร่กระจายเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองที่ขั้วปอด โดยในระยะที่ 1 และ 2 เป็นระยะที่สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดนำก้อนเนื้อออกจากร่างกาย
: ระยะที่ 3 นั้นเป็นระยะที่พบมะเร็งแพร่กระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองและในช่องอก ซึ่งในการรักษาอาจใช้วิธีการผ่าตัด หรือ ฉายรังสี เพื่อให้เซลล์มะเร็งมีขนาดเล็กลงและหากทำได้แล้วจึงค่อยผ่าตัดออกจากร่างกาย
: ระยะที่ 4 นั้นเป็นระยะที่มะเร็งได้กระจายตัวไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น สมอง ตับ กระดูก และต่อมหมวกไต เป็นต้น
ในปัจจุบันผู้ที่ถูกวินิฉัยว่าเป็นผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะที่ 4 มีโอกาสที่จะรักษาอาการของโรคได้ตรงจุดมากขึ้นและสามารถใช้ชีวิตอยู่กับโรคมะเร็งปอดได้อย่างดีขึ้น เนื่องจากสามารถนำชิ้นเนื้อไปตรวจเพื่อวิเคราะห์ความรุนแรงของโรคและสาเหตุของการเกิดโรคได้โดยการรักษาโรคมะเร็งปอดระยะที่ 4 นั้นมีหลากหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy) ซึ่งจะใช้ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีโปรตีนบางชนิดทำงานผิดปกติบนผิวของมะเร็ง และการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted Therapies) หากแพทย์ตรวจพบว่าชิ้นเนื้อร้ายมีสาเหตุมาจากยีนกลายพันธุ์ เป็นต้น
ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนต้องหันมาให้ความสำคัญกับโรคมะเร็งปอด เนื่องจาก โรคมะเร็งปอดถือเป็นโรคที่พบมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในเพศชายและพบมากสุดเป็นอันดับ 5 ในเพศหญิง ซึ่งเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย ดังนั้น หากคุณสังเกตพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการเข้าข่ายการเป็นโรคมะเร็งปอด อย่ารีรอที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติที่เกิดขึ้นเพื่อการรักษาที่ทันท่วงทีและให้คุณได้ดำเนินชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข
อ้างอิงข้อมูลจาก
นพ.ธัช อธิวิทวัส หน่วยมะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
25/02/2022
😬 เครียดนักจัดหน่อย! #อาหารช่วยลดความเครียด
ปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น 😂 แถมช่วยบำรุงร่างกาย ดีต่อสุขภาพสุด ๆ
🤡 วันไหนใครคิดงานไม่ออก
📚 เรียนเยอะ เครียดสะสม
🥗 ลองหาอาหารเหล่านี้มากินกันดูน้า
🥰เทคแคร์จ้าทุกคน
ที่มา evpss.co/c87ae
#สุขภาพ #เครียด #ความเครียด #อารมณ์ดี
#อาหารลดเครียด
#อาหารสุขภาพ
23/02/2022
↘️ ใช้ชีวิตอย่างไร ห่างไกล 6 "มะเร็ง" สุดฮิต
หลายคนอาจจะทราบกันดีว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งนั้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งที่เกิดจากพันธุกรรมหรือโรคมะเร็งที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่หลายคนกลัวและพยายามหลีกเลี่ยง
แต่รู้หรือไม่ว่า โรคมะเร็งที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้น แท้จริงแล้วมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น นั่นแสดงว่าสาเหตุที่คนในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นโรคมะเร็ง มาจากสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งสิ้น อ. นพ.ธัช อธิวิทวัส สาขาวิชามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลถึง 3 อันดับแรกของโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชาย-เพศหญิงนั้น ได้แก่
🧑🦱เพศชาย
อันดับ 1 มะเร็งปอด
แม้ตัวเลขของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดในประเทศไทยนั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าประเทศอื่น ๆ แต่จำนวนของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ก็ยังถือว่าน่าเป็นห่วง เนื่องจากคนไทยจำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็นประจำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ในทุกช่วงวัย อย่างไรก็ตาม หากลดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลงได้ อีกทั้งระมัดระวังอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง ที่โดนความร้อนสูง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ค่อนข้างมาก
↘️อันดับ 2 มะเร็งตับ
สาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุดมาจากโรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองเป็น เพราะโรคนี้จะไม่ค่อยแสดงอาการอะไร ทำให้คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบนั้น มีโอกาสที่จะเป็นตับแข็งได้ตั้งแต่อายุยังน้อย จนกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด เพราะฉะนั้นใครที่รู้ตัวว่ามีประวัติครอบครัวเคยเป็นไวรัสตับอักเสบ ก็ควรไปตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ
↘️อันดับ 3 มะเร็งท่อน้ำดี
ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากพยาธิใบไม้ ซึ่งพยาธิใบไม้จะพบได้ในเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมชอบรับประทานของดิบ เช่น ปลาร้า ปลาดิบที่เป็นปลาน้ำจืด วิธีป้องกันนั้นง่ายกว่ามะเร็งชนิดอื่น คือแค่เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ให้ปรุงสุกก่อนทุกครั้ง ก็สามารถห่างไกลจากมะเร็งท่อน้ำดีได้
Advertisement
🧑🦳เพศหญิง
↘️อันดับ 1 มะเร็งเต้านม
ปัจจัยเสี่ยงหลัก ๆ ที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม มาจากการได้รับฮอร์โมนเพศหญิงในปริมาณมากเป็นเวลานาน เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด การฉีดฮอร์โมนเพื่อกระตุ้นให้ไข่ตกสำหรับผู้หญิงที่มีบุตรยาก นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงด้านพันธุกรรมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม มะเร็งเต้านมนั้นสามารถตรวจสอบด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ โดยการใช้มือคลำ หรือไปตรวจที่โรงพยาบาลเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป
↘️อันดับ 2 มะเร็งปากมดลูก
เดิมทีมะเร็งปากมดลูก เคยเป็นมะเร็งที่ผู้หญิงไทยเป็นเยอะที่สุด แต่ปัจจุบันมีจำนวนของผู้หญิงไทยที่เป็นโรคนี้ลดลง เพราะมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องมะเร็งปากมดลูกมากขึ้น ทำให้หลายคนเปิดใจ มีความกล้าที่จะไปตรวจมะเร็งปากมดลูกที่โรงพยาบาล นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีวัคซีนที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ที่สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-12 ปี ซึ่งวัคซีนตัวนี้จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ในอนาคต
↘️อันดับ 3 มะเร็งลำไส้
ผลการวิจัยพบว่า คนที่รับประทานผัก ผลไม้ มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งลำไส้น้อยกว่าคนที่ชอบรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด อย่างไรก็ตามคนที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ควรเริ่มตรวจอุจจาระเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อดูว่ามีเลือดปนมากับอุจจาระหรือไม่ นอกจากการตรวจหาเลือดในอุจจาระแล้ว การส่องกล้องลำไส้ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถตรวจหามะเร็งลำไส้ได้ดีอีกด้วย
ขอขอบคุณ🙏
ข้อมูล :นพ.ธัช อธิวิทวัส สาขาวิชามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
21/02/2022
📌📌📌 ระวัง 10 อาหารถูกปาก กินแล้วเสี่ยงโรคมะเร็งสูง
กระทรวงสาธารณะสุขเผยว่าโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย และหนึ่งในปัจจัยของการเกิดโรคมะเร็งคือ อาหารที่เราทานเข้าไปนั่นเอง ที่จะพูดถึงต่อไปนี้เป็นอาหารที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสูงมาก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ควรจะไปแตะต้องอาหารเหล่านี้เป็นดีที่สุด
1.อาหารที่ใช้กระดาษซับมัน .
กระดาษซับมันรวมไปถึงกระดาษทิชชู่ มีสารไดออกซินเป็นส่วนประกอบ หากนำมาสัมผัสกับอาหารที่จะรับประทาน จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้
2.อาหารปนเปื้อนสารพิษ
สารพิษที่ว่านี้ก็คือ ยาฆ่าแมลง สารกันเสีย และเชื้อรา การทานอาหารที่ปะปนสารพิษเหล่านี้เข้าไปจะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายแน่นอน ซึ่งอาหารเหล่านั้น ได้แก่ เมล็ดธัญพืชอบแห้ง พริกแห้ง และหอม เป็นต้น
3.อาหารที่มีสีสันสวยงาม.
ในความสวยงามเหล่านั้น ล้วนแฝงไปด้วยอันตรายจากสีผสมอาหาร หรืออาจเป็นสารอื่นๆ ที่ไม่ใช่สีผสมอาหารก็ได้ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคมะเร็งกระเพาะอาหารนั่นเอง
4.เนื้อสัตว์แปรรูป .
เชื่อว่าเนื้อสัตว์แปรรูปทั้งแฮม ฮอตดอก ไส้กรอก และเบคอน เป็นของโปรดของใครหลายคน แต่รู้หรือไม่ว่าอาหารเหล่านี้มีสวนผสมของดินประสิวที่เป็นอันตรายต่อร่างกายด้วย
5.ของดองและปิ้งย่าง .
อาหารประเภทนี้จะมีสารอะคลิราไมด์ (Acrylamide) และไพโรไลเซต (Pyrolysates) จะทำให้เกิดการสะสมในร่างกายและเกิดเป็นเชื้อมะเร็งได้
6.ขนมปังขาวและน้ำตาล .
ทั้งขนมปังขาวและน้ำตาลล้วนเป็นของชอบของมะเร็งทั้งคู่ ส่วนใหญ่แล้วจะทำให้เกิดมะเร็งตับอ่อน เป็นผลมาจากการที่ตับอ่อนทำงานหนัก เพื่อผลิตน้ำดีไปย่อยไขมันนั่นเอง
7.คุกกี้และโดนัท.
ขนมแสนอร่อยนี้มีไขมันที่เป็นอันตรายต่อร่างกายสูงมาก เรียกว่า Trans Fat หรือไขมันทรานส์ เป็นไขมันที่เพิ่มอนุมูลอิสระที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง
8.แอลกอฮอล์ .
การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ แต่ถ้าหากดื่มมากเกินไปก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับได้เหมือนกัน
9.ฟาสต์ฟู้ด .
หลายคนเรียกอาหารฟาสต์ฟู้ตว่า “อาหารขยะ” เพราะไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่แป้ง ไขมัน และน้ำตาล ส่วนใหญ่แล้วอาหารประเภทนี้จะเป็นของทอดที่มีสารก่อมะเร็งที่เรียกว่าอะคริลาไมด์ (Acrylamide) ผสมอยู่ด้วย
10.น้ำหวานหรือน้ำอัดลม.
เครื่องดื่มเหล่านี้ทำให้เกิดโรคอ้วนได้ง่าย เพราะมีน้ำตาลผสมอยู่ในปริมาณมาก และโรคอ้วนนี้เองที่ทำให้ผู้หญิงเราผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมามากเกินไป จนทำให้เซลล์เกิดความผิดปกติ ส่งผลให้เกิดเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด
อาหารบางอย่างที่ได้พูดถึงไปนี้ อาจเป็นของโปรดของใครหลายคนที่ทานมาตลอดตั้งแต่เด็ก แต่ถึงเวลาแล้วที่ต้องกำจัดออกไปจากชีวิต เพราะไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลยสักนิดเดียว...
ขอขอบคุณ
ภาพ :pexels.com
20/02/2022
📌 เตือนภัย! แป้งโยคี อย่าใช้โรยตัวเด็กเล็ก เสี่ยงปอดอักเสบ-เสียชีวิต
เภสัชกรเตือน “แป้งโยคี” กระปุกเหลือง ที่บางคนนิยมนำมาโรย มาทาหน้าทาตัวเด็ก ด้วยเชื่อว่าช่วยลดผดผื่นที่ผิวหนังได้ แท้จริงแล้วห้ามใช้กับเด็กเล็ก เพราะอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต
..เฟซบุ๊คเพจ เภสัชจิก กล่าวเตือนว่า แป้งโยคีที่ขายตามร้านขายยา ที่มีสรรพคุณช่วยลดผดผื่น ความอับชื้น สิวผด ไม่สามารถนำมาใช้ทาหน้าทาตัวเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบได้ ตามที่มีแจ้งไว้บนฉลากของผลิตภัณฑ์
📌แป้งโยคี ห้ามใช้กับเด็กเล็ก!
..แป้งโยคีมีส่วนผสมของแร่หินทัลค์ (Talcum) ที่เป็นอนุภาคที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ ก่อให้เกิดการสะสมในปอด จนเป็นสาเหตุของโรคในระบบทางเดินหายใจต่างๆ โรคภูมิแพ้ ไอ จาม จนอาจเป็นโรคในระบบหายใจที่รุนแรงขึ้น จนอาจกลายเป็นปอดอักเสบ มีเนื้องอกในปอด และสุดท้ายอันตรายจนเสียชีวิตได้
👉 วิธีใช้แป้งกับเด็กอย่างปลอดภัย
นอกจากนี้การใช้แป้งเด็กธรรมดาๆ กับเด็กเล็กมากเกินไป ก็อาจทำให้เด็กเกิดโรคภูมิแพ้ และมีปัญหากับทางเดินระบบหายใจเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงแนะนำให้ทาแป้งแต่น้อย บางๆ และอย่าทาหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กสูดเอาแป้งเข้าไปสะสมในปอดค่ะ
คลิ๊ก : https://line.me/ti/p/qwnJLnn_Ij
โทร. 093-1639324
#มะเร็งปอด #ปอดอักเสบ #ปอดติดเชื้อ #โรคปอด
#ปอดอุดกั้น #ปอดบวม
ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก เฟซบุ๊คเพจ เภสัชจิก และ istockphoto
คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?
ติดต่อ ธุรกิจของเรา
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
39/70/74
Samut Sakhon
74000